วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2563

พระเจ้าพิมพิสาร

 พระเจ้าพิมพิสาร 


พระเจ้าพิมพิสาร เป็นราชาแห่งแคว้นมคธ ซึ่งเป็นแคว้นที่ยิ่งใหญ่แคว้นหนึ่ง ในสมัยพุทธกาล พระองค์ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระบิดา เมื่อพระชนมายุเพียง 15 ปี และ ครองราชย์อยู่เป็นเวลา 52 ปี


กล่าวกันว่า พระเจ้าพิมพิสาร กับเจ้าชายสิทธัตถะ(พระพุทธเจ้า) ทรงเป็นอทิฏฐสหาย (สหายที่ไม่เคยพบหน้ากัน) เนื่องจาก พระบิดาของพระเจ้าพิมพิสาร กับ พระบิดาของเจ้าชายสิทธัตถะ ทรงมีความสนิทสนมกัน


เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ เสด็จออกบรรพชา ได้เสด็จมาพักที่ เชิงเขาปัณฑวะ ในแคว้นมคธ พอพระเจ้าพิมพิสารทรงทราบ จึงได้เสด็จไปเฝ้า และ ทรงพอพระทัย เลื่อมใสศรัทธา จนถึงกับ ทูลเชิญให้ครองราชสมบัติครึ่งหนึ่งแห่งแคว้นมคธ แต่เจ้าชายสิทธัตถะ(ที่บรรพชาแล้ว)ทรงปฏิเสธ และ ตรัสว่า พระประสงค์ของพระองค์ มีเพียงการแสวงหาอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเท่านั้น พระเจ้าพิมพิสารจึงทูลขอว่า หากได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ขอให้เสด็จกลับมาแสดงธรรมโปรดพระองค์ด้วย 


เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ ทรงบำเพ็ญเพียร จนได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ทรงออกไปเผยแผ่ศาสนาในที่ต่างๆ จนเข้าสู่กรุงราชคฤห์ เมืองหลวงของแคว้นมคธ ทรงประทับอยู่ ณ สวนตาลหนุ่ม(ลัฏฐิวัน) เมื่อพระเจ้าพิมพิสารทรงทราบ จึงเสด็จไปเฝ้า พร้อมข้าราชบริพาร และ ประชาชนจำนวนมาก เมื่อได้ฟังพระพุทธเจ้า ทรงแสดงธรรมเทศนาจบ พระเจ้าพิมพิสาร ทรงเลื่อมใส ศรัทธา เป็นอย่างยิ่ง จึงทรงประกาศตนเป็น อุบาสกในพระพุทธศาสนา 


พระเจ้าพิมพิสาร ถือว่าเป็นพระราชาองค์แรก ที่ประกาศตนเป็นอุบาสก ผู้นับถือพระพุทธศาสนา และ พระองค์ยังได้ถวายพระอุทยานเวฬุวัน หรือ สวนไม้ไผ่ ซึ่งเป็นสวนหลวง ให้เป็นสถานที่ประทับแด่พระพุทธเจ้า และ พระพุทธเจ้าทรงรับไว้ จึงถือว่า เวฬุวัน  เป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา


นอกจากนี้ ยังได้พระราชทาน หมอชีวกโกมารภัจจ์ ซึ่งเป็นแพทย์ประจำราชสำนัก ให้มาเป็นแพทย์ประจำองค์พระพุทธเจ้า และ ภิกษุสงฆ์ อีกด้วย


พระเจ้าพิมพิสาร ทรงเป็นราชาที่ ปกครองแผ่นดินโดยธรรม และ ทรงอุปถัมภ์ บำรุง พระพุทธศาสนา ด้วยประการต่างๆ เป็นอันมาก ทำให้พระพุทธศาสนา เจริญแพร่หลายทั่วแคว้นมคธ จึงถือได้ว่า พระองค์เป็นผูัที่ ได้สร้างบุญ สร้างกุศลไว้อย่างมากมาย ซึ่งบุญกุศลเหล่านั้น ต้องตอบสนองแก่พระองค์อย่างแน่นอน แต่ถึงอย่างไร ผลบุญเหล่านั้น ก็ไม่อาจลบล้าง หรือ หักล้าง กับ ผลบาปที่มีมาแต่ปางก่อน


พระเจ้าพิมพิสาร มีพระโอรสอยู่พระองค์หนึ่ง ซึ่งเป็นรัชทายาท ประสูติจากพระนางเวเทหิ ขณะพระนางทรงพระครรภ์  โหราจารย์ได้ทำนายว่า พระโอรสองค์นี้ จะเป็นผู้ทำปิตุฆาต คือ เป็นผู้ปลงพระชนม์พระเจ้าพิมพิสาร พระนางเวเทหิ จึงทรงพยายามทำลายพระครรภ์ของตน แต่พระเจ้าพิมพิสาร ทรงห้ามไว้ และ รับสั่งให้ดูแลพระครรภ์ให้ดี เมื่อพระโอรสประสูติ ทรงได้พระนามว่า อชตศัตรู (ผู้เกิดมาไม่เป็นศัตรู) พระเจ้าพิมพิสาร ทรงรักใคร่พระโอรสมาก


พระโอรสอชาตศัตรู เมื่อเจริญวัยขึ้น ได้ถูกพระเทวทัต ชักชวนไปในทางที่ผิด และ ได้มีพระบัญชาให้ขังพระบิดา ซึ่งก็คือ พระเจ้าพิมพิสารไว้ ห้ามผู้ใดเข้าพบ และ ทรมานต่างๆนาๆ เช่น ให้อดอาหาร กรีดพระบาททั้งสองข้าง เป็นต้น เป็นเหตุให้ พระเจ้าพิมพิสารสวรรคต โดยที่พระโอรสอชาตศัตรู ก็ยังไม่ทรงรับรู้


ต่อมา อชาตศัตรู ก็ได้มีพระโอรสองค์หนึ่ง ซึ่งอชาตศัตรู ทรงรักใคร่ในพระโอรสมาก จึงสำนึกถึง ความรักที่พระเจ้าพิมพิสารมีให้ ว่ามากมายเพียงใด เมื่อสำนึกได้ ก็รีบรับสั่งให้ปล่อยตัวพระบิดา แต่ปรากฏว่า พระบิดาได้สวรรคตไปเสียแล้ว อชาตศัตรูเสียพระทัยอย่างมาก จัดถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระบิดา อย่างสมพระเกียรติ และ ทรงเลิกคบหากับพระเทวทัต แล้วหันมาศรัทธาในพระพุทธศาสนา หมั่นทำบุญ สร้างกุศล แต่ถึงอย่างไร ก็ไม่อาจ ลบล้างบาปที่ทำปิตุฆาตได้


