กัลยาณมิตร
กัลยาณมิตร หมายถึง มิตรแท้ เพื่อนแท้ เพื่อนที่มีความหวังดี มีความปรารถนาดี คอยช่วยเหลือเกื้อกูลด้วยความจริงใจ ไม่หวังตอบแทนใดๆ ร่วมสุขร่วมทุกข์ แนะนำแต่สิ่งดีๆให้ เมื่อคบหาแล้ว เป็นเหตุให้เกิด ความดีงาม ความสุข ความเจริญ
คุณสมบัติของกัลยาณมิตร ในพุทธศาสนา มีอยู่ 7 ประการด้วยกัน เรียกว่า กัลยาณมิตรธรรม 7 ประกอบด้วย
1. ปิโย
2. ครุ
3. ภาวนีโย
4. วตฺตา จ
5. วจนกฺขโม
6. คมฺภีรญฺจ กถํ กตฺตา
7. โน จฏฺฐาเน นิโยชเย
1. ปิโย แปลว่า น่ารัก หมายถึง เป็นผู้ที่ มีอัธยาศัยดี มีความเอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือเผื่อแผ่ กิริยา วาจา มารยาท เหมาะสม พูดคุย สนทนา ปรึกษาไต่ถาม ได้ด้วยความสบายใจ เป็นความน่ารักที่ ไม่เสื่อมไปตามสังขาร
2. ครุ แปลว่า น่าเคารพ หมายถึง เป็นผู้ที่ มีการประพฤติตน การวางตน เป็นที่เหมาะสมแก่สถานะตน มีความหนักแน่น มีคุณธรรม มีความรับผิดชอบ ไม่มีอคติ ทำให้เกิดความรู้สึก อบอุ่นใจ มั่นใจ เป็นที่พึ่งพาได้ และ ปลอดภัยที่จะคบหา
3. ภาวนีโย แปลว่า น่าเจริญใจ หรือ น่ายกย่อง หมายถึง เป็นผู้ที่ มีภูมิปัญญา มีภูมิความรู้ มีการฝึกฝน พัฒนา ปรับปรุง ตนเองให้ดีขึ้นอยู่เสมอ สามารถให้ความรู้ ให้คำชี้แนะ ให้คำแนะนำที่ดี ที่ถูกต้อง ที่เหมาะสมได้ เป็นที่น่ายกย่อง น่าเอาเป็นแบบอย่าง
4. วตฺตา จ แปลว่า รู้จักให้ได้ผล รู้จักชี้แจงให้เข้าใจ หมายถึง เป็นผู้ที่ รู้ว่าควรพูดอะไร ควรพูดแบบไหน จึงจะได้ผล จึงจะทำให้ผู้ฟัง รับรู้แล้วเข้าใจ โดยไม่รู้สึกว่ารำคาญ หรือ รู้สึกรังเกียจแต่อย่างใด คือ เป็นผู้ให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษาที่ดี
5. วจนกฺขโม แปลว่า อดทนต่อถ้อยคำ หมายถึง เป็นผู้ที่ พร้อมจะรับฟัง คำซักถาม คำปรึกษา การระบายความทุกข์ คำเสนอแนะ คำวิพากษ์วิจารณ์ ตักเตือน แม้จะมีคำล่วงเกินไปบ้าง ก็อดทนรับฟังได้ โดยไม่เบื่อหน่าย ไม่เสียอารมณ์ ไม่ฉุนเฉียวโกรธเคือง
6. คมฺภีรญฺจ กถํ กตฺตา แปลว่า แถลงเรื่องล้ำลึกได้ หมายถึง เป็นผู้ที่ สามารถอธิบาย ชี้แจงเรื่องต่างๆ ที่มีความยุ่งยาก ความซับซ้อน ให้เข้าใจได้โดยง่าย
7. โน จฏฺฐาเน นิโยชเย แปลว่า ไม่ชักนำในอฐาน หมายถึง เป็นผู้ที่ ไม่ชักจูง ไม่แนะนำ ให้ไปในทางที่ไม่ดี เช่น การทำผิด ทำบาป ทำในเรื่องเหลวไหลไม่สมควร ทำให้เกิดความเสื่อมเสีย เป็นต้น
การเลือกคบมิตรที่ดี ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่ง ในการดำเนินชีวิต เพราะ มิตรที่ดี ย่อมจะชักนำไปสู่ในทางที่ดี แต่ก็อย่าลืมหันกลับมา พิจารณาตัวเองด้วย ว่าเป็นมิตรแบบไหน เป็นมิตรที่ดีหรือยัง ถ้าหากว่ายัง หรือ มีข้อบกพร่องใด ก็ควรพัฒนาตน ปรับปรุงตน ให้เป็นมิตรที่ดี เป็นกัลยาณมิตรแก่เพื่อนมนุษย์ทุกคน โดยใช้คุณสมบัติของ กัลยาณมิตรธรรม 7 นี้ เป็นแนวทาง
วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2563
วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2563
อานิสงส์ของการบวช
อานิสงส์ของการบวช
การสละชีวิตฆราวาส เข้ามาบวชบรรพชา อุปสมบท เป็นสมณะเพศ ในพุทธศาสนานั้น เป็นการปฏิบัติที่ ได้บุญได้อานิสงส์สูง แต่จะต้องเป็นการบวชจริง คือ เป็นการบวชทั้งกายบวชทั้งใจ หากบวชแต่เพียงกาย ภายนอกมองดูเป็นพระ แต่ภายในใจยังฝักใฝ่ทางโลก ไม่คิดสละกิเลส ไม่ตั้งใจศึกษาปฏิบัติธรรม แบบนี้ นอกจากจะไม่ได้บุญแล้ว ยังเป็นการสร้างบาปติดตัวไปด้วย ดังนั้น หากมีโอกาสได้บวชแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการบวชตามประเพณี บวชชั่วคราว หรือ บวชตลอดไปไม่มีกำหนดศึก ก็ควรใช้ช่วงเวลาที่อยู่ในสมณะเพศนี้ ตั้งใจศึกษาปฏิบัติธรรมให้ดีที่สุด อานิสงส์ที่ได้จากการบวชนี้ ไม่ได้ส่งผลต่อผู้ที่บวชแต่เพียงผู้เดียว แต่ยังส่งผลต่อบุคคลอื่นอีกด้วย
อานิสงส์ที่ได้จากการบวช สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ คือ
1. อานิสงส์ที่ได้กับ ตัวผู้บวชเอง
2. อานิสงส์ที่ได้กับ ผู้อื่น
3. อานิสงส์ที่ได้กับ พระพุทธศาสนา
1. อานิสงส์ที่ได้กับ ตัวผู้บวชเอง แน่นอนว่า ผู้ที่ตั้งใจบวชจริง นอกจากจะได้บุญ ได้กุศล จากการบวชแล้ว หลังจากบวช ย่อมต้องตั้งใจ เรียนรู้ ศึกษา ปฏิบัติธรรม ตามแนวคำสอนของ พระพุทธเจ้า ผู้ที่ตั้งใจปฏิบัติธรรม ย่อมพบกับแนวทางในการ ละจากกิเลส พบกับแนวทางที่จะทำให้พ้นจากความทุกข์ ไปจนถึงขั้นหลุดพ้นจากบ่วงกรรม หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งก็คือ การนิพพาน สุดแล้วแต่ว่าใครจะปฏิบัติไปได้ถึงขั้นไหน
2. อานิสงส์ที่ได้กับ ผู้อื่น อันได้แก่ บิดา มารดา ญาติทั้งหลาย เป็นต้น บุญกุศลที่ได้จากการบวช นอกจากจะส่งผลโดยตรงต่อผู้บวชเองแล้ว ยังส่งผลไปถึง บิดา มารดา และ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ช่วยเหลือ สนับสนุนในการบวชอีกด้วย สำหรับบิดามารดานั้น ไม่ว่าท่านจะมีส่วนสนันสนุนหรือไม่ ก็ยังได้รับอานิสงส์นี้ เพราะ ท่านเป็นผู้ให้กำเนิด ให้ได้เกิดมาจนมาถึงวันนี้ ดังนั้น การบวชจึงถือเป็นการ ตอบแทนบุญคุณของ บิดา มารดา ที่ดียิ่ง
3. อานิสงส์ที่ได้กับ พระพุทธศาสนา การที่ศาสนาจะคงอยู่ต่อไปได้ จำเป็นที่จะต้องมี ผู้ที่ศรัทธา เข้ามา ศึกษาเรียนรู้ นำไปปฏิบัติ และ เผยแพร่ต่อไปสู่ผู้อื่น ดังนั้น การบวชจึงเป็นส่วนสำคัญ ในการการสืบต่ออายุของ พุทธศาสนา ให้ยังคงอยู่ ไม่เสื่อมสูญไป
การสละชีวิตฆราวาส เข้ามาบวชบรรพชา อุปสมบท เป็นสมณะเพศ ในพุทธศาสนานั้น เป็นการปฏิบัติที่ ได้บุญได้อานิสงส์สูง แต่จะต้องเป็นการบวชจริง คือ เป็นการบวชทั้งกายบวชทั้งใจ หากบวชแต่เพียงกาย ภายนอกมองดูเป็นพระ แต่ภายในใจยังฝักใฝ่ทางโลก ไม่คิดสละกิเลส ไม่ตั้งใจศึกษาปฏิบัติธรรม แบบนี้ นอกจากจะไม่ได้บุญแล้ว ยังเป็นการสร้างบาปติดตัวไปด้วย ดังนั้น หากมีโอกาสได้บวชแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการบวชตามประเพณี บวชชั่วคราว หรือ บวชตลอดไปไม่มีกำหนดศึก ก็ควรใช้ช่วงเวลาที่อยู่ในสมณะเพศนี้ ตั้งใจศึกษาปฏิบัติธรรมให้ดีที่สุด อานิสงส์ที่ได้จากการบวชนี้ ไม่ได้ส่งผลต่อผู้ที่บวชแต่เพียงผู้เดียว แต่ยังส่งผลต่อบุคคลอื่นอีกด้วย
