วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2563

นิพพาน

นิพพาน


นิพพาน คือ การหลุดพ้นจาก กิเลส และ กองทุกข์ หลุดพ้นจากวัฏฏสังสาร หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งเป็นจุดหมายสูงสุดของ ผู้ปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนา


ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา ได้จำแนกนิพพานออกเป็น 2 ประเภท คือ


        1.สอุปาทิเสสนิพพาน

        2.อนุปาทิเสสนิพพาน


1.สอุปาทิเสสนิพพาน คือ นิพพานที่ดับกิเลสทั้งหลาย คือ โลภะ โทสะ และ โมหะ ได้อย่างเด็ดขาด แต่เบญจขันธ์ ยังคงดำรงค์อยู่ และ เป็นไปตามปกติ ทำให้ยังต้องประสบกับ อิฏฐารมณ์ และ อนิฏฐารมณ์ แต่ก็จะไม่เกิด ความยินดี หรือ ความยินร้าย ใดๆ


2.อนุปาทิเสสนิพพาน คือ นิพพานที่ดับกิเลสทั้งหลาย คือ โลภะ โทสะ และ โมหะ ได้อย่างเด็ดขาด และ ดับเบญจขันธ์ ได้อย่างเด็ดขาดด้วยเช่นกัน เป็นการหลุดพ้น จากวัฏฏสังสาร อย่างสิ้นเชิง


การบรรลุนิพพาน จะเป็นการดับกิเลสจนหมดสิ้น ทำให้ไม่สามารถปรุงแต่งกรรมใหม่ขึ้นได้ ส่วนกรรมเก่าที่ได้เคยทำมา ก็ไม่อาจที่จะส่งผลให้เกิดภพใหม่ได้อีก ผู้ที่บรรลุนิพพานแล้ว จึงไม่มีการเกิดใหม่ หลังจากที่จุติจิตได้ดับลง เป็นเหมือนการ ตัดการเชื่อมโยงแห่งภพ ให้ขาดลงอย่างสิ้นเชิง


เรื่องของนิพพานนี้ มีการถกเถียงกันมานานเป็นพันปีแล้ว โดยมีความเชื่ออยู่ 2 กลุ่ม คือ


1.กลุ่มที่เชื่อว่า นิพพานเป็นอัตตา โดยมีแนวคิดว่า นิพพานจะมีสภาวะเป็น นิจจัง สุขขัง อัตตา (มีความแน่นอน เป็นสุข และ มีอยู่) ซึ่งจะตรงข้ามกับกฎของ ไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา (มีความไม่แน่นอน เป็นทุกข์ และ ไม่มีอยู่) โดยคนกลุ่มนี้เชื่อว่า สภาพธรรมของทุกสิ่ง อยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์ ยกเว้น นิพพาน ที่จะมีสภาพตรงข้าม คือเชื่อว่า เมื่อดับกิเลสทั้งปวงจนหมดสิ้นแล้ว ก็จะบรรลุถึงนิพพาน และอยู่ในสภาวะที่ เป็นสุขเที่ยงแท้แน่นอน และได้ไปจุติในแดนนิพพาน หรือ ดินแดนที่ผู้บรรลุนิพพานแล้ว อาศัยอยู่ ดังนั้น นิพพาน จึงเป็นตัวตน เป็นอัตตา


2.กลุ่มที่เชื่อว่า นิพพานเป็นอนัตตา โดยมีแนวคิดว่า นิพพาน เป็นความสุขสูงสุด เป็นความสุขในความสงบ ไม่ใช่ความสุขแบบทางโลก ไม่ใช่ความทุกข์ ไม่ใช่การมา ไม่ใช่การไป ไม่ใช่สถานที่ หมายถึง การหยุดอย่างสมบูรณ์ สิ้นสุดการเปลี่ยนแปลง ดำรงค์อยู่ในสภาพเดิม หรือ เป็นตถตา คือ การเป็นเช่นนั้นเอง ไม่มีการปรุงแต่งใดๆ มีความเป็น สุญญตา ซึ่งคือ ความว่าง นิพพาน จึงเป็นธาตุว่าง และ หลักของพุทธศาสนา สอนให้ ละอัตตา ละตัวตน ไม่ยึดมั่นถือมั่น นิพพาน จึงเป็น อนัตตา


ถึงแม้ว่า ความเชื่อในเรื่องนี้ จะแบ่งเป็น 2 แนวทาง แต่โดยสรุปแล้ว ทั้ง 2 แนวทาง ก็ยึดถือว่า นิพพาน เป็นจุดหมายสูงสุดของ ผู้ที่มุ่งมั่นปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนา และ วิธีที่จะบรรลุถึงนิพพานได้ ก็คือ การปฏิบัติธรรม ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า จนสามารถที่จะ ดับกิเลสทั้งหลายทั้งปวง ได้อย่างบริบูรณ์

วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2563

โสดาบัน

โสดาบัน


โสดาบัน จัดเป็นอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา ระดับแรก ใน 4 ระดับ คือ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์


โสดาบัน แปลว่า ผู้แรกถึงกระแสธรรม หรือ ผู้แรกถึงกระแสที่จะนำไปสู่พระนิพพาน


ในพระไตรปิฎก มีข้อความที่ แสดงถึงความหมายของ โสดาบันอยู่มากมาย เช่น ผู้ถึงกระแส, ผู้อยู่ชิดประตูอมตะ, ผู้มีสัมมาทิฏฐิสมบูรณ์, ผู้รู้จักโลกแท้จริง เป็นต้น


คุณสมบัติของผู้ที่จะบรรลุโสดาบันได้นั้น คือ สามารถ ละสังโยชน์ 3 ประการแรกได้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า “เพราะสังโยชน์ 3 สิ้นไป จึงถึงโสดาบัน” 


สังโยชน์ หมายถึง กิเลส หรือ องค์ธรรม ที่ผูกมัดสัตว์โลกทั้งหลาย ไว้กับทุกข์ มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 10 ประการ คือ 


1.สักกายทิฏฐิ หมายถึง การคิดว่า ตัวเราเป็นของเรา 


2.วิจิกิจฉา หมายถึง ความลังเลสงสัย 


3.สีลัพพตปรามาส หมายถึง การปฏิบัติพรตนอกรีต 


4.กามราคะ หมายถึง การติดใจในกามคุณ 


5.ปฏิฆะ หมายถึง ความกระทบกระทั่งในใจ 


6.รูปราคะ หมายถึง การยึดติดในรูปที่ชอบ รูปที่พึ่งพอใจ 


7.อรูปราคะ หมายถึง การยึดติดในสิ่งที่เป็นนามธรรม 


8.มานะ หมายถึง การถือว่า ตนเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ 


9.อุทธัจจะ หมายถึง ความฟุ้งซ่าน


10.อวิชชา หมายถึง ความไม่รู้


การบรรลุโสดาบัน จะต้องละสังโยชน์ หรือ ต้องสามารถขจัดกิเลส 3 ประการแรกได้ คือ


        - สักกายทิฏฐิ หมายถึง ความเห็นว่า เป็นตัวของตน ถือตัวตนเป็นอัตตาทิฎฐิ เช่น เห็นรูปเป็นตน เห็นเวทนาเป็นตน เป็นต้น


        - วิจิกิจฉา หมายถึง ความสงสัยในพระรัตนตรัย และ ในกุศลธรรมทั้งหลาย


        - สีลัพพตปรามาส หมายถึง ความยึดมั่นในข้อปฏิบัติ ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ เช่น การประพฤติตนอย่างโค, การนอนบนหนามของพวกโยคี เป็นต้น


ถึงแม้ว่า การละสังโยชน์ 3 ประการนี้ จะทำให้บรรลุโสดาบันได้ แต่ก็จะต้องเป็นการละ ที่มาจาก การพิจารณาธรรมจนเกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ด้วย (ไม่ใช่ละแต่การกระทำภายนอก แต่ภายในใจยังละไม่ได้) เช่น พระนางอภิรูปนันทา เจ้าหญิงศากยวงศ์ ผู้ทรงบวชเป็นภิกษุณี ไม่ยอมเข้าสดับฟังพระธรรมกับพระพุทธเจ้า เพราะ พระพุทธเจ้า มักทรงเทศนาเรื่อง ข้อเสียของการมีรูปลักษณ์ที่งดงาม แต่สุดท้าย เมื่อพระนางได้ทอดพระเนตร หญิงงามที่พระพุทธเจ้าทรงเนรมิตขึ้นมา จากหญิงามกลายเป็นหญิงชรา จากหญิงชรากลายเป็นซากศพ พระนางก็ทรงเข้าพระทัยว่า รูปนั้นไม่ใช่ของๆเรา สุดท้ายแล้ว รูปโฉมที่งดงาม ก็ต้องแห้งเหี่ยว และ กลายเป็นศพไป เมื่อพระนางเข้าพระทัย ก็บรรลุโสดาบันได้ในที่สุด


การที่จะบรรลุมรรคผล เป็นอริยบุคคล มิได้จำกัดอยู่เฉพาะ เพศบรรพชิตเท่านั้น แต่คฤหัสถ์ก็สามารถบรรลุได้ เช่น


       - พระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ แห่งแคว้นมคธ


       - อนาถบิณฑิกเศรษฐี ผู้บำรุงพระสงฆ์ และ สงเคราะห์คนอนาถา อย่างไม่มีใครเทียบเท่า


       - นางวิสาขามหาอุบาสิกา ผู้มีบุตรถึง 20 คน แต่สามารถที่จะ บำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม ได้เป็นอย่างดี


       - หมอชีวกโกมารภัจ แพทย์ประจำพระองค์พระพุทธเจ้า และ คณะสงฆ์


       - นกุลบิดา และ นกุลมารดา สามีภรรยาผู้ครองรักอย่างภักดีมั่นคงตราบชรา และ ปรารถนาให้เกิดมาพบกันทุกชาติไป


ถ้าจะกล่าวแบบง่ายๆ อาจกล่าวได้ว่า 


โสดาบันเป็นผู้ที่ รักษาศีลได้อย่างบริบูรณ์ ทำสมาธิได้พอประมาณ และ เจริญปัญญาได้พอประมาณ คือยังไม่สมบูรณ์ จึงต้องอาศัยปัญญา ที่หนุนด้วยแรงศรัทธา


โสดาบัน เป็นผู้ที่ได้เริ่มรู้จักกับ ความสุขสงบ ความผ่องใส ความเป็นอิสระ มองเห็นคุณค่าของธรรม จนทำให้เกิดฉันทะในธรรมอย่างจริงจัง จนไม่มีทางที่จะ หวนกลับไปมัวเมา ในการแสวงหาสิ่งปรนเปรอทางวัตถุอีกต่อไป


พระพุทธเจ้าทรงได้ตรัสเน้น ถึงคุณค่า และ ความสำคัญ ของการเป็นโสดาบันไว้อย่างมากมาย และ ทรงสนับสนุนอย่างจริงจัง ให้ยึดถือเอาเป็นเป้าหมาย ของการดำรงอยู่ในโลก


หากรู้สึกว่า นิพพาน เป็นเรื่องที่ยังห่างไกล และ ยากเกินกว่าที่จะเข้าใจ ก็ขอให้ยึดเอาภาวะโสดาบันนี้ เป็นสะพานนำไปสู่ ความเข้าใจนิพพาน เพราะ ความเป็นโสดาบัน เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ง่ายกว่า สำหรับคนทั่วไป และ ในขณะเดียวกัน ความเป็นโสดาบัน ก็เป็นฐาน ในการเข้าถึงกระแสนิพพาน หรือเรียกว่าเป็น ปฐมทัศน์แห่งนิพพาน นั่นเอง

วันพุธที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563

วันเข้าพรรษา

วันเข้าพรรษ


การเข้าพรรษา ตามปกติ จะเริ่มตั้งแต่ วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี แต่ถ้าปีใด มีเดือน 8 สองหน ก็เลื่อนมาเป็น วันแรม 1 ค่ำ เดือนแปดหลัง และ จะออกพรรษาใน วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 วัน


วันเข้าพรรษา   เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่ง ในพุทธศาสนา เป็นวันที่พระสงฆ์ จะอธิษฐานว่า จะพักประจำอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง โดยไม่ไปค้างแรมที่อื่น ตลอดฤดูฝน มีกำหนดระยะเวลา 3 เดือน ตามที่พระธรรมวินัยบัญญัติไว้ เรียกว่า จำพรรษา


การจำพรรษานี้ เป็นข้อปฏิบัติที่พระสงฆ์ จะต้องถือปฏิบัติ จะไม่จำพรรษาไม่ได้ พระสงฆ์รูปใดไม่จำพรรษา ถือว่าต้องอาบัติทุกกฏตามพระวินัย


สาเหตุที่พระพุทธเจ้า ทรงบัญญัติให้พระสงฆ์ ต้องอยู่จำพรรษาในฤดูฝน ก็เนื่องมาจาก พระสงฆ์ในสมัยพุทธกาล มีหน้าที่ในการออกเดินทาง ไปเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอน ในที่ต่างๆ ไม่ได้อยู่ประจำที่ เหมือนในปัจจุบัน เมื่อถึงฤดูฝน ชาวบ้านก็จะทำการ ปลูกข้าว ปลูกพืชผัก ธัญญาหารต่างๆ และ ในระหว่างที่พระสงฆ์เดินทาง ก็มักจะเดินไปเหยียบย่ำพืชผักของชาวบ้าน จนเสียหายอยู่บ่อยครั้ง พระพุทธเจ้าจึงให้ พระสงฆ์อยู่ประจำที่ในฤดูฝน แต่ถ้ามีกิจธุระจำเป็นอันชอบด้วยพระวินัย ก็ทรงอนุญาตให้ไปค้างแรมที่อื่นได้ ครั้งละไม่เกิน 7 คืน หากเกินกำหนด จะถือว่า พรรษาขาด กิจธุระจำเป็นที่พระพุทธเจ้า ทรงอนุญาตไว้ มี 4 อย่าง ดังนี้


1.ไปเพื่อรักษาพยาบาล ภิกษุสามเณร หรือ บิดามารดา ที่เจ็บป่วย


2.ไปเพื่อระงับ หรือ ห้ามปราม ภิกษุสามเณร ที่อยากจะสึกมิให้สึก


3.ไปเพื่อกิจธุระของสงฆ์ เช่น ไปหาอุปกรณ์ เพื่อมาซ่อมแซมกุฏิที่ชำรุด


4.หากทายกมานิมนต์ ไปบำเพ็ญบุญกุศล ก็ไปเพื่อบำรุงศรัทธาของเขาได้


ถึงแม้ว่า การเข้าพรรษาจะเป็นเรื่องของพระสงฆ์เป็นหลัก แต่พุทธศาสนิกชน ก็ได้ถือเอาช่วงระยะเวลานี้ เป็นโอกาสดีในการ บำเพ็ญบุญ สร้างกุศล ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น เข้าวัดทำบุญใส่บาตร ถวายเครื่องสักการะบูชา ฟังเทศน์ ฟังธรรม รักษาอุโบสถศีลที่วัด บางคนตั้งใจงดเว้นอบายมุขต่างๆ เป็นกรณีพิเศษ เช่น งดการฆ่าสัตว์ งดการเสพสุรา เป็นต้น สิ่งที่พิเศษกว่าวันสำคัญอื่นๆ ก็คือ มีการถวายผ้าอาบน้ำฝน และ หลอดไฟ หรือ เทียนเข้าพรรษา แก่พระสงฆ์ด้วย โดยเชื่อกันว่า การให้ทานด้วยแสงสว่าง จะมีอานิสงส์ ทำให้ เพิ่มพูนปัญญา หูตาสว่างไสว


นอกจากนี้ ชายไทยที่เป็นพุทธศาสนิกชน และ มีอายุครบ 20 ปีบริบรูณ์ จะนิยม เข้าบรรพชาอุปสมบทเป็นพระสงฆ์ เพื่ออยู่จำพรรษา ในหน้าฝน ตลอดทั้ง 3 เดือน เป็นการทดแทนพระคุณของพ่อแม่ เรียกว่า บวชเอาพรรษา

วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2563

วันมาฆบูชา

วันมาฆบูชา


มาฆบูชา ย่อมาจากคำว่า มาฆบุรณมี แปลว่า การบูชาในวันเพ็ญ เดือน 3 วันมาฆบูชา จึงตรงกับ วันเพ็ญ(ขึ้น 15 ค่ำ) เดือน 3 แต่ถ้าปีใดเป็นปี อธิกมาส คือ เป็นปีที่มีเดือน 8 สองหน ก็จะเลื่อนไปเป็น วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4


วันมาฆบูชา เป็นวันสำคัญวันหนึ่ง ในพุทธศาสนา มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วันจาตุรงคสันนิบาต


คำว่า จาตุร แปลว่า 4

คำว่า องค์ แปลว่า ส่วน

คำว่า สันนิบาต แปลว่า ประชุม

วันจาตุรงคสันนิบาต จึงหมายถึง วันที่มีการประชุมพร้อมกัน 4 ส่วน หรือ  วันที่มีการประชุมพร้อมด้วยองค์ 4


องค์ 4 หรือ องค์ประกอบทั้ง 4 ประการ ที่ทำให้วันมาฆบูชา เป็นวันสำคัญ คือ


1.เป็นวันที่ พระภิกษุสงฆ์ จำนวน 1,250 รูป มาประชุมพร้อมกัน ณ เวฬุวันวิหาร ในกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ โดยมิได้นัดหมาย


2.พระภิกษุทั้งหมด ที่ได้มาร่วมประชุมในครั้งนี้ ล้วนแล้วแต่เป็น เอหิภิกขุอุปสัมปทา(เป็นผู้ที่ ได้รับการอุปสมบทโดยตรง จากพระพุทธเจ้า) ทั้งสิ้น


3.พระภิกษุทั้งหมด ที่ได้มาร่วมประชุมในครั้งนี้ ล้วนแล้วแต่ เป็นผู้ที่ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วทั้งสิ้น


4.เป็นวันที่ พระจันทร์เต็มดวง กำลังเสวยมาฆฤกษ์


นอกจาก เหตุการณ์สำคัญทั้ง 4 ประการแล้ว ในวันมาฆบูชานี้ ยังเป็นวันที่พระพุทธเจ้า ได้ทรงแสดง โอวาทปฎิโมกข์ ซึ่งเป็นหลักคำสอน ที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา แก่พระอรหันต์ทั้ง 1,250 รูป อีกด้วย


คาถา โอวาทปาฏิโมกข์ มีดังนี้


สพฺพปาปสฺส อกรณํกุสลสฺสูปสมฺปทา

สจิตฺตปริโยทปนํเอตํ พุทธาน สาสนํฯ


ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา

นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา

น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี

สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโตฯ


อนูปวาโท อนูปฆาโต ปาติโมกฺเข จ สํวโร

มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ ปนฺตญฺจ สยนาสนํ

อธิจิตฺเต จ อาโยโค เอตํ พุทฺธาน สาสนํฯ


คำแปล คาถา โอวาทปาฏิโมกข์


การไม่ทำความชั่วทั้งปวง, การบำเพ็ญแต่ความดี, การทำจิตของตนให้ผ่องใส นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย


ขันติ คือความอดกลั้น เป็นตบะอย่างยิ่ง,


พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวว่า นิพพาน เป็นบรมธรรม,


ผู้ทำร้ายคนอื่น ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต,


ผู้เบียดเบียนคนอื่น ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ


การไม่กล่าวร้าย, การไม่ทำร้าย, ความสำรวมในปาฏิโมกข์,


ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร, ที่นั่งนอนอันสงัด, ความเพียรในอธิจิต นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย


กล่าวโดยสรุปแล้ว เนื้อหาสำคัญ ของคาถานี้ ตามที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ และ จำกันได้ ก็คือ "ทำแต่ความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้ผ่องใส"


เมื่อถึงวันมาฆบูชา พุทธศาสนิกชนชาวไทยส่วนใหญ่ จะนิยมไปทำบุญตักบาตรในตอนเช้า และ ตลอดทั้งวัน ก็จะบำเพ็ญบุญ สร้างกุศล ทำความดีต่างๆ เช่น ทำทาน ปล่อยนกปล่อยปลา งดเว้นการทำบาปทั้งปวง ถือศีล ถวายสังฆทาน ฟังพระธรรมเทศนา เป็นต้น และ ในช่วงเวลาประมาณ 20 นาฬิกา ก็จะไปเวียนเทียนรอบโบสถ์ที่วัด ซึ่งโดยปกติ ตามวัดต่าง ๆ จะจัดให้มี พิธีการเวียนเทียน อย่างเป็นทางการอยู่แล้ว พุทธศาสนิกชน และ ผู้ที่สนใจ สามารถเข้าร่วมได้ตามศรัทธา

วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2563

วันอาฬสาหบูชา

วันอาฬสาหบูชา


วันอาสาฬหบูชา จะตรงกับ วันเพ็ญ เดือน 8 (ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8) ถ้าปีใดที่มีเดือน 8 สองหน ก็จะเลื่อนไปเป็น วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 หลัง


คำว่า อาสาฬห หมายถึง เดือน 8 (ทางจันทรคติ)

คำว่า บูชา หมายถึง การบูชา

อาฬสาหบูชา จึงแปลว่า การบูชาในเดือน 8 คือ เป็นการบูชาเพื่อ ระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญ ทางพุทธศาสนา ที่ได้บังเกิดขึ้นในเดือน 8 อาฬสาหบูชานี้ เรียกแบบเต็มว่า อาสาฬหบูรณมีบูชา