ผลบุญย่อมต้องได้รับ

ผลบาปย่อมต้องชดใช้

ละเว้นบาปทั้งปวงได้ประเสริฐยิ่ง

วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2563

เอตทัคคะ

 เอตทัคคะ


เอตทัคคะ คือ ตำแหน่งที่พระพุทธเจ้า ประทานแต่งตั้งให้พุทธสาวก ที่มีความสามารถโดดเด่น ในด้านใดด้านใดหนึ่ง 


เหตุที่จะได้ตำแหน่ง เอตทัคคะนี้ มีอยู่ 4 ประการ ดังนี้


1.โดยเหตุเรื่องที่เกิด (อัตถุปปัตติ) คือ แสดงความสามารถได้โดดเด่น โดยสอดคล้องกับ สถานการณ์ หรือ เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น


2.โดยเหตุจากกาลก่อน (อาคมนะ) คือ ได้สะสม สร้างบุญ สร้างกุศล ในด้านนั้น มาจากอดีตชาติ และ ตั้งจิตปรารถนา เพื่อให้บรรลุตำแหน่งนั้นด้วย


3.โดยเหตุความชำนาญ (จิณณวสี) คือ มีความ ชำนาญ เชี่ยวชาญ ในด้านนั้นเป็นพิเศษ 


4.โดยเหตุยิ่งด้วยคุณ (คุณาติเรก) คือ มีความสามารถ เหนือกว่าผู้อื่น ในด้านนั้น


ในพุทธบริษัทแต่ละฝ่าย พระพุทธเจ้า จะทรงแต่งตั้งตำแหน่งเอตทัคคะ ในแต่ละตำแหน่ง ให้เพียงท่านเดียวเท่านั้น


พุทธบริษัทแต่ละฝ่าย คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา มีผู้ที่เป็นเอตทัคคะ ดังนี้


ฝ่ายพระภิกษุ มีเอตทัคคะ 41 ท่าน


ฝ่ายพระภิกษุณี มีเอตทัคคะ 13 ท่าน


ฝ่ายอุบาสก มีเอตทัคคะ 10 ท่าน


ฝ่ายอุบาสิกา มีเอตทัคคะ 10 ท่าน


เอตทัคคะฝ่ายภิกษุ 41 ท่าน มีดังนี้ 


1.พระอัญญาโกณฑัญญเถระ ผู้รัตตัญญู (รู้ราตรีนาน - มีประสบการณ์มาก)


2.พระอุรุเวลกัสสปเถระ ผู้มีบริวารมาก


3.พระสารีบุตรเถระ (อัครสาวกฝ่ายขวา) ผู้มีปัญญา


4.พระมหาโมคคัลลานเถระ (อัครสาวกฝ่ายซ้าย) ผู้มีฤทธิ์


5.พระปุณณมันตานีบุตรเถระ ผู้เป็นพระธรรมกถิกะ


6.พระกาฬุทายีเถระ ผู้ทำตระกูลให้เลื่อมใส


7.พระนันทเถระ (ศากยะ) ผู้สำรวมอินทรีย์


8.พระราหุลเถระ ผู้ใคร่ในการศึกษา


9.พระอุบาลีเถระ ผู้ทรงพระวินัย


10.พระภัททิยเถระ ผู้เกิดในตระกูลสูง


11.พระอนุรุทธเถระ ผู้มีทิพยจักษุ


12.พระอานนทเถระ ผู้เป็นพหูสูต ผู้มีสติ ผู้มีคติ ผู้มีความเพียร และ เป็นพุทธอุปัฏฐาก


13.พระโมฆราชเถระ ผู้ยินดีในจีวรเศร้าหมอง


14.พระปิณโฑลภารทวาชเถระ ผู้บันลือสีหนาท


15.พระมหากัจจายนเถระ ผู้อธิบายความย่อให้พิสดาร


16.พระสีวลีเถระ ผู้มีลาภมาก


17.พระโสณกุฏิกัณณเถระ ผู้มีถ้อยคำไพเราะ


18.พระมหากัสสปเถระ ผู้ถือ และ สรรเสริญธุดงค์


19.พระราธเถระ ผู้ทรงปฏิภาณ (ญาณแจ่มแจ้งในพระธรรมเทศนา)


20.พระลกุณฏกภัททิยเถระ ผู้มีเสียงไพเราะ


21.พระทัพพมัลลบุตรเถระ ผู้จัดแจงเสนาสนะ


22.พระพากุลเถระ ผู้มีอาพาธน้อย


23.พระวักกลิเถระ ผู้หลุดพ้นด้วยศรัทธา (สัทธาธิมุต)


24.พระมหากัปปินเถระ ผู้กล่าวสอนภิกษุ


25.พระอุปเสนเถระ ผู้นำความเลื่อมใสมาโดยรอบ (ในหมู่ชนทั้งชั้นสูงและชั้นตํ่า)


26.พระขทิรวนิยเรวตเถระ ผู้อยู่ป่าเป็นวัตร


27.พระสุภูติเถระ ผู้อรณวิหาร (เจริญฌานประกอบด้วยเมตตา) และ ผู้เป็นทักขิไณยบุคคล


28.พระพาหิยทารุจีริยเถระ ผู้ตรัสรู้เร็วพลัน (ขิปปาภิญญา)


29.พระวังคีสเถระ ผู้มีปฏิภาณ (กล่าวคาถาสรรเสริญคุณพระศาสดา)


30.พระโสณโกฬิวิสเถระ ผู้ปรารภความเพียร


31.พระโสภิตเถระ ผู้ระลึกชาติก่อน (ปุพเพนิวาสานุสติญาณ)


32.พระนันทกเถระ (มิใช่ศิษย์พราหมณ์พาวรี) ผู้กล่าวสอนภิกษุณี


33.พระกังขาเรวตเถระ ผู้ยินดีในฌาน


34.พระมหาปันถกเถระ ผู้ฉลาดในปัญญาวิวัฏ (วิปัสสนา)


35.พระจูฬปันถกเถระ ผู้เนรมิตกายด้วยมโนมยิทธิ ผู้ฉลาดในเจโตวิวัฏ


36.พระกุณฑธานเถระ ผู้รับสลากก่อน


37.พระรัฐบาลเถระ ผู้บวชด้วยศรัทธา


38.พระกุมารกัสสปเถระ ผู้แสดงธรรมวิจิตร


39.พระมหาโกฎฐิตเถระ ผู้บรรลุปฏิสัมภิทา


40.พระสาคตเถระ ผู้ฉลาดในเตโชธาตุ(กสิณ)