อานิสงส์ที่ได้จากการบวช สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ คือ
1. อานิสงส์ที่ได้กับ ตัวผู้บวชเอง
2. อานิสงส์ที่ได้กับ ผู้อื่น
3. อานิสงส์ที่ได้กับ พระพุทธศาสนา
1. อานิสงส์ที่ได้กับ ตัวผู้บวชเอง แน่นอนว่า ผู้ที่ตั้งใจบวชจริง นอกจากจะได้บุญ ได้กุศล จากการบวชแล้ว หลังจากบวช ย่อมต้องตั้งใจ เรียนรู้ ศึกษา ปฏิบัติธรรม ตามแนวคำสอนของ พระพุทธเจ้า ผู้ที่ตั้งใจปฏิบัติธรรม ย่อมพบกับแนวทางในการ ละจากกิเลส พบกับแนวทางที่จะทำให้พ้นจากความทุกข์ ไปจนถึงขั้นหลุดพ้นจากบ่วงกรรม หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งก็คือ การนิพพาน สุดแล้วแต่ว่าใครจะปฏิบัติไปได้ถึงขั้นไหน
2. อานิสงส์ที่ได้กับ ผู้อื่น อันได้แก่ บิดา มารดา ญาติทั้งหลาย เป็นต้น บุญกุศลที่ได้จากการบวช นอกจากจะส่งผลโดยตรงต่อผู้บวชเองแล้ว ยังส่งผลไปถึง บิดา มารดา และ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ช่วยเหลือ สนับสนุนในการบวชอีกด้วย สำหรับบิดามารดานั้น ไม่ว่าท่านจะมีส่วนสนันสนุนหรือไม่ ก็ยังได้รับอานิสงส์นี้ เพราะ ท่านเป็นผู้ให้กำเนิด ให้ได้เกิดมาจนมาถึงวันนี้ ดังนั้น การบวชจึงถือเป็นการ ตอบแทนบุญคุณของ บิดา มารดา ที่ดียิ่ง
3. อานิสงส์ที่ได้กับ พระพุทธศาสนา การที่ศาสนาจะคงอยู่ต่อไปได้ จำเป็นที่จะต้องมี ผู้ที่ศรัทธา เข้ามา ศึกษาเรียนรู้ นำไปปฏิบัติ และ เผยแพร่ต่อไปสู่ผู้อื่น ดังนั้น การบวชจึงเป็นส่วนสำคัญ ในการการสืบต่ออายุของ พุทธศาสนา ให้ยังคงอยู่ ไม่เสื่อมสูญไป
วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2563
อานิสงส์ของการกรวดน้ำ
อานิสงส์ของการกรวดน้ำ
การกรวดน้ำ เป็นการอุทิศ ส่วนบุญ ส่วนกุศล ที่ได้ทำไว้ ไปให้แก่ผู้อื่น เช่น ญาติมิตรที่ล่วงลับไปแล้ว เจ้ากรรมนายเวร หรือ ผู้ใดก็ตามที่ประสงค์จะส่งผลบุญไปให้ ด้วยวิธีการหลั่งน้ำลงดิน จะเป็นการหลั่งน้ำลงบนพื้นดินตรงๆ หรือ จะหลั่งใส่ภาชนะก่อนแล้วค่อยไปเทลงดินก็ได้ เพื่อให้พื้นดิน ซึ่งก็คือ พระแม่ธรณี ได้รับทราบ ได้เป็นพยาน และ เป็นสื่อกลาง ในการส่งบุญกุศลไปสู่ผู้รับ
การกรวดน้ำนี้ ควรจะทำทุกครั้ง หลังจากสร้างบุญเสร็จ โดยส่วนมากแล้ว ตามวัด หรือ ตามสถานที่ ที่คนส่วนใหญ่ไปทำบุญ ก็มักจะเตรียมที่กรวดน้ำไว้ให้อยู่แล้ว จึงควรกรวดน้ำในตอนนั้นเลย แต่ถ้าหาก มีการหลงลืม หรือ มีข้อขัดข้องประการใด ก็กลับมาทำที่บ้านได้เช่นกัน
การอุทิศส่วนกุศลนั้น จะอธิษฐานแบบ ระบุเฉพาะเจาะจงก็ได้ เช่น ขออุทิศให้ บิดา มารดา ขออุทิศให้ คนชื่อนั้นนามสกุลนั้น เป็นต้น หรือ จะอธิษฐานแบบ รวมๆไม่เจาะจงก็ได้ เช่น ขออุทิศให้แก่ สรรพสัตว์ทั้งหลาย ญาติทั้งหลาย เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย เป็นต้น แต่ทางที่ดี ควรทำทั้งสองแบบ คือ อุทิศแบบระบุเฉพาะเจาะจงก่อน แล้วต่อด้วย อุทิศแบบรวมๆ
น้ำที่ใช้ในการกรวด ควรจะเป็นน้ำที่สะอาด ในขณะหลั่งน้ำ ไม่ควรเอานิ้วไปรองไว้ จะเป็นการทำให้น้ำสกปรก
และ ควรหลั่งน้ำลงในที่ที่สะอาด เพื่อเป็นการแสดงถึง ความสะอาดบริสุทธิ์ของจิตใจ ในการอุทิศส่วนกุศลนี้
เมื่อทำบุญในวัด หรือ ในสถานที่ ที่มีพระสงฆ์สวดทำพิธี ควรเริ่มหลั่งน้ำ พร้อมตั้งใจอุทิศ เมื่อพระผู้นำ สวดว่า “ยะถา วาริวะหาปูรา…” และ รินน้ำให้หมด เมื่อพระสวดถึง “มะณิโชติระโส ยะถา…” เมื่อพระทั้งหมดรับว่า “สัพพีติโย วิวัชชันตุ” ก็พนมมือรับพรจนจบ
การหลั่งน้ำ ควรรินน้ำให้ไหลต่อเนื่องกัน ไม่ขาดสาย เพื่อให้ส่วนกุศลที่อุทิศไป ส่งไปถึงผู้รับได้อย่างราบรื่น ต่อเนื่องไม่ขาดตอน
การกรวดน้ำนี้ ถือเป็นประเพณีที่นิยมประพฤติปฏิบัติสืบต่อกันมาแต่โบราณ แต่สำหรับคนที่ไม่สะดวก จะอุทิศส่วนกุศลโดยไม่ใช้น้ำก็ได้เช่นกัน โดยการพนมมือ อธิษฐาน อุทิศส่วนบุญส่วนกุศล ไปให้ผู้รับ
การอธิษฐานนั้น จะใช้บทสวดแบบสำเร็จรูปที่นิยมใช้กันก็ได้ หรือ จะอธิษฐานด้วยคำพูดของตนเองก็ได้ คำพูดที่ใช้ จะใช้ภาษาบาลีก็ได้ ภาษาไทยก็ได้ หรือ จะเป็นภาษาอะไรก็ได้ทั้งสิ้น สำคัญอยู่ที่จิตใจอันบริสุทธิ์ ในการส่งมอบสิ่งดีๆ ไปให้กับผู้รับเป็นหลัก
บทกรวดน้ำแบบยาว
ตั้งนะโม 3 จบ
อิมินา ปุญญะกัมเมนะ อุปัชฌายา คุณุตตะรา
ด้วยบุญนี้ อุททิศให้ อุปัชฌาย์ ผู้เลิศคุณ
อาจะริยูปะการาจะ มาตาปิตา จะ ญาตะกา
และอาจารย์ ผู้เกื้อหนุน ทั้งพ่อแม่ และปวงญาติ
ปิยา มะมัง สุริโย จันทิมา ราชา คุณะวันตา นะราปิ จะ
สูรย์จันทร์ และราชา ผู้ทรงคุณหรือสูงชาติ
พรัหมะมารา จะ อินทา จะ โลกะปาลา จะ เทวะตา
พรหม มาร และอินทราช ทั้งทวยเทพ และโลกบาล
ยะโม มิตตา มะนุสสา จะ มัชฌัตตา เวริกาปิ จะ
ยมราช มนุษย์มิตร ผู้เป็นกลาง ผู้จองผลาญ
สัพเพ สัตตา สุขี โหนตุ ปุญญานิ ปะกะตานิ เม
ขอให้สุขศานติ์ทุกทั่วหน้า อย่าทุกข์ทน บุญผองที่ข้าทำจงอำนวยศุภผล
สุขัง จะ ติวิธัง เทนตุ ขิปปัง ปาเปถะ โว มะตัง
ให้สุขสามอย่างล้น ให้ลุถึงนิพพานพลัน
อิมินา ปุญญะกัมเมนะ อิมินา อุททิเสนะ จะ
ด้วยบุญนี้ที่เราทำ และอุทิศให้ปวงสัตว์
ขิปปังหัง สุละเภ เจวะ ตัณหุปาทานะเฉทะนัง
เราพลันได้ ซึ่งการตัด ตัวตัณหา อุปาทาน
เย สันตาเน หินา ธัมมา ยาวะ นิพพานะโต มะมัง
สิ่งชั่วในดวงใจ กว่าเราจะถึงนิพพาน
นัสสันตุ สัพพะทา เยวะ ยัตถะ ชาโต ภะเว ภะเว
มลายสิ้นจากสันดาน ทุก ๆ ภพ ที่เราเกิด
อุชุจิตตัง สะติปัญญา สัลเลโข วิริยัมหินา
มีจิตตรง และสติปัญญาอันประเสริฐ พร้อมทั้งความเพียรเลิศเป็นเครื่องขูดกิเลสหาย
มารา ละภันตะ โนกาสัง กาตุญจะ วิริเยสุ เม
โอกาส อย่าพึงมี แก่หมูมารทั้งสิ้นทั้งหลาย เป็นช่อง ประทุษร้ายทำลายล้างความเพียรจม
พุทธาทิปะวะโร นาโถธัมโม นาโถ วะรุตตะโม
พระพุทธผู้วรนาถ พระธรรมที่พึ่งอุดม
นาโถ ปัจเจกะพุทโธ จะ สังโฆ นาโถตตะโร มะมัง
พระปัจเจกะพุทะสมทบ พระสงฆ์ ที่ผึ่งพยอง
เตโสตตะมานุภาเวนะ มาโรกาสัง ละภันตุ มา
ด้วยอานุภาพนั้น อย่าเปิดโอกาสให้แก่มาร ( เทอญ )
บทกรวดน้ำแบบย่อ
อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย
ขอบุญนี้ จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้าเถิด ขอญาติทั้งหลายของข้าพเจ้าจงมีความสุขกาย สุขใจเถิดฯ