วันอาสาฬหบูชา ถือได้ว่า เป็นวันเริ่มต้นประกาศพระพุทธศาสนา เพราะ เป็นวันที่พระพุทธเจ้า ทรงแสดงพระธรรมที่ได้ตรัสรู้ เป็นครั้งแรก พระธรรมนั้นมีชื่อว่า ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แปลว่า พระสูตรแห่งการหมุนวงล้อธรรม หรือ พระสูตรแห่งการแผ่ขยายธรรมจักร


หลังจากที่ พระพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้ ในวันเพ็ญ เดือน 6 แล้ว ก็ทรงระลึกถึง ปัญจวัคคีย์ ทั้ง 5 คือ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และ อัสชิ ซึ่งเป็นผู้อุปฐากพระองค์ เมื่อครั้งที่ยังทรงบำเพ็ญด้วยทุกข์กิริยาอยู่ จึงได้ทรงเสด็จไปแสดงพระธรรมเทศนา แก่เหล่าปัญจวัคคีย์ ณ มฤคทายวัน ตำบลอิสิปตนะ เมืองพาราณสี ในชมพูทวีปเมื่อสมัยโบราณ ซึ่งในปัจจุบัน ตั้งอยู่ในประเทศอินเดีย การแสดงพระธรรมเทศนา ในครั้งนั้น ถือว่าเป็นการแสดงพระธรรมต่อผู้คน เป็นครั้งแรกในพระพุทธศาสนา จึงเรียกการเทศนาครั้งนั้นว่า ปฐมเทศนา โดยมีหลักธรรมสำคัญอยู่ 2 ประการ คือ


1.มัชฌิมาปฏิปทา คือ ทางสายกลาง หรือ ข้อปฏิบัติที่เป็นกลาง ถูกต้อง เหมาะสม ดำเนินการด้วยปัญญา โดยใช้หลักของ มรรค 8 ประกอบด้วย


      - สัมมาทิฏฐิ คือ การเห็นชอบ

      - สัมมาสังกัปปะ คือ การดำริชอบ

      - สัมมาวาจา คือ การเจรจาชอบ

      - สัมมากัมมันตะ คือ การกระทำชอบ

      - สัมมาอาชีวะ คือ การประกอบอาชีพชอบ

      - สัมมาวายามะ คือ การพยายามชอบ

      - สัมมาสติ คือ การระลึกชอบ

      - สัมมาสมาธิ คือ การตั้งจิตมั่นชอบ


2.อริยสัจ 4 คือ ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ ที่ทำบุคคล พ้นจากความทุกข์ ประกอบด้วย


      - ทุกข์ คือ ความเป็นทุกข์

      - สมุทัย คือ สาเหตุแห่งความเป็นทุกข์ 

      - นิโรธ คือ การดับทุกข์

      - มรรค คือ วิธี หรือ กระบวนการในการดับทุกข์


เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมเทศนาจบลง ท่านโกณฑัญญะ ผู้เป็นหัวหน้าปัญจวัคคีย์ เป็นผู้ที่เกิดดวงตาเห็นธรรม เป็นคนแรก จึงได้กราบทูลขอบวช พระพุทธเจ้าทรงอนุญาต พระภิกษุสาวกรูปแรก ในพระพุทธศาสนา จึงถือกำเนิดขึ้น มีนามว่า อัญญาโกณฑัญญะ ดังนั้น วันอาสาฬหบูชา จึงถือว่าเป็นวันแรก ที่มีพระรัตนตรัย ครบองค์สาม คือ พระพุทธ พระธรรม และ พระสงฆ์ 


สรุปแล้ว ความสำคัญของ วันอาสาฬหบูชา ก็คือ


1.เป็นวันแรก ที่พระพุทธเจ้า ทรงประกาศเผยแผ่ พระพุทธศาสนา


2.เป็นวันที่พระพุทธเจ้า แสดงปฐมเทศนา คือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร


3.เป็นวันที่มี พระภิกษุสาวก รูปแรก ในพระพุทธศาสนา คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ


4.เป็นวันแรก ที่มีพระรัตนตรัย ครบองค์สาม คือ พระพุทธ พระธรรม และ พระสงฆ์


เมื่อถึงวันอาสาฬหบูชา พุทธศาสนิกชนชาวไทย จะนิยมทำบุญตักบาตรในตอนเช้า และตลอดทั้งวัน ก็จะมีการบำเพ็ญบุญ สร้างกุศล ทำความดีต่างๆ เช่น ถือศีล ถวายสังฆทาน ให้อิสระทาน (ปล่อยนกปล่อยปลา) งดเว้นการทำบาปทั้งปวง   ฟังพระธรรมเทศนา เป็นต้น และในตอนค่ำ ก็จะไปเวียนเทียนรอบโบสถ์ที่วัด ในเวลาประมาณ 20.00 น. ซึ่งโดยปกติแล้ว ตามวัดทั่วไป ก็จะจัดให้มีพิธีกรรมต่างๆ อย่างเป็นทางการอยู่แล้ว พุทธศาสนิกชน และ ผู้ที่สนใจ สามารถเข้าร่วมได้ตามศรัทธา

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

วันวิสาขบูชา

วันวิสาขบูชา


วันวิสาขบูชา ตรงกับ วันเพ็ญ เดือน 6 (วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6) ถ้าปีใดเป็นปีอธิกมาส คือ เป็นปีที่มีเดือน 8 สองหน ก็จะเลื่อนไปเป็น วันเพ็ญ เดือน 7


วันวิสาขบูชานี้ ถือว่าเป็นวันสำคัญยิ่ง ในทางพระพุทธศาสนา และ ยังเป็นวันที่ องค์การสหประชาชาติ ยกย่องให้เป็น วันสำคัญสากลของโลก (Vesak Day) อีกด้วย


สาเหตุที่วันวิสาขบูชา ได้รับการยกย่องว่า เป็นวันสำคัญ ก็เพราะ เป็นวันที่ มีเหตุการณ์สำคัญ ในพระพุทธศาสนา เกิดขึ้น 3 เหตุการณ์ด้วยกัน คือ


1.เป็นวันที่ เจ้าชายสิทธัตถะ(พระพุทธเจ้า) ทรงประสูตร ณ พระราชอุทยานลุมพินีวัน ตรงกับ เช้าวันศุกร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีจอ ก่อนพุทธศักราช 80 ปี


2.เป็นวันที่ เจ้าชายสิทธัตถะ ทรงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า หลังจากทรงออกผนวชได้ 6  ปี ณ ใต้ร่มไม้ศรีมหาโพธิ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ปัจจุบัน สถานที่แห่งนี้ เรียกว่า พุทธคยา เป็นตำบลหนึ่งของ เมืองคยา แห่งรัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ในขณะที่ เจ้าชายสิทธัตถะ ทรงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงมีพระชนมายุ 35 พรรษา ตรงกับ เช้ามืดวันพุธ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีระกา ก่อนพุทธศักราช 45 ปี


3.เป็นวันที่ พระพุทธเจ้า ทรงเสด็จดับขันธปรินิพพาน หลังจากที่ พระองค์ทรงตรัสรู้ และ ได้ประกาศพระศาสนา โปรดเวไนยสัตว์เป็นเวลา 45 ปี จนพระองค์ ทรงมีพระชนมายุได้ 80 พรรษา ตรงกับ วันอังคาร ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเส็ง ทรงเสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ สาลวโนทยาน ของมัลลกษัตริย์ เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ ในปัจจุบัน สถานที่แห่งนี้ อยู่ในเมืองกุสีนคระ แคว้นอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย


เหตุการณ์ทั้ง 3 ประการนี้ ในแต่ละเหตุการณ์ ก็ถือว่า มีความสำคัญยิ่งในพระพุทธศาสนาอยู่แล้ว แต่ก็เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งขึ้นไปอีก เพราะ มาเกิดขึ้นในวันเดียวกัน เพียงแต่ห่างกันหลายสิบปีเท่านั้น


เมื่อถึงวันวิสาขบูชา พุทธศาสนิกชนชาวไทย นิยมที่จะทำบุญตักบาตรในตอนเช้า และตลอดวัน ก็จะทำความดี บำเพ็ญบุญ บำเพ็ญกุศล ด้วยวิธีต่างๆ เช่น ทำบุญถวายสังฆทาน ตั้งใจรักษาศีล 5 หรือ ศีล 8 ให้อิสระทาน(ปล่อยนกปล่อยปลา) งดเว้นจากการทำบาปทั้งปวง ฟังพระธรรมเทศนา เป็นต้น และ เมื่อถึงตอนค่ำ ก็จะไปเวียนเทียนรอบพระอุโบสถ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา (ในเวลาประมาณ 20 นาฬิกา) โดยปกติ แล้ว ตามวัดต่างๆ ก็มักจะจัดให้มีการ ทำวัตรสวดมนต์ และ ทำการเวียนเทียน ในวันวิสาขบูชา อย่างเป็นทางการอยู่แล้ว พุทธศาสนิกชน และ ผู้ที่สนใจ สามารถเข้าร่วมได้ ตามความศรัทธา

วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

พระสีวลี

พระสีวลี


พระสีวลีเถระ หรือ พระสีวลี เป็นพระภิกษุที่ พระพุทธเจ้าทรงยกย่อง ให้อยู่ในตำแหน่ง เอตะทัคคะ ทางความเป็นเลิศในด้าน ผู้มีลาภมาก เนื่องจาก ท่านเป็นผู้ที่ได้รับลาภสักการะมาก จากกุศลกรรมที่ท่านได้ทำมาแต่อดีต


เชื่อกันว่า ผู้ใดที่มีรูปหล่อของพระสีวลีไว้ประจำบ้าน จะทำให้ ตนเอง และ บ้านเรือนของตน เป็นศิริมงคล เป็นเมตตามหานิยม ช่วยป้องกันภัยอันตรายต่างๆ ผู้ที่หมั่นสวดสักการะบูชาท่านอยู่เสมอ จะมีโชคลาภอยู่เป็นนิตย์


ประวัติของพระสีวลี


พระสีวลี เป็นพระโอรสของ พระนางสุปปวาส ซึ่งเป็นพระราชธิดาของราชาแห่งกรุงโกลิยะ พระสีวลีต้องอยู่ในครรภ์พระมารดา นานถึง 7 ปี 7 เดือน 7 วัน เนื่องจาก ต้องชดใช้กรรมเก่า จากอดีตชาติ


ในอดีตชาติ

พระสีวลีเกิดเป็นพระราชาของกะสินคร พระนางสุปปวาสเกิดเป็น พระมารดาของพระราชา ในขณะนั้น กสินคร และ ปะสินคร เกิดทำสงครามกัน  พระราชาของกะสินคร ทรงมีอุบายร่วมกับพระมารดา โดยยกกองทัพใหญ่ ไปปิดล้อมปะสินครไว้ ตัดขาดการติดต่อจากโลกภายนอก เพื่อให้ปะสินครยอมแพ้เอง โดยไม่ต้องสู้รบ ทำให้ชาวเมือง ต้องประสบกับ โรคภัยไข้เจ็บ ขาดแคลนอาหาร ดำรงชีวิตด้วยความทุกข์เวทนา นานถึง 7 ปี 7 เดือน 7 วัน ปะสินครจึงยอมแพ้


ผลจากกรรมนั้น จึงส่งผลให้ พระสีวลี ต้องทุกข์ทรมาน อยู่ในครรภ์พระมารดา นานถึง 7 ปี 7 เดือน 7 วัน 


ในขณะที่พระสีวลี อยู่ในพระครรภ์นั้น นอกจากจะต้องชดใช้บาปกรรมในอดีตแล้ว ผลบุญที่เคยสร้างมา ก็ยังส่งผลด้วย ทำให้พระมารดา ได้โชคลาภสักการะอย่างมากมาย ไม่ขาดสาย เนื่องจาก ในอดีตชาติ สมัยของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า “วิปัสสี” พระสีวลี เกิดเป็นเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง ในหมู่บ้านเล็กๆ ของเมืองพันธุมดี เด็กหนุ่มผู้นี้ ได้หมั่นสร้างบุญ สร้างกุศลอยู่เสมอ มิได้ขาด จนกระทั่งสิ้นอายุขัย และ ที่สำคัญเขาได้มีโอกาส ได้เข้าไปถวายน้ำผึ้งที่กรองมาอย่างดีแก่ พระพุทธเจ้าวิปัสสี และ พระภิกษุสงฆ์ 500 รูป ด้วยมือของตนเอง และ พระพุทธเจ้าวิปัสสี ได้ทรงประทานพร ให้เขาเป็นผู้มีลาภมาก เมื่อมาเกิดเป็น พระสีวลี จึงส่งผลให้ตัวท่าน และ คนรอบข้าง ได้รับลาภสักการะอยู่เสมอ


หลังจากที่ พระสีวลี อยู่ในครรภ์พระมารดา มานาน จนใกล้ถึงเวลาที่จะประสูติ พระมารดาทรงได้รับ ทุกขเวทนาอย่างมาก พระนางจึงขอให้พระสวามี ไปกราบบังคมทูลขอพร จากพระพุทธเจ้า และ พระพุทธเจ้าก็ทรงประทานพรแก่พระนางว่า “ขอให้พระนางสุปปวาสา พระราชธิดาแห่งพระเจ้ากรุงโกลิยะ จงเป็นหญิงมีความสุขปราศจากโรคาพยาธิ และ ประสูติพระราชโอรสผู้หาโรคมิได้ ออกมาโดยง่ายเถิด” หลังจากนั้น พระนางก็ได้ประสูติพระราชโอร ออกมาอย่างง่ายดาย และ พระประยูรญาติทั้งหลาย ได้ถวายพระนามแก่ พระราชโอรสน้อยว่า สีวลีกุมาร


เมื่อพระนางสุปปวาสา มีพระวรกายแข็งแรงดีแล้ว พระองค์มีพระประสงค์ จะถวายมหาทานติดต่อ 7 วัน จึงขอให้พระสวามี กราบทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ มารับมหาทาน และ ตลอดทั้ง 7 วันนั้น สีวลีกุมาร ผู้มีพระวรกายแข็งแรงดุจกุมารที่มีพระชนม์ 7 พรรษา ก็ได้มาช่วย พระบิดาและพระมารดา จัดแจงกิจต่างๆโดยตลอด


พระสารีบุตรเถระ ซึ่งอยู่ในหมู่ภิกษุสงฆ์ด้วย ได้สังเกตดูสีวลีกุมารอยู่ตลอด ตั้งแต่วันแรก เกิดความรู้สึกพอใจ ในพระราชกุมารน้อยอย่างยิ่ง เมื่อถึงวันที่ 7 ซึ่งเป็นวันสุดท้าย พระสารีบุตรเถระ จึงได้ชักชวนให้สีวลีกุมารออกบวช สีวลีกุมาร ซึ่งมีจิตน้อมไปทางการบวชอยู่แล้ว ได้กราบทูลขออนุญาตจากพระบิดาและพระมารดา เมื่อได้รับอนุญาต จึงติดตามพระเถระ ไปยังพระอาราม พระสารีบุตรมหาเถระ ผู้รับภาระเป็นพระอุปัชฌาย์ ได้สอนพระกรรมฐานเบื้องต้น คือ ปัญจะกะกรรมฐาน ทั้ง 5 ให้ ในขณะเข้าพิธีบวช สีวลีกุมาร ได้พิจารณาพระกรรมฐานไปด้วย เมื่อจรดมีดโกนเพื่อโกนผม ครั้งแรกท่านก็ได้บรรลุเป็น พระโสดาบัน จรดมีดครั้งที่ 2 ท่านได้บรรลุเป็น พระสกทาคามี จรดมีดครั้งที่ 3 ท่านได้บรรลุเป็น พระอนาคามี และ เมื่อโกนผมเสร็จ ท่านก็ได้บรรลุเป็น พระอรหันต์ ทั้งที่อายุยังน้อย

หลังจากนั้น ปรากฏว่าท่านเป็นพุทธสาวกที่มีลาภสักการะมากมาย จากบุญบารมีที่ท่าน ได้สั่งสมมาตั้งแต่อดีตชาติ ลาภสักการะเหล่านี้ ยังได้ส่งผลไปยังพระสงฆ์ท่านอื่นๆ รวมถึงพระพุทธเจ้าด้วย หากท่านใด หรือ หมู่คณะใด ร่วมเดินทางไปเผยแผ่พระธรรมกับพระสีวลี แม้ว่าจะไปในที่กันดารเพียงใด ก็จะไม่ขาดแคลน อาหาร และ ที่พักเลย เพราะเหตุนี้ พระพุทธเจ้า จึงทรงยกย่องพระสีวลี ให้เป็น เอคทัคคะ ทางผู้มีลาภมาก


พระสีวลี จึงได้รับการศรัทธาว่า เป็นพระภิกษุสงฆ์แห่งโชคลาภ และ ความสมบูรณ์มั่งคั่ง ซึ่งศรัทธานี้ ได้สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน ผู้ทำธุรกิจการค้า หรือ ต้องการประสบความสำเร็จ ด้านโชคลาภ หรือ เมตตามหานิยม จึงมักจะบูชาพระสีวลี 



ผู้ที่บูชาพระสีวลี ควรหมั่นบริจาคทาน ในที่ยากลำบาก เพราะ ในอดีตทุกๆชาติ พระสิวลีจะทำบุญด้วยศรัทธาเต็มเปี่ยม ดังนั้น ผู้ต้องการให้พระสิวลีช่วย จึงควรบริจาคทาน ให้ผู้ยากไร้มากๆ 


การบูชาพระสีวลี ให้บูชาด้วย


1.ผลไม้สด น้ำผึ้ง ดอกไม้ 3 ดอก 5 ดอก หรือ 7 ดอก ก็ได้ (ดอกไม้ขาว หรือ ดอกบัว หรือ ดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมทุกชนิด)


2.น้ำสะอาดลอยดอกมะลิไว้บนน้ำ 1 แก้ว 


3.ธูป 3 ดอก เทียน 1 เล่ม


เคล็ดโบราณกล่าวไว้ว่า


วันพฤหัสบดีควรถวาย ผลไม้สด และ น้ำผึ้ง


วันเสาร์ควรถวาย อาหารที่ปรุงจากต้นบัว หรือ อาหารทะเล


แล้วตั้งจิตอธิษฐานขอให้ โชคลาภสำเร็จ สมดังหวัง และ เมื่อได้โชคลาภสมหวังแล้ว ควรทำบุญเลี้ยงพระ หรือ ถวายสังฆทาน


คาถาบูชาพระสิวลี


” สีวะลี มะหาเถโร เทวะตานะระปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ อะหัง วันทามิ สัพพะทาฯ

สิวสีจะ มะหาเถโร ยักขาเทวาภิปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ อะหัง วันทามิ สัพพะทาฯ

สิวะลีเถระคุณังเอตัง โสตถุลาภัง ภะวันตุฯ “


คาถาบทนี้ ท่านให้ภาวนาก่อนนอน หรือ หลังตื่นนอน และ ก่อนไปติดต่อธุรกิจการค้า

เชื่อกันว่า จะทำให้มีลาภ ร่ำรวยในการค้าขาย ติดต่อธุรกิจราบรื่น ศัตรูที่มุ่งร้ายกลับกลายเป็นมิตร มีความสุข เป็นสิริมงคล

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

กาลามสูตร

กาลามสูตร


กาลามสูตร (เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เกสปุตตสูตร) คือ วิธีปฎิบัติต่อเรื่องที่ควรสงสัย หรือ หลักความเชื่อ 10 ประการ เป็นหลักธรรมที่พระพุทธเจ้า ทรงแสดงแก่ชาวกาลามะ ซึ่งอาศัยอยู่ใน เกสปุตตนิคม แคว้นโกศล


ในสมัยนั้น มีผู้อวดอ้างว่า ตนเองเป็นผู้วิเศษ มีคุณวิเศษ เชิดชูลัทธิของตนเองเหนือลัทธิอื่น ดูหมิ่นดูแคลนลัทธิอื่น กันอย่างมากมาย มีทั้งที่เป็นเรื่องจริงบ้าง เป็นเรื่องไม่จริงบ้าง จนเมื่อพระพุทธเจ้า เสด็จมาเผยแผ่ศาสนา ที่เกสปุตตนิคม ชาวกาลามะจึงได้ทูลถามพระองค์ว่า จะเชื่อได้อย่างไรว่า ใครที่พูดจริง ใครที่พูดเท็จ พระพุทธเจ้าจึงทรง แสดงธรรมกาลามสูตร ว่าด้วย วิธีปฎิบัติต่อเรื่องที่ควรสงสัย 10 ประการ ดังนี้


1.อย่าถือเอาว่าจริง หรือ อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามๆกันมา (มา อนุสฺสเวน)


2.อย่าถือเอาว่าจริง หรือ อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆต่อกันมา (มา ปรมฺปราย)


3.อย่าถือเอาว่าจริง หรือ อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ (มา อิติกิราย)


4.อย่าถือเอาว่าจริง หรือ อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำรา หรือ คัมภีร์ (มา ปิฏกสมฺปทาเนน)


5.อย่าถือเอาว่าจริง หรือ อย่าปลงใจเชื่อ เพราะตรรก (มา ตกฺกเหตุ)


6.อย่าถือเอาว่าจริง หรือ อย่าปลงใจเชื่อ เพราะการอนุมาน (มา นยเหตุ)


7.อย่าถือเอาว่าจริง หรือ อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล (มา อาการปริวิตกฺเกน)