41.พระปิลินทวัจฉเถระ ผู้เป็นที่รักใคร่ชอบใจของเทวดา


เอตทัคคะฝ่ายภิกษุณี 13 ท่าน มีดังนี้ 


1.พระมหาปชาบดีเถรี ผู้รัตตัญญู


2.พระมหาเขมาเถรี ผู้มีปัญญา


3.พระมหาอุบลวรรณาเถรี ผู้มีฤทธิ์


4.พระมหาปฏาจาราเถรี ผู้ทรงพระวินัย


5.พระมหานันทาเถรี ผู้ยินดีในฌาน


6.พระมหาธรรมทินนาเถรี ผู้เป็นธรรมกถึก


7.พระมหาโสณาเถรี ผู้ปรารภความเพียร


8.พระมหาสกุลาเถรี ผู้มีทิพยจักษุ


9.พระมหาภัททากุณฑลเกสีเถรี(พระนางยโสธรา) ผู้ตรัสรู้เร็วพลัน


10.พระมหาภัททกาปิลานีเถรี ผู้มีปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ระลึกชาติได้)


11.พระนางยโสธรา ผู้บรรลุมหาภิญญา


12.พระมหากีสาโคตมีเถรี ผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง


13.พระมหาสิงคาลมาตาเถรี ผู้พ้นกิเลสด้วยศรัทธา


เอตทัคคะฝ่ายอุบาสก 10 ท่าน มีดังนี้ 


1.ตปุสสะและภัลลิกะ ผู้ถึงสรณะก่อน


2.อนาถปิณฑิกเศรษฐี ผู้เป็นทายก


3.จิตตคฤหบดี ผู้เป็นธรรมกถึก


4.หัตถกอาฬวกอานาคามี ผู้สงเคราะห์บริษัทด้วยสังคหวัตถุ 4


5.พระเจ้ามหานามะ ผู้ถวายปัจจัย 4 อันประณีต


6.อุคคคฤหบดี ผู้ถวายโภชนะเป็นที่ชอบใจ


7.อุคคตคฤหบดี ผู้เป็นสังฆอุปัฏฐาก


8.สูรัมพัฏฐเศรษฐี ผู้เลื่อมใสอย่างมั่นคง


9.ชีวกโกมารภัจจ์ ผู้เลื่อมใสในบุคคล


10.นกุลปิตาคฤหบดี ผู้มีความคุ้นเคยในพระพุทธเจ้า


เอตทัคคะฝ่ายอุบาสกา 10 ท่าน มีดังนี้ 


1.นางสุชาดา ผู้ถึงพระรัตนตรัยก่อน


2.นางวิสาขา ผู้เป็นทายิกา


3.นางขุชชุตตรา ผู้เป็นพหูสูต


4.นางสามาวดี ผู้อยู่ด้วยเมตตา


5.นางอุตตรา(นันทมาตา) ผู้ยินดีในฌาน


6.นางสุปปวาสา ผู้ถวายรสอันประณีต


7.นางสุปปิยา ผู้เป็นคิลานุปัฏฐาก


8.นางกาติยานี ผู้เลื่อมใสมั่นคง


9.นางกาฬี(อุบาสิกาชาวกุรุรฆริกา) ผู้เลื่อมใสโดยได้ยินได้ฟังตาม


10.นางนกุลมาตาคหปตานี ผู้มีความคุ้นเคยในพระพุทธเจ้า

วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ความจริงที่ไม่ควรพูด

ความจริงที่ไม่ควรพูด


ในสมัยหนึ่ง ขณะที่พระพุทธเจ้า ทรงประทับอยู่ ณ วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารถเรื่องภิกษุรูปหนึ่ง และได้ทรงยกอดีตนิทานขึ้นมาสาธก ความว่า


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในเมืองพาราณสี พระโพธิสัตว์ทรงมาเกิดเป็นนกแขกเต้า มีนามว่า ราธะ และ มีน้องตัวหนึ่ง นามว่า โปฏฐปาทะ นกแขกเต้าสองพี่น้องนี้ ได้รับการดูแลเลี้ยงดู โดยพราหมณ์ครอบครัวหนึ่ง ทั้งพราหมณ์ และ นางพราหมณี เลี้ยงดูนกแขกเต้าทั้งสองเสมือนกับลูกชายของตน


พราหมณ์นั้นมีอาชีพค้าขาย จำเป็นต้องเดินทางไปค้าขายยังต่างแดน อยู่เป็นประจำ ในการเดินทางไปแต่ละครั้ง ก็จะใชัเวลาหลายวัน และในช่วงที่พราหมณ์เดินทางไปค้าขายนั้น นางพราหมณีก็มักจะฉวยโอกาส คบชู้สู่ชายอยู่เสมอ และถึงแม้ว่า พราหมณ์จะพอทราบถึงพฤติกรรมของภรรยาตนเองอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่เคยจับได้


ในวันหนึ่ง ก่อนที่พราหมณ์ จะออกเดินทางไปค้าขาย ได้สั่งนกแขกเต้าทั้งสองว่า “ ลูกรัก ช่วงที่พ่อไม่อยู่นี้ เจ้าทั้งสอง ช่วยดูแม่เจ้าด้วยนะ ว่ามีชายใดมาหาหรือไม่ ทั้งในเวลากลางวัน และ ในเวลากลางคืน ” แล้วก็ออกเดินทางไป เมื่อพราหมณ์เดินทางไปแล้ว นางพราหมณี ก็มีพฤติกรรมเช่นเดิม คือ คบชู้สู่ชายไม่ซ้ำหน้า 


โปฏฐปาทะ ซึ่งเป็นนกตัวน้องเห็นเช่นนั้น จึงได้ถาม ราธะ ซึ่งเป็นนกตัวพี่ว่า “ แม่ของเรามีพฤติกรรมเช่นนี้ เราควรจะต่อว่าแกดีไหมพี่ ” ราธะตอบว่า “ อย่าทำเช่นนั้นเลย ชีวิตของพวกเราจะเป็นอันตรายเสียเปล่าๆ ” แต่โกฎปาทะ ไม่เชื่อคำพี่ชาย จึงได้ต่อว่านางพราหมณี ทำให้นางพราหมณีโกรธอย่างมาก จับตัวโกฎปาทะ มาบิดคอ จนคอขาดสิ้นใจตาย แล้วโยนซากเข้าไปเผาในเตาไฟ