การกรวดน้ำ เป็นการอุทิศ ส่วนบุญ ส่วนกุศล ที่ได้ทำไว้ ไปให้แก่ผู้อื่น เช่น ญาติมิตรที่ล่วงลับไปแล้ว เจ้ากรรมนายเวร หรือ ผู้ใดก็ตามที่ประสงค์จะส่งผลบุญไปให้ ด้วยวิธีการหลั่งน้ำลงดิน จะเป็นการหลั่งน้ำลงบนพื้นดินตรงๆ หรือ จะหลั่งใส่ภาชนะก่อนแล้วค่อยไปเทลงดินก็ได้ เพื่อให้พื้นดิน ซึ่งก็คือ พระแม่ธรณี ได้รับทราบ ได้เป็นพยาน และ เป็นสื่อกลาง ในการส่งบุญกุศลไปสู่ผู้รับ
การกรวดน้ำนี้ ควรจะทำทุกครั้ง หลังจากสร้างบุญเสร็จ โดยส่วนมากแล้ว ตามวัด หรือ ตามสถานที่ ที่คนส่วนใหญ่ไปทำบุญ ก็มักจะเตรียมที่กรวดน้ำไว้ให้อยู่แล้ว จึงควรกรวดน้ำในตอนนั้นเลย แต่ถ้าหาก มีการหลงลืม หรือ มีข้อขัดข้องประการใด ก็กลับมาทำที่บ้านได้เช่นกัน
การอุทิศส่วนกุศลนั้น จะอธิษฐานแบบ ระบุเฉพาะเจาะจงก็ได้ เช่น ขออุทิศให้ บิดา มารดา ขออุทิศให้ คนชื่อนั้นนามสกุลนั้น เป็นต้น หรือ จะอธิษฐานแบบ รวมๆไม่เจาะจงก็ได้ เช่น ขออุทิศให้แก่ สรรพสัตว์ทั้งหลาย ญาติทั้งหลาย เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย เป็นต้น แต่ทางที่ดี ควรทำทั้งสองแบบ คือ อุทิศแบบระบุเฉพาะเจาะจงก่อน แล้วต่อด้วย อุทิศแบบรวมๆ
น้ำที่ใช้ในการกรวด ควรจะเป็นน้ำที่สะอาด ในขณะหลั่งน้ำ ไม่ควรเอานิ้วไปรองไว้ จะเป็นการทำให้น้ำสกปรก
และ ควรหลั่งน้ำลงในที่ที่สะอาด เพื่อเป็นการแสดงถึง ความสะอาดบริสุทธิ์ของจิตใจ ในการอุทิศส่วนกุศลนี้
เมื่อทำบุญในวัด หรือ ในสถานที่ ที่มีพระสงฆ์สวดทำพิธี ควรเริ่มหลั่งน้ำ พร้อมตั้งใจอุทิศ เมื่อพระผู้นำ สวดว่า “ยะถา วาริวะหาปูรา…” และ รินน้ำให้หมด เมื่อพระสวดถึง “มะณิโชติระโส ยะถา…” เมื่อพระทั้งหมดรับว่า “สัพพีติโย วิวัชชันตุ” ก็พนมมือรับพรจนจบ
การหลั่งน้ำ ควรรินน้ำให้ไหลต่อเนื่องกัน ไม่ขาดสาย เพื่อให้ส่วนกุศลที่อุทิศไป ส่งไปถึงผู้รับได้อย่างราบรื่น ต่อเนื่องไม่ขาดตอน
การกรวดน้ำนี้ ถือเป็นประเพณีที่นิยมประพฤติปฏิบัติสืบต่อกันมาแต่โบราณ แต่สำหรับคนที่ไม่สะดวก จะอุทิศส่วนกุศลโดยไม่ใช้น้ำก็ได้เช่นกัน โดยการพนมมือ อธิษฐาน อุทิศส่วนบุญส่วนกุศล ไปให้ผู้รับ
การอธิษฐานนั้น จะใช้บทสวดแบบสำเร็จรูปที่นิยมใช้กันก็ได้ หรือ จะอธิษฐานด้วยคำพูดของตนเองก็ได้ คำพูดที่ใช้ จะใช้ภาษาบาลีก็ได้ ภาษาไทยก็ได้ หรือ จะเป็นภาษาอะไรก็ได้ทั้งสิ้น สำคัญอยู่ที่จิตใจอันบริสุทธิ์ ในการส่งมอบสิ่งดีๆ ไปให้กับผู้รับเป็นหลัก
บทกรวดน้ำแบบยาว
ตั้งนะโม 3 จบ
อิมินา ปุญญะกัมเมนะ อุปัชฌายา คุณุตตะรา
ด้วยบุญนี้ อุททิศให้ อุปัชฌาย์ ผู้เลิศคุณ
อาจะริยูปะการาจะ มาตาปิตา จะ ญาตะกา
และอาจารย์ ผู้เกื้อหนุน ทั้งพ่อแม่ และปวงญาติ
ปิยา มะมัง สุริโย จันทิมา ราชา คุณะวันตา นะราปิ จะ
สูรย์จันทร์ และราชา ผู้ทรงคุณหรือสูงชาติ
พรัหมะมารา จะ อินทา จะ โลกะปาลา จะ เทวะตา
พรหม มาร และอินทราช ทั้งทวยเทพ และโลกบาล
ยะโม มิตตา มะนุสสา จะ มัชฌัตตา เวริกาปิ จะ
ยมราช มนุษย์มิตร ผู้เป็นกลาง ผู้จองผลาญ
สัพเพ สัตตา สุขี โหนตุ ปุญญานิ ปะกะตานิ เม
ขอให้สุขศานติ์ทุกทั่วหน้า อย่าทุกข์ทน บุญผองที่ข้าทำจงอำนวยศุภผล
สุขัง จะ ติวิธัง เทนตุ ขิปปัง ปาเปถะ โว มะตัง
ให้สุขสามอย่างล้น ให้ลุถึงนิพพานพลัน
อิมินา ปุญญะกัมเมนะ อิมินา อุททิเสนะ จะ
ด้วยบุญนี้ที่เราทำ และอุทิศให้ปวงสัตว์
ขิปปังหัง สุละเภ เจวะ ตัณหุปาทานะเฉทะนัง
เราพลันได้ ซึ่งการตัด ตัวตัณหา อุปาทาน
เย สันตาเน หินา ธัมมา ยาวะ นิพพานะโต มะมัง
สิ่งชั่วในดวงใจ กว่าเราจะถึงนิพพาน
นัสสันตุ สัพพะทา เยวะ ยัตถะ ชาโต ภะเว ภะเว
มลายสิ้นจากสันดาน ทุก ๆ ภพ ที่เราเกิด
อุชุจิตตัง สะติปัญญา สัลเลโข วิริยัมหินา
มีจิตตรง และสติปัญญาอันประเสริฐ พร้อมทั้งความเพียรเลิศเป็นเครื่องขูดกิเลสหาย
มารา ละภันตะ โนกาสัง กาตุญจะ วิริเยสุ เม
โอกาส อย่าพึงมี แก่หมูมารทั้งสิ้นทั้งหลาย เป็นช่อง ประทุษร้ายทำลายล้างความเพียรจม
พุทธาทิปะวะโร นาโถธัมโม นาโถ วะรุตตะโม
พระพุทธผู้วรนาถ พระธรรมที่พึ่งอุดม
นาโถ ปัจเจกะพุทโธ จะ สังโฆ นาโถตตะโร มะมัง
พระปัจเจกะพุทะสมทบ พระสงฆ์ ที่ผึ่งพยอง
เตโสตตะมานุภาเวนะ มาโรกาสัง ละภันตุ มา
ด้วยอานุภาพนั้น อย่าเปิดโอกาสให้แก่มาร ( เทอญ )
บทกรวดน้ำแบบย่อ
อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย
ขอบุญนี้ จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้าเถิด ขอญาติทั้งหลายของข้าพเจ้าจงมีความสุขกาย สุขใจเถิดฯ
วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2563
สังคหวัตถุ 4
สังคหวัตถุ 4
สังคหวัตถุ 4 เป็นหลักธรรม 4 ประการ ที่ใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจคน เพื่อช่วยให้คนหมู่มาก อยู่ร่วมกันได้ อย่างมีความสุข ด้วยแนวทาง การเอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือเกื้อกูล ผูกไมตรี ทำประโยชน์แก่ส่วนรวม สงเคราะห์ซึ่งกันและกัน เป็นการช่วยลดปัญหาความขัดแย้ง ที่มักจะเกิดขึ้น เมื่อผู้คนต้องมาอยู่ร่วมกัน
สังคหวัตถุ 4 ประกอบด้วย
1. ทาน
2. ปิยวาจา
3. อัตถจริยา
4. สมานัตตตา
1. ทาน คือ การให้ การสงเคราะห์ การช่วยเหลือ การเอื้อเฟื้อ การเสียสละ แบ่งปัน สิ่งที่มี ให้แก่ผู้อื่น ให้แก่ส่วนรวม ให้แก่คนที่ควรให้ ไม่ประพฤติตนเป็นคน ตระหนี่ถี่เหนียว ละโมบ โลภมาก เห็นแก่ตัว หาประโยชน์เข้าตนเองแต่ฝ่ายเดียว และ สิ่งที่จะนำมาให้ นำมาแบ่งปันกันนั้น จะต้องได้มาโดย ความถูกต้อง ได้มาอย่างสุจริต ไม่ก่อให้เกิดปัญหาใดๆตามมา ทั้งกับตัวผู้ให้ ผู้รับ และ บุคลอื่นๆ การให้ทานนี้ ยังรวมถึง การให้ความรู้ การให้คำแนะนำ ให้คำชี้แนะที่ถูกต้องด้วย
2. ปิยวาจา คือ การพูดจาด้วยถ้อยคำที่ สุภาพ อ่อนหวาน ไพเราะ พูดในสิ่งที่มีประโยชน์ เป็นความจริง เหมาะสมกับกาลเทศะ รู้จักการกล่าว ขอโทษ และ ขอบคุณ งดเว้นจากการพูดจาให้เกิดปัญหา ให้เกิดการกระทบกระทั่งหมางใจกัน งดเว้นจากการ พูดเท็จโกหกหลอกลวง พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อไร้สาระ พูดคำหยาบก้าวร้าว การพูดนั้น ถือเป็นวิธีสร้างสัมพันธ์หลักของคนเรา การพูดดีย่อมมีคนรัก พูดไม่ดีคนย่อมต้องเกลียด ดังนั้น ควรมีสติก่อนที่จะพูดอะไรออกไป พยามพูดแต่สิ่งที่จะทำให้เป็นผลดี เกิดความรักความสามัคคี เกิดสิ่งดีๆตามมา
