วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2563

กัมมุนา วัตตติ โลโก

 กัมมุนา วัตตติ โลโก


กัมมุนา วัตตติ โลโก แปลว่า สัตว์โลกทั้งหลายย่อมเป็นไปตามกรรม


คำว่า กรรม นี้ หมายถึง การกระทำ ที่มีเจตนา มีความตั้งใจเป็นปัจจัย เป็นเหตุให้เกิดผล เป็นเหตุให้สำเร็จกิจ ในการกระทำนั้นๆ


สัตว์โลกทั้งหลายที่ทำกรรม ไม่ว่าจะ ด้วยกาย ด้วยวาจา หรือ ด้วยใจก็ดี ย่อมจะต้องมีการนึกคิด มีการปรุงแต่งจิตก่อน แล้วจึงจะกระทำ จึงกล่าวได้ว่า เจตนา ก็คือ ตัวกรรม หากขาดเจตนา ก็จะไม่ถือว่าเป็นกรรม


ดังนั้น เจตนา จึงเป็นตัวการใหญ่ เป็นตัวการหลัก เป็นหัวหน้าของสังขารขันธ์ทั้งหลาย เป็นปัจจัยที่จะส่งผลให้การกระทำต่างๆ ทั้งทางกาย ทางวาจา และ ทางใจ เป็นกุศล หรือ อกุศล เป็นปัจจัยต่อผล หรือ สิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต


พุทธศาสนานั้น ไม่ใช่ศาสนาที่ ยึดถือเทวนิยม (เชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เกิดขึ้นนั้น เกิดจาก การบันดาลของเทพเจ้า) แต่พุทธศาสนา เป็นศาสนาที่ ยึดถือกรรมนิยม คือ ยึดถือการกระทำเป็นใหญ่


ในพุทธศาสนา เชื่อว่า สัตว์โลกทั้งหลาย จะดี หรือ จะชั่วนั้น ขึ้นอยู่กับการกระทำของตนเอง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้อื่น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวงศ์ตระกูล เพราะ การจะทำดี หรือ ทำชั่วนั้น จะต้องทำด้วยตนเอง ไม่ได้มีผู้อื่นมาทำให้ ด้วยเหตุนี้ สัตว์โลกทั้งหลายจึงมีกรรมเป็นของตน และ เมื่อได้ทำกรรมไว้อย่างไร ก็จะต้องได้รับผลของกรรม ที่ตนได้ทำไว้นั้น คือ เป็นทายาทของกรรมที่ได้ทำไป กรรมที่ได้ทำไป จะคอยติดตามไปทุกหนทุกแห่ง จะคอยติดตามไปทุกภพทุกชาติ กรรมเป็นตัวจำแนกสัตว์ทั้งหลาย ว่าจะต้องไปเกิดในภพใด สถานะใด คือ มีกรรมเป็นกำเนิด กรรมจะไม่สูญหายไปใหน


ดังนั้น จึงควรจะพยายาม ละเว้นการทำกรรมชั่ว หรือ อกุศลกรรม แล้วหันมาหมั่นทำกรรมดี หรือ กุศลกรรม


การทำกรรมชั่ว ความชั่วก็จะคอยติดตาม ล้างผลาญ ทำให้เป็นทุกข์ ทำให้เดือดร้อนเรื่อยไป เมื่อกรรมชั่วให้ผลอยู่ ไม่ว่า อำนาจราชศักดิ์ พ่อ แม่ ญาติ พี่น้องใดๆ ก็ไม่อาจจะช่วยให้พ้นจากความทุกข์ได้


ส่วนการทำกรรมดี ความดีก็จะช่วย อุปถัมภ์ค้ำชู ทำให้มีความสุข ความเจริญ เมื่อกรรมดียังให้ผลอยู่ ก็ไม่มีใครจะมา ทำร้าย ทำลาย ผลของความดีนั้นได้เลย


จึงกล่าวได้ว่า กรรมเป็นที่พึ่งเป็นที่อาศัยของสัตว์โลกทั้งหลาย


มีการเปรียบไว้ว่า กรรม คือ การทำกุศล หรือ การทำอกุศล ส่วนผลของกรรม คือ วิบาก และ วิบากนี้ เปรียบเสมือนเงา เมื่อมีคนที่ใหน ก็ต้องมีเงาที่นั่น หมายถึง เมื่อมีกรรม ก็จะต้องมีวิบากของกรรม อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้


ทั้งหมดนี้ ก็คือ กฏแห่งกรรม เมื่อได้ทำกรรมใดไว้ ไม่ว่าจะมาก หรือ จะน้อยเพียงใดก็ตาม ก็ย่อมจะต้องได้รับผลของกรรมนั้น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น