ต่อมา เมื่อพราหมณ์ค้าขายเสร็จ เดินทางกลับมาถึงบ้าน ก็ได้ถามราธะว่า “ ลูกรัก น้องเจ้าหายไปที่ใดแล้ว และ ช่วงที่พ่อไม่อยู่นั้น แม่ของเจ้า ได้คบหาชายอื่นหรือไม่ " ราธะตอบว่า “ ท่านพ่อ ธรรมดาบัณฑิตทั้งหลาย ย่อมไม่กล่าวคำที่ไม่ทำให้พ้นทุกข์ ไม่ว่าคำนั้น จะเป็นคำจริง หรือ คำไม่จริง ก็ตาม การพูดคำจริงแต่ไม่ดี จะพึงหมกไหม้ เหมือนโปฏฐปาทะ ที่หมกไหม้อยู่ในเตาไฟ ” เมื่อกล่าวจบแล้ว ก็นิ่งเสีย


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า


ความจริงที่ไม่ดี ที่พูดออกไปแล้ว ไม่ทำให้เกิดประโยชน์ใด ก็ไม่ควรพูด เพราะ จะเป็นโทษแก่ผู้พูดเอง

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2563

โคนันทิวิสาล

โคนันทิวิสาล


ในสมัยหนึ่ง ขณะที่พระพุทธเจ้า ทรงประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภการถึง การพูดเสียดแทงให้เจ็บใจของพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ เนื่องจาก ในสมัยนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ เมื่อมีการทะเลาะกัน ก็จะมีคำข่มขู่ ตะเพิด ทิ่มแทง ด่าทอ พระพุทธเจ้าจึงทรงติเตียน แล้วทรงตรัสว่า

“ บุคคลควรพูดแต่คำที่น่าพอใจเท่านั้น ไม่ควรพูดคำที่ไม่น่าพอใจในกาลใดๆ

คำหยาบ  ย่อมไม่เป็นที่ชอบใจของใคร ไม่เว้นแม้แต่สัตว์เดียรัจฉาน ” 

หลังจากนั้น ทรงยกอดีตนิทาน ขึ้นมาสาธก ความว่า


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในแคว้นคันธาระ เมืองตักกศิลา รัชสมัยพระเจ้าคันธาระ


พระโพธิสัตว์ทรงมาเกิดเป็นโค มีนามว่า นันทิวิสาล เป็นโคที่มีพละกำลังมาก มีรูปร่างสวยงาม ถูกเลี้ยงดูโดยพราหมณ์คนหนึ่ง พราหมณ์ดูแลโคอย่างดี รักเหมือนดั่งลูกชายตน

โคอยากจะตอบแทนบุญคุณพราหมณ์ ในวันหนึ่ง จึงพูดกับพราหมณ์ว่า “ ขอให่ท่านไปท้าพนันกับ โควินทกเศรษฐี ด้วยเงินหนึ่งพันกหาปณะว่า โคของเราสามารถที่จะ ลากเกวียนหนึ่งร้อยเล่มที่ผูกติดกัน ให้เคลื่อนไหวได้ ” พราหมณ์ทำตามที่โคบอก ไปที่บ้านเศรษฐี และ ได้นัดเดิมพันกัน ในวันรุ่งขึ้น


เมื่อถึงเวลา พราหมณ์เทียมโคนันทิวิสาล เข้ากับเกวียนหนึ่งร้อยเล่ม ซึ่งบรรทุก กรวด ทราย และ หิน เต็มลำ แล้วขึ้นนั่งบนเกวียน เงื้อปฏักขึ้น ร้องตวาดว่า “ ไอ้โคโง่ โคโกง จงลากเกวียนไปเดี๋ยวนี้ ” โคนันทิวิสาลได้ยินพราหมณ์พูดเช่นนั้น เกิดความน้อยใจ คิดว่า “ เราไม่โง่ ท่านกลับเรียกว่า เราโง่ เราไม่โกง ท่านกลับเรียกว่า เราโกง ” จึงไม่ยอมเคลื่อนไหว ไม่ยอมลากเกวียน ทำให้ โควินทกเศรษฐีชนะพนัน ฝ่ายพราหมณ์ ก็ปลดโคออกจากเกวียน แล้วเข้าไปนอนเสียใจอยู่ในบ้าน


โคนันทิวิสาล เห็นว่าพราหมณ์เสียใจ จึงเข้าไปปลอบ และ กล่าวว่า “ ตลอดเวลาที่ข้าพเจ้า อยู่ในเรือนของท่าน ข้าพเจ้าเคยทำร้ายใครหรือไม่ เคยทำสิ่งของใดแตกหักเสียหายหรือไม่ เคยทำเรือนท่าน สกปรกเลอะเทอะหรือไม่ เหตุอันใด ท่านจึงเรียกข้าพเจ้าว่า โคโง่ โคโกง เรื่องนี้เป็นความผิดของท่าน ไม่ใช่ความผิดของข้าพเจ้า ขอให้ท่าน ไปเดิมพันกับโควินทกเศรษฐีอีกครั้งเถิด ครั้งนี้เดิมพันด้วยเงินสองพันกหาปณะ และขอให้ท่าน อย่าได้เรียกข้าพเจ้าว่าเป็น โคโง่ โคโกงอีก แล้วท่านจะชนะเดิมพัน ตามที่ท่านปรารถนา ” พราหมณ์จึงทำตามที่โคนันทิวิสาลบอกอีกครั้ง


ในวันเดิมพัน หลังจากเทียมเกวียนแล้ว พราหมณ์จึงพูดกับโคว่า “ นันทิวิสาลลูกรัก เจ้าจงลากเกวียนทั้งร้อยเล่มนี้ไปเถิด ” โคนันทวิสาล ออกแรงลากเพียงครั้งเดียว ก็ลากเกวียนทั้งร้อยเล่มนั้นออกไปได้ พราหมณ์จึงชนะเดิมพัน ได้เงินสองพันกหาปณะ


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า


เมื่อจะกล่าววาจากับคนผู้อื่น ควรกล่าวคำที่เป็น ปิยวาจา เป็นที่น่าพึงพอใจแก่ผู้ฟัง

วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ขอในสิ่งที่ไม่ควรขอ

 ขอในสิ่งที่ไม่ควรขอ


ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ทรงประทับอยู่ ณ อัคคาฬวเจดีย์ เมืองอาฬวี


ทรงปรารภเรื่องที่ภิกษุ ขอชาวเมืองอาฬวี อย่างไม่มีขีดจำกัด ในการสร้างกุฏิการสิกขาบท ทำให้ชาวเดือดร้อน จนเมื่อชาวบ้านเห็นพระภิกษุที่ไหน ก็พากันหลบหน้าหนีไปหมด