3. อัตถจริยา คือ การประพฤติ การปฏิบัติตน ให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น ช่วยเหลือหมู่คณะ ช่วยเหลือสังคม บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ต่างๆ โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ถ้าสังคมไหนผู้คนไม่เห็นแก่ตัว ช่วยกันดูแล ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ช่วยกันทำประโยชน์ให้ส่วนรวมตามกำลัง ตามความเหมาะสม ผู้คนในสังคมนั้น ย่อมอยู่ด้วยกันอย่างเป็นสุข
4. สมานัตตา คือ การประพฤติ ปฏิบัติตน ให้เป็นผู้ที่ มีความสม่ำเสมอ เสมอต้นเสมอปลายในทางที่ดี วางตัวได้เหมาะสมกับสถานะของตนเองในสังคม ไม่ก้าวล่วงผู้ที่มีสถานะสูงกว่า ไม่ดูถูกดูแคลนผู้ที่ต่ำต้อยกว่า มีจิตใจ หนักแน่น ไม่หวั่นไหว โลเล เปลี่ยนแปลงง่าย หากมีฐานะ มีตำแหน่ง สูงส่งขึ้น ก็ไม่หลงลำพอง ไม่ลืมตัว เย่อหยิ่ง จองหอง หากมีผู้อื่น พบความลำบาก ตกทุกข์ได้ยาก ก็ไม่เหยียบย่ำ ซ้ำเติม ไม่ทอดทิ้ง ดูหมิ่นดูแคลน ให้ความช่วยเหลือตามความเหมาะสม ผู้ที่ประพฤติ ปฏิบัติได้เช่นนี้ ย่อมจะเป็นที่รัก เป็นที่น่าเชื่อถือ เป็นที่ไว้วางใจสำหรับคนทั่วไป
โดยทั่วไปแลัว การอยู่ร่วมกันของคนหมู่มาก ก็มักจะมีปัญหา มีเรื่องกระทบกระทั่งกัน มากบ้าง น้อยบ้าง หนักบ้าง เบาบ้าง แต่หากคนในกลุ่มในสังคม อยู่ร่วมกันโดยถือหลักของ สังคหวัตถุ 4 ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน พูดจาดีๆต่อกัน ทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมตามกำลัง ทำดีกันอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ก็จะทำให้สังคมอยู่กันอย่างเป็นสุข ช่วยลดปัญหาลดความขัดแย้งต่างๆลงไปได้
สังคหวัตถุ 4 เป็นหลักธรรม 4 ประการ ที่ใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจคน เพื่อช่วยให้คนหมู่มาก อยู่ร่วมกันได้ อย่างมีความสุข ด้วยแนวทาง การเอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือเกื้อกูล ผูกไมตรี ทำประโยชน์แก่ส่วนรวม สงเคราะห์ซึ่งกันและกัน เป็นการช่วยลดปัญหาความขัดแย้ง ที่มักจะเกิดขึ้น เมื่อผู้คนต้องมาอยู่ร่วมกัน
สังคหวัตถุ 4 ประกอบด้วย
1. ทาน
2. ปิยวาจา
3. อัตถจริยา
4. สมานัตตตา
1. ทาน คือ การให้ การสงเคราะห์ การช่วยเหลือ การเอื้อเฟื้อ การเสียสละ แบ่งปัน สิ่งที่มี ให้แก่ผู้อื่น ให้แก่ส่วนรวม ให้แก่คนที่ควรให้ ไม่ประพฤติตนเป็นคน ตระหนี่ถี่เหนียว ละโมบ โลภมาก เห็นแก่ตัว หาประโยชน์เข้าตนเองแต่ฝ่ายเดียว และ สิ่งที่จะนำมาให้ นำมาแบ่งปันกันนั้น จะต้องได้มาโดย ความถูกต้อง ได้มาอย่างสุจริต ไม่ก่อให้เกิดปัญหาใดๆตามมา ทั้งกับตัวผู้ให้ ผู้รับ และ บุคลอื่นๆ การให้ทานนี้ ยังรวมถึง การให้ความรู้ การให้คำแนะนำ ให้คำชี้แนะที่ถูกต้องด้วย
2. ปิยวาจา คือ การพูดจาด้วยถ้อยคำที่ สุภาพ อ่อนหวาน ไพเราะ พูดในสิ่งที่มีประโยชน์ เป็นความจริง เหมาะสมกับกาลเทศะ รู้จักการกล่าว ขอโทษ และ ขอบคุณ งดเว้นจากการพูดจาให้เกิดปัญหา ให้เกิดการกระทบกระทั่งหมางใจกัน งดเว้นจากการ พูดเท็จโกหกหลอกลวง พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อไร้สาระ พูดคำหยาบก้าวร้าว การพูดนั้น ถือเป็นวิธีสร้างสัมพันธ์หลักของคนเรา การพูดดีย่อมมีคนรัก พูดไม่ดีคนย่อมต้องเกลียด ดังนั้น ควรมีสติก่อนที่จะพูดอะไรออกไป พยามพูดแต่สิ่งที่จะทำให้เป็นผลดี เกิดความรักความสามัคคี เกิดสิ่งดีๆตามมา
3. อัตถจริยา คือ การประพฤติ การปฏิบัติตน ให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น ช่วยเหลือหมู่คณะ ช่วยเหลือสังคม บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ต่างๆ โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ถ้าสังคมไหนผู้คนไม่เห็นแก่ตัว ช่วยกันดูแล ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ช่วยกันทำประโยชน์ให้ส่วนรวมตามกำลัง ตามความเหมาะสม ผู้คนในสังคมนั้น ย่อมอยู่ด้วยกันอย่างเป็นสุข
4. สมานัตตา คือ การประพฤติ ปฏิบัติตน ให้เป็นผู้ที่ มีความสม่ำเสมอ เสมอต้นเสมอปลายในทางที่ดี วางตัวได้เหมาะสมกับสถานะของตนเองในสังคม ไม่ก้าวล่วงผู้ที่มีสถานะสูงกว่า ไม่ดูถูกดูแคลนผู้ที่ต่ำต้อยกว่า มีจิตใจ หนักแน่น ไม่หวั่นไหว โลเล เปลี่ยนแปลงง่าย หากมีฐานะ มีตำแหน่ง สูงส่งขึ้น ก็ไม่หลงลำพอง ไม่ลืมตัว เย่อหยิ่ง จองหอง หากมีผู้อื่น พบความลำบาก ตกทุกข์ได้ยาก ก็ไม่เหยียบย่ำ ซ้ำเติม ไม่ทอดทิ้ง ดูหมิ่นดูแคลน ให้ความช่วยเหลือตามความเหมาะสม ผู้ที่ประพฤติ ปฏิบัติได้เช่นนี้ ย่อมจะเป็นที่รัก เป็นที่น่าเชื่อถือ เป็นที่ไว้วางใจสำหรับคนทั่วไป
โดยทั่วไปแลัว การอยู่ร่วมกันของคนหมู่มาก ก็มักจะมีปัญหา มีเรื่องกระทบกระทั่งกัน มากบ้าง น้อยบ้าง หนักบ้าง เบาบ้าง แต่หากคนในกลุ่มในสังคม อยู่ร่วมกันโดยถือหลักของ สังคหวัตถุ 4 ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน พูดจาดีๆต่อกัน ทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมตามกำลัง ทำดีกันอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ก็จะทำให้สังคมอยู่กันอย่างเป็นสุข ช่วยลดปัญหาลดความขัดแย้งต่างๆลงไปได้
วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2563
อิทธิบาท 4
อิทธิบาท 4
คำว่า อิทธิ หมายถึง ความสำเร็จ
คำว่า บาท หมายถึง วิถีทางที่นำไปสู่
ดังนั้น คำว่า อิทธิบาท จึงหมายถึง วิถีทาง หรือ แนวทาง ที่นำไปสู่ความสำเร็จ
ส่วนอิทธิบาท 4 คือ หลักธรรมทางพุทธศาสนา 4 ประการ
ที่ใช้ในการทำสิ่งใดๆ ให้ประสบความสำเร็จได้ ตามความมุ่งหมาย ประกอบด้วย
1. ฉันทะ
2. วิริยะ
3. จิตตะ
4. วิมังสา
1. ฉันทะ คือ การรักในสิ่งที่ทำ การพอใจในสิ่งที่ทำ มีความยินดี มีความเต็มใจ ในการที่จะทำสิ่งนั้นๆ ปรารถนาที่จะทำให้สิ่งที่ทำอยู่ ดียิ่งๆขึ้นไป ให้สำเร็จลุล่วง บรรลุถึงความสำเร็จ ตามความมุ่งหมาย และ ความรัก ความพอใจนี้ ต้องเป็นไปในในทางกุศล ในทางสุจริต อยู่บนพื้นฐานของ คุณธรรม ความดี ไม่ใช่เป็นไปเพื่อ สนองตัณหาของตนเอง คนที่ขาดฉันทะ จะเป็นคนที่ ไม่พอใจในสิ่งที่ตนทำ มักจะทำด้วยความเหน็ดเหนื่อย เบื่อหน่าย จับจด ละทิ้งสิ่งที่ทำกลางคัน