8.อย่าถือเอาว่าจริง หรือ อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้ากันได้กับ ทฤษฎีที่ได้พินิจไว้แล้ว (มา ทิฏฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา)


9.อย่าถือเอาว่าจริง หรือ อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะว่า น่าจะเป็นไปได้ (มา ภพฺพรูปตาย)


10.อย่าถือเอาว่าจริง หรือ อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่าท่านสมณะนี้ เป็นครูของเรา (มา สมโณ โน ครูติ)


เมื่อใดที่ได้ตรวจสอบจนแน่ใจ จนรู้ได้ด้วยตนเองแล้วว่า ธรรมใดเป็นอกุศล หรือ เป็นสิ่งที่มีโทษ ก็ให้พึงละธรรมนั้นเสีย และ เมื่อใดที่ตรวจสอบจนแน่ใจ จนรู้ได้ด้วยตนเองแล้วว่า ธรรมใดเป็นกุศล หรือ เป็นสิ่งที่ไม่มีโทษ ธรรมนั้นก็ให้พึงถือปฏิบัติได้


กาลามสูตรนี้ ไม่ได้ห้ามให้เชื่อ แต่ให้เชื่อด้วยการใช้ปัญญา ไม่ด่วนเชื่อโดยไม่พิจราณา ไม่ด่วนเชื่อด้วยความงมงาย ต้องใช้ปัญญา คิดพิจารณาให้ดี ให้แน่ใจเสียก่อน จึงจะเชื่อได้

วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

มัชฌิมาปฏิปทา

มัชฌิมาปฏิปทา


มัชฌิมาปฏิปทา เป็นธรรมกัณฑ์แรก ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ปัญจวัคคีย์ ในวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ ซึ่งก็คือ วันอาสาฬหบูชาในปัจจุบัน


คำว่า มัชฌิมา แปลว่า กลาง, สายกลาง, ระหว่างกลางไม่ไปข้างใดข้างหนึ่ง


คำว่า ปฏิปทา แปลว่า ทางเดิน, ทางดำเนิน, ข้อปฏิบัติ


มัชฌิมาปฏิปทา จึงแปลว่า ทางสายกลาง หรือ ข้อปฏิบัติที่เป็นทางสายกลาง


ทางสายกลางในความหมายนี้ หมายถึง เป็นกลางระหว่าง กามสุขัลลิกานุโยค และ อัตตกิลมถานุโยค


กามสุขัลลิกานุโยค คือ  การประพฤติตนให้หมกมุ่นอยู่ในกาม


อัตตกิลมถานุโยค คือ  การประพฤติตนให้ได้รับความลำบาก ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การนอนในน้ำ, การนอนบนหนามแหลมคม เป็นต้น


นักปฏิบัติในสมัยอดีตกาลนั้นเชื่อว่า แนวทางการปฏิบัติทั้งสองนี้ จะทำให้ถึงการหลุดพ้นได้ แนวทางทั้งสองนี้ เป็นที่แพร่หลายมา ตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธกาล แม้แต่พระพุทธเจ้าเอง เมื่อทรงผนวชใหม่ๆ ก็เคยปฏิบัติมาเช่นกัน แต่หลังจากปฏิบัติด้วยพระองค์เอง จนตระหนักได้ว่า แนวทางทั้งสองนี้ เจือด้วยมิจฉาทิฏฐิ คือ เป็นความเห็นที่ผิด เป็นแนวทางที่ ไม่สามารถทำให้หลุดพ้นได้ พระองค์จึงทรงเปลี่ยนแนวทาง จนในที่สุด พระองค์ก็ทรงสามารถตรัสรู้ได้ ด้วยการปฏิบัติตามแนวทาง มัชฌิมาปฏิปทา หรือ ทางสายกลางนี่เอง


มัชฌิมาปฏิปทานี้ ประกอบด้วยองค์ 8 ประการ เรียกว่า มรรค 8 คือ


1. สัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นชอบ


2. สัมมาสังกัปปะ คือ ความดำริชอบ


3. สัมมากัมมันตะ คือ การกระทำชอบ


4. สัมมาวาจายะ คือ การพูดชอบ


5. สัมมาอาชีวะ คือ การเลี้ยงชีพชอบ


6. สัมมาวายามะ คือ ความพยายามชอบ


7. สัมมาสติ คือ ความระลึกชอบ


8. สัมมาสมาธิ คือ ความตั้งจิตมั่นชอบ


มรรคทั้ง 8 องค์นี้ จัดแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ


กลุ่มที่ 1 เรียกว่า ศีล ประกอบด้วย


      3.สัมมากัมมันตะ

      4.สัมมาวาจา

      5.สัมมาอาชีวะ


กลุ่มที่ 2 เรียกว่า สมาธิ ประกอบด้วย


      6.สัมมาวายามะ

      7.สัมมาสติ

      8.สัมมาสมาธิ


กลุ่มที่ 3 เรียกว่า ปัญญา ประกอบด้วย


      1.สัมมาทิฏฐิ

      2.สัมมาสังกัปปะ


สรูปก็คือ ทางสายกลาง ที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทานี้ ต้องประกอบด้วย มรรคทั้ง 8 หรือ ต้องเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าทางสายกลางใด ไม่ลงในมรรค 8 หรือ ไม่เป็น ศีล สมาธิ ปัญญา ทางสายกลางนั้น ก็ไม่เข้าหลักพุทธศาสนา ไม่ใช่คำสอนในพุทธศาสนา


มรรค 8 เป็นแนวทางในการปฏิบัติ สำหรับผู้ครองพรหมจรรย์ และ ฆราวาสที่ปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัดจริงจัง ในส่วนของพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป ที่เรียกว่า คฤหัสถ์นั้น การปฏิบัติตามทางสายกลาง ในการดำเนินชีวิตประจำวัน ทำได้ด้วย บุญกิริยาวัตถุ 3 ได้แก่


1.ทาน คือ การช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น ตามความเหมาะ


2.ศีล คือ การควบคุม กาย และ วาจา ไม่ให้ไปเบียดเบียนผู้อื่น 


3.ภาวนา คือ การฝึกอบรมจิต และ ภาวนาปัญญา ให้มีคุณภาพ มีคุณธรรม

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

วิสุทธิ 7

วิสุทธิ 7


วิสุทธิ หมายถึง ความบริสุทธิ์ หรือ ความหมดสิ้นจากกิเลส


วิสุทธิ 7 หมายถึง ความบริสุทธิ์ 7 ขั้น ที่เป็นปัจจัยส่งต่อกันขึ้นไปโดยลำดับ ตั้งแต่ขั้นแรก จนถึงขั้นที่ 7 เพื่อการบรรลุถึงนิพพาน


วิสุทธิทั้ง 7 ขั้น ได้แก่


       1.ศีลวิสุทธิ

       2.จิตตวิสุทธิ

       3.ทิฏฐิวิสุทธิ

       4.กังขาวิตรณวิสุทธิ

       5.มัคคามัคคญาณทัสสนะวิสุทธิ

       6.ปฏิปทาญาณทัสสนะวิสุทธิ

       7.ญาณทัสสนะวิสุทธิ


1.ศีลวิสุทธิ คือ ความบริสุทธิ์ในการรักษาศีล เป็นการรักษาศีลเพื่อละกิเลส ไ่มใช่รักษาศีลเพราะกิเลส ไม่ใช่รักษาเพราะ ความงมงาย อยากร่ำรวย อยากได้บุญ ศีลที่เป็นวิสุทธิ ต้องเป็นศีลที่ถือรักษา เพื่อปรารถนานิพพานเท่านั้น มีอยู่ 4 อย่าง คือ


      - ปาติโมกข์สังวรศีล

      - อินทรียสังวรศีล

      - อาชีวะปาริสุทธิศีล

      - ปัจจยสันนิสิตศีล


- ปาฏิโมกขสังวรศีล หมายถึง ความบริสุทธิ์ในการ ประพฤติตามข้อปฏิบัติ ที่พระพุทธองค์บัญญัติไว้ เว้นจากข้อห้าม ทำตามข้ออนุญาต เคร่งครัดในสิกขาบท


- อินทรียสังวรศีล หมายถึง ความบริสุทธิ์ในการ สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 คือ หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้กิเลสเข้าครอบงำ จนเกิดเป็นบาปอกุศลได้


- อาชีวะปาริสุทธิศีล หมายถึง ความบริสุทธิ์ในการเลี้ยงชีพ หาเลี้ยงชีพด้วยวิถีทางที่ชอบธรรม ถึงแม้ชีวิตจะตกต่ำ ก็ไม่ยอมหาเลี้ยงชีพในทางที่ผิด


- ปัจจยสันนิสิตศีล หมายถึง ความบริสุทธิ์ใน ปัจจัย 4 ต้องพิจารณา การใช้ การบริโภค ให้เหมาะสม ให้เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง ไม่ใช้ หรือ บริโภค เพียงเพราะ ตัณหา หรือ ความอยาก


2. จิตตวิสุทธิ คือ ความบริสุทธิ์ในการฝึกจิต จนบังเกิดสมาธิ ให้ปราศจากนิวรณ์ทั้ง 5 ซึ่งเป็นพื้นฐานแห่งวิปัสสนา


3. ทิฏฐิวิสุทธิ คือ ความบริสุทธิ์ในการทำความเห็นให้ถูกต้อง เห็นรูปนามตามสภาวะที่เป็นจริง ดำรงอยู่ในความไม่หลงผิด


4. กังขาวิตรณวิสุทธิ คือ ความบริสุทธิ์ในการ ข้ามพ้นความสงสัย ด้วยปัญญาแห่งญาณ ที่กำหนดรู้ปัจจัยแห่งนามรูปได้ เป็นเหตุให้ สิ้นความสงสัยใน สักกายทิฏฐิ


5. มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ คือ ความบริสุทธิ์ในการ รู้เห็นว่าเป็นทางหรือมิใช่ทาง ด้วยญาณจากการเจริญวิปัสสนา พิจารณาจนมองเห็นถึง ความเกิดขึ้น และ ความเสื่อมไป แห่งสังขารทั้งหลาย


6. ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ คือ ความบริสุทธิ์ในการ รู้ทางปฏิบัติที่ถูกต้อง เป็นความเพียรในวิปัสสนา จนพ้นจากอุปกิเลส ซึ่งก็คือ วิปัสสนาญาณ 9


7. ญาณทัสสนวิสุทธิ คือ ความบริสุทธิ์ในการ รู้ในอริยมรรค 4 หรือ มรรคญาณ เป็นเหตุให้ ดับกิเลสตัณหาได้อย่างสิ้นเชิง


วิสุทธิในแต่ละขั้น เป็นปัจจัยส่งต่อกันขึ้นไป เพื่อบรรลุถึงนิพพาน จะเจริญข้ามขั้น หรือ เจริญเพียงขั้นใดขั้นหนึ่งไม่ได้ ต้องเจริญต่อเนื่องกันไป

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

วิมุตติ 5

 วิมุตติ 5


วิมุตติ หมายถึง การหลุดพ้นจากกิเลส การเป็นอิสระจากกิเลส ซึ่งเป็นสภาภาวะจิตพื้นฐานที่สำคัญ ในการปฏิบัติธรรม ภาวะแห่งการหลุดพ้นนี้ เกิดขึ้นได้เมื่อ ปฏิบัติธรรมจนเกิดปัญญา รู้เห็นความเป็นจริง รู้เท่าทันสังขาร รู้เท่าทันกิเลส ทำให้จิตหลุดพ้นจากอำนาจครอบงำของกิเลส ไม่ถูกกิเลสครอบงำ ไม่หวั่นไหวไปตามการยั่วยุ ยั่วยวน ของความโลภ ความโกรธ ความหลง เมื่อจิตปราศจากกิเลส ก็ทำให้อยู่ในสภาวะ หลุดพ้น และ เป็นอิสระ


วิมุตติ มีอยู่ 5 ประการ เรียกว่า วิมุตติ 5 ประกอบไปด้วย


1. ตทังควิมุตติ หมายถึง การหลุดพ้น ด้วยธรรมจำเพาะ หรือ ธรรมที่ตรงข้ามกับกิเลสเฉพาะตัว เช่น  พ้นจากความเห็นผิดด้วยอาศัยวิปัสสนาญาณที่เป็นคู่ปรับกัน เช่น หลุดพ้นจากความพยาบาท ด้วยเมตตาธรรม , หลุดพ้นจากความโลภ ด้วยการให้ทาน เป็นต้น วิมุตนี้ ใช้ได้กับความดีความชั่ว ทั่วๆไป เท่านั้น


2. วิขัมภนวิมุตติ หมายถึง การหลุดพ้น ด้วยการข่ม ด้วยการสะกดเอาไว้ โดยใช้กำลังอำนาจของฌาน ที่ได้จากการฝึกสมาธิ แต่เมื่อฌานเสื่อม กิเลสก็สามารถเกิดขึ้นได้อีก เช่น ในขณะที่นั่งสมาธิ ก็จะสามารถสะกดข่มกิเลสไว้ได้ แต่เมื่อออกจากสมาธิแล้ว กิเลสก็จะกลับมาอีกครั้ง เป็นต้น วิมุตนี้ ใช้ได้กับผู้ที่ฝึกสมาธิจนได้ฌาน 8 แต่บางครั้ง ผู้ที่ฝึกถึงขั้นอุปจารสมาธิก็อาจจะทำได้


3. สมุจเฉทวิมุตติ หมายถึง การหลุดพ้นโดยเด็ดขาด สามารถทำลายกิเลสที่ผูกรัดไว้ โดยไม่เกิดกิเลสอีกต่อไป ด้วยอำนาจของ อริยมรรค, ผู้บรรลุโสดาปัตติมรรค, อรหัตตมรรค


4. ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ หมายถึง การหลุดพ้นอย่างสงบระงับราบคาบ หลุดพ้นต่อจาก อรหัตตมรรค ถึง อรหัตตผล ไม่ต้องพยายามกำจัด ไม่ต้องขวนขวาย เพื่อละกิเลสอีก เพราะ กิเลสที่ถูกระงับจะไม่เกิดขึ้นอีก ในขณะผลนั้นๆ


5. นิสสรณวิมุตติ หมายถึง การหลุดพ้นโดยสภาวะปลอดโปร่ง เป็นการหลุดพ้นจากกิเลส อย่างยั่งยืนตลอดไป กิเลสถูกดับหมดสิ้นแล้ว ซึ่งก็คือ นิพพาน นั่นเอง


(วิมุตติ 2 อย่างแรกนั้น เป็นโลกิยวิมุตติ คือ การดับกิเลสชั่วคราว, ส่วนวิมุตติ 3 อย่างหลัง เป็นโลกุตรวิมุตติ คือ การดับกิเลสถาวร)

  

วิมุตติ 5 นี้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือ 


      - สมถะ

      - วิปัสสนา

      - มรรค

      - ผล

      - นิพพาน


ตามลำดับ นั่นเอง

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ไตรลักษณ์

ไตรลักษณ์


ไตรลักษณ์ หมายถึง ลักษณะ 3 ประการ ซึ่งเป็นลักษณะสามัญธรรมดา ลักษณะตามธรรมชาติ ของสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไตรลักษณ์นี้ ถือว่าเป็นหลักธรรมสำคัญ ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้


ลักษณะ 3 ประการนั้น ได่แก่


   1. อนิจจัง

   2. ทุกขัง

   3. อนัตตา


1. อนิจจัง คือ ความไม่เที่ยง ความไม่ยั่งยืน ความไม่คงที่ หมายถึง สรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ย่อมมีลักษณะที่ แปรเปลี่ยนไป เสื่อมไป สลายไป ไม่อาจอยู่คงที่ได้ ไม่อาจคงสภาพเดิมอยู่ได้ตลอดไป


2. ทุกขัง คือ ความเป็นทุกข์ หมายถึง ภาวะที่ถูกบีบคั้น ถูกกดดัน มีอาการฝืน มีความขัดแย้ง มีความไม่สมบูรณ์ มีความบกพร่องอยู่ในตัว เพราะ มีปัจจัยปรุงแต่ง ทำให้เกิดสภาพอย่างนั้น ทำให้เกิดเป็นความทุกข์ใจ สิ่งต่างๆทั้งหลาย ล้วนก่อให้เกิดทุกข์ ล้วนสร้างความเป็นทุกข์ ขึ้นมาได้ทั้งสิ้น ถ้าไปปรุงแต่งจิตให้เกิดทุกข์


3. อนัตตา คือ การไม่ใช่ตัวตน การที่ไม่มีตัวตน หมายถึง อาการที่แสดงถึงความ ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่ของใคร ไม่อยู่ในอำนาจควบคุมของใคร ความที่ไม่สามารถบังคับ ไม่สามารถควบคุม ให้ทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นไปตามที่ต้องการได้ ตามใจปรารถนา เช่น ไม่สามารถบังคับ ไม่สามารถควบคุม ให้ชีวิตคงอยู่ได้ ยั่งยืนตลอดไป เป็นต้น ถ้าได้เห็น ถ้าได้เข้าใจ อย่างแจ่มแจ้ง อย่างชัดเจน และ ถูกต้อง ในอนัตตานี้แล้ว ความรู้สึกที่ว่า ไม่มีตัวตน ก็จะเกิดขึ้นมาเอง จะมองเห็นได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนไม่มีความหมายแห่งความเป็นตัวเป็นตน จะไม่ไปหลง จะไม่ไปยึดติดในสิ่งใด จะรู้ว่า ไม่มีสิ่งใดที่เป็นของเรา แม้แต่ตัวของเราเองก็ไม่ได้เป็นของเรา


ลักษณะทั้ง 3 ประการนี้ เรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า สามัญลักษณะ หมายถึง ลักษณะที่มีความเสมอกันแก่สังขารทั้งปวง ซึ่งเป็นกฎของธรรมชาติ หรือ เป็นข้อกำหนดที่แน่นอนของสังขารทั้งปวง


ถ้าได้เข้าใจในไตรลักษณ์นี้ อย่างถูกต้อง และ แจ่มแจ้งแล้ว ก็จะทำให้ปล่อยวางสิ่งต่างๆได้ง่าย หากเกิดความเปลี่ยนแปลง หรือ เกิดความสูญเสียใดๆ ก็จะเข้าใจได้ว่า ทุกสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง เป็นไปตามธรรมดา เป็นไปตามธรรมชาติ ทุกสิ่งต้องมีการเปลี่ยนแปลง ไม่อาจเหนี่ยวรั้งไว้ได้ตลอดไป ไม่ไปปรุงแต่งจิต จนทำให้เกิดเป็นความทุกข์ ไม่ไปยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด แม้แต่ตัวตนของตนเอง เพราะรู้ว่า ทุกสิ่งล้วนแล้วแต่เป็น อนัตตา เมื่อปล่อยวางได้ ใจก็เป็นสุข

วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

อเหตุกจิต

อเหตุกจิต


อเหตุกจิต คือ จิตที่ไม่มีเหตุทั้ง 6 เข้ามาประกอบ เป็นจิตที่เกิดก่อน สเหตุกจิต (กุศลจิต หรือ อกุศลจิต)


เหตุทั้ง 6 นั้น ก็คือ


      - จิตจำพวกที่เป็นเหตุแห่งบาป หรือ อกุศลเหตุ มี 3 ประการ คือ โลภเหตุ โทสเหตุ และ โมหเหตุ


         - จิตจำพวกที่เป็นเหตุแห่งบุญ หรือ กุศลเหตุ มี 3 ประการ คือ อโลภเหตุ อโทสเหตุ และ อโมหเหตุ 


อเหตุกจิต จะไม่มีเหตุทั้ง 6 นี้ มาประกอบด้วยเลย แม้แต่เหตุเดียว


จิตที่เป็นอเหตุกจิต มีอยู่ 18 ดวง แบ่งออกเป็น 3 จำพวก ได้แก่


      - อกุศลวิบากจิต 7 ดวง

      - อเหตุกกุศลวิบากจิต 8 ดวง

      - อเหตุกกริยาจิต 3 ดวง


อกุศลวิบากจิต


เป็นจิตที่มีผลมาจาก อกุศลกรรม เป็นผลของบาป ที่ได้กระทำมาแล้วในอดีต มีอยู่ 7 ดวง ได้แก่


1.จิตที่เกิดพร้อมความเฉยๆ จากผลของอกุศล มองเห็นรูปที่ไม่ดี


2.จิตที่เกิดพร้อมความเฉยๆ จากผลของอกุศล ได้ฟังเสียงที่ไม่ดี


3.จิตที่เกิดพร้อมความเฉยๆ จากผลของอกุศล ได้กลิ่นที่ไม่ดี


4.จิตที่เกิดพร้อมความเฉยๆ จากผลของอกุศล ได้รสที่ไม่ดี


5.จิตเกิดที่พร้อมทุกขเวทนา จากผลของอกุศล กายกระทบกับสิ่งที่ไม่ดี


6.จิตที่เกิดพร้อมความเฉยๆ จากผลของอกุศล รับอารมณ์ทั้ง 5 ที่ไม่ดี


7.จิตที่เกิดพร้อมความเฉยๆ จากผลของอกุศล พิจารณาอารมณ์ทั้ง 5 ที่ไม่ดี


อเหตุกกุศลวิบากจิต


เป็นจิตที่มีผลมาจาก กุศลกรรม เป็นผลของบุญ ที่ได้กระทำมาแล้วในอดีต มีอยู่ 8 ดวง ได้แก่