พระองค์ทรงติเตียนเหล่าภิกษุ แล้วทรงยกอดีตนิทานขึ้นมาสาธก ความว่า


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์ ได้เกิดเป็นพราหมณ์ ในตระกูลมั่งคั่งตระกูลหนึ่ง และ มีน้องชาย 1 คน ซึ่งรักกันมาก ต่อมา เมื่อบิดาและมารดาเสียชีวิตลง ทั้งสองพี่น้องได้ตัดสินใจ สละทรัพย์สมบัติ บริจาคเป็นทาน แล้วพากันออกบวชเป็นฤาษี บำเพ็ญพรตอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา โดย ฤาษีพี่ชายอยู่ทางทิศเหนือของแม่น้ำ ส่วนฤาษีน้องชายอยู่ทางทิศใต้ของแม่น้ำ


ต่อมาวันหนึ่ง พญานาคมณิกัฏฐะ แปลงร่างเป็นชายหนุ่ม ขึ้นมาเที่ยวเล่นตามฝั่งแม่น้ำคงคา เมื่อผ่านอาศรมฤาษีผู้น้อง ได้แวะเข้าไปสนทนาด้วย จนเกิดความสนิทสนมกับฤาษีผู้น้อง หลังจากนั้น จึงได้มาเยี่ยมเยือนสนทนาด้วยทุกวัน และเมื่อสนทนาเสร็จ ก็จะคืนร่างเป็นพญานาค เอาขนดหางรัดรอบตัวฤาษี แผ่พังพานเหนือหัว ด้วยความสิเนหาอยู่พักหนึ่ง จึงคลายร่างออก ไหว้ฤาษี แล้วกลับนาคพิภพไป ทำเช่นนี้เป็นประจำ


ฝ่ายฤาษี เมื่อถูกรัดตัวแบบนั้น ก็เกิดความกลัว กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ร่างกายซูบผอมลงทุกวัน จึงได้ไปหาฤาษีพี่ชาย เล่าเรื่อง ปรับทุกข์ให้ฟัง แล้วขอคำแนะนำว่า

ถ้าไม่อยากให้พญานาคมาหา ต้องทำอย่างไร

ฤาษีพี่ชายถามว่า 

"พญานาคมีเครื่องประดับอะไรไหม"

ฤาษีน้องชายตอบว่า

"เขามีประดับแก้วมณี"

ฤาษีพี่ชายจึงแนะนำว่า 

"ครั้งต่อไป เมื่อพญานาคเข้ามาถึงอาศรม ยังไม่ทันได้ไหว้ ก็ให้ขอแก้วมณีเขาเลย เขาก็จะหนีไป พอวันที่สอง แค่เขามาถึงประตูอาศรม ก็ให้ขอแก้วมณีเขาอีก และวันที่สาม ให้ไปดักรอที่ริมฝั่งแม่น้ำ พอเขาโผล่ขึ้นจากน้ำ ก็ให้เอ่ยปากขอแก้วมณีอีก เพียงเท่านี้ เขาก็จะไม่กลับมารบกวนอีก"


ฤาษีน้องชาย ได้ทำตามที่ผู้พี่แนะนำ และในวันที่สาม เมื่อพญานาคถูกฤาษีขอแก้วมณีอีก จึงพูดว่า 

"ท่านฤาษี ข้าวน้ำอันไพบูลย์ที่มีแก่ข้าพเจ้า ก็เนื่องมาจากแก้วมณีนี้ แล้วข้าพเจ้าจะให้ท่านได้อย่างไร ท่านยิ่งขอก็ยิ่งหนักขึ้น ต่อจากนี้ ข้าพเจ้าจะไม่มาอาศรมท่านอีกแล้ว การขอแก้วมณีดวงนี้ ทำให้ข้าพเจ้าหวาดเสียว รู้สึกเหมือนท่านเป็นชายหนุ่มที่ถือดาบอันคมกริบ"


เมื่อกล่าวจบ ก็ดำน้ำกลับนาคพิภพไป และไม่กลับมาอีกเลย


ฝ่ายฤาษี เมื่อพญานาคไม่มาหา กลับคิดถึง เศร้าเสียใจ จนทำให้ร่างกายซูบผอมลงไปมากกว่าเดิมอีก


หลายวันต่อมา ฤาษีพี่ชายแวะมาที่อาศรมผู้น้อง เมื่อเห็นสภาพน้องชาย จึงไถ่ถามถึงสาเหตุ ฤาษีน้องชายตอบว่า

"บุคคลไม่ควรขอสิ่งที่เป็นที่รักของผู้อื่น เพราะ การขอที่มากเกินไป ย่อมทำให้เป็นที่เกลียดชัง พญานาคถูกขอแก้วมณี จึงไม่หวนกลับมาให้เห็นอีกเลย"


ฤาษีพี่ชายได้แต่พยายามปลอบน้องชาย ให้คลายจากความเศร้าเสียใจ แล้วก็กลับอาศรมตน


นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า


เมื่อต้องขอ ควรขอเพียงเท่าที่จำเป็น และ ขอแต่ในสิ่งที่เขาสามารถให้ได้เท่านั้น

วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ภิกษุณี

ภิกษุณี


ภิกษุณี หมายถึง หญิงที่ได้รับการบวชเป็นพระ ในพระพุทธศาสนา


ภิกษุณีองค์แรก ที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาต ให้บวช คือ พระนางมหาปชาบดี โคตมี (พระน้านาง)


ในสมัยนั้น ขณะที่พระพุทธเจ้า ทรงประทับอยู่ใน นิโครธาราม ใกล้กับกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ พระนางมหาปชาบดี โคตมี ได้ไปเข้าไปเฝ้า และ กราบทูลขอบวช แต่พระพุทธเจ้า ทรงตรัสห้ามไว้ พระนางกราบทูลขอถึง 3 ครั้ง พระพุทธเจ้า ก็ทรงตรัสห้ามไว้ทั้ง 3 ครั้ง พระนางมหาปชาบดี โคตมี ทรงกันแสง ถวายบังคมลา แล้วเสด็จจากไป


ต่อมา พระพุทธเจ้า เสด็จจาริกไปยัง กรุงเวสาลี ทรงประทับ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน


พระนางมหาปชาบดี โคตรมี ยังคงไม่ละความพยายาม ทรงชักชวนเจ้าหญิงศากยะจำนวนมากทรง (อรรถกถาว่า 500 นาง) ปลงพระเกศา ทรงผ้ากาสาวะ (ผ้าย้อมน้ำฝาด) เสด็จดำเนินด้วยพระบาทเปล่า (ไม่สวมรองเท้า) ไปยังกรุงเวสาลี เมื่อไปถึง ต่างก็มีความเหน็ดเหนื่อย มีพระบาทที่บวมแตก มีพระวรกายที่เปรอะเปื้อนไปด้วยธุลี พากันมาประทับยืนกันแสง อยู่ที่ภายนอกซุ้มประตู ของกูฏาคารศาลา


พระอานนท์ เห็นลักษณะดังกล่าว จึงเข้าไปสอบถาม เมื่อทราบความก็รับช่วย เข้าไปกราบทูลพระพุทธเจ้า ขออนุญาตให้สตรีได้บวช พระพุทธเจ้า ไม่ทรงอนุญาต ทรงตรัสปฏิเสธแก่พระอานนท์ถึง 3 ครั้ง


พระอานนท์จึงเปลี่ยนวิธี เป็นการทูลถามว่า ถ้าหากสตรีได้ออกบวชในพระธรรมวินัยแล้ว จะสามารถบรรลุโสดาปัตติผล จนถึงอรหัตผล ได้หรือไม่ พระพุทธเจ้าทรงตอบว่า ได้ พระอานนท์จึงยกเหตุนั้นขึ้นมาอ้าง แล้วทูลต่อว่า พระนางมหาปชาบดี โคตมี เป็นพระน้านางของพระพุทธเจ้า เป็นผู้ที่มีอุปการะมาก เป็นผู้ ปกป้อง เลี้ยงดู ทะนุถนอมพระองค์ สืบต่อจากพระมารดา ที่ได้สิ้นพระชนม์ไป ดังนั้น ขอให้พระนางได้บวช ตามที่ทรงตั้งพระหฤทัยไว้เถิด พระพุทธเจ้าจึงทรงตอบรับ โดยมีเงื่อนไขว่า


พระนางมหาปชาบดี โคตมี จะต้องทรงรับครุธรรม 8 ประการได้ จึงจะอนุญาตให้บวช


ครุธรรม 8 ประการนั้น ก็คือ


1. ภิกษุณีต้องลุกขึ้นต้อนรับ แสดงความเคารพต่อพระภิกษุ แม้ว่า ภิกษุณีจะบวชมาแล้วร้อยพรรษา แต่พระภิกษุพึ่งจะบวชใหม่ในวันนั้นก็ตาม


2. ภิกษุณีต้องจำพรรษา ในอาวาสที่มีภิกษุอยู่เท่านั้น


3. ภิกษุณีจะต้องรับธรรม 2 ประการ จากภิกษุ ทุกกึ่งเดือน คือ การถามวันอุโบสถ และ การเข้ารับฟังโอวาท 


4. เมื่อออกพรรษา ภิกษุณีต้องปวารณาในสงฆ์ 2 ฝ่าย คือ ภิกษุสงฆ์ และ ภิกษุณีสงฆ์


5. ภิกษุณีที่ต้องอาบัติหนัก ต้องประพฤติมานัตต์ (การปฏิบัติเพื่อออกจากอาบัติหนัก) 15 วัน ในสงฆ์ 2 ฝ่าย คือ ภิกษุสงฆ์ และ ภิกษุณีสงฆ์


6. สตรีที่จะบวช ต้องเป็นนางสิขมานา ศึกษาอยู่ในธรรม 6 ข้อ (รักษา ศีล 6 คือ ศีล 5 และเพิ่มข้อที่ 6 การเว้นบริโภคอาหาร ในเวลาวิกาล ) เป็นเวลา 2 ปี จึงจะบวชในสงฆ์ 2 ฝ่ายได้


7. ภิกษุณีต้อง ไม่ด่า ไม่บริภาษ ภิกษุ ไม่ว่าสาเหตุใด


8. ภิกษุ สั่งสอนห้ามปราม ภิกษุณีได้ แต่ภิกษุณี สั่งสอนห้ามปราม ภิกษุไม่ได้ 


พระอานนท์ ได้นำความดังกล่าว ไปทูลต่อ พระนางมหาปชาบดี โคตมี และ พระนางทรงยอมรับ ภิกษุณี ในพระพุทธศาสนา จึงได้ถือกำเนิดขึ้น


ในครั้งนั้น พระพุทธเจ้า ได้ตรัสแก่พระอานนท์ว่า การให้สตรีบวช จะเป็นเหตุให้ พระศาสนา มีอายุสั้นลง อยู่ได้ไม่นาน จึงทรงบัญญัติครุธรรม 8 ประการไว้ เป็นหลักค้ำยัน เพื่อให้พระศาสนา อยู่ใด้ยืนนาน


หลังจากนั้นมา จำนวนภิกษุณีก็เพิ่มขึ้น ในเวลาอันรวดเร็ว บางครั้งมีการบวชหมู่ถึง 1,000 องค์ สตรีที่เข้ามาบวชนั้น มีตั้งแต่ เจ้าหญิง ธิดาเศรษฐี โสเภณี ไปจนถึง ขอทาน และ เหตุที่เข้ามาบวชนั้น ส่วนมากจะเกี่ยวกับ ความพลัดพราก ความรัก และ ความศรัทธา เป็นหลัก ประวัติของแต่ละองค์ ส่วนมากจะพิสดาร ตอนก่อนที่จะบวช แต่หลังจากบวชแล้ว ไม่ค่อยมีความโดดเด่นนัก นอกจาก ภิกษุณีระดับเอตทัคคะ 13 รูป เท่านั้น


สำหรับในเรื่อง ความเป็นอยู่ของภิกษุณี ปรากฏว่า เกิดปัญหาหลายอย่าง เช่น การอยู่อาศัยในป่า  การอยู่อาศัยร่วมกับบุรุษ ปัญหาเรื่องสวัสดิภาพ ถูกคนบางพวกรังแก จะไปไหนคนเดียวไม่ได้ เดินทางคนเดียวไม่ได้ เป็นต้น จนต้องมีข้อกำหนด มีข้อบัญญัติแก่ภิกษุณี มากขึ้น ซึ่งส่วนมากแล้ว ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ความเป็นสตรี เพื่อเป็นการป้อง ให้ปลอดภัยจากอันตรายต่าง ๆ


หลังจากนั้น ภิกษุณีก็เริ่มลดน้อย ถอยลงตามลำดับ และ ค่อย ๆ หมดไป หลังจาก พระพุทธเจ้าทรงปรินิพพาน