2. วิริยะ คือ ความพากเพียร การทำสิ่งใดๆด้วยความขยันหมั่นเพียร มีมานะอุตสาหะ อดทน เข้มแข็ง ทำต่อเนื่องเสม่ำเสมอ จนประสบความสำเร็จ แม้จะมีอุปสรรค พบกับความยากลำบากต่างๆ ก็ไม่ท้อแท้ ไม่ท้อถอย ไม่ทอดทิ้งกลางคัน แต่ทั้งนี้ ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผล ที่เหมาะสมด้วย ต้องรู้จักคิด รู้จักวิเคราะห์ ไม่ใช้ความเพียรไปในทางที่ผิด หรือ มากเกินไป ไม่พากเพียร ทำอกุศลกรรมทั้งปวง หรือ ทำสิ่งที่เป็นเหตุให้ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่พากเพียรทำหามรุ่งหามค่ำ ไม่มีวันหยุด ไม่มีเวลาพักผ่อน จนทำให้เหนื่อยล้า ขาดสติ ฟุ้งซ่าน จนทำให้เกิด ปัญหา อุปสรรค ต่างๆตามมา ไม่พากเพียร ดื้อดึง ทำสิ่งใดๆไปในทางที่ผิดเพราะขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง หากไม่รู้ก็ควรเพียรหาความรู้ ทำความเข้าใจให้ดีเสียก่อน
3. จิตตะ คือ ความสนใจ ความเอาใจใส่ มีใจฝักใฝ่ จดจ่อ ในสิ่งที่ทำ ไม่ปล่อยให้ใจ ฟุ้งซ่าน เลื่อนลอย วอกแวก คิดวุ่นวายถึงเรื่องอื่น ซึ่งก็คือ การตั้งจิตให้มีสมาธิ แน่วแน่ มั่นคง อยู่กับสิ่งที่ทำนั่นเอง การทำสิ่งใดๆอย่างมีสมาธิ เป็นการช่วยเสริมประสิทธิภาพ และ ช่วยลดการกระทำที่ผิดพลาดต่างๆ ได้อย่างดี
4. วิมังสา คือ การหมั่นใช้ปัญญา ในการ พิจารณา ใคร่ครวญ ไตร่ตรอง คิด วิเคราะห์ ตรวจสอบ สิ่งที่ทำนั้น ด้วยเหตุและผลที่ถูกต้อง วางแผน ตรวจสอบ วัดผล แก้ไขข้อบกพร่อง พัฒนา ปรับปรุง สิ่งที่ทำอยู่ ให้มีประสิทธิภาพ ให้ถูกต้อง เหมาะสม และ ดียิ่งๆขึ้นไป
อิทธิบาท 4 นี้ เป็นรากฐาน เป็นเครื่องช่วยหนุน เป็นองค์ประกอบสำคัญ ในการทำสิ่งใดๆ ให้ประสบความสำเร็จ ด้วยความสุข เพราะ เป็นการใช้ปัญญา อย่างมีเหตุมีผล ทำในสิ่งที่รัก ด้วยความพากเพียร และ ความเอาใจใส่
อิทธิบาท 4 จึงเป็นหลักธรรมสำคัญ ที่ควรนำไปถือปฏิบัติ ในการทำสิ่งต่างๆ ให้บรรลุจุดมุ่งหมาย
คำว่า อิทธิ หมายถึง ความสำเร็จ
คำว่า บาท หมายถึง วิถีทางที่นำไปสู่
ดังนั้น คำว่า อิทธิบาท จึงหมายถึง วิถีทาง หรือ แนวทาง ที่นำไปสู่ความสำเร็จ
ส่วนอิทธิบาท 4 คือ หลักธรรมทางพุทธศาสนา 4 ประการ
ที่ใช้ในการทำสิ่งใดๆ ให้ประสบความสำเร็จได้ ตามความมุ่งหมาย ประกอบด้วย
1. ฉันทะ
2. วิริยะ
3. จิตตะ
4. วิมังสา
1. ฉันทะ คือ การรักในสิ่งที่ทำ การพอใจในสิ่งที่ทำ มีความยินดี มีความเต็มใจ ในการที่จะทำสิ่งนั้นๆ ปรารถนาที่จะทำให้สิ่งที่ทำอยู่ ดียิ่งๆขึ้นไป ให้สำเร็จลุล่วง บรรลุถึงความสำเร็จ ตามความมุ่งหมาย และ ความรัก ความพอใจนี้ ต้องเป็นไปในในทางกุศล ในทางสุจริต อยู่บนพื้นฐานของ คุณธรรม ความดี ไม่ใช่เป็นไปเพื่อ สนองตัณหาของตนเอง คนที่ขาดฉันทะ จะเป็นคนที่ ไม่พอใจในสิ่งที่ตนทำ มักจะทำด้วยความเหน็ดเหนื่อย เบื่อหน่าย จับจด ละทิ้งสิ่งที่ทำกลางคัน
2. วิริยะ คือ ความพากเพียร การทำสิ่งใดๆด้วยความขยันหมั่นเพียร มีมานะอุตสาหะ อดทน เข้มแข็ง ทำต่อเนื่องเสม่ำเสมอ จนประสบความสำเร็จ แม้จะมีอุปสรรค พบกับความยากลำบากต่างๆ ก็ไม่ท้อแท้ ไม่ท้อถอย ไม่ทอดทิ้งกลางคัน แต่ทั้งนี้ ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผล ที่เหมาะสมด้วย ต้องรู้จักคิด รู้จักวิเคราะห์ ไม่ใช้ความเพียรไปในทางที่ผิด หรือ มากเกินไป ไม่พากเพียร ทำอกุศลกรรมทั้งปวง หรือ ทำสิ่งที่เป็นเหตุให้ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่พากเพียรทำหามรุ่งหามค่ำ ไม่มีวันหยุด ไม่มีเวลาพักผ่อน จนทำให้เหนื่อยล้า ขาดสติ ฟุ้งซ่าน จนทำให้เกิด ปัญหา อุปสรรค ต่างๆตามมา ไม่พากเพียร ดื้อดึง ทำสิ่งใดๆไปในทางที่ผิดเพราะขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง หากไม่รู้ก็ควรเพียรหาความรู้ ทำความเข้าใจให้ดีเสียก่อน
3. จิตตะ คือ ความสนใจ ความเอาใจใส่ มีใจฝักใฝ่ จดจ่อ ในสิ่งที่ทำ ไม่ปล่อยให้ใจ ฟุ้งซ่าน เลื่อนลอย วอกแวก คิดวุ่นวายถึงเรื่องอื่น ซึ่งก็คือ การตั้งจิตให้มีสมาธิ แน่วแน่ มั่นคง อยู่กับสิ่งที่ทำนั่นเอง การทำสิ่งใดๆอย่างมีสมาธิ เป็นการช่วยเสริมประสิทธิภาพ และ ช่วยลดการกระทำที่ผิดพลาดต่างๆ ได้อย่างดี
4. วิมังสา คือ การหมั่นใช้ปัญญา ในการ พิจารณา ใคร่ครวญ ไตร่ตรอง คิด วิเคราะห์ ตรวจสอบ สิ่งที่ทำนั้น ด้วยเหตุและผลที่ถูกต้อง วางแผน ตรวจสอบ วัดผล แก้ไขข้อบกพร่อง พัฒนา ปรับปรุง สิ่งที่ทำอยู่ ให้มีประสิทธิภาพ ให้ถูกต้อง เหมาะสม และ ดียิ่งๆขึ้นไป
อิทธิบาท 4 นี้ เป็นรากฐาน เป็นเครื่องช่วยหนุน เป็นองค์ประกอบสำคัญ ในการทำสิ่งใดๆ ให้ประสบความสำเร็จ ด้วยความสุข เพราะ เป็นการใช้ปัญญา อย่างมีเหตุมีผล ทำในสิ่งที่รัก ด้วยความพากเพียร และ ความเอาใจใส่
อิทธิบาท 4 จึงเป็นหลักธรรมสำคัญ ที่ควรนำไปถือปฏิบัติ ในการทำสิ่งต่างๆ ให้บรรลุจุดมุ่งหมาย
วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2563
ศรัทธา 4
ศรัทธา 4
ศรัทธา มาจากภาษาสันสกฤต แปลว่า ความเชื่อ
ในพุทธศาสนา มีสิ่งสำคัญอยู่ 4 ประการ ที่ชาวพุทธทั้งหลาย ต้องเชื่อ ต้องศรัทธา เรียกว่า ศรัทธา 4 ประกอบด้วย
1. กัมมสัทธา
2. วิปากสัทธา
3. กัมมัสสกตาสัทธา
4. ตถาคตโพธิสัทธา
1. กัมมสัทธา คือ การเชื่อในเรื่องกรรม เชื่อว่า กรรมนั้นมีอยู่จริง การกระทำทุกอย่าง ล้วนก่อให้เกิดกรรม การกระทำใดๆนั้น ไม่ได้ว่างเปล่า เมื่อทำความดี ย่อมก่อให้เกิดกรรมดี เมื่อทำความชั่ว ก็ย่อมก่อให้เกิดกรรมชั่ว
2. วิปากสัทธา คือ การเชื่อในเรื่องผลของกรรม เชื่อว่า ผลของกรรมนั้นมีอยู่จริง เมื่อได้กระทำสิ่งใดๆ ที่ก่อให้เกิดกรรมมาแล้ว กรรมนั้นๆ ย่อมจะต้องส่งผลต่อผู้ที่กระทำ ตามวิบากที่ได้กระทำเอาไว้ ถ้าได้เคยทำกรรมดีมา ก็จะทำให้ได้รับผลดี และ ถ้าได้เคยทำกรรมชั่วมา ก็ย่อมจะต้องได้รับผลชั่ว