1.จิตที่เกิดพร้อมความเฉยๆ จากผลของกุศล มองเห็นรูปที่ดี


2.จิตที่เกิดพร้อมความเฉยๆ จากผลของกุศล ได้ฟังเสียงที่ดี


3.จิตที่เกิดพร้อมความเฉยๆ จากผลของกุศล ได้กลิ่นที่ดี


4.จิตที่เกิดพร้อมความเฉยๆ จากผลของกุศล ได้รสที่ดี


5.จิตเกิดที่พร้อมทุกขเวทนา จากผลของกุศล กายกระทบกับสิ่งที่ดี


6.จิตที่เกิดพร้อมความเฉยๆ จากผลของกุศล รับอารมณ์ทั้ง 5 ที่ดี


7.จิตที่เกิดพร้อมความเฉยๆ จากผลของกุศล พิจารณาอารมณ์ทั้ง 5 ที่ดี


8.จิตที่เกิดพร้อมโสมนัสเวทนา จากผลของกุศล พิจารณาอารมณ์ทั้ง 5 ที่ดียิ่ง


อเหตุกกริยาจิต


เป็นจิตที่ไม่ได้มีผลมาจาก กุศล หรือ อกุศล แต่อย่างใด เป็นเพียงจิตที่ สักแต่ว่าทำไป โดยไม่มีเจตนาใดๆ จึงไม่สามารถที่จะ ก่อให้เกิดเป็นบุญ หรือ เป็นบาปได้ มีอยู่ 3 ดวง ได้แก่


1.จิตที่เกิดพร้อมความเฉยๆ พิจารณาอารมณ์ทางทวารทั้ง 5 หมายถึง เป็นจิตที่พิจารณาอารมณ์ ที่เข้ามากระทบ ว่าเป็นอารมณ์ทางทวารไหน เพื่อให้สัญญาณแก่วิญญาณจิตทางทวารนั้นรับอารมณ์ 


2.จิตที่เกิดพร้อมความเฉยๆ พิจารณาอารมณ์ทางมโนทวาร หมายถึง เป็นจิตที่ทำหน้าที่ ตัดสินอารมณ์ทั้ง 5 ทางทวารทั้ง 5 และ พิจารณาอารมณ์ทั้ง 6 ที่เกิดทางมโนทวาร คือ ทางใจนึกคิดโดยตรงด้วย


3.จิตที่ยิ้มแย้ม เป็นกิริยาที่จิตยิ้มเอง โดยปราศจากเจตนาที่จะยิ้ม หมายความว่าไม่อยากยิ้มมันก็ยิ้มของมันเอง กิริยาจิตดวงนี้ มีเฉพาะในพระอรหันต์เท่านั้น ในบุคลลอื่นที่มิใช่พระอรหันต์ จะยิ้ม และ หัวเราะ ด้วยจิตดวงอื่น


(อกุศลวิบากจิต มีแต่ประเภท อเหตุกจิต เท่านั้น จึงเรียกแค่ อกุศลวิบากจิต ก็เข้าใจ แต่ กุศลวิบากจิต กับ กิริยาจิต มีทั้งประเภท อเหตุกจิต และ สเหตุกจิต จึงต้องเรียกให้ชัดเจนว่าเป็น อเหตุกกุศลวิบากจิต และ อเหตุกกริยาจิต)


ผู้ที่ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ควรพิจารณา ทำความเข้าใจใน อเหตุกจิตนี้ เพราะถ้าไม่เข้าใจ ในการปฏิบัติ อาจมีการพยายาม บังคับสังขาร จนเป็นอันตรายต่อการปฏิบัติธรรมได้

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

พุทโธ

พุทโธ


พุทโธ หรือ พุทธะ แปลว่า "ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน" เป็นสภาวะจิตของพระอรหันต์ ผู้ที่เข้าถึงอริยสัจ 4 ได้ อย่างถ่องแท้แล้ว


ผู้ที่ปฏิบัติธรรม ทำสมาธิด้วยวิธีการ ท่องภาวนาคำว่า พุทโธ อยู่ทุกลมหายใจเข้าออก นอกจากจะเป็นการ ทำให้จิตค่อยๆสงบนิ่งลงแล้ว  ก็ยังเป็นการ ตั้งจิตอธิฐาน ขอให้ตนเองได้เข้าถึง พุทธะ อีกด้วย ก็คือ เหมือนกับการ ตั้งจิตอธิฐานว่า ขอให้ข้าพเจ้า ได้บรรลุถึงการเป็น ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ในทุกลมหายใจเข้าออก นั่นเอง


- ผู้รู้ หมายถึง ผู้รู้แจ้งในหลักธรรมคำสอน รู้แจ้งในอริยสัจ รู้แจ้งในสัจธรรม รู้แจ้งในความเป็นจริงของสรรพสิ่งทั้งหลาย มีสติตั้งมั่นสามารถรู้เท่าทันกิเลสทั้งหลายทั้งปวง


- ผู้ตื่น หมายถึง ผู้ตื่นจากความไม่รู้ ตื่นจากความงมงายในสิ่งที่ผิด ตื่นจากความเชื่อในสิ่งที่ผิด ตื่นจากความลุ่มหลงมัวเมาในสิ่งที่ผิด ตื่นจากการหลอกหลวงของกิเลส ไม่ไปหลง ไม่ไปยึดติด กับสิ่งที่จิตปรุงแต่งขึ้น ไม่เห็นผิดเป็นชอบ ไม่เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ไม่เป็นมิจฉาทิฏฐิ คือ การเห็นผิดไปจากสัจธรรม หรือ การเห็นผิดไปจากความเป็นจริง


- ผู้เบิกบาน หมายถึง ผู้ที่รู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งที่ถูกต้อง และ ตื่นจากความลุ่มหลงมัวเมาในสิ่งที่ผิดแล้ว ผู้นั้นย่อมจะหลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลาย จิตของผู้นั้นย่อมเป็นอิสระจากสิ่งทั้งปวง เป็นจิตที่ปราศจากความทุกข์ เป็นจิตที่ปราศจากความเศรัาหมอง จึงเกิดเป็นจิตที่เบิกบาน เป็นความเบิกบาน ที่เกิดขึ้นจากภายในจิตใจ โดยไม่ต้องอาศัย ปัจจัยจากภายนอกใดๆ เป็นความสุข เป็นความเบิกบาน อย่างแท้จริง

วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2563

พระเจ้าพิมพิสาร

 พระเจ้าพิมพิสาร 


พระเจ้าพิมพิสาร เป็นราชาแห่งแคว้นมคธ ซึ่งเป็นแคว้นที่ยิ่งใหญ่แคว้นหนึ่ง ในสมัยพุทธกาล พระองค์ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระบิดา เมื่อพระชนมายุเพียง 15 ปี และ ครองราชย์อยู่เป็นเวลา 52 ปี


กล่าวกันว่า พระเจ้าพิมพิสาร กับเจ้าชายสิทธัตถะ(พระพุทธเจ้า) ทรงเป็นอทิฏฐสหาย (สหายที่ไม่เคยพบหน้ากัน) เนื่องจาก พระบิดาของพระเจ้าพิมพิสาร กับ พระบิดาของเจ้าชายสิทธัตถะ ทรงมีความสนิทสนมกัน


เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ เสด็จออกบรรพชา ได้เสด็จมาพักที่ เชิงเขาปัณฑวะ ในแคว้นมคธ พอพระเจ้าพิมพิสารทรงทราบ จึงได้เสด็จไปเฝ้า และ ทรงพอพระทัย เลื่อมใสศรัทธา จนถึงกับ ทูลเชิญให้ครองราชสมบัติครึ่งหนึ่งแห่งแคว้นมคธ แต่เจ้าชายสิทธัตถะ(ที่บรรพชาแล้ว)ทรงปฏิเสธ และ ตรัสว่า พระประสงค์ของพระองค์ มีเพียงการแสวงหาอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเท่านั้น พระเจ้าพิมพิสารจึงทูลขอว่า หากได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ขอให้เสด็จกลับมาแสดงธรรมโปรดพระองค์ด้วย 


เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ ทรงบำเพ็ญเพียร จนได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ทรงออกไปเผยแผ่ศาสนาในที่ต่างๆ จนเข้าสู่กรุงราชคฤห์ เมืองหลวงของแคว้นมคธ ทรงประทับอยู่ ณ สวนตาลหนุ่ม(ลัฏฐิวัน) เมื่อพระเจ้าพิมพิสารทรงทราบ จึงเสด็จไปเฝ้า พร้อมข้าราชบริพาร และ ประชาชนจำนวนมาก เมื่อได้ฟังพระพุทธเจ้า ทรงแสดงธรรมเทศนาจบ พระเจ้าพิมพิสาร ทรงเลื่อมใส ศรัทธา เป็นอย่างยิ่ง จึงทรงประกาศตนเป็น อุบาสกในพระพุทธศาสนา 


พระเจ้าพิมพิสาร ถือว่าเป็นพระราชาองค์แรก ที่ประกาศตนเป็นอุบาสก ผู้นับถือพระพุทธศาสนา และ พระองค์ยังได้ถวายพระอุทยานเวฬุวัน หรือ สวนไม้ไผ่ ซึ่งเป็นสวนหลวง ให้เป็นสถานที่ประทับแด่พระพุทธเจ้า และ พระพุทธเจ้าทรงรับไว้ จึงถือว่า เวฬุวัน  เป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา


นอกจากนี้ ยังได้พระราชทาน หมอชีวกโกมารภัจจ์ ซึ่งเป็นแพทย์ประจำราชสำนัก ให้มาเป็นแพทย์ประจำองค์พระพุทธเจ้า และ ภิกษุสงฆ์ อีกด้วย


พระเจ้าพิมพิสาร ทรงเป็นราชาที่ ปกครองแผ่นดินโดยธรรม และ ทรงอุปถัมภ์ บำรุง พระพุทธศาสนา ด้วยประการต่างๆ เป็นอันมาก ทำให้พระพุทธศาสนา เจริญแพร่หลายทั่วแคว้นมคธ จึงถือได้ว่า พระองค์เป็นผูัที่ ได้สร้างบุญ สร้างกุศลไว้อย่างมากมาย ซึ่งบุญกุศลเหล่านั้น ต้องตอบสนองแก่พระองค์อย่างแน่นอน แต่ถึงอย่างไร ผลบุญเหล่านั้น ก็ไม่อาจลบล้าง หรือ หักล้าง กับ ผลบาปที่มีมาแต่ปางก่อน


พระเจ้าพิมพิสาร มีพระโอรสอยู่พระองค์หนึ่ง ซึ่งเป็นรัชทายาท ประสูติจากพระนางเวเทหิ ขณะพระนางทรงพระครรภ์  โหราจารย์ได้ทำนายว่า พระโอรสองค์นี้ จะเป็นผู้ทำปิตุฆาต คือ เป็นผู้ปลงพระชนม์พระเจ้าพิมพิสาร พระนางเวเทหิ จึงทรงพยายามทำลายพระครรภ์ของตน แต่พระเจ้าพิมพิสาร ทรงห้ามไว้ และ รับสั่งให้ดูแลพระครรภ์ให้ดี เมื่อพระโอรสประสูติ ทรงได้พระนามว่า อชตศัตรู (ผู้เกิดมาไม่เป็นศัตรู) พระเจ้าพิมพิสาร ทรงรักใคร่พระโอรสมาก


พระโอรสอชาตศัตรู เมื่อเจริญวัยขึ้น ได้ถูกพระเทวทัต ชักชวนไปในทางที่ผิด และ ได้มีพระบัญชาให้ขังพระบิดา ซึ่งก็คือ พระเจ้าพิมพิสารไว้ ห้ามผู้ใดเข้าพบ และ ทรมานต่างๆนาๆ เช่น ให้อดอาหาร กรีดพระบาททั้งสองข้าง เป็นต้น เป็นเหตุให้ พระเจ้าพิมพิสารสวรรคต โดยที่พระโอรสอชาตศัตรู ก็ยังไม่ทรงรับรู้


ต่อมา อชาตศัตรู ก็ได้มีพระโอรสองค์หนึ่ง ซึ่งอชาตศัตรู ทรงรักใคร่ในพระโอรสมาก จึงสำนึกถึง ความรักที่พระเจ้าพิมพิสารมีให้ ว่ามากมายเพียงใด เมื่อสำนึกได้ ก็รีบรับสั่งให้ปล่อยตัวพระบิดา แต่ปรากฏว่า พระบิดาได้สวรรคตไปเสียแล้ว อชาตศัตรูเสียพระทัยอย่างมาก จัดถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระบิดา อย่างสมพระเกียรติ และ ทรงเลิกคบหากับพระเทวทัต แล้วหันมาศรัทธาในพระพุทธศาสนา หมั่นทำบุญ สร้างกุศล แต่ถึงอย่างไร ก็ไม่อาจ ลบล้างบาปที่ทำปิตุฆาตได้


ผลบุญย่อมต้องได้รับ

ผลบาปย่อมต้องชดใช้

ละเว้นบาปทั้งปวงได้ประเสริฐยิ่ง

วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2563

เอตทัคคะ

 เอตทัคคะ


เอตทัคคะ คือ ตำแหน่งที่พระพุทธเจ้า ประทานแต่งตั้งให้พุทธสาวก ที่มีความสามารถโดดเด่น ในด้านใดด้านใดหนึ่ง 


เหตุที่จะได้ตำแหน่ง เอตทัคคะนี้ มีอยู่ 4 ประการ ดังนี้


1.โดยเหตุเรื่องที่เกิด (อัตถุปปัตติ) คือ แสดงความสามารถได้โดดเด่น โดยสอดคล้องกับ สถานการณ์ หรือ เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น


2.โดยเหตุจากกาลก่อน (อาคมนะ) คือ ได้สะสม สร้างบุญ สร้างกุศล ในด้านนั้น มาจากอดีตชาติ และ ตั้งจิตปรารถนา เพื่อให้บรรลุตำแหน่งนั้นด้วย


3.โดยเหตุความชำนาญ (จิณณวสี) คือ มีความ ชำนาญ เชี่ยวชาญ ในด้านนั้นเป็นพิเศษ 


4.โดยเหตุยิ่งด้วยคุณ (คุณาติเรก) คือ มีความสามารถ เหนือกว่าผู้อื่น ในด้านนั้น


ในพุทธบริษัทแต่ละฝ่าย พระพุทธเจ้า จะทรงแต่งตั้งตำแหน่งเอตทัคคะ ในแต่ละตำแหน่ง ให้เพียงท่านเดียวเท่านั้น


พุทธบริษัทแต่ละฝ่าย คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา มีผู้ที่เป็นเอตทัคคะ ดังนี้


ฝ่ายพระภิกษุ มีเอตทัคคะ 41 ท่าน


ฝ่ายพระภิกษุณี มีเอตทัคคะ 13 ท่าน


ฝ่ายอุบาสก มีเอตทัคคะ 10 ท่าน


ฝ่ายอุบาสิกา มีเอตทัคคะ 10 ท่าน


เอตทัคคะฝ่ายภิกษุ 41 ท่าน มีดังนี้ 


1.พระอัญญาโกณฑัญญเถระ ผู้รัตตัญญู (รู้ราตรีนาน - มีประสบการณ์มาก)


2.พระอุรุเวลกัสสปเถระ ผู้มีบริวารมาก


3.พระสารีบุตรเถระ (อัครสาวกฝ่ายขวา) ผู้มีปัญญา


4.พระมหาโมคคัลลานเถระ (อัครสาวกฝ่ายซ้าย) ผู้มีฤทธิ์


5.พระปุณณมันตานีบุตรเถระ ผู้เป็นพระธรรมกถิกะ


6.พระกาฬุทายีเถระ ผู้ทำตระกูลให้เลื่อมใส


7.พระนันทเถระ (ศากยะ) ผู้สำรวมอินทรีย์


8.พระราหุลเถระ ผู้ใคร่ในการศึกษา


9.พระอุบาลีเถระ ผู้ทรงพระวินัย


10.พระภัททิยเถระ ผู้เกิดในตระกูลสูง


11.พระอนุรุทธเถระ ผู้มีทิพยจักษุ


12.พระอานนทเถระ ผู้เป็นพหูสูต ผู้มีสติ ผู้มีคติ ผู้มีความเพียร และ เป็นพุทธอุปัฏฐาก


13.พระโมฆราชเถระ ผู้ยินดีในจีวรเศร้าหมอง


14.พระปิณโฑลภารทวาชเถระ ผู้บันลือสีหนาท


15.พระมหากัจจายนเถระ ผู้อธิบายความย่อให้พิสดาร


16.พระสีวลีเถระ ผู้มีลาภมาก


17.พระโสณกุฏิกัณณเถระ ผู้มีถ้อยคำไพเราะ


18.พระมหากัสสปเถระ ผู้ถือ และ สรรเสริญธุดงค์


19.พระราธเถระ ผู้ทรงปฏิภาณ (ญาณแจ่มแจ้งในพระธรรมเทศนา)


20.พระลกุณฏกภัททิยเถระ ผู้มีเสียงไพเราะ


21.พระทัพพมัลลบุตรเถระ ผู้จัดแจงเสนาสนะ


22.พระพากุลเถระ ผู้มีอาพาธน้อย


23.พระวักกลิเถระ ผู้หลุดพ้นด้วยศรัทธา (สัทธาธิมุต)


24.พระมหากัปปินเถระ ผู้กล่าวสอนภิกษุ


25.พระอุปเสนเถระ ผู้นำความเลื่อมใสมาโดยรอบ (ในหมู่ชนทั้งชั้นสูงและชั้นตํ่า)


26.พระขทิรวนิยเรวตเถระ ผู้อยู่ป่าเป็นวัตร


27.พระสุภูติเถระ ผู้อรณวิหาร (เจริญฌานประกอบด้วยเมตตา) และ ผู้เป็นทักขิไณยบุคคล


28.พระพาหิยทารุจีริยเถระ ผู้ตรัสรู้เร็วพลัน (ขิปปาภิญญา)


29.พระวังคีสเถระ ผู้มีปฏิภาณ (กล่าวคาถาสรรเสริญคุณพระศาสดา)


30.พระโสณโกฬิวิสเถระ ผู้ปรารภความเพียร


31.พระโสภิตเถระ ผู้ระลึกชาติก่อน (ปุพเพนิวาสานุสติญาณ)


32.พระนันทกเถระ (มิใช่ศิษย์พราหมณ์พาวรี) ผู้กล่าวสอนภิกษุณี


33.พระกังขาเรวตเถระ ผู้ยินดีในฌาน


34.พระมหาปันถกเถระ ผู้ฉลาดในปัญญาวิวัฏ (วิปัสสนา)


35.พระจูฬปันถกเถระ ผู้เนรมิตกายด้วยมโนมยิทธิ ผู้ฉลาดในเจโตวิวัฏ


36.พระกุณฑธานเถระ ผู้รับสลากก่อน


37.พระรัฐบาลเถระ ผู้บวชด้วยศรัทธา


38.พระกุมารกัสสปเถระ ผู้แสดงธรรมวิจิตร


39.พระมหาโกฎฐิตเถระ ผู้บรรลุปฏิสัมภิทา


40.พระสาคตเถระ ผู้ฉลาดในเตโชธาตุ(กสิณ)


41.พระปิลินทวัจฉเถระ ผู้เป็นที่รักใคร่ชอบใจของเทวดา


เอตทัคคะฝ่ายภิกษุณี 13 ท่าน มีดังนี้ 


1.พระมหาปชาบดีเถรี ผู้รัตตัญญู


2.พระมหาเขมาเถรี ผู้มีปัญญา


3.พระมหาอุบลวรรณาเถรี ผู้มีฤทธิ์


4.พระมหาปฏาจาราเถรี ผู้ทรงพระวินัย


5.พระมหานันทาเถรี ผู้ยินดีในฌาน


6.พระมหาธรรมทินนาเถรี ผู้เป็นธรรมกถึก


7.พระมหาโสณาเถรี ผู้ปรารภความเพียร


8.พระมหาสกุลาเถรี ผู้มีทิพยจักษุ


9.พระมหาภัททากุณฑลเกสีเถรี(พระนางยโสธรา) ผู้ตรัสรู้เร็วพลัน


10.พระมหาภัททกาปิลานีเถรี ผู้มีปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ระลึกชาติได้)


11.พระนางยโสธรา ผู้บรรลุมหาภิญญา


12.พระมหากีสาโคตมีเถรี ผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง


13.พระมหาสิงคาลมาตาเถรี ผู้พ้นกิเลสด้วยศรัทธา


เอตทัคคะฝ่ายอุบาสก 10 ท่าน มีดังนี้ 


1.ตปุสสะและภัลลิกะ ผู้ถึงสรณะก่อน


2.อนาถปิณฑิกเศรษฐี ผู้เป็นทายก


3.จิตตคฤหบดี ผู้เป็นธรรมกถึก


4.หัตถกอาฬวกอานาคามี ผู้สงเคราะห์บริษัทด้วยสังคหวัตถุ 4


5.พระเจ้ามหานามะ ผู้ถวายปัจจัย 4 อันประณีต


6.อุคคคฤหบดี ผู้ถวายโภชนะเป็นที่ชอบใจ


7.อุคคตคฤหบดี ผู้เป็นสังฆอุปัฏฐาก


8.สูรัมพัฏฐเศรษฐี ผู้เลื่อมใสอย่างมั่นคง


9.ชีวกโกมารภัจจ์ ผู้เลื่อมใสในบุคคล


10.นกุลปิตาคฤหบดี ผู้มีความคุ้นเคยในพระพุทธเจ้า


เอตทัคคะฝ่ายอุบาสกา 10 ท่าน มีดังนี้ 


1.นางสุชาดา ผู้ถึงพระรัตนตรัยก่อน


2.นางวิสาขา ผู้เป็นทายิกา


3.นางขุชชุตตรา ผู้เป็นพหูสูต


4.นางสามาวดี ผู้อยู่ด้วยเมตตา


5.นางอุตตรา(นันทมาตา) ผู้ยินดีในฌาน


6.นางสุปปวาสา ผู้ถวายรสอันประณีต


7.นางสุปปิยา ผู้เป็นคิลานุปัฏฐาก


8.นางกาติยานี ผู้เลื่อมใสมั่นคง


9.นางกาฬี(อุบาสิกาชาวกุรุรฆริกา) ผู้เลื่อมใสโดยได้ยินได้ฟังตาม


10.นางนกุลมาตาคหปตานี ผู้มีความคุ้นเคยในพระพุทธเจ้า

วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ความจริงที่ไม่ควรพูด

ความจริงที่ไม่ควรพูด


ในสมัยหนึ่ง ขณะที่พระพุทธเจ้า ทรงประทับอยู่ ณ วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารถเรื่องภิกษุรูปหนึ่ง และได้ทรงยกอดีตนิทานขึ้นมาสาธก ความว่า