ในยุคปัจจุบัน เคยมีการพยายามรื้อฟื้น การบวชภิกษุณีกลับมา แต่ในที่สุด ก็ไม่อาจทำได้ เพราะ ในครุธรรม 8 ประการ กำหนดไว้ว่า การบวชภิกษุณี ต้องทำโดย สงฆ์ 2 ฝ่าย คือ ภิกษุสงฆ์ และ ภิกษุณีสงฆ์ แต่ภิกษุณีสงฆ์ ในปัจจุบัน ไม่มีแล้ว จึงไม่อาจทำให้การบวช สมบูรณ์ได้ ภิกษุณี จึงเสื่อมสูญไปโดยปริยาย

วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2563

กัมมุนา วัตตติ โลโก

 กัมมุนา วัตตติ โลโก


กัมมุนา วัตตติ โลโก แปลว่า สัตว์โลกทั้งหลายย่อมเป็นไปตามกรรม


คำว่า กรรม นี้ หมายถึง การกระทำ ที่มีเจตนา มีความตั้งใจเป็นปัจจัย เป็นเหตุให้เกิดผล เป็นเหตุให้สำเร็จกิจ ในการกระทำนั้นๆ


สัตว์โลกทั้งหลายที่ทำกรรม ไม่ว่าจะ ด้วยกาย ด้วยวาจา หรือ ด้วยใจก็ดี ย่อมจะต้องมีการนึกคิด มีการปรุงแต่งจิตก่อน แล้วจึงจะกระทำ จึงกล่าวได้ว่า เจตนา ก็คือ ตัวกรรม หากขาดเจตนา ก็จะไม่ถือว่าเป็นกรรม


ดังนั้น เจตนา จึงเป็นตัวการใหญ่ เป็นตัวการหลัก เป็นหัวหน้าของสังขารขันธ์ทั้งหลาย เป็นปัจจัยที่จะส่งผลให้การกระทำต่างๆ ทั้งทางกาย ทางวาจา และ ทางใจ เป็นกุศล หรือ อกุศล เป็นปัจจัยต่อผล หรือ สิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต


พุทธศาสนานั้น ไม่ใช่ศาสนาที่ ยึดถือเทวนิยม (เชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เกิดขึ้นนั้น เกิดจาก การบันดาลของเทพเจ้า) แต่พุทธศาสนา เป็นศาสนาที่ ยึดถือกรรมนิยม คือ ยึดถือการกระทำเป็นใหญ่


ในพุทธศาสนา เชื่อว่า สัตว์โลกทั้งหลาย จะดี หรือ จะชั่วนั้น ขึ้นอยู่กับการกระทำของตนเอง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้อื่น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวงศ์ตระกูล เพราะ การจะทำดี หรือ ทำชั่วนั้น จะต้องทำด้วยตนเอง ไม่ได้มีผู้อื่นมาทำให้ ด้วยเหตุนี้ สัตว์โลกทั้งหลายจึงมีกรรมเป็นของตน และ เมื่อได้ทำกรรมไว้อย่างไร ก็จะต้องได้รับผลของกรรม ที่ตนได้ทำไว้นั้น คือ เป็นทายาทของกรรมที่ได้ทำไป กรรมที่ได้ทำไป จะคอยติดตามไปทุกหนทุกแห่ง จะคอยติดตามไปทุกภพทุกชาติ กรรมเป็นตัวจำแนกสัตว์ทั้งหลาย ว่าจะต้องไปเกิดในภพใด สถานะใด คือ มีกรรมเป็นกำเนิด กรรมจะไม่สูญหายไปใหน


ดังนั้น จึงควรจะพยายาม ละเว้นการทำกรรมชั่ว หรือ อกุศลกรรม แล้วหันมาหมั่นทำกรรมดี หรือ กุศลกรรม


การทำกรรมชั่ว ความชั่วก็จะคอยติดตาม ล้างผลาญ ทำให้เป็นทุกข์ ทำให้เดือดร้อนเรื่อยไป เมื่อกรรมชั่วให้ผลอยู่ ไม่ว่า อำนาจราชศักดิ์ พ่อ แม่ ญาติ พี่น้องใดๆ ก็ไม่อาจจะช่วยให้พ้นจากความทุกข์ได้


ส่วนการทำกรรมดี ความดีก็จะช่วย อุปถัมภ์ค้ำชู ทำให้มีความสุข ความเจริญ เมื่อกรรมดียังให้ผลอยู่ ก็ไม่มีใครจะมา ทำร้าย ทำลาย ผลของความดีนั้นได้เลย


จึงกล่าวได้ว่า กรรมเป็นที่พึ่งเป็นที่อาศัยของสัตว์โลกทั้งหลาย


มีการเปรียบไว้ว่า กรรม คือ การทำกุศล หรือ การทำอกุศล ส่วนผลของกรรม คือ วิบาก และ วิบากนี้ เปรียบเสมือนเงา เมื่อมีคนที่ใหน ก็ต้องมีเงาที่นั่น หมายถึง เมื่อมีกรรม ก็จะต้องมีวิบากของกรรม อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้


ทั้งหมดนี้ ก็คือ กฏแห่งกรรม เมื่อได้ทำกรรมใดไว้ ไม่ว่าจะมาก หรือ จะน้อยเพียงใดก็ตาม ก็ย่อมจะต้องได้รับผลของกรรมนั้น

วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ไตรสิกขา

 ไตรสิกขา


ไตรสิกขา หรือ สิกขา3 หมายถึง หลักการปฏิบัติ 3 ประการ ในพระพุทธศาสนา ที่ชาวพุทธทั้งหลาย ทั้งสมณ และ ฆารวาส จะต้องศึกษา จะต้องเรียนรู้ และ นำไปปฏิบัติ เพื่อเป็นการอบรมตนเอง เป็นการฝึกหัดตนเอง ทั้งทางกาย ทางวาจา ทางจิตใจ และ ทางปัญญา ให้ได้เข้าถึงธรรม ให้ได้รู้แจ้งในธรรม


ไตรสิกขา ทั้ง 3 ประการ ประกอบไปด้วย


      1.อธิสีลสิกขา

       2.อธิจิตตสิกขา

       3.อธิปัญญาสิกขา


1.อธิสีลสิกขา หมายถึง หลักในการปฏิบัติทางความประพฤติ หรือ หลักในการฝึกหัดทางความประพฤติ เป็นการปฏิบัติ เป็นการฝึกหัด เพื่อให้ความประพฤติ เป็นไปตามปกติแห่งธรรม เป็นไปอย่างถูกต้องตามครรลองครองธรรม ซึ่งก็คือ การฝึกตนให้ มีความประพฤติที่ดี ทั้งทางกาย และ ทางวาจา สามารถรักษากาย รักษาวาจา ให้เรียบร้อย สามารถควบคุมกาย ควบคุมวาจา ให้ตั้งอยู่ในความดีงาม ให้ตั้งอยู่ในความสุจริต ละเว้นจากการประพฤติไม่ดี ละเว้นจากการประพฤติชั่วทั้งปวง