3. กัมมัสสกตาสัทธา คือ การเชื่อในเรื่องการมีกรรมเป็นของตนเอง เชื่อว่า สัตว์โลกทั้งหลาย ล้วนแล้วแต่ มีกรรมเป็นของตนเองทั้งสิ้น และ จะต้อง เสวยวิบากกรรม หรือ รับผิดชอบต่อกรรมที่ตนเอง ได้เคยก่อเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นใน ทางดี หรือ ทางชั่ว ดังคำที่ว่า สัตว์โลกทั้งหลาย ย่อมต้องเป็นไปตามกรรม
4. ตถาคตโพธิสัทธา คือ การเชื่อในเรื่องการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เชื่อว่า พระพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้จริง ทรงรู้แจ้งเห็นจริง ในความรู้ ในพระธรรมคำสอนต่างๆ ที่ได้ทรงนำมาเผยแพร่ ให้เหล่าชาวพุทธทั้งหลาย ได้ศึกษา ได้ถือปฏิบัติ การเนินตามแนวทางของพระองค์ จะทำให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย หลุดพ้นจากความทุกข์ได้จริง
ศรัทธาทั้ง 4 ประการนี้ เป็นสิ่งที่ชาวพุทธต้องมี แต่พระพุทธเจ้า ก็ไม่ได้สอนให้เชื่อ ให้ศรัทธา อย่าง งมงาย ไร้สติ การมีศรัทธาในพุทธศาสนานั้น ต้องเป็นศรัทธา ที่ประกอบไปด้วยปัญญา ไม่ใช่ศรัทธาโดด ๆ ก่อนที่จะศรัทธา ต้องใช้ปัญญา คิดพิจารณาให้ดีเสียก่อน เมื่อเห็นว่าถูกต้องเหมาะสมแล้ว จึงจะศรัทธา เพราะ หากไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้ดีเสียก่อน อาจจะทำให้ตีความคำสอนผิดไป ถูกผู้อื่นชักจูงไปในทางที่ผิด หลงเดินทางผิด จากความศรัทธาที่งมงายได้ง่าย ดังนั้น การมีศรัทธา ในทรงพระพุทธศาสนานั้น จึงจำเป็นจะต้อง ใช้ปัญญากำกับอยู่ด้วยเสมอ
ศรัทธา มาจากภาษาสันสกฤต แปลว่า ความเชื่อ
ในพุทธศาสนา มีสิ่งสำคัญอยู่ 4 ประการ ที่ชาวพุทธทั้งหลาย ต้องเชื่อ ต้องศรัทธา เรียกว่า ศรัทธา 4 ประกอบด้วย
1. กัมมสัทธา
2. วิปากสัทธา
3. กัมมัสสกตาสัทธา
4. ตถาคตโพธิสัทธา
1. กัมมสัทธา คือ การเชื่อในเรื่องกรรม เชื่อว่า กรรมนั้นมีอยู่จริง การกระทำทุกอย่าง ล้วนก่อให้เกิดกรรม การกระทำใดๆนั้น ไม่ได้ว่างเปล่า เมื่อทำความดี ย่อมก่อให้เกิดกรรมดี เมื่อทำความชั่ว ก็ย่อมก่อให้เกิดกรรมชั่ว
2. วิปากสัทธา คือ การเชื่อในเรื่องผลของกรรม เชื่อว่า ผลของกรรมนั้นมีอยู่จริง เมื่อได้กระทำสิ่งใดๆ ที่ก่อให้เกิดกรรมมาแล้ว กรรมนั้นๆ ย่อมจะต้องส่งผลต่อผู้ที่กระทำ ตามวิบากที่ได้กระทำเอาไว้ ถ้าได้เคยทำกรรมดีมา ก็จะทำให้ได้รับผลดี และ ถ้าได้เคยทำกรรมชั่วมา ก็ย่อมจะต้องได้รับผลชั่ว
3. กัมมัสสกตาสัทธา คือ การเชื่อในเรื่องการมีกรรมเป็นของตนเอง เชื่อว่า สัตว์โลกทั้งหลาย ล้วนแล้วแต่ มีกรรมเป็นของตนเองทั้งสิ้น และ จะต้อง เสวยวิบากกรรม หรือ รับผิดชอบต่อกรรมที่ตนเอง ได้เคยก่อเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นใน ทางดี หรือ ทางชั่ว ดังคำที่ว่า สัตว์โลกทั้งหลาย ย่อมต้องเป็นไปตามกรรม
4. ตถาคตโพธิสัทธา คือ การเชื่อในเรื่องการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เชื่อว่า พระพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้จริง ทรงรู้แจ้งเห็นจริง ในความรู้ ในพระธรรมคำสอนต่างๆ ที่ได้ทรงนำมาเผยแพร่ ให้เหล่าชาวพุทธทั้งหลาย ได้ศึกษา ได้ถือปฏิบัติ การเนินตามแนวทางของพระองค์ จะทำให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย หลุดพ้นจากความทุกข์ได้จริง
ศรัทธาทั้ง 4 ประการนี้ เป็นสิ่งที่ชาวพุทธต้องมี แต่พระพุทธเจ้า ก็ไม่ได้สอนให้เชื่อ ให้ศรัทธา อย่าง งมงาย ไร้สติ การมีศรัทธาในพุทธศาสนานั้น ต้องเป็นศรัทธา ที่ประกอบไปด้วยปัญญา ไม่ใช่ศรัทธาโดด ๆ ก่อนที่จะศรัทธา ต้องใช้ปัญญา คิดพิจารณาให้ดีเสียก่อน เมื่อเห็นว่าถูกต้องเหมาะสมแล้ว จึงจะศรัทธา เพราะ หากไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้ดีเสียก่อน อาจจะทำให้ตีความคำสอนผิดไป ถูกผู้อื่นชักจูงไปในทางที่ผิด หลงเดินทางผิด จากความศรัทธาที่งมงายได้ง่าย ดังนั้น การมีศรัทธา ในทรงพระพุทธศาสนานั้น จึงจำเป็นจะต้อง ใช้ปัญญากำกับอยู่ด้วยเสมอ
วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2563
กรรมดำ กรรมขาว
กรรมดำ กรรมขาว
ในเรื่องของ กรรมดำ กรรมขาว นี้ จำแนกออกได้เป็น 4 ประการ คือ
1.กรรมดำ ซึ่งมีวิบากดำอยู่
2.กรรมขาว ซึ่งมีวิบากขาวอยู่
3.กรรมทั้งดำทั้งขาว ซึ่งมีวิบากทั้งดำทั้งขาวอยู่
4.กรรมไม่ดำไม่ขาว ซึ่งมีวิบากไม่ดำไม่ขาวอยู่ และ เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม
- กรรมดำ คือ กรรมที่เกิดจาก การทำความชั่ว การกระทำที่ ไปเบียดเบียนผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็น ทางกาย ทางวาจา หรือ ทางใจ ก็ตาม บุคคลที่ ทำแต่กรรมดำนี้ ย่อมได้รับวิบากดำ คือ ได้ไปเกิดในโลกที่ เป็นไปด้วยความเบียดเบียน เสวยทุกขเวทนา ดั่งเช่น พวกสัตว์นรก
- กรรมขาว คือ กรรมที่เกิดจาก การทำความดี ไม่กระทำการใดๆ ที่เป็นการเบียดเบียนผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็น ทางกาย ทางวาจา หรือ ทางใจ ก็ตาม บุคคลที่ ทำแต่กรรมขาวนี้ ย่อมได้รับวิบากขาว คือ ได้ไปเกิดในโลกที่ ไม่มีความทุกข์ โลกที่เป็นไปด้วยความไม่เบียดเบียน เสวยสุขเวทนา ดั่งเช่น เทพในชั้นสุภภิณหะ (พรหมมีรูปชั้นที่ 9 ในรูปพรหม 16 ชั้น)
- กรรมทั้งดำทั้งขาว คือ กรรมที่เกิดจาก ทำชั่วบ้าง ทำดีบ้าง กระทำการอันเป็นการ เบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่ว่าจะเป็น ทางกาย ทางวาจา หรือ ทางใจ ก็ตาม บุคคลที่ ทำกรรมแบบนี้ ย่อมได้รับวิบากทั้งดำทั้งขาว คือ ได้ไปเกิดในโลกที่ เป็นไปกับด้วยความ เบียดเบียนบ้าง ไม่เบียดเบียนบ้าง โลกที่มี ความทุกข์บ้าง มีความสุขบ้าง เสวยเวทนาทั้งทุกข์ และ สุข ระคนกันไป ดั่งเช่น มนุษย์ วินิบาตบางพวก เทพบางพวก
- กรรมไม่ดำไม่ขาว คือ กรรมที่เกิดจาก การกระทำเพื่อ ละกรรมดำซึ่งมีวิบากดำ ละกรรมขาวซึ่งมีวิบากขาว ละกรรมทั้งดำทั้งขาว ซึ่งมีวิบากทั้งดำทั้งขาว เป็นความต้องการที่จะ หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ไม่ปรารถนาที่จะทำกรรมใดๆ ต่อไปอีก ด้วยการ ปฏิบัติเจริญอริยมรรค 8 เพื่อให้สิ้นกรรม