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในเมืองพาราณสี พระโพธิสัตว์ทรงมาเกิดเป็นนกแขกเต้า มีนามว่า ราธะ และ มีน้องตัวหนึ่ง นามว่า โปฏฐปาทะ นกแขกเต้าสองพี่น้องนี้ ได้รับการดูแลเลี้ยงดู โดยพราหมณ์ครอบครัวหนึ่ง ทั้งพราหมณ์ และ นางพราหมณี เลี้ยงดูนกแขกเต้าทั้งสองเสมือนกับลูกชายของตน


พราหมณ์นั้นมีอาชีพค้าขาย จำเป็นต้องเดินทางไปค้าขายยังต่างแดน อยู่เป็นประจำ ในการเดินทางไปแต่ละครั้ง ก็จะใชัเวลาหลายวัน และในช่วงที่พราหมณ์เดินทางไปค้าขายนั้น นางพราหมณีก็มักจะฉวยโอกาส คบชู้สู่ชายอยู่เสมอ และถึงแม้ว่า พราหมณ์จะพอทราบถึงพฤติกรรมของภรรยาตนเองอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่เคยจับได้


ในวันหนึ่ง ก่อนที่พราหมณ์ จะออกเดินทางไปค้าขาย ได้สั่งนกแขกเต้าทั้งสองว่า “ ลูกรัก ช่วงที่พ่อไม่อยู่นี้ เจ้าทั้งสอง ช่วยดูแม่เจ้าด้วยนะ ว่ามีชายใดมาหาหรือไม่ ทั้งในเวลากลางวัน และ ในเวลากลางคืน ” แล้วก็ออกเดินทางไป เมื่อพราหมณ์เดินทางไปแล้ว นางพราหมณี ก็มีพฤติกรรมเช่นเดิม คือ คบชู้สู่ชายไม่ซ้ำหน้า 


โปฏฐปาทะ ซึ่งเป็นนกตัวน้องเห็นเช่นนั้น จึงได้ถาม ราธะ ซึ่งเป็นนกตัวพี่ว่า “ แม่ของเรามีพฤติกรรมเช่นนี้ เราควรจะต่อว่าแกดีไหมพี่ ” ราธะตอบว่า “ อย่าทำเช่นนั้นเลย ชีวิตของพวกเราจะเป็นอันตรายเสียเปล่าๆ ” แต่โกฎปาทะ ไม่เชื่อคำพี่ชาย จึงได้ต่อว่านางพราหมณี ทำให้นางพราหมณีโกรธอย่างมาก จับตัวโกฎปาทะ มาบิดคอ จนคอขาดสิ้นใจตาย แล้วโยนซากเข้าไปเผาในเตาไฟ


ต่อมา เมื่อพราหมณ์ค้าขายเสร็จ เดินทางกลับมาถึงบ้าน ก็ได้ถามราธะว่า “ ลูกรัก น้องเจ้าหายไปที่ใดแล้ว และ ช่วงที่พ่อไม่อยู่นั้น แม่ของเจ้า ได้คบหาชายอื่นหรือไม่ " ราธะตอบว่า “ ท่านพ่อ ธรรมดาบัณฑิตทั้งหลาย ย่อมไม่กล่าวคำที่ไม่ทำให้พ้นทุกข์ ไม่ว่าคำนั้น จะเป็นคำจริง หรือ คำไม่จริง ก็ตาม การพูดคำจริงแต่ไม่ดี จะพึงหมกไหม้ เหมือนโปฏฐปาทะ ที่หมกไหม้อยู่ในเตาไฟ ” เมื่อกล่าวจบแล้ว ก็นิ่งเสีย


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า


ความจริงที่ไม่ดี ที่พูดออกไปแล้ว ไม่ทำให้เกิดประโยชน์ใด ก็ไม่ควรพูด เพราะ จะเป็นโทษแก่ผู้พูดเอง

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2563

โคนันทิวิสาล

โคนันทิวิสาล


ในสมัยหนึ่ง ขณะที่พระพุทธเจ้า ทรงประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภการถึง การพูดเสียดแทงให้เจ็บใจของพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ เนื่องจาก ในสมัยนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ เมื่อมีการทะเลาะกัน ก็จะมีคำข่มขู่ ตะเพิด ทิ่มแทง ด่าทอ พระพุทธเจ้าจึงทรงติเตียน แล้วทรงตรัสว่า

“ บุคคลควรพูดแต่คำที่น่าพอใจเท่านั้น ไม่ควรพูดคำที่ไม่น่าพอใจในกาลใดๆ

คำหยาบ  ย่อมไม่เป็นที่ชอบใจของใคร ไม่เว้นแม้แต่สัตว์เดียรัจฉาน ” 

หลังจากนั้น ทรงยกอดีตนิทาน ขึ้นมาสาธก ความว่า


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในแคว้นคันธาระ เมืองตักกศิลา รัชสมัยพระเจ้าคันธาระ


พระโพธิสัตว์ทรงมาเกิดเป็นโค มีนามว่า นันทิวิสาล เป็นโคที่มีพละกำลังมาก มีรูปร่างสวยงาม ถูกเลี้ยงดูโดยพราหมณ์คนหนึ่ง พราหมณ์ดูแลโคอย่างดี รักเหมือนดั่งลูกชายตน

โคอยากจะตอบแทนบุญคุณพราหมณ์ ในวันหนึ่ง จึงพูดกับพราหมณ์ว่า “ ขอให่ท่านไปท้าพนันกับ โควินทกเศรษฐี ด้วยเงินหนึ่งพันกหาปณะว่า โคของเราสามารถที่จะ ลากเกวียนหนึ่งร้อยเล่มที่ผูกติดกัน ให้เคลื่อนไหวได้ ” พราหมณ์ทำตามที่โคบอก ไปที่บ้านเศรษฐี และ ได้นัดเดิมพันกัน ในวันรุ่งขึ้น


เมื่อถึงเวลา พราหมณ์เทียมโคนันทิวิสาล เข้ากับเกวียนหนึ่งร้อยเล่ม ซึ่งบรรทุก กรวด ทราย และ หิน เต็มลำ แล้วขึ้นนั่งบนเกวียน เงื้อปฏักขึ้น ร้องตวาดว่า “ ไอ้โคโง่ โคโกง จงลากเกวียนไปเดี๋ยวนี้ ” โคนันทิวิสาลได้ยินพราหมณ์พูดเช่นนั้น เกิดความน้อยใจ คิดว่า “ เราไม่โง่ ท่านกลับเรียกว่า เราโง่ เราไม่โกง ท่านกลับเรียกว่า เราโกง ” จึงไม่ยอมเคลื่อนไหว ไม่ยอมลากเกวียน ทำให้ โควินทกเศรษฐีชนะพนัน ฝ่ายพราหมณ์ ก็ปลดโคออกจากเกวียน แล้วเข้าไปนอนเสียใจอยู่ในบ้าน


โคนันทิวิสาล เห็นว่าพราหมณ์เสียใจ จึงเข้าไปปลอบ และ กล่าวว่า “ ตลอดเวลาที่ข้าพเจ้า อยู่ในเรือนของท่าน ข้าพเจ้าเคยทำร้ายใครหรือไม่ เคยทำสิ่งของใดแตกหักเสียหายหรือไม่ เคยทำเรือนท่าน สกปรกเลอะเทอะหรือไม่ เหตุอันใด ท่านจึงเรียกข้าพเจ้าว่า โคโง่ โคโกง เรื่องนี้เป็นความผิดของท่าน ไม่ใช่ความผิดของข้าพเจ้า ขอให้ท่าน ไปเดิมพันกับโควินทกเศรษฐีอีกครั้งเถิด ครั้งนี้เดิมพันด้วยเงินสองพันกหาปณะ และขอให้ท่าน อย่าได้เรียกข้าพเจ้าว่าเป็น โคโง่ โคโกงอีก แล้วท่านจะชนะเดิมพัน ตามที่ท่านปรารถนา ” พราหมณ์จึงทำตามที่โคนันทิวิสาลบอกอีกครั้ง


ในวันเดิมพัน หลังจากเทียมเกวียนแล้ว พราหมณ์จึงพูดกับโคว่า “ นันทิวิสาลลูกรัก เจ้าจงลากเกวียนทั้งร้อยเล่มนี้ไปเถิด ” โคนันทวิสาล ออกแรงลากเพียงครั้งเดียว ก็ลากเกวียนทั้งร้อยเล่มนั้นออกไปได้ พราหมณ์จึงชนะเดิมพัน ได้เงินสองพันกหาปณะ


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า


เมื่อจะกล่าววาจากับคนผู้อื่น ควรกล่าวคำที่เป็น ปิยวาจา เป็นที่น่าพึงพอใจแก่ผู้ฟัง

วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ขอในสิ่งที่ไม่ควรขอ

 ขอในสิ่งที่ไม่ควรขอ


ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ทรงประทับอยู่ ณ อัคคาฬวเจดีย์ เมืองอาฬวี


ทรงปรารภเรื่องที่ภิกษุ ขอชาวเมืองอาฬวี อย่างไม่มีขีดจำกัด ในการสร้างกุฏิการสิกขาบท ทำให้ชาวเดือดร้อน จนเมื่อชาวบ้านเห็นพระภิกษุที่ไหน ก็พากันหลบหน้าหนีไปหมด


พระองค์ทรงติเตียนเหล่าภิกษุ แล้วทรงยกอดีตนิทานขึ้นมาสาธก ความว่า


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์ ได้เกิดเป็นพราหมณ์ ในตระกูลมั่งคั่งตระกูลหนึ่ง และ มีน้องชาย 1 คน ซึ่งรักกันมาก ต่อมา เมื่อบิดาและมารดาเสียชีวิตลง ทั้งสองพี่น้องได้ตัดสินใจ สละทรัพย์สมบัติ บริจาคเป็นทาน แล้วพากันออกบวชเป็นฤาษี บำเพ็ญพรตอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา โดย ฤาษีพี่ชายอยู่ทางทิศเหนือของแม่น้ำ ส่วนฤาษีน้องชายอยู่ทางทิศใต้ของแม่น้ำ


ต่อมาวันหนึ่ง พญานาคมณิกัฏฐะ แปลงร่างเป็นชายหนุ่ม ขึ้นมาเที่ยวเล่นตามฝั่งแม่น้ำคงคา เมื่อผ่านอาศรมฤาษีผู้น้อง ได้แวะเข้าไปสนทนาด้วย จนเกิดความสนิทสนมกับฤาษีผู้น้อง หลังจากนั้น จึงได้มาเยี่ยมเยือนสนทนาด้วยทุกวัน และเมื่อสนทนาเสร็จ ก็จะคืนร่างเป็นพญานาค เอาขนดหางรัดรอบตัวฤาษี แผ่พังพานเหนือหัว ด้วยความสิเนหาอยู่พักหนึ่ง จึงคลายร่างออก ไหว้ฤาษี แล้วกลับนาคพิภพไป ทำเช่นนี้เป็นประจำ


ฝ่ายฤาษี เมื่อถูกรัดตัวแบบนั้น ก็เกิดความกลัว กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ร่างกายซูบผอมลงทุกวัน จึงได้ไปหาฤาษีพี่ชาย เล่าเรื่อง ปรับทุกข์ให้ฟัง แล้วขอคำแนะนำว่า

ถ้าไม่อยากให้พญานาคมาหา ต้องทำอย่างไร

ฤาษีพี่ชายถามว่า 

"พญานาคมีเครื่องประดับอะไรไหม"

ฤาษีน้องชายตอบว่า

"เขามีประดับแก้วมณี"

ฤาษีพี่ชายจึงแนะนำว่า 

"ครั้งต่อไป เมื่อพญานาคเข้ามาถึงอาศรม ยังไม่ทันได้ไหว้ ก็ให้ขอแก้วมณีเขาเลย เขาก็จะหนีไป พอวันที่สอง แค่เขามาถึงประตูอาศรม ก็ให้ขอแก้วมณีเขาอีก และวันที่สาม ให้ไปดักรอที่ริมฝั่งแม่น้ำ พอเขาโผล่ขึ้นจากน้ำ ก็ให้เอ่ยปากขอแก้วมณีอีก เพียงเท่านี้ เขาก็จะไม่กลับมารบกวนอีก"


ฤาษีน้องชาย ได้ทำตามที่ผู้พี่แนะนำ และในวันที่สาม เมื่อพญานาคถูกฤาษีขอแก้วมณีอีก จึงพูดว่า 

"ท่านฤาษี ข้าวน้ำอันไพบูลย์ที่มีแก่ข้าพเจ้า ก็เนื่องมาจากแก้วมณีนี้ แล้วข้าพเจ้าจะให้ท่านได้อย่างไร ท่านยิ่งขอก็ยิ่งหนักขึ้น ต่อจากนี้ ข้าพเจ้าจะไม่มาอาศรมท่านอีกแล้ว การขอแก้วมณีดวงนี้ ทำให้ข้าพเจ้าหวาดเสียว รู้สึกเหมือนท่านเป็นชายหนุ่มที่ถือดาบอันคมกริบ"


เมื่อกล่าวจบ ก็ดำน้ำกลับนาคพิภพไป และไม่กลับมาอีกเลย


ฝ่ายฤาษี เมื่อพญานาคไม่มาหา กลับคิดถึง เศร้าเสียใจ จนทำให้ร่างกายซูบผอมลงไปมากกว่าเดิมอีก


หลายวันต่อมา ฤาษีพี่ชายแวะมาที่อาศรมผู้น้อง เมื่อเห็นสภาพน้องชาย จึงไถ่ถามถึงสาเหตุ ฤาษีน้องชายตอบว่า

"บุคคลไม่ควรขอสิ่งที่เป็นที่รักของผู้อื่น เพราะ การขอที่มากเกินไป ย่อมทำให้เป็นที่เกลียดชัง พญานาคถูกขอแก้วมณี จึงไม่หวนกลับมาให้เห็นอีกเลย"


ฤาษีพี่ชายได้แต่พยายามปลอบน้องชาย ให้คลายจากความเศร้าเสียใจ แล้วก็กลับอาศรมตน


นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า


เมื่อต้องขอ ควรขอเพียงเท่าที่จำเป็น และ ขอแต่ในสิ่งที่เขาสามารถให้ได้เท่านั้น

วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ภิกษุณี

ภิกษุณี


ภิกษุณี หมายถึง หญิงที่ได้รับการบวชเป็นพระ ในพระพุทธศาสนา


ภิกษุณีองค์แรก ที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาต ให้บวช คือ พระนางมหาปชาบดี โคตมี (พระน้านาง)


ในสมัยนั้น ขณะที่พระพุทธเจ้า ทรงประทับอยู่ใน นิโครธาราม ใกล้กับกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ พระนางมหาปชาบดี โคตมี ได้ไปเข้าไปเฝ้า และ กราบทูลขอบวช แต่พระพุทธเจ้า ทรงตรัสห้ามไว้ พระนางกราบทูลขอถึง 3 ครั้ง พระพุทธเจ้า ก็ทรงตรัสห้ามไว้ทั้ง 3 ครั้ง พระนางมหาปชาบดี โคตมี ทรงกันแสง ถวายบังคมลา แล้วเสด็จจากไป


ต่อมา พระพุทธเจ้า เสด็จจาริกไปยัง กรุงเวสาลี ทรงประทับ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน


พระนางมหาปชาบดี โคตรมี ยังคงไม่ละความพยายาม ทรงชักชวนเจ้าหญิงศากยะจำนวนมากทรง (อรรถกถาว่า 500 นาง) ปลงพระเกศา ทรงผ้ากาสาวะ (ผ้าย้อมน้ำฝาด) เสด็จดำเนินด้วยพระบาทเปล่า (ไม่สวมรองเท้า) ไปยังกรุงเวสาลี เมื่อไปถึง ต่างก็มีความเหน็ดเหนื่อย มีพระบาทที่บวมแตก มีพระวรกายที่เปรอะเปื้อนไปด้วยธุลี พากันมาประทับยืนกันแสง อยู่ที่ภายนอกซุ้มประตู ของกูฏาคารศาลา


พระอานนท์ เห็นลักษณะดังกล่าว จึงเข้าไปสอบถาม เมื่อทราบความก็รับช่วย เข้าไปกราบทูลพระพุทธเจ้า ขออนุญาตให้สตรีได้บวช พระพุทธเจ้า ไม่ทรงอนุญาต ทรงตรัสปฏิเสธแก่พระอานนท์ถึง 3 ครั้ง


พระอานนท์จึงเปลี่ยนวิธี เป็นการทูลถามว่า ถ้าหากสตรีได้ออกบวชในพระธรรมวินัยแล้ว จะสามารถบรรลุโสดาปัตติผล จนถึงอรหัตผล ได้หรือไม่ พระพุทธเจ้าทรงตอบว่า ได้ พระอานนท์จึงยกเหตุนั้นขึ้นมาอ้าง แล้วทูลต่อว่า พระนางมหาปชาบดี โคตมี เป็นพระน้านางของพระพุทธเจ้า เป็นผู้ที่มีอุปการะมาก เป็นผู้ ปกป้อง เลี้ยงดู ทะนุถนอมพระองค์ สืบต่อจากพระมารดา ที่ได้สิ้นพระชนม์ไป ดังนั้น ขอให้พระนางได้บวช ตามที่ทรงตั้งพระหฤทัยไว้เถิด พระพุทธเจ้าจึงทรงตอบรับ โดยมีเงื่อนไขว่า


พระนางมหาปชาบดี โคตมี จะต้องทรงรับครุธรรม 8 ประการได้ จึงจะอนุญาตให้บวช


ครุธรรม 8 ประการนั้น ก็คือ


1. ภิกษุณีต้องลุกขึ้นต้อนรับ แสดงความเคารพต่อพระภิกษุ แม้ว่า ภิกษุณีจะบวชมาแล้วร้อยพรรษา แต่พระภิกษุพึ่งจะบวชใหม่ในวันนั้นก็ตาม


2. ภิกษุณีต้องจำพรรษา ในอาวาสที่มีภิกษุอยู่เท่านั้น


3. ภิกษุณีจะต้องรับธรรม 2 ประการ จากภิกษุ ทุกกึ่งเดือน คือ การถามวันอุโบสถ และ การเข้ารับฟังโอวาท 


4. เมื่อออกพรรษา ภิกษุณีต้องปวารณาในสงฆ์ 2 ฝ่าย คือ ภิกษุสงฆ์ และ ภิกษุณีสงฆ์


5. ภิกษุณีที่ต้องอาบัติหนัก ต้องประพฤติมานัตต์ (การปฏิบัติเพื่อออกจากอาบัติหนัก) 15 วัน ในสงฆ์ 2 ฝ่าย คือ ภิกษุสงฆ์ และ ภิกษุณีสงฆ์


6. สตรีที่จะบวช ต้องเป็นนางสิขมานา ศึกษาอยู่ในธรรม 6 ข้อ (รักษา ศีล 6 คือ ศีล 5 และเพิ่มข้อที่ 6 การเว้นบริโภคอาหาร ในเวลาวิกาล ) เป็นเวลา 2 ปี จึงจะบวชในสงฆ์ 2 ฝ่ายได้


7. ภิกษุณีต้อง ไม่ด่า ไม่บริภาษ ภิกษุ ไม่ว่าสาเหตุใด


8. ภิกษุ สั่งสอนห้ามปราม ภิกษุณีได้ แต่ภิกษุณี สั่งสอนห้ามปราม ภิกษุไม่ได้ 


พระอานนท์ ได้นำความดังกล่าว ไปทูลต่อ พระนางมหาปชาบดี โคตมี และ พระนางทรงยอมรับ ภิกษุณี ในพระพุทธศาสนา จึงได้ถือกำเนิดขึ้น


ในครั้งนั้น พระพุทธเจ้า ได้ตรัสแก่พระอานนท์ว่า การให้สตรีบวช จะเป็นเหตุให้ พระศาสนา มีอายุสั้นลง อยู่ได้ไม่นาน จึงทรงบัญญัติครุธรรม 8 ประการไว้ เป็นหลักค้ำยัน เพื่อให้พระศาสนา อยู่ใด้ยืนนาน