ข้อประพฤติหลัก ในการฝึกหัดทางความประพฤตินี้ ก็คือ การรักษาศีลอย่างจริงจัง


2.อธิจิตตสิกขา หมายถึง หลักในการปฏิบัติทางจิต หรือ หลักในการฝึกหัดทางจิต เป็นการปฏิบัติ เป็นการฝึกหัด เพื่อให้จิตมีความตั้งมั่น ให้จิตมีความสงบแน่วแน่ ไม่มีความฟุ้งซ่าน มีความเข้าใจในตนเอง มีความเข้าใจในผู้อื่น ฝึกหัดให้จิตเกิดคุณธรรมที่ดี ไม่คล้อยตามกิเลสทั้งหลายที่เข้ามายั่วยุ จนทำให้เกิดการยึดติดกับสิ่งต่างๆ ยึดติดในเวทนา ยึดติดกับ ความรู้สึกสุข ความรู้สึกทุกข์

ข้อประพฤติหลัก ในการฝึกหัดทางจิตนี้

ก็คือ การฝึกสมาธิ การฝึกบำเพ็ญสมถกรรมฐาน ด้วยความสมบูรณ์ของการปฏิบัติรักษาศีล


3.อธิปัญญาสิกขา หมายถึง หลักในการปฏิบัติทางปัญญา หรือ หลักในการฝึกหัดทางปัญญา เป็นการปฏิบัติ เป็นการฝึกหัด เพื่อให้ปัญญาเกิดความรู้แจ้ง ทั้งในด้าน ความรู้ ความเข้าใจ การใช้เหตุผล การแยกแยะ คุณ-โทษ ถูก-ผิด ดี-ชั่ว สามารถที่จะ จัดสรร จัดการ ความรู้ต่างๆ ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆได้ ตามความเป็นจริง ตามที่ควรจะเป็น

ข้อประพฤติหลัก ในการฝึกหัดทางปัญญานี้ ก็คือ การบำเพ็ญ วิปัสสนากรรมฐาน เพื่อบรรลุวิชชา 8


ไตรสิกขา ทั้ง 3 ประการนี้ ส่วนใหญ่แล้ว จะคุ้นเคยกัน โดยการเรียกกันอย่างง่ายๆว่า ศีล สมาธิ ปัญญา นั่นเอง

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2563

พระพุทธเจ้า 28 พระองค์

 ‎พระพุทธเจ้า 28 พระองค์


ในคัมภีร์ทางพุทธศาสนาหลายๆฉบับ กล่าวถึงพระพุทธเจ้าว่า มีจำนวนมากมายยิ่งนัก อุปมาว่า มีมากยิ่งกว่าเม็ดทรายในท้องมหาสมุทรทั้ง 4  แต่พระพุทธเจ้าที่ ระบุพระนาม และ พระประวัติได้นั้น ส่วนใหญ่ บันทึกไว้ 28 พระองค์ ดังนี้


1. พระตัณหังกรพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์แรกของ เมื่อ 4 อสงไขย กับอีกหนึ่งแสนกัปที่แล้ว

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ พระนคร ปุปผวดี

พระบิดา นามว่า พระเจ้านันทราช

พระมารดา นามว่า พระนางสุนันทราชาเทวี

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 7 วัน


2. พระเมธังกรพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์ที่ 2 ของ เมื่อ 4 อสงไขย กับอีกหนึ่งแสนกัปที่แล้ว

ฉายา ผู้มียศใหญ่

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ พระนคร เมขละ

พระบิดา นามว่า พระเจ้าเทโว

พระมารดา นามว่า พระนางยะสุนทราชาเทวี

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 15 วัน


3. พระสรณังกรพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์ที่ 3 ของ เมื่อ 4 อสงไขย กับอีกหนึ่งแสนกัปที่แล้ว

ฉายา ผู้เกื้อกูลแก่โลก

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ พระนคร สุวิปุละ

พระบิดา นามว่า พระเจ้าสุมาเลราชา

พระมารดา นามว่า พระนางยสะเทวี

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 2 เดือน กับ 20 วัน


4. พระทีปังกรพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์สุดท้ายของ เมื่อ 4 อสงไขย กับอีกหนึ่งแสนกัปที่แล้ว

ฉายา ผู้ทรงไว้ซึ่งปัญญาอันรุ่งเรือง

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ กรุงรัมมวดีมหานคร

ในวันเพ็ญ เดือน 8

พระบิดา นามว่า พระเจ้านรเทวราช(พระเจ้าสุเทพ)

พระมารดา นามว่า พระนางเจ้าสุเมธา

พระมเหสี นามว่า พระนางปทุมาราชเทวี

พระโอรส นามว่า พระอสุภขันธกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 10 เดือน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระสุมังคลเถร และ พระติสสเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระสาคตเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระนันทาเถรี และ พระสุนันทาเถรี

อัครอุปัฏฐาก คือ ตปุสสะ และ ภัลลิกะ

พุทธบริวารที่เป็นพระอรหันต์ มีจำนวน 400,000 องค์

อายุพระศาสนา 100,000 ปี 


5. พระโกณฑัญญะพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าของ เมื่อ 3 อสงไขย กับอีกหนึ่งแสนกัปที่แล้ว

ฉายา ผู้เป็นประมุขแห่งหมู่ชน

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ กรุงรัมมวดีมหานคร

พระบิดา นามว่า พระเจ้าสุนันทราช

พระมารดา นามว่า พระนางสุชาดาราชเทวี

พระเหสี นามว่า พระนางรุจิราชเทวี

พระโอรส นามว่า พระวิชิตเสนกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 10 เดือน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระภัททเถร และ พระสุภัททเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระอนุรุทธเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระติสสาเถรี และ พระอุปัสสนาเถรี

พุทธบริวารที่เป็นพระอรหันต์ มีจำนวน แสนโกฏิ องค์

อายุพระศาสนา 100,000 ปี 


6. พระมังคลพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์แรกของ เมื่อ 2 อสงไขย กับอีกหนึ่งแสนกัปที่แล้ว

ฉายา ผู้เป็นบุรุษประเสริฐ