โดยทั่วไปแล้ว ไม่ว่าคนเรา จะมีความพยายาม มีความตั้งใจ ที่จะทำความดีแค่ไหน ก็ยังจะต้องมีการผิดพลาดมีการพลั้งเผลอ ไปทำความชั่วเข้าจนได้ ไม่ว่าจะมากจะน้อย จะหนักจะเบา แค่ไหนก็ตาม จึงทำให้คนเรายังคงต้อง เวียนว่ายตายเกิด วนเวียนอยู่ในวัฏสงสาร ไม่จบไม่สิ้น เพื่อชดใช้กรรมต่างๆที่ได้ทำไว้ แต่การเดินตามแนวทางคำสอนของพระพุทธเจ้า ด้วยการ เจริญอริยมรรค 8 จะสามารถช่วยให้ พ้นทุกข์ หลุดพ้นจากวัฏสงสาร หลุดพ้นจากกฏแห่งกรรม เข้าถึงสันติสุขตลอดไปได้
ในเรื่องของ กรรมดำ กรรมขาว นี้ จำแนกออกได้เป็น 4 ประการ คือ
1.กรรมดำ ซึ่งมีวิบากดำอยู่
2.กรรมขาว ซึ่งมีวิบากขาวอยู่
3.กรรมทั้งดำทั้งขาว ซึ่งมีวิบากทั้งดำทั้งขาวอยู่
4.กรรมไม่ดำไม่ขาว ซึ่งมีวิบากไม่ดำไม่ขาวอยู่ และ เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม
- กรรมดำ คือ กรรมที่เกิดจาก การทำความชั่ว การกระทำที่ ไปเบียดเบียนผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็น ทางกาย ทางวาจา หรือ ทางใจ ก็ตาม บุคคลที่ ทำแต่กรรมดำนี้ ย่อมได้รับวิบากดำ คือ ได้ไปเกิดในโลกที่ เป็นไปด้วยความเบียดเบียน เสวยทุกขเวทนา ดั่งเช่น พวกสัตว์นรก
- กรรมขาว คือ กรรมที่เกิดจาก การทำความดี ไม่กระทำการใดๆ ที่เป็นการเบียดเบียนผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็น ทางกาย ทางวาจา หรือ ทางใจ ก็ตาม บุคคลที่ ทำแต่กรรมขาวนี้ ย่อมได้รับวิบากขาว คือ ได้ไปเกิดในโลกที่ ไม่มีความทุกข์ โลกที่เป็นไปด้วยความไม่เบียดเบียน เสวยสุขเวทนา ดั่งเช่น เทพในชั้นสุภภิณหะ (พรหมมีรูปชั้นที่ 9 ในรูปพรหม 16 ชั้น)
- กรรมทั้งดำทั้งขาว คือ กรรมที่เกิดจาก ทำชั่วบ้าง ทำดีบ้าง กระทำการอันเป็นการ เบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่ว่าจะเป็น ทางกาย ทางวาจา หรือ ทางใจ ก็ตาม บุคคลที่ ทำกรรมแบบนี้ ย่อมได้รับวิบากทั้งดำทั้งขาว คือ ได้ไปเกิดในโลกที่ เป็นไปกับด้วยความ เบียดเบียนบ้าง ไม่เบียดเบียนบ้าง โลกที่มี ความทุกข์บ้าง มีความสุขบ้าง เสวยเวทนาทั้งทุกข์ และ สุข ระคนกันไป ดั่งเช่น มนุษย์ วินิบาตบางพวก เทพบางพวก
- กรรมไม่ดำไม่ขาว คือ กรรมที่เกิดจาก การกระทำเพื่อ ละกรรมดำซึ่งมีวิบากดำ ละกรรมขาวซึ่งมีวิบากขาว ละกรรมทั้งดำทั้งขาว ซึ่งมีวิบากทั้งดำทั้งขาว เป็นความต้องการที่จะ หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ไม่ปรารถนาที่จะทำกรรมใดๆ ต่อไปอีก ด้วยการ ปฏิบัติเจริญอริยมรรค 8 เพื่อให้สิ้นกรรม
โดยทั่วไปแล้ว ไม่ว่าคนเรา จะมีความพยายาม มีความตั้งใจ ที่จะทำความดีแค่ไหน ก็ยังจะต้องมีการผิดพลาดมีการพลั้งเผลอ ไปทำความชั่วเข้าจนได้ ไม่ว่าจะมากจะน้อย จะหนักจะเบา แค่ไหนก็ตาม จึงทำให้คนเรายังคงต้อง เวียนว่ายตายเกิด วนเวียนอยู่ในวัฏสงสาร ไม่จบไม่สิ้น เพื่อชดใช้กรรมต่างๆที่ได้ทำไว้ แต่การเดินตามแนวทางคำสอนของพระพุทธเจ้า ด้วยการ เจริญอริยมรรค 8 จะสามารถช่วยให้ พ้นทุกข์ หลุดพ้นจากวัฏสงสาร หลุดพ้นจากกฏแห่งกรรม เข้าถึงสันติสุขตลอดไปได้
วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2563
ความสุขจากความสงบ
ความสุขจากความสงบ
นัตถิ สันติ ปะรัง สุขัง
สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี
หากจิตใจไม่สงบ ย่อมไม่อาจพบกับ ความสุขที่แท้จริงได้
โดยทั่วไปแล้ว ความสุขของคนเรา เกิดจากสิ่งเร้าภายนอก เข้ามากระตุ้นให้เกิด ความเพลิดเพลิน ความพึงพอใจ ได้สมหวังดังที่ปรารถนา ทำให้รู้สึกว่ามีความสุข แต่ความสุขแบบนี้ เป็นความสุขที่ไม่ยั่งยืน เป็นความสุขที่มีความทุกข์ซ่อนอยู่ เมื่อสิ่งเร้าที่ทำให้เกิดความสุขหมดไป ความสุขก็จะหมดตามไปด้วย จึงต้องคอยดิ้นรนแสวงหา สิ่งเร้าใหม่ๆเข้ามาเรื่อยๆไม่สิ้นสุด เมื่อไม่ได้ดังที่ปรารถนา จิตใจก็จะร้อนรน จนกลายเป็นทุกข์ ดังนั้น ความสุขแบบนี้ จึงไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง
ความสุขที่แท้จริงนั้น เกิดจากจิตใจที่สงบ เป็นความสุขที่ บริสุทธิ์ ลึกซึ้ง อิ่มเอิบ เยือกเย็น ไม่ซ่อนไว้ด้วยความทุกข์ ไม่ต้องเบียดเบียนผู้ใด ไม่ต้องการสิ่งเร้าใดๆจากภายนอก ไม่ต้องเร่าร้อน ดิ้นรน กระวนกระวายใจ เพื่่อแสวงหาสิ่งใดๆ มาทำให้เกิดความสุข เป็นความสุขที่เกิดขึ้นจากภายใน เกิดจากใจที่ปราศจากกิเลสทั้งหลาย ไม่มี ความโลภ ความโกรธ หรือ ความหลง เข้ามาครอบงำ
ความสุขจากภายในนี้ เกิดได้ทุกที่ทุกเวลา จะอยู่เงียบๆคนเดียว หรือ อยู่ในสภาพแวดล้อมใด ในสังคมอย่างไร ก็มีความสุขได้ ขึ้นอยู่กับใจเท่านั้น แม้ว่าร่างกายจะเจ็บป่วย ก็ยังมีความสุขได้ บางคนเจ็บไม่มาก แต่ใจฟุ้งซ่าน มีแต่ความกลัว ความกังวล จิตใจย่อมเต็มไปด้วยความทุกข์ แต่บางคนเจ็บหนักมาก แต่ใจสงบไดั จิตใจไม่ร้อนรน ไม่กังวล ก็ย่อมไม่เป็นทุกข์ ถึงแม้จะเจ็บป่วยทางกาย แต่จิตใจก็ยังคงเป็นสุขได้
แนวทางที่จะฝึกใจให้สงบ ในพุทธศาสนานั้น คือ การรักษาศีล ฝึกสมาธิ และ การเข้าใจความเป็นจริงของธรรมชาติ
- การรักษาศีล ทำให้ไม่ต้องเบียดเบียนผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นทางกาย ทางทรัพย์ ทางกาม ทางวาจา ละเว้นสิ่งที่ทำให้ขาดสติ การรักษาศีลจึงช่วย ลดการแสวงหา ลดความรุ่มร้อนในใจ ทำให้ใจสงบลงได้
- การฝึกสมาธิ ฝึกจิตให้มั่นคง ลดความคิดฟุ้งซ่าน ลดความ โลภ โกรธ หลง จนใจสงบ ก็จะพบกับ ความสุขจากความสงบได้
- การเข้าใจความเป็นจริงของธรรมชาติ เข้าใจว่า ทุกสิ่งในโลกนี้ ล้วนเป็น อนิจจัง ทุกข์ัง อนัตตา คือ
ทุกสิ่งล้วนไม่แน่นอน มีการเปลี่ยนแปลง เกิดขึ้น คงอยู่ ดับไป ไม่อาจคงอยู่ได้ตลอดไป การยึดติดกับสิ่งต่างๆ จึงมีแต่ความเป็นทุกข์
ทุกสิ่งไม่มีตัวตน ไม่ควรยึดติด การไม่เหนี่ยวรั้ง ไม่แสวงหา รู้จักปล่อยวาง ใจจึงจะเป็นสุข
เมื่อเข้าใจ และ ยอมรับ ความเป็นจริงนี้ได้ จะทำให้ใจ เป็นอิสสระ ไม่ต้องพบกับ ความทุกข์ในจิตใจอีก
นัตถิ สันติ ปะรัง สุขัง
สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี
หากจิตใจไม่สงบ ย่อมไม่อาจพบกับ ความสุขที่แท้จริงได้