หลังจากนั้นมา จำนวนภิกษุณีก็เพิ่มขึ้น ในเวลาอันรวดเร็ว บางครั้งมีการบวชหมู่ถึง 1,000 องค์ สตรีที่เข้ามาบวชนั้น มีตั้งแต่ เจ้าหญิง ธิดาเศรษฐี โสเภณี ไปจนถึง ขอทาน และ เหตุที่เข้ามาบวชนั้น ส่วนมากจะเกี่ยวกับ ความพลัดพราก ความรัก และ ความศรัทธา เป็นหลัก ประวัติของแต่ละองค์ ส่วนมากจะพิสดาร ตอนก่อนที่จะบวช แต่หลังจากบวชแล้ว ไม่ค่อยมีความโดดเด่นนัก นอกจาก ภิกษุณีระดับเอตทัคคะ 13 รูป เท่านั้น


สำหรับในเรื่อง ความเป็นอยู่ของภิกษุณี ปรากฏว่า เกิดปัญหาหลายอย่าง เช่น การอยู่อาศัยในป่า  การอยู่อาศัยร่วมกับบุรุษ ปัญหาเรื่องสวัสดิภาพ ถูกคนบางพวกรังแก จะไปไหนคนเดียวไม่ได้ เดินทางคนเดียวไม่ได้ เป็นต้น จนต้องมีข้อกำหนด มีข้อบัญญัติแก่ภิกษุณี มากขึ้น ซึ่งส่วนมากแล้ว ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ความเป็นสตรี เพื่อเป็นการป้อง ให้ปลอดภัยจากอันตรายต่าง ๆ


หลังจากนั้น ภิกษุณีก็เริ่มลดน้อย ถอยลงตามลำดับ และ ค่อย ๆ หมดไป หลังจาก พระพุทธเจ้าทรงปรินิพพาน


ในยุคปัจจุบัน เคยมีการพยายามรื้อฟื้น การบวชภิกษุณีกลับมา แต่ในที่สุด ก็ไม่อาจทำได้ เพราะ ในครุธรรม 8 ประการ กำหนดไว้ว่า การบวชภิกษุณี ต้องทำโดย สงฆ์ 2 ฝ่าย คือ ภิกษุสงฆ์ และ ภิกษุณีสงฆ์ แต่ภิกษุณีสงฆ์ ในปัจจุบัน ไม่มีแล้ว จึงไม่อาจทำให้การบวช สมบูรณ์ได้ ภิกษุณี จึงเสื่อมสูญไปโดยปริยาย

วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2563

กัมมุนา วัตตติ โลโก

 กัมมุนา วัตตติ โลโก


กัมมุนา วัตตติ โลโก แปลว่า สัตว์โลกทั้งหลายย่อมเป็นไปตามกรรม


คำว่า กรรม นี้ หมายถึง การกระทำ ที่มีเจตนา มีความตั้งใจเป็นปัจจัย เป็นเหตุให้เกิดผล เป็นเหตุให้สำเร็จกิจ ในการกระทำนั้นๆ


สัตว์โลกทั้งหลายที่ทำกรรม ไม่ว่าจะ ด้วยกาย ด้วยวาจา หรือ ด้วยใจก็ดี ย่อมจะต้องมีการนึกคิด มีการปรุงแต่งจิตก่อน แล้วจึงจะกระทำ จึงกล่าวได้ว่า เจตนา ก็คือ ตัวกรรม หากขาดเจตนา ก็จะไม่ถือว่าเป็นกรรม


ดังนั้น เจตนา จึงเป็นตัวการใหญ่ เป็นตัวการหลัก เป็นหัวหน้าของสังขารขันธ์ทั้งหลาย เป็นปัจจัยที่จะส่งผลให้การกระทำต่างๆ ทั้งทางกาย ทางวาจา และ ทางใจ เป็นกุศล หรือ อกุศล เป็นปัจจัยต่อผล หรือ สิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต


พุทธศาสนานั้น ไม่ใช่ศาสนาที่ ยึดถือเทวนิยม (เชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เกิดขึ้นนั้น เกิดจาก การบันดาลของเทพเจ้า) แต่พุทธศาสนา เป็นศาสนาที่ ยึดถือกรรมนิยม คือ ยึดถือการกระทำเป็นใหญ่


ในพุทธศาสนา เชื่อว่า สัตว์โลกทั้งหลาย จะดี หรือ จะชั่วนั้น ขึ้นอยู่กับการกระทำของตนเอง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้อื่น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวงศ์ตระกูล เพราะ การจะทำดี หรือ ทำชั่วนั้น จะต้องทำด้วยตนเอง ไม่ได้มีผู้อื่นมาทำให้ ด้วยเหตุนี้ สัตว์โลกทั้งหลายจึงมีกรรมเป็นของตน และ เมื่อได้ทำกรรมไว้อย่างไร ก็จะต้องได้รับผลของกรรม ที่ตนได้ทำไว้นั้น คือ เป็นทายาทของกรรมที่ได้ทำไป กรรมที่ได้ทำไป จะคอยติดตามไปทุกหนทุกแห่ง จะคอยติดตามไปทุกภพทุกชาติ กรรมเป็นตัวจำแนกสัตว์ทั้งหลาย ว่าจะต้องไปเกิดในภพใด สถานะใด คือ มีกรรมเป็นกำเนิด กรรมจะไม่สูญหายไปใหน


ดังนั้น จึงควรจะพยายาม ละเว้นการทำกรรมชั่ว หรือ อกุศลกรรม แล้วหันมาหมั่นทำกรรมดี หรือ กุศลกรรม


การทำกรรมชั่ว ความชั่วก็จะคอยติดตาม ล้างผลาญ ทำให้เป็นทุกข์ ทำให้เดือดร้อนเรื่อยไป เมื่อกรรมชั่วให้ผลอยู่ ไม่ว่า อำนาจราชศักดิ์ พ่อ แม่ ญาติ พี่น้องใดๆ ก็ไม่อาจจะช่วยให้พ้นจากความทุกข์ได้


ส่วนการทำกรรมดี ความดีก็จะช่วย อุปถัมภ์ค้ำชู ทำให้มีความสุข ความเจริญ เมื่อกรรมดียังให้ผลอยู่ ก็ไม่มีใครจะมา ทำร้าย ทำลาย ผลของความดีนั้นได้เลย


จึงกล่าวได้ว่า กรรมเป็นที่พึ่งเป็นที่อาศัยของสัตว์โลกทั้งหลาย


มีการเปรียบไว้ว่า กรรม คือ การทำกุศล หรือ การทำอกุศล ส่วนผลของกรรม คือ วิบาก และ วิบากนี้ เปรียบเสมือนเงา เมื่อมีคนที่ใหน ก็ต้องมีเงาที่นั่น หมายถึง เมื่อมีกรรม ก็จะต้องมีวิบากของกรรม อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้


ทั้งหมดนี้ ก็คือ กฏแห่งกรรม เมื่อได้ทำกรรมใดไว้ ไม่ว่าจะมาก หรือ จะน้อยเพียงใดก็ตาม ก็ย่อมจะต้องได้รับผลของกรรมนั้น

วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ไตรสิกขา

 ไตรสิกขา


ไตรสิกขา หรือ สิกขา3 หมายถึง หลักการปฏิบัติ 3 ประการ ในพระพุทธศาสนา ที่ชาวพุทธทั้งหลาย ทั้งสมณ และ ฆารวาส จะต้องศึกษา จะต้องเรียนรู้ และ นำไปปฏิบัติ เพื่อเป็นการอบรมตนเอง เป็นการฝึกหัดตนเอง ทั้งทางกาย ทางวาจา ทางจิตใจ และ ทางปัญญา ให้ได้เข้าถึงธรรม ให้ได้รู้แจ้งในธรรม


ไตรสิกขา ทั้ง 3 ประการ ประกอบไปด้วย


      1.อธิสีลสิกขา

       2.อธิจิตตสิกขา

       3.อธิปัญญาสิกขา


1.อธิสีลสิกขา หมายถึง หลักในการปฏิบัติทางความประพฤติ หรือ หลักในการฝึกหัดทางความประพฤติ เป็นการปฏิบัติ เป็นการฝึกหัด เพื่อให้ความประพฤติ เป็นไปตามปกติแห่งธรรม เป็นไปอย่างถูกต้องตามครรลองครองธรรม ซึ่งก็คือ การฝึกตนให้ มีความประพฤติที่ดี ทั้งทางกาย และ ทางวาจา สามารถรักษากาย รักษาวาจา ให้เรียบร้อย สามารถควบคุมกาย ควบคุมวาจา ให้ตั้งอยู่ในความดีงาม ให้ตั้งอยู่ในความสุจริต ละเว้นจากการประพฤติไม่ดี ละเว้นจากการประพฤติชั่วทั้งปวง

ข้อประพฤติหลัก ในการฝึกหัดทางความประพฤตินี้ ก็คือ การรักษาศีลอย่างจริงจัง


2.อธิจิตตสิกขา หมายถึง หลักในการปฏิบัติทางจิต หรือ หลักในการฝึกหัดทางจิต เป็นการปฏิบัติ เป็นการฝึกหัด เพื่อให้จิตมีความตั้งมั่น ให้จิตมีความสงบแน่วแน่ ไม่มีความฟุ้งซ่าน มีความเข้าใจในตนเอง มีความเข้าใจในผู้อื่น ฝึกหัดให้จิตเกิดคุณธรรมที่ดี ไม่คล้อยตามกิเลสทั้งหลายที่เข้ามายั่วยุ จนทำให้เกิดการยึดติดกับสิ่งต่างๆ ยึดติดในเวทนา ยึดติดกับ ความรู้สึกสุข ความรู้สึกทุกข์

ข้อประพฤติหลัก ในการฝึกหัดทางจิตนี้

ก็คือ การฝึกสมาธิ การฝึกบำเพ็ญสมถกรรมฐาน ด้วยความสมบูรณ์ของการปฏิบัติรักษาศีล


3.อธิปัญญาสิกขา หมายถึง หลักในการปฏิบัติทางปัญญา หรือ หลักในการฝึกหัดทางปัญญา เป็นการปฏิบัติ เป็นการฝึกหัด เพื่อให้ปัญญาเกิดความรู้แจ้ง ทั้งในด้าน ความรู้ ความเข้าใจ การใช้เหตุผล การแยกแยะ คุณ-โทษ ถูก-ผิด ดี-ชั่ว สามารถที่จะ จัดสรร จัดการ ความรู้ต่างๆ ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆได้ ตามความเป็นจริง ตามที่ควรจะเป็น

ข้อประพฤติหลัก ในการฝึกหัดทางปัญญานี้ ก็คือ การบำเพ็ญ วิปัสสนากรรมฐาน เพื่อบรรลุวิชชา 8


ไตรสิกขา ทั้ง 3 ประการนี้ ส่วนใหญ่แล้ว จะคุ้นเคยกัน โดยการเรียกกันอย่างง่ายๆว่า ศีล สมาธิ ปัญญา นั่นเอง

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2563

พระพุทธเจ้า 28 พระองค์

 ‎พระพุทธเจ้า 28 พระองค์


ในคัมภีร์ทางพุทธศาสนาหลายๆฉบับ กล่าวถึงพระพุทธเจ้าว่า มีจำนวนมากมายยิ่งนัก อุปมาว่า มีมากยิ่งกว่าเม็ดทรายในท้องมหาสมุทรทั้ง 4  แต่พระพุทธเจ้าที่ ระบุพระนาม และ พระประวัติได้นั้น ส่วนใหญ่ บันทึกไว้ 28 พระองค์ ดังนี้


1. พระตัณหังกรพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์แรกของ เมื่อ 4 อสงไขย กับอีกหนึ่งแสนกัปที่แล้ว

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ พระนคร ปุปผวดี

พระบิดา นามว่า พระเจ้านันทราช

พระมารดา นามว่า พระนางสุนันทราชาเทวี

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 7 วัน


2. พระเมธังกรพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์ที่ 2 ของ เมื่อ 4 อสงไขย กับอีกหนึ่งแสนกัปที่แล้ว

ฉายา ผู้มียศใหญ่

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ พระนคร เมขละ

พระบิดา นามว่า พระเจ้าเทโว

พระมารดา นามว่า พระนางยะสุนทราชาเทวี

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 15 วัน


3. พระสรณังกรพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์ที่ 3 ของ เมื่อ 4 อสงไขย กับอีกหนึ่งแสนกัปที่แล้ว

ฉายา ผู้เกื้อกูลแก่โลก

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ พระนคร สุวิปุละ

พระบิดา นามว่า พระเจ้าสุมาเลราชา

พระมารดา นามว่า พระนางยสะเทวี

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 2 เดือน กับ 20 วัน


4. พระทีปังกรพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์สุดท้ายของ เมื่อ 4 อสงไขย กับอีกหนึ่งแสนกัปที่แล้ว

ฉายา ผู้ทรงไว้ซึ่งปัญญาอันรุ่งเรือง

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ กรุงรัมมวดีมหานคร

ในวันเพ็ญ เดือน 8

พระบิดา นามว่า พระเจ้านรเทวราช(พระเจ้าสุเทพ)

พระมารดา นามว่า พระนางเจ้าสุเมธา

พระมเหสี นามว่า พระนางปทุมาราชเทวี

พระโอรส นามว่า พระอสุภขันธกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 10 เดือน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระสุมังคลเถร และ พระติสสเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระสาคตเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระนันทาเถรี และ พระสุนันทาเถรี

อัครอุปัฏฐาก คือ ตปุสสะ และ ภัลลิกะ

พุทธบริวารที่เป็นพระอรหันต์ มีจำนวน 400,000 องค์

อายุพระศาสนา 100,000 ปี 


5. พระโกณฑัญญะพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าของ เมื่อ 3 อสงไขย กับอีกหนึ่งแสนกัปที่แล้ว

ฉายา ผู้เป็นประมุขแห่งหมู่ชน

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ กรุงรัมมวดีมหานคร

พระบิดา นามว่า พระเจ้าสุนันทราช

พระมารดา นามว่า พระนางสุชาดาราชเทวี

พระเหสี นามว่า พระนางรุจิราชเทวี

พระโอรส นามว่า พระวิชิตเสนกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 10 เดือน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระภัททเถร และ พระสุภัททเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระอนุรุทธเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระติสสาเถรี และ พระอุปัสสนาเถรี

พุทธบริวารที่เป็นพระอรหันต์ มีจำนวน แสนโกฏิ องค์

อายุพระศาสนา 100,000 ปี 


6. พระมังคลพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์แรกของ เมื่อ 2 อสงไขย กับอีกหนึ่งแสนกัปที่แล้ว

ฉายา ผู้เป็นบุรุษประเสริฐ

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ กรุงอุตตรนคร

พระบิดา นามว่า พระเจ้าอุตตรมหาราช

พระมารดา นามว่า พระนางอุตตรราชเทวี

พระมเหสี นามว่า พระนางยสาวดี

พระโอรส นามว่า พระสีวระราชกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 8 เดือน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระเทวเถร และ พระธรรมเสนเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระปาลิตเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระสีวราเถรี และ พระอโสกาเถรี


7. พระสุมนพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์ที่ 2 ของ เมื่อ 2 อสงไขย กับอีกหนึ่งแสนกัปที่แล้ว

ฉายา ผู้เป็นธีรบุรุษมีพระหทัยงาม

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ เมขละนคร

พระบิดา นามว่า พระเจ้าสุทัตตมหาราชา

พระมารดา นามว่า พระนางเจ้าสิริมา

พระมเหสี นามว่า พระนางฏังสกี

พระโอรส นามว่า พระอนุปมราชกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 10 เดือน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระสรณเถร และ พระภาวิตัตตเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระอุเทนเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระโสณาเถรี และ พระอุปโสณาเถรี

อายุพระศาสนา 90,000 ปี


8. พระเรวตพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์ที่ 3 ของ เมื่อ 2 อสงไขย กับอีกหนึ่งแสนกัปที่แล้ว

ฉายา ผู้เพิ่มพูนความยินดี

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ สุธัญญวดีนคร

พระบิดา นามว่า พระเจ้าวิปุลราชา

พระมารดา นามว่า พระนางวิปุลาราชเทวี

พระมเหสี นามว่า พระนางสุทัสนา

พระโอรส นามว่า พระวรุณราชกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 7 เดือน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระวรุณเถร และ พรหมเทวะเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระสัมภวะเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระภัททราเถรี และ พระสุภัททราเถรี


9. พระโสภิตพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์สุดท้ายของ เมื่อ 2 อสงไขย กับอีกหนึ่งแสนกัปที่แล้ว

ฉายา ผู้สมบูรณ์ด้วยพระคุณ

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ สุธรรมนคร

พระบิดา นามว่า พระเจ้าสุธรรมราช

พระมารดา นามว่า พระนางสุธรรมาเทวี

พระมเหสี นามว่า พระนางมจิลาราชเทวี

พระโอรส นามว่า พระสีหราชกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 7 วัน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระอสมเถร และ สุเมธเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระอโนมเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระนกุฬาเถรี และ พระสุชาตาเถรี


10. พระอโนมทัสสีพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าของ เมื่อ 1 อสงไขย กับอีกหนึ่งแสนกัปที่แล้ว

ฉายา ผู้อุดมสูงสุดในหมู่ชน

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ จันทวดีนคร

พระบิดา นามว่า พระเจ้ายศวราช

พระมารดา นามว่า พระนางยโสธรา

พระมเหสี นามว่า พระนางสิริมา

พระโอรส นามว่า พระอุปสารราชกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 10 เดือน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระนิสภเถร และ อโนมเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระวรุณเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระสุนทราเถรี และ พระสุมนาเถรี


11. พระปทุมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าของ เมื่อหนึ่งแสนกัปที่แล้ว

ฉายา ผู้ทำให้โลกสว่าง

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ จัมปานคร

พระบิดา นามว่า พระเจ้าอสมราช

พระมารดา นามว่า พระนางอสมาราชเทวี

พระมเหสี นามว่า พระนางอุตตราเทวี

พระโอรส นามว่า พระรัมมราชกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 8 เดือน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระสาลเถร และ พระอุปสาลเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระวรุณเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระราธาเถรี และ พระสุราธาเถรี


12. พระนารทพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าอีกหนึ่งองค์ของ เมื่อหนึ่งแสนกัปที่แล้ว

ฉายา ผู้เป็นสารถีประเสริฐ

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ ธัญญวดีมหานคร

พระบิดา นามว่า พระเจ้าสุเมธราชา

พระมารดา นามว่า พระนางอโนมาเทวี

พระมเหสี นามว่า พระนางวิชิตเสนาเทวี

พระโอรส นามว่า พระยันทุตรราชกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 7 วัน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระภัททสาลเถร และ พระพิชิตมิตตเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระวาเสฏฐเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระอุตตราเถรี และ พระผักขุนีเถรี

พุทธบริวารที่เป็นพระอรหันต์ มีจำนวน 100,000 องค์

อายุพระศาสนา 1 อสงไขย

 

13. พระปทุมุตตรพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าของ เมื่อ 4918 กัปที่แล้ว

ฉายา ผู้เป็นที่พึ่งของหมู่สัตว์

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ หงสวดีนคร

พระบิดา นามว่า พระเจ้าอานันทมหาราช

พระมารดา นามว่า พระนางสุชาดาราชเทวี

พระมเหสี นามว่า พระนางสุละทัคคเทวี

พระโอรส นามว่า พระอุตตรราชกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 7 วัน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระเทวลเถร และ พระสุชาตเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระสุมนเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระอมิตตาเถรี และ พระอสมาเถรี

อายุพระศาสนา 30,000 กัลป์ 


14. พระสุเมธพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าของ เมื่อ 1918 กัปที่แล้ว

ฉายา ผู้หาบุคคลเปรียบมิได้

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ สุทัสสนนคร

พระบิดา นามว่า พระเจ้าสุทัสสนมหาราช

พระมารดา นามว่า พระนางสุทัตตาราชเทวี

พระมเหสี นามว่า พระนางสุมนาเทวี

พระโอรส นามว่า พระปุนัพพราชกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 8 เดือน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระสุมนเถร และ พระสัพพกามเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระสาครเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระรามาเถรี และ พระสุรมาเถรี


15. พระสุชาตพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าอีกหนึ่งองค์ของ เมื่อ 1918 กัปที่แล้ว

ฉายา ผู้เลิศกว่าสัตว์โลกทั้งปวง

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ สุมังคลนคร

พระบิดา นามว่า พระเจ้าอุคคตราช

พระมารดา นามว่า พระนางปภาวดีราชเทวี

พระมเหสี นามว่า พระนางสิรินันทาเทวี

พระโอรส นามว่า พระอุปเสนราชกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 9 เดือน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระสุสุทัสสนเถร และ พระสุเทวเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระนารทเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระนาคาเถรี และ พระนาคสมาราเถรี


16. พระปิยทัสสีพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์แรกของ เมื่อ 118 กัปที่แล้ว

ฉายา ผู้ประเสริฐกว่าหมู่นรชน

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ สุธัญญราชธานี

พระบิดา นามว่า พระเจ้าสุทัตตราช

พระมารดา นามว่า พระนางจันทราราชเทวี

พระมเหสี นามว่า พระนางวิมาลาเทวี

พระโอรส นามว่า พระกัญจนเวฬกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 6 เดือน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระปาลิตเถร และ พระสัพพทัสสีเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระโสภิตเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระสุชาดาเถรี และ พระธัมมทินนาเถรี


17. พระอัตถทัสสีพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์ที่ 2 ของ เมื่อ 118 กัปที่แล้ว

ฉายา ผู้มีพระกรุณา

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ สาครราชธานี

พระบิดา นามว่า พระเจ้าสาครราช

พระมารดา นามว่า พระนางสุทัสสนาราชเทวี พระมเหสี นามว่า พระนางวิสาขาราชเทวี

พระโอรส นามว่า พระเสลราชกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 8 เดือน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระสันตเถร และ พระอุปสันตเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระอภัยเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระธรรมาเถรี และ พระสุธรรมาเถรี

พุทธบริวารที่เป็นพระอรหันต์ มีจำนวน 9 โกฏิ องค์


18. พระธัมมทัสสีพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์สุดท้ายของ เมื่อ 118 กัปที่แล้ว

ฉายา ผู้บรรเทามืด

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ สรณราชธานี

พระธบิดา นามว่า พระเจ้าสรณราชา

พระมารดา นามว่า พระนางสุนันทาราชเทวี

พระรมเหสี นามว่า พระนางวิจิโกลี

พระโอรส นามว่า พระวัฒนราชกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 6 เดือน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระปทุมเถร และ ปุสสเทวเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระสุเนตตเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระเขมาเถรี และ พระสัจจนามาเถรี


19. พระสิทธัตถพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าของ เมื่อ 94 กัปที่แล้ว

ฉายา ผู้หาบุคคลเสมอมิได้ในโลก

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ เวภารนคร

พระบิดา นามว่า พระเจ้าอุเทน

พระมารดา นามว่า พระนางสุผัสสาเทวี

พระมเหสี นามว่า พระนางสุมนาราชเทวี

พระโอรส นามว่า พระอนุปนราชกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 10 เดือน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระสัมพลเถร และ พระสุมิตตเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระเรวตเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระสิวลาเถรี และ พระสุรามาเถรี

พุทธบริวารที่เป็นพระอรหันต์ มีจำนวน 100,000 โกฏิ องค์


20. พระติสสพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าของ เมื่อ 92 กัปที่แล้ว

ฉายา ผู้ประเสริฐกว่านักปราชญ์ทั้งหลาย 

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ เขมราชธานี

พระบิดา นามว่า พระเจ้าชนสันธราช

พระมารดา นามว่า พระนางปทุมาเทวี

พระมเหสี นามว่า พระนางสุภัทราเทวี

พระโอรส นามว่า พระอานนทราชกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 15 วัน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระพรหมเทพเถร และ พระอุทัยเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระสัมภวเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระปุสสาเถรี และ พระสุทัตตาเถรี

พุทธบริวารที่เป็นพระอรหันต์ มีจำนวน 100,000 องค์


21. พระปุสสพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าอีกหนึ่งองค์ของ เมื่อ 92 กัปที่แล้ว

ฉายา ผู้ประทานธรรมอันประเสริฐ

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ กาสีราชธานี

พระบิดา นามว่า พระเจ้าชัยเสน

พระมารดา นามว่า พระนางสิริมาราชเทวี

พระมเหสี นามว่า พระนางกีสาโคตมีราชเทวี

พระโอรส นามว่า พระอานนทราชกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 7 วัน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระสุรักขิตเถร และ พระธัมมเสนเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระโสภิยเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระจาลาเถรี และ พระอุปจาลาเถรี

พุทธบริวารที่เป็นพระอรหันต์ มีจำนวน 400,000 องค์

อายุพระศาสนา 91 กัลป์


22. พระวิปัสสีพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าของ เมื่อ 91 กัปที่แล้ว

ฉายา ผู้หาที่เปรียบมิได้

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ พันธุมดีราชธานี

พระบิดา นามว่า พระเจ้าพันธุมหาราชา

พระมารดา นามว่า พระนางพันธุมดีราชเทวี

พระมเหสี นามว่า พระนางสุทัสสนาราชเทวี

พระโอรส นามว่า พระสมวัตตขันธราชกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 8 เดือน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระขันธเถร และ พระติสสเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระอโสกเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระจันทราเถรี และ พระจันทมิตตาเถรี

พุทธบริวารที่เป็นพระอรหันต์ มีจำนวน 84,000 องค์

อายุพระศาสนา 49 กัลป์


23. พระสิขีพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าของ เมื่อ 31 กัปที่แล้ว

ฉายา ศาสดาผู้เกื้อกูลแก่สัตว์

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ อรุณวดีนคร

พระบิดา นามว่า พระเจ้าอรุณราชา

พระมารดา นามว่า พระนางปภาวดีราชเทวี

พระมเหสี นามว่า พระนางสัพพกามาเทวี

พระโอรส นามว่า พระอตุลราชกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 8 เดือน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระอภิภูเถร และ พระสัมภวเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระเขมังกรเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระเขมาเถรี และ พระประทุมเถรี

พุทธบริวารที่เป็นพระอรหันต์ มีจำนวน 70,000 องค์


24. พระเวสสภูพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าอีกหนึ่งองค์ของ เมื่อ 31 กัปที่แล้ว

ฉายา ผู้ประทานความสุข

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์

พระบิดา นามว่า พระเจ้าสุปตีตราชา

พระมารดา นามว่า พระนางยสวดีราชเทวี

พระมเหสี นามว่า พระนางสุจิตราเทวี

พระโอรส นามว่า พระสุปปพุทธราชกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 6 เดือน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระโสณเถร และ พระอุตตรเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระอุปสันตเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระรามาเถรี และ พระสุมาลาเถรี

พุทธบริวารที่เป็นพระอรหันต์ มีจำนวน 40,000 องค์

อายุพระศาสนา 70,000 ปี


25. พระกกุสันโธพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์แรกของ กัปปัจจุบัน

ฉายา ผู้นำสัตว์ออกจากกันดาร (คือ ออกจากกิเลส)

ประสูติใน วรรณะพราหมณ์ เขมนคร

พระบิดา นามว่า อัคคิทัตตพราหมณ์

พระมารดา นามว่า วิสาขาพราหมณี

พระมเหสี นามว่า โสภิณีพราหมณี

พระโอรส นามว่า อุตตรกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 8 เดือน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระวิธูรเถร และ พระสัญชีวเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระพุทธิยะเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระสามาเถรี และ พระจัมปนามาเถรี

พุทธบริวารที่เป็นพระอรหันต์ มีจำนวน 40,000 องค์


26. พระโกนาคมโนพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์ที่ 2 ของ กัปปัจจุบัน 

ฉายา ผู้หักเสียซึ่งข้าศึก(ข้าศึก ก็คือ กิเลส)

ประสูติใน วรรณะพราหมณ์ โสภวดีนคร

พระบิดา นามว่า ยัญญทัตตพราหมณ์

พระมารดา นามว่า อุตตราพราหมณี

พระมเหสี นามว่า รุจิคัตตาพราหมณี

พระโอรส นามว่า สัททวาหกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 6 เดือน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระภิโยสเถร และ พระอุตตรเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระโสทิชเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระสมุทาเถรี และ พระอุตตราเถรี

พุทธบริวารที่เป็นพระอรหันต์ มีจำนวน 30,000 องค์


27. พระกัสสปะพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์ที่ 3 ของ กัปปัจจุบัน

ฉายา ผู้สมบูรณ์ด้วยสิริ

ประสูติใน วรรณะพราหมณ์ นครพาราณสี

พระบิดา นามว่า พรหมทัตตพราหมณ์

พระมารดา นามว่า ธนวดีพราหมณี

พระมเหสี นามว่า สุนันทาพราหมณี

พระโอรส นามว่า วิชิตเสนกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 7 วัน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระติสสเถร และ พระภารทวาชเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระสัพพมิตตเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระอนุฬาเถรี และ พระอุรุเวลาเถรี

พุทธบริวารที่เป็นพระอรหันต์ มีจำนวน 1 โกฏิ องค์


28. พระโคตโมพุทธเจ้า (พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน) พระพุทธเจ้าองค์ที่ 4 ของ กัปปัจจุบัน

ฉายา ผู้ประเสริฐแห่งหมู่ศากยราช

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ แห่งศากยวงศ์ กรุงกบิลพัสดุ์

ประสูติใน วันเพ็ญ เดือน 6

พระบิดา นามว่า พระเจ้าสุทโธทน

พระมารดา นามว่า พระนางสิริมหามายา

พระมเหสี นามว่า พระนางยโสธรา

พระโอรส นามว่า พระราหุลราชกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 6 ปี

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระติสสเถร และ พระโกลิตเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระอานนทเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระเขมาเถรี และ พระอุบลวัณณาเถรี

ปรินิพพานเมื่อพระชนมายุ 80 ปี


ในพุทธทำนาย กล่าวว่า พระพุทธศาสนาในยุคปัจจุบันนี้ จะมีอายุ 5,000 ปี หลังจากนั้น พุทธศาสนาจะเสื่อมหายไป เป็นระยะเวลายาวนาน จนกระทั่ง พระพุทธเจ้าองค์ใหม่ ถือกำเนิดขึ้น มีพระนามว่า พระศรีอริยเมตไตรย์ พุทธศาสนาจึงกลับมา รุ่งเรืองอีกครั้ง


หมายเหตุ


หนึ่งโกฏิ เท่ากับ 10 ล้าน


หนึ่งอสงไขย เท่ากับ หนึ่งโกฏิ ยกกำลัง 20 (เท่ากับ เลข 1 ตามด้วยเลข 0 ต่อท้าย 140 ตัว)


กัป หรือ กัลป์ เป็นช่วงระยะเวลาที่ยาวนาน จนไม่สามารถกำหนดเป็น วัน เดือน หรือ ปี ได้

วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2563

ประเภทของกิเลส

ประเภทของกิเลส


กิเลส คือ สิ่งที่ทำให้จิตใจ เกิดความเศร้าหมอง เป็นความไม่ดีไม่งาม เป็นความชั่วที่แฝงอยู่ ทำให้จิตใจขุ่นมัว จิตใจไม่บริสุทธิ์ เป็นสิ่งที่ขัดขวางความเจริญทางจิต


ประเภทของกิเลสนี้ มีอยู่มากมายหลากหลาย แต่กิเลสที่เป็น อกุศลมูล หรือ เป็นต้นเหตุของกิเลสอื่นๆทั้งหมด มีอยู่ 3 ประเภท คือ โลภะ โทสะ และ โมหะ


1. โลภะ คือ กิเลสแห่งความโลภ เป็นกิเลสที่ทำให้เกิดทะยานอยาก ซึ่งเป็นเหตุให้จิตใจ เกิดการดิ้นรน และ แสวงหา เพื่อสนองความอยากของตน

แบ่งออกได้เป็น


        - โลภอยากได้ของคนอื่น แล้วแสดงออกมา เช่น ลักขโมย จี้ ปล้น เป็นต้น (อภิชฌาวิสมโลภะ)


      - โลภอยากได้ของคนอื่น แล้วไม่แสดงออกมา คือ แค่มีใจอยากได้ แต่ไม่ถึงกับแสดงออก (อภิชฌา)


      - โลภในทางทุจริต เช่น การรับสินบน ฉ้อโกง เป็นต้น (ปาปิจฉา)


      - โลภแบบมักมาก คือ เอาประโยชน์ใส่ตัวจนเกินพอดี ไม่คำนึงถึงคนอื่น (มหิจฉา)


      - กามโลภะ คือ มีความโลภในกาม มีความโลภในเรื่องทางเพศ


      - ภวโลภะ คือ ความอยากในภพ อยากเป็นอย่างนั้น อยากเป็นอย่างนี้ 


      - วิภวโลภะ คือ ความอยากในวิภพ ไม่อยากเป็นอย่างนั้น ไม่อยากเป็นอย่างนี้


2. โทสะกิเลส คือ กิเลสแห่งความโกรธ ความคับแค้น เป็นกิเลสที่ทำให้จิตใจ ขุ่นเคือง โกรธแค้น อาจนำไปสู่การระบายโทสะ เป็นพฤติกรรมที่รุนแรง แบ่งออกได้เป็น


      - อสังขาริก เป็นโทสะที่เกิดขึ้น จากตนเอง


      - สสังขาริก เป็นโทสะที่เกิดขึ้น โดยมีผู้อื่นเป็นเหตุ หรือ เป็นผู้ยุยงให้เกิดขึ้น


3. โมหะกิเลส คือ กิเลสแห่งความหลง เป็นกิเลสที่ทำให้จิตใจ เกิดความลุ่มหลงในสิ่งต่างๆ ทั้งที่เป็นรูปธรรม และ ที่เป็นนามธรรม แบ่งออกได้เป็น


      - โมหะ คือ ความลุ่มหลงจาก การไม่รู้เรื่องราวตามความเป็นจริง

 

      - มิจฉาทิฐิ คือ ความลุ่มหลงจาก การเห็นผิดจากคลองธรรม เช่น ไม่เชื่อเรื่อง บาป บุญ เป็นต้น 


      - สังกายทิฏฐิ คือ ความลุ่มหลงจาก การมีตัวตน เช่น เชื่อแต่ในสิ่งที่ มองเห็นด้วยตาเปล่าเท่านั้น 


      - วิจิกิจฉา คือ ความลุ่มหลงจาก ความสงสัยในพระธรรม คำสอน ของพระพุทธเจ้า


      - สีลัพพตปรามาส คือ ความลุ่มหลงจาก ความงมงาย เช่น การบูชา กราบไหว้ สัมพเวสี เพื่อขอโชคลาภ เป็นต้น 


      - มานะ คือ ความลุ่มหลงจาก ความถือตัว คิดว่าตนเอง เป็นคนพิเศษ เป็นคนสำคัญ กว่าคนอื่น


      - อุทธัจจะ คือ ความลุ่มหลงจาก ความฟุ้งซ่าน จิตใจว่อกแวก  ไม่อยู่กับร่องกับรอย คิดไม่เป็นสาระ


      - อวิชชา คือ ความลุ่มหลงจาก

ความไม่รู้จริง รู้แค่ผิวเผิน หรือ ทึกทักเอาเองว่ารู้


วิธีกำจัดกิเลส


วิธีในการกำจัดกิเลสนั้น มีอยู่ 5 ประการ คือ 


1. วิกขัมภนปหาน เป็นการกำจัดกิเลสโดย บำเพ็ญฌาน จนสามารถ ข่มกิเลสไว้ได้


2. ตทังคปหาน เป็นการกำจัดกิเลสโดย ใช้ธรรมที่เป็นปฎิปักข์กับ กิเลสที่ต้องการกำจัด เช่น ใช้เมตตาธรรม ในการกำจัดความโกรธ เป็นต้น


3. สมุจเฉทปหาน เป็นการกำจัดกิเลสโดย ตัดขาดโลกุตตรมรรค


4. ปฎิปัสสัทธิปหาน เป็นการกำจัดกิเลสโดย โลกุตตรมรรค จนกว่าจะบรรลุนิพพาน


5. นิสสรณปหาน เป็นการกำจัดกิเลสโดย การสละความทุกข์อย่างสิ้นเชิง คือ การบรรลุนิพพานนั่นเอง

วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2563

นิวรณ์

 นิวรณ์


นิวรณ์ แปลว่า เครื่องกั้น ในทางธรรม หมายถึง เครื่องปิดกั้นความดี เครื่องขัดขวางไม่ให้บรรลุความดี ปิดโอกาสในการทำความดี ขวางกั้นไม่ให้ความดีเข้าถึงจิตใจ


นิวรณ์นี้ ถือว่าเป็นอุปสรรคสำคัญ สำหรับผู้ปฏิบัติธรรม ทำให้ไม่สามารถบรรลุธรรมได้ จนอาจถึงกับทำให้เลิกล้มความตั้งใจในการปฏิบัติไป


นิวรณ์  5


นิวรณ์มีอยู่ 5 ประการด้วยกัน คือ


1.กามฉันท์ หมายถึง ความยินดี ความพึงพอใจ ในกามคุณ การหลงใหล ติดใจ ในกามโลกีย์ทั้งปวง


2.พยาบาท หมายถึง ความโกรธ ความไม่พอใจ จากการที่ ไม่ได้สมดังใจที่ตนเอง ปรารถนา


3.ถีนมิทธะ หมายถึง ความหดหู่ ความขี้เกียจ ง่วงซึม อ่อนแอ ท้อแท้ ไร้กำลังทั้งกายทั้งใจ หมดอาลัยตายอยาก ไม่ฮึกเหิม


4.อุทธัจจกุกกุจจะ หมายถึง ความฟุ้งซ่าน ความคิดซัดส่าย ความรำคาญใจ จิตใจไม่สงบนิ่ง คิดวุ่นวายอยู่ตลอดเวลา


5.วิจิกิจฉา หมายถึง ความไม่แน่ใจ ความลังเลสงสัย ความกังวล ไม่มั่นใจ กล้าๆกลัวๆ


นิวรณ์เหล่านี้ เกิดขึ้นได้ก็เพราะ การเผลอสติ การขาดความตั้งใจในการทำดี ขาดการคิดที่ประกอบด้วยปัญญา เรียกว่า อโยนิโสมนสิการ คือ การคิดพิจารณาที่ไม่แยบคาย ไม่ใส่ใจในสิ่งที่ควรใส่ใจ แต่ ไปใส่ใจในสิ่งที่ไม่ควรใส่ใจ เช่น ไม่ใส่ใจ ความเป็นทุกข์ ความเป็นของไม่เที่ยง ไม่มีตัวตน แต่ ไปใส่ใจในความสวยงาม โดยไม่พิจารณาอย่างแยบคาย ทำให้เกิดกามฉันท์นิวรณ์ ไปใส่ใจในเสียง ติฉิน นินทา ด่าว่า โดยไม่พิจารณาอย่างแยบคาย ทำให้เกิดพยาบาทนิวรณ์ เป็นต้น 


เมื่อรู้แล้วว่า นิวรณ์นี้ เป็นสิ่งที่ไม่ดี ก็ควรที่จะ ละเสีย และถึงแม้ว่า จะไม่สามารถละได้อย่างสมบูรณ์ ก็ควรที่จะพยายาม ทำให้ลดลง ทำให้เกิดน้อยลง


แนวทางการลดนิวรณ์


วิธี หรือ แนวทาง ในการปฏิบัติ เพื่อลดละนิวรณ์ มีดังนี้


1.กามฉันท์ ละได้โดย โยนิโสมนสิการ คือ การใส่ใจโดยแยบคาย ในอารมณ์ที่ไม่งาม(อสุภนิมิต) และ ธรรม 6 ประการ คือ


      - การถืออสุภนิมิต เป็นอารมณ์


      - การประกอบเนืองๆ ซึ่งอสุภภาวนา


      - การรักษาทวาร ในอินทรีย์ทั้งหลาย


      - การรู้จักประมาณ ในโภชนะ


      - การมีกัลยาณมิตร


      - การพูดแต่ในเรื่องที่เป็น สัปปายะ


2.พยาบาท ละได้โดย โยนิโสมนสิการ คือ การใส่ใจโดยแยบคาย ในการเจริญเมตตา และ เมตตาสมาธิ และ ธรรม 6 ประการ คือ


      - การกำหนดนิมิตในเมตตา เป็นอารมณ์


      - การประกอบเนืองๆ ซึ่งเมตตาภาวนา


      - การพิจารณาถึง การที่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ล้วนมีกรรมเป็นของตน


      - การพิจารณาให้มาก


      - การมีกัลยาณมิตร


      - การพูดแต่ในเรื่องที่เป็น สัปปายะ


3.ถีนมิทธะ ละได้โดย โยนิโสมนสิการ คือ การใส่ใจโดยแยบคาย ในธรรมทั้งหลาย และ ธรรม 6 ประการ คือ


      - การกำหนดนิมิต ในโภชนะส่วนเกิน


      - การผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ


      - การใส่ใจใน อาโลกสัญญา(แสงสว่าง)


       - การมีกัลยาณมิตร


      - การพูดแต่ในเรื่องที่เป็น สัปปายะ


4.อุทธัจจกุกกุจจะ ละได้โดย โยนิโสมนสิการ คือ การใส่ใจโดยแยบคาย ในความสงบแห่งจิตใจ คือ สมาธิ และ ธรรม 6 ประการ คือ


      - การฟังมาก


      - การสอบถาม


      - ความชำนาญในธรรม


      - การคบผู้เจริญ


       - การมีกัลยาณมิตร


       - การพูดแต่ในเรื่องที่เป็น สัปปายะ


5.วิจิกิจฉา ละได้โดย โยนิโสมนสิการ คือ การใส่ใจโดยแยบคาย ในธรรมประเภทต่างๆ และ ธรรม 6 ประการ คือ


      - การฟังมาก


      - การสอบถาม


      - ความชำนาญในธรรม


      - ความมีศรัทธา น้อมใจเชื่อ


      - การมีกัลยาณมิตร


      - การพูดแต่ในเรื่องที่เป็น สัปปายะ


โดยรวมแล้ว การที่จะ ลดละนิวรณ์นั้น ทำได้โดยปรับจิตใจ ปรับความคิด ให้ถูกต้องตามหลักธรรม การเลือกคบคนที่ดี การพูดการเจรจาให้เป็นไปแต่ในสิ่งที่ดี สิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดอกุศล เรียกว่า สิ่งที่สัปปายะ หรือ สิ่งที่สบาย ก็จะช่วยทำให้สามารถ ลดละนิวรณ์ลงไปได้อย่างมาก

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2563

ความพยาบาท

 ความพยาบาท


ความพยาบาท หมายถึง ความปราถนาในการที่จะทำร้ายผู้อื่น ความคิดที่จะปองร้ายผู้อื่น  ความคิดมุ่งร้าย คิดล้างผลาญ คิดทำลายชีวิต คิดทำลายประโยชน์ คิดทำลายความสุขของผู้อื่น รวมถึงกิเลสกองโทสะต่างๆทั้งหลาย ทั้งความขัดใจ ความโกรธ ความกระทบกระทั่งใจ ความประทุษร้ายใจ


ความพยาบาทนี้ สามารถที่จะลดละได้โดย โยนิโสมนสิการ คือ การกำหนดใจโดยแยบคาย ใช้สติ ใช้ปัญญา ในการคิด ในการพิจารณา ไม่ปล่อยให้ ความโกรธขึง แค้นเคือง เข้ามาครอบงำจิตใจ


ธรรมที่ช่วยลดความพยาบาท


มีธรรมอยู่ 6 ประการ ที่จะสามารถใช้เพื่อการ ลดละความพยาบาทได้ คือ


1. เมื่อเราเกิดความพยาบาทอาฆาตขึ้นกับบุคคลผู้ใด ให้พึงเจริญเมตตา ให้กับบุคคลผู้นั้น

 

2. เมื่อเราเกิดความพยาบาทอาฆาตขึ้นกับบุคคลผู้ใด ให้พึงเจริญกรุณา ให้กับบุคคลผู้นั้น

 

3. เมื่อเราเกิดความพยาบาทอาฆาตขึ้นกับบุคคลผู้ใด ให้พึงเจริญอุเบกขา กับบุคคลผู้นั้น 


4. เมื่อเราเกิดความพยาบาทอาฆาตขึ้นกับบุคคลผู้ใด ให้พึงไม่นึกถึงบุคคลผู้นั้น ไม่ใฝ่ใจในบุคคลผู้นั้น


5. เมื่อเราเกิดความพยาบาทอาฆาตขึ้นกับบุคคลผู้ใด ให้พึงพิจารณาถึง ความเป็นผู้มีกรรมของบุคคลผู้นั้น ให้เชื่อมั่นว่า บุคคลผู้นั้นเป็นผู้ที่มีกรรม การกระทำใดๆก็ตาม ที่เขาได้กระทำไป จนเป็นเหตุให้เราต้องโกรธแค้น ย่อมเป็นกรรมที่ติดตัวเขาไป และ เขาจะต้องได้รับผลกรรม ที่เขาได้ทำไว้อย่างแน่นอน คือ เราไม่ต้องไป พยาบาทอาฆาตเขา ปล่อยให้กฏแห่งกรรม เป็นตัวจัดการ


6. เมื่อเราเกิดความพยาบาทอาฆาตขึ้นกับบุคคลผู้ใด ให้พึงพิจารณาว่า สรรพสัตว์ทั้งหลาย ย่อมเป็นผู้ที่มีกรรมเป็นของตนเอง การที่ตัวเราเอง ต้องถูกทำให้โกรธ ถูกทำให้เกิดโทสะ ถูกทำให้เกิดความขัดเคืองแค้นใจ ก็เป็นเพราะว่า ผลของกรรมที่เราเอง ได้ทำมา คือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเราในตอนนี้ เป็นการชดใช้กรรม ที่เราได้เคยทำมา ดังนั้น ไม่ต้องไป โกรธแค้น พยาบาท อาฆาตใคร


ผลของความพยาบาท


ความพยาบาทนี้ ถือว่าเป็นบาป ถึงแม้ว่า จะเป็นเพียงแค่ความคิด ที่ไม่ได้ลงมือกระทำก็ตาม ส่วนจะต้องได้รับกรรมหรือรับโทษมากหรือน้อย ก็อยู่ที่ความรุนแรงของการพยาบาทอาฆาตนั้น


ผลแห่งกรรม หรือ โทษที่จะได้รับ มีดังนี้


1. ต้องมาเกิดเป็นคนที่ มีรูปกายทราม


2. ต้องมาเกิดเป็นคนที่ มีโรคภัยไข้เจ็บ เบียดเบียนอยู่เสมอ 


3. ต้องมาเกิดเป็นคนที่ มีอายุสั้น


4. ต้องมาเกิดเป็นคนที่ ต้องเสียชีวิต อย่างเจ็บปวด หรือ ทรมาณ อาจจะเป็นทาง ร่างกาย หนือ จิตใจก็ได้

วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2563

มิจฉาทิฏฐิ

 มิจฉาทิฏฐิ


มิจฉาทิฏฐิ คือ การมีความเห็นที่ผิดไปจากกฎธรรมชาติ ความเห็นที่วิปริตผิดแผกไปจากความเป็นจริง ผิดไปจากสภาพธรรม ผิดจากคลองธรรม เช่น เห็นว่าทำดีได้ชั่ว ทำชั่วได้ดี ความเห็นที่ไม่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ เป็นต้น


ในพระไตรปิฎก ได้แบ่งหมวดมิจฉาทิฏฐิ ไว้หลากหลายแบบ แต่สำหรับ มิจฉาทิฏฐิในมโนทุจริตนั้น จะมุ่งเน้นที่ นิยตมิจฉาทิฏฐิ 3 เป็นหลัก เพราะ เป็นมิจฉาทิฏฐิที่ สำเร็จเป็นอกุศลกรรมบทได้ ส่วนมิจฉาทิฏฐิอื่นๆ เป็นทิฏฐิสามัญเท่านั้น


นิยตมิจฉาทิฐิ 3 ได้แก่


1.นัตถิกทิฏฐิ คือ ความเห็นผิดว่าไม่มี เห็นว่าจะทำอะไรก็ตาม ไม่มีผลที่จะได้รับ นัตถิกทิฏฐินี้ มีความเห็นผิด 10 อย่าง คือ


      1.1 นตฺถิ ทินฺนํ คือ การให้ไม่มีผล ทานที่ให้แล้ว ไม่มีผลแต่อย่างใด


      1.2 นตฺถิ ยิฏฺฐํ คือ การบูชาพระรัตนตรัย การบูชาต่างๆ ไม่มีผล


      1.3 นตฺถิ หุตํ คือ การเซ่นสรวงต่างๆ ไม่มีผล


      1.4 นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กม์มานํ ผลํ วิปาโก คือ ผลแห่งวิบากกรรมไม่มี ทำดีทำชั่วไม่มีผล


       1.5 นตฺถิ อยํ โลโก คือ โลกนี้ ภพนี้ ไม่มี


      1.6 นตฺถิ ปโร โลโก คือ โลกหน้า ภพหน้า ไม่มี


      1.7 นตฺถิ มาตา คือ มารดาไม่มีคุณ


      1.8 นตฺถิ ปิตา คือ บิดาไม่มีคุณ


      1.9 นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา คือ สัตว์ที่เกิดผุดขึ้น เช่น เปรต สัตว์นรก พรหม เทวดา ไม่มี


      1.10 นตฺถิ โลเก สมณพฺราหฺมณา สมฺมคฺคตา สมฺมาปฏิปนฺนา เย อิมญฺจ โลกํ ปรญฺจ โลกํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺติ คือ สมณ พราหมณ์ ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ รู้แจ้งเห็นจริง ทั้งในโลกนี้ และ โลกหน้า ด้วยตนเองแล้ว ประกาศ สั่งสอน เผยแผ่ ให้ผู้อื่นรู้ได้ ไม่มี


2.อเหตุกทิฐิ คือ ความเห็นผิดว่าไม่มีเหตุ เห็นว่าสิ่งต่างๆที่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ได้พบได้เจอ ทั้งความสุขความทุกข์ ความสบายความลำบาก ต่างๆนาๆ ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยเหตุใดๆเลย ล้วนแต่เป็นไปเองทั้งสิ้น ้เป็นการปฏิเสธเหตุ ไม่เชื่อว่า กรรมดี กรรมชั่ว ที่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ได้เคยกระทำมานั้น เป็นเหตุให้เกิดผลในวันนี้ และ กรรมดี กรรมชั่ว ที่ได้กระทำในวันนี้ เป็นเหตุให้เกิดผลในวันหน้า


3.อกิริยทิฏฐิ คือ ความเห็นผิดว่าการกระทำไม่มีผล เห็นว่าการกระทำต่างๆ ของสรรพสัตว์ทั้งหลาย จะไม่สำเร็จ เป็นบุญ เป็นบาป แต่ประการใด การทำดี ทำชั่ว ไม่ว่าจะเป็นการ กระทำด้วยตนเอง หรือ เป็นการใช้ให้ผู้อื่นกระทำก็ตาม ไม่ได้ เป็นบุญ เป็นบาป ใดๆทั้งสิ้น เป็นการปฏิเสธกรรม และ ปฏิเสธผลของกรรม


ผู้ที่มีมิจฉาทิฏฐินี้ จะได้รับผล คือ ต้องไปเกิดรับผลกรรมในนรก หรือ ต้องไปเกิดเป็นเดียรัจฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง แม้พระพุทธองค์ จะทรงมาโปรด ก็ไม่อาจจะช่วยได้


ปัจจัยที่จะทำให้เกิด มิจฉาทิฏฐินี้ มี 2 อย่าง ได้แก่


1.ปรโตโฆสะ คือ

การเชื่อการโฆษณาจากบุคคลอื่น 

การเชื่อเสียงจากผู้อื่น

การเชื่อฟังคำบอกเล่าชักจูงจากผู้อื่น


2.อโยนิโสมนสิการ คือ

การกำหนดใจโดยไม่แยบคาย

การไม่ใช้ปัญญาในการพิจารณา

การไม่รู้จักคิด

การปล่อยให้อวิชชาเข้าครอบงำ

อโยนิโสมนสิการนี้ จะตรงกันข้ามกับ โยนิโสมนสิการ

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2563

มุสาวาท

มุสาวาท


มุสาวาท หมายถึง การพูดที่ไม่ตรงกับความจริง การพูดที่มีเจตนาจะให้ผู้ฟัง เข้าใจผิด คิดว่า เรื่องไม่จริงเป็นเรื่องจริง หรือ เรื่องจริงเป็นเรื่องไม่จริง หรือ ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อน ไปจากความเป็นจริง


มุสาวาทนี้ โดยส่วนมากแล้ว จะเป็นการใช้วาจา ใช้คำพูด แต่ถ้าเป็นการใช้วิธีอื่นๆ ที่ไม่ได้ใช้คำพูด และ ทำด้วยเจตนา ที่จะทำให้เกิดความเข้าใจผิด ทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อน ก็ถือได้ว่า เป็นมุสาวาทเช่นกัน การจะตัดสินว่า เป็นมุสาวาทหรือไม่นั้น พิจารณาได้จาก องค์ประกอบ 4 องค์ ดังนี้


1.อตถํ วตฺถุ คือ เรื่องนั้นเป็นเรื่องไม่แท้ เป็นเรื่องที่ ผิดพลาดคลาดเคลื่อน ไปจากความเป็นจริง


2.วิสํวาทนจิตฺตํ คือ มีจิตที่คิดจะพูด จะทำให้ผิด ทำให้คลาดเคลื่อน           

3.ตชฺโช วายาโม คือ มีความพยายามที่จะพูดให้ผิด ให้คลาดเคลื่อน ซึ่งเกิดจากจิตที่คิดจะพูดให้คลาดเคลื่อนนั้น ความพยายามนี้ เป็นไปได้ทั้ง การพยายามมุสาด้วยตนเอง, การพยายามใช้ให้ผู้อื่นมุสา และ การพยายาม ใช้ข้อความ ใช้สื่อ เพื่อให้คนอื่นเข้าใจผิด เช่น การเขียนจดหมาย, การปิดประกาศ, การจารึก, การพิมพ์เป็นหนังสือ หรือ การอัดเสียง เป็นต้น


4.ปรสฺส ตทตฺถวิชานนํ คือ การมีผู้อื่นรับรู้ และ หลงเชื่อ เนื้อความตามที่มุสานั้น


มุสาวาทนี้ ยังแบ่งออกได้เป็น ๒ ชนิด คือ 


1.มุสาวาทที่ไม่ล่วงกรรมบท เป็นการกระทำที่ครบองค์ทั้ง 4 แต่ไม่ได้สร้างความเสียหายใดๆ ให้แก่ผู้ที่หลงเชื่อ มุสาวาทชนิดนี้ จะไม่นำไปสู่อบาย


2.มุสาวาทที่ล่วงกรรมบถ เป็นการกระทำที่ครบองค์ทั้ง 4 และ ได้สร้างความเสียหาย ให้เกิดแก่ผู้ที่หลงเชื่อ มุสาวาทชนิดนี้ จะนำไปสู่อบายได้


โทษของการทำมุสาวาทนั้น จะน้อยหรือมาก ขึ้นอยู่กับ ความเสียหายที่เกิดขึ้น ถ้าผู้ที่หลงเชื่อ เกิดความเสียหายน้อย โทษก็จะน้อย ถ้าผู้ที่หลงเชื่อ เกิดความเสียหายมาก โทษก็จะมาก


การทำมุสาวาทนั้น ทำให้ต้องไปเกิดในอบายได้ แต่หากโทษไม่หนักจนถึงกับต้องไปเกิดในอบาย จะได้รับผล คือ


1. พูดจาไม่ชัด 

2. ฟันไม่เป็นระเบียบ 

3. กลิ่นปากเหม็นมาก

4. ไอตัวร้อนจัด 

5. ตาไม่อยู่ในตำแหน่งปกติ 

6. พูดด้วยปลายลิ้น และ ปลายปาก 

7. ท่าทางไม่สง่าผ่าเผย 

8. มีจิตคล้ายวิกลจริต

9. ต้องถูกใส่ความ ด้วยเรื่องที่ไม่จริง

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2563

กาเมสุมิจฉาจาร

กาเมสุมิจฉาจาร

กาเมสุมิจฉาจาร หมายถึง การประพฤติผิดในเมถุน การเสพเมถุนกับผู้ที่มีคุณสมบัติต้องห้าม (เมถุน คือ การส้องเสพกันระหว่างหญิงชาย)

หลักของกาเมสุมิจฉาจาร

หลักในการวินิจฉัยว่า เป็นกาเมสุมิจฉาจารหรือไม่นั้น มีองค์ประกอบอยู่ 4 องค์ ได้แก่

1. อะคะมะนียะวัตถุ หมายถึง หญิง หรือ ชาย นั้น เป็นบุคคลที่ ไม่ควรล่วงละเมิด

2. ตัสฺมิง เสวะนะจิตตัง หมายถึง มีจิตที่คิดจะเสพ หรือ มีความตั้งใจที่จะเสพกับ หญิง หรือ ชาย นั้น

3. เสวะนัปปะโยโค หมายถึง มีการกระทำ มีความพยายาม ในการที่จะเสพ

4. มัคเคนะ หมายถึง มีการปฏิบัติ มรรคถึงมรรค (มรรค ได้แก่ อวัยวะเพศ ทวารหนัก ทวารเบา และ ปาก)

หากมีองค์ประกอบ ครบทั้ง 4 องค์นี้แล้ว ถือว่า สำเร็จกาเมสุมิจฉาจารอกุศลกรรม

สำหรับ หญิง หรือ ชาย ซึ่งเป็นบุคคลที่ ไม่ควรล่วงละเมิด ตามในข้อที่ 1 นั้น มีดังนี้

หญิงที่ไม่ควรล่วงละเมิด มีอยู่ 20 จำพวก คือ

1. มาตุรักขิตา หมายถึง หญิงที่มารดา ดูแลรักษา

2. ปิตุรักขิตา หมายถึง หญิงที่บิดา ดูแลรักษา

3. มาตาปิตุรักขิตา หมายถึง หญิงที่ทั้งมารดาและบิดา ดูแลรักษา

4. ภาตุรักขิตา หมายถึง หญิงที่พี่ชายน้องชาย ดูแลรักษา

5. ภคินีรักขิตา หมายถึง หญิงที่พี่สาวน้องสาว ดูแลรักษา

6. ญาติรักขิตา หมายถึง หญิงที่ญาติ ดูแลรักษา

7. โคตตรักขิตา หมายถึง หญิงที่ผู้ร่วมโคตรร่วมสกุล ดูแลรักษา

8. ธัมมรักขิตา หมายถึง หญิงที่ธรรม ดูแลรักษา

9. สารักขา หมายถึง หญิงที่มีคู่หมั้นหรือสามี ดูแลรักษา

10. สปริทัณฑา หมายถึง หญิงที่ผู้มีอำนาจ จองตัวไว้

11. ธนักกีตา หมายถึง หญิงที่มีผู้อื่นไถ่หรือซื้อมา เพื่อเป็นภรรยา

12. ฉันทวาสินี หมายถึง หญิงที่เป็นภรรยาของผู้อื่น ด้วยสมัครใจ

13. โภควาสินี หมายถึง หญิงที่เป็นภรรยาของผู้อื่น เพราะ ได้โภคทรัพย์

14. ปฏวาสินี หมายถึง หญิงที่เข็ญใจ  ยอมเป็นภรรยาของผู้อื่น เพราะ ได้เครื่องนุ่งห่ม

15. โอทปัตตกินี หมายถึง หญิงที่เป็นภรรยาของผู้อื่น ด้วยการเข้าพิธีแต่งงาน

16. โอภตจุมภฏา หมายถึง หญิงที่เป็นภรรยาของผู้อื่น เพราะ เขาช่วยปลดภาระให้

17. หญิงที่เป็นทาส แล้วถูกนำมาเป็นภรรยา

18. หญิงที่รับจ้าง แล้วถูกนำมาเป็นภรรยา

19. ธชาหฏา หมายถึง หญิงที่ถูกจับตัวมาเป็นเชลย แล้วถูกนำมาเป็นภรรยา

20. มุหุตติกา หมายถึง หญิงที่เป็นภรรยาชั่วคราวของผู้อื่น (เช่น รับจ้างเป็นภรรยาชั่วคราว)

หญิง 8 จำพวกแรก (ตัั้งแต่ ข้อ1 ถึง ข้อ8) เป็นหญิงที่ยังไม่มีสามี ดังนั้น หากพอใจผู้ใด แล้วยินยอมมอบกายให้แก่ผู้นั้น ไม่ถือว่าเป็น กาเมสุมิจฉาจาร เพราะ ผู้ที่ปกครองดูแลรักษา ไม่ได้เป็นเจ้าของร่างกายของหญิงนั้น ตนเองจึงมีสิทธิ์ในร่างกายของตนเอง

ส่วนหญิงอีก 12 จำพวก (ตัั้งแต่ ข้อ9 ถึง ข้อ20) เป็นหญิงที่มีสามีแล้ว หากยอมให้ผู้อื่นล่วงเกิน ย่อมเป็น กาเมสุมิจฉาจาร

สำหรับชาย หากเสพเมถุนกับหญิง ซึ่งไม่ใช่ภรรยาตน 20 จำพวกนี้ ย่อมเป็นกาเมสุมิจฉาจาร

ชายที่ไม่ควรล่วงละเมิด มีอยู่ 2 จำพวก คือ

1. ชายที่ไม่ใช่สามีตน เป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับผู้ที่มีสามีแล้ว

2. ชายที่จารีตห้าม มีอยู่ 3 จำพวก คือ

      - ชายที่อยู่ในพิทักษ์ของตระกูล เช่น พ่อ ตา ปู่ ทวด

      -ิชายที่อยู่ในพิทักษ์ของธรรมเนียม เช่น นักบวช นักพรต

      - ชายที่อยู่ในพิทักษ์ของกฎหมายบ้านเมือง เช่น พระภิกษุ สามเณร

โทษของกาเมสุมิจฉาจาร

การทำกาเมสุมิจฉาจารนี้ จะมีโทษมาก หรือ น้อย ขึ้นอยู่กับ หญิงหรือชาย ที่ถูกล่วงละเมิด ถ้าหญิงหรือชายนั้น เป็นผู้ที่ มีคุณมากโทษก็จะมาก มีคุณน้อยโทษก็จะน้อย และ ถ้าการกระทำนั้น มีเจตนา มีราคะแรงกล้า โทษก็จะมาก ถ้ามีเจตนา มีราคะอ่อน โทษก็จะน้อย

โทษที่จะได้รับทั้งมากและน้อย ดังนี้

1.มีผู้คนเกลียดชังมาก บางคนมียศถาบรรดาศักดิ์สูง แต่ลูกน้องไม่เคารพนับถือ

2.มีผู้คนคิดปองร้าย ถ้ามีสามีหรือภรรยา ก็มีเรื่องระหองแหงกัน

3.ขัดสนทรัพย์ ทำอะไรก็มีแต่ความฝืดเคือง

4.ยากจน อดอยาก

5.เกิดเป็นหญิง ซึ่งเป็นเพศที่ ต้องมีความลำบากมากกว่าชาย

6.เกิดเป็นกระเทย ซึ่งเป็นเพศที่ สังคมบางส่วนไม่ยอมรับ

7.ถ้าเกิดเป็นชาย จะเกิดในตระกูลต่ำ ทำให้ขัดสน ยากจน

8.ได้รับความอับอายอยู่เสมอ

9.ร่างกายไม่สมประกอบ พิการ หรือ มีส่วนใดส่วนหนึ่ง ผิดไปจากคนปกติ

10.เป็นคนที่มีความวิตกกังวลมาก

11.ต้องพลัดพราก จากผู้ที่ตนเองรัก

12.ต้องไปเกิดในนรก เพื่อชดใช้กรรม