โดยทั่วไปแล้ว ความสุขของคนเรา เกิดจากสิ่งเร้าภายนอก เข้ามากระตุ้นให้เกิด ความเพลิดเพลิน ความพึงพอใจ ได้สมหวังดังที่ปรารถนา ทำให้รู้สึกว่ามีความสุข แต่ความสุขแบบนี้ เป็นความสุขที่ไม่ยั่งยืน เป็นความสุขที่มีความทุกข์ซ่อนอยู่ เมื่อสิ่งเร้าที่ทำให้เกิดความสุขหมดไป ความสุขก็จะหมดตามไปด้วย จึงต้องคอยดิ้นรนแสวงหา สิ่งเร้าใหม่ๆเข้ามาเรื่อยๆไม่สิ้นสุด เมื่อไม่ได้ดังที่ปรารถนา จิตใจก็จะร้อนรน จนกลายเป็นทุกข์ ดังนั้น ความสุขแบบนี้ จึงไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง
ความสุขที่แท้จริงนั้น เกิดจากจิตใจที่สงบ เป็นความสุขที่ บริสุทธิ์ ลึกซึ้ง อิ่มเอิบ เยือกเย็น ไม่ซ่อนไว้ด้วยความทุกข์ ไม่ต้องเบียดเบียนผู้ใด ไม่ต้องการสิ่งเร้าใดๆจากภายนอก ไม่ต้องเร่าร้อน ดิ้นรน กระวนกระวายใจ เพื่่อแสวงหาสิ่งใดๆ มาทำให้เกิดความสุข เป็นความสุขที่เกิดขึ้นจากภายใน เกิดจากใจที่ปราศจากกิเลสทั้งหลาย ไม่มี ความโลภ ความโกรธ หรือ ความหลง เข้ามาครอบงำ
ความสุขจากภายในนี้ เกิดได้ทุกที่ทุกเวลา จะอยู่เงียบๆคนเดียว หรือ อยู่ในสภาพแวดล้อมใด ในสังคมอย่างไร ก็มีความสุขได้ ขึ้นอยู่กับใจเท่านั้น แม้ว่าร่างกายจะเจ็บป่วย ก็ยังมีความสุขได้ บางคนเจ็บไม่มาก แต่ใจฟุ้งซ่าน มีแต่ความกลัว ความกังวล จิตใจย่อมเต็มไปด้วยความทุกข์ แต่บางคนเจ็บหนักมาก แต่ใจสงบไดั จิตใจไม่ร้อนรน ไม่กังวล ก็ย่อมไม่เป็นทุกข์ ถึงแม้จะเจ็บป่วยทางกาย แต่จิตใจก็ยังคงเป็นสุขได้
แนวทางที่จะฝึกใจให้สงบ ในพุทธศาสนานั้น คือ การรักษาศีล ฝึกสมาธิ และ การเข้าใจความเป็นจริงของธรรมชาติ
- การรักษาศีล ทำให้ไม่ต้องเบียดเบียนผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นทางกาย ทางทรัพย์ ทางกาม ทางวาจา ละเว้นสิ่งที่ทำให้ขาดสติ การรักษาศีลจึงช่วย ลดการแสวงหา ลดความรุ่มร้อนในใจ ทำให้ใจสงบลงได้
- การฝึกสมาธิ ฝึกจิตให้มั่นคง ลดความคิดฟุ้งซ่าน ลดความ โลภ โกรธ หลง จนใจสงบ ก็จะพบกับ ความสุขจากความสงบได้
- การเข้าใจความเป็นจริงของธรรมชาติ เข้าใจว่า ทุกสิ่งในโลกนี้ ล้วนเป็น อนิจจัง ทุกข์ัง อนัตตา คือ
ทุกสิ่งล้วนไม่แน่นอน มีการเปลี่ยนแปลง เกิดขึ้น คงอยู่ ดับไป ไม่อาจคงอยู่ได้ตลอดไป การยึดติดกับสิ่งต่างๆ จึงมีแต่ความเป็นทุกข์
ทุกสิ่งไม่มีตัวตน ไม่ควรยึดติด การไม่เหนี่ยวรั้ง ไม่แสวงหา รู้จักปล่อยวาง ใจจึงจะเป็นสุข
เมื่อเข้าใจ และ ยอมรับ ความเป็นจริงนี้ได้ จะทำให้ใจ เป็นอิสสระ ไม่ต้องพบกับ ความทุกข์ในจิตใจอีก
วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2563
การถูกทรยศหักหลัง
การถูกทรยศหักหลัง
การถูกทรยศหักหลังนั้น นับว่าเป็นเรื่องที่ทำให้เกิด ความบอบช้ำทางจิตใจมาก มากกว่าการถูกศัตรูคู่อริทำร้ายเสียอีก เพราะ การทรยศ เกิดจากคนใกล้ชิด คนที่ไว้วางใจ คนที่เชื่อใจ หันกลับมา ทำร้าย ทำลาย ทำให้เกิดปัญหา ทำให้เกิดความสูญเสีย ด้วยความตั้งใจ ไม่ใช่ด้วยการ พลั้งเผลอไป หรือ รู้เท่าไม่ถึงการ ดังนั้น ผู้ที่ถูกทรยศ ย่อมต้องเจ็บปวดใจมากเป็นธรรมดา
และแน่นอน คนส่วนใหญ่ที่ถูกทรยศ ย่อมต้องมีความรู้สึกโกรธ รู้สึกแค้นเคือง อยากจะตอบโต้ อยากจะแก้แค้นผู้ที่ทรยศนั้น ให้สาสมกับการกระทำของเขา
แต่ในทางพุทธศาสนานั้น การแก้แค้นกัน การทำลายล้างกัน ไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง พุทธศาสนาเชื่อเรื่อง กฎแห่งกรรม ทำกรรมใดมาก็ต้องชดใช้
การถูกทรยศ ก็เพราะ เคยทรยศเขามา หรือ เคยทำกรรมไม่ดีต่อเขามา ไม่ว่าจะในชาตินี้ ชาติก่อน หรือ ชาติไหนๆก็ตาม แล้วกรรมนั้นตามมาสนอง ให้ต้องชดใช้ และ หากมีการไปแก้แค้นกัน ทำร้ายกัน ก็จะเป็นการ สร้างเวรต่อกรรมกันไปอีก ชาติต่อๆไป ก็จะต้องมาเจอกัน มาทรยศหักหลังกัน ทำลายล้างกันต่อไปอีก ไม่จบไม่สิ้น
ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดก็คือ การไม่ผูกใจเจ็บ ไม่แก้แค้น ไม่ทำอะไรที่เป็นเวรเป็นกรรม ที่จะต้องมาชดใช้ต่อกันอีก ด้วยการให้อภัยต่อกัน ไม่จองเวรต่อกันอีก การให้อภัยนี้ นอกจากจะทำให้หมดเวรหมดกรรมต่อกันแล้ว ยังเป็นบุญเป็นกุศล ต่อตัวผู้ให้อภัยเองด้วย เพราะ การให้อภัย ถือเป็นการให้ทานอย่างหนึ่ง และ เป็นทานที่มีอานิสงส์สูงที่สุด ในบรรดาทานทั้งปวง เรียกว่า อภัยทาน
แต่การให้อภัย ก็ไม่ใช่การปล่อยเลยตามเลยไปเสียทุกเรื่อง เรื่องไหนปล่อยไปได้ก็ปล่อยไป เรื่องไหนที่ควรจะต้องทำอะไรบ้าง ก็ควรทำ เช่น อาจจะต้องมีการพูดจาตักเตือนให้สติกันบ้าง ถ้ามีอำนาจหน้าที่ ต้องมีกฏมีระเบียบ มีการลงโทษอะไร ก็ต้องทำ ไม่ใช่แค่ให้อภัย แล้วไม่ทำอะไรทุกเรื่อง
พระพุทธเจ้าเอง เมื่อมีพระสงฆ์ทำผิด ท่านก็ลงโทษไปตามกฏตามวินัย ถ้าทำผิดหนักถึงปราชิก ต้องลาสิกขา ท่านก็ให้ลาสิกขาไป แต่การลงโทษของท่านนั้น ไม่ได้ทำด้วยความโกรธ แค้นเคือง อยากทำลาย อยากทำให้อับอาย ไม่ได้ทำด้วยจิตอกุศลใดๆ แต่เป็นการทำไปเพราะ เป็นสิ่งที่ถูก เป็นสิ่งที่ควรทำ และ ไม่ได้มีความชื่นชมยินดี ในการที่ผู้อื่นถูกลงโทษ แม้เขาจะทำผิดก็ตาม เป็นการทำด้วยจิตที่เป็นกลาง ไม่ถูกปรุงแต่งจากกิเลสใดๆ เป็นอุเบกขาจิต
แต่สำหรับคนทั่วไป คงยังไม่สามารถบรรลุถึงขั้น จิตที่เป็นอุเบกขาได้สมบูรณ์ ดังนั้น การจะทำอะไร หรือไม่ทำอะไร จึงควรตั้งสติ ตรวจสอบจิตตัวเองบ่อยๆ พิจารณาให้ดีว่า สิ่งที่จะทำนั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่ควรทำ หรือว่าต้องการทำเพราะ ถูกความแค้น ถูกอกุศลจิต เข้าครอบงำ
และการให้อภัยนี้ ไม่ได้หมายความว่า ต้องไปคบหาสนิทสนมกับผู้ที่ทรยศ คือ ถ้ายังสามารถคบกันได้ก็คบไป แต่ไม่ควรไว้วางใจมากเกินไป ไม่ควรไปคลุกคลี สนิทสนมด้วยเกินจำเป็น และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ควรไปช่วยเหลือเขาในการผิด ทำบาป หรือ ไปทรยศคนอื่นอีก แต่ถ้าเขามีปัญหา มีความเดือดร้อนใด แล้วสามารถช่วยได้โดยไม่เดือดร้อน ไม่มีปัญหาใดตามมา ก็ควรช่วยตามความเหมาะสม เพราะ การให้ความเมตตา ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น เป็นการสร้างบุญบารมี ให้แก่ตนเอง เป็นหนึ่งในบารมีสิบประการ ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ การให้ความเมตตาผู้อื่น ไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่เป็นศัตรู เรียกว่า เมตตาบารมี
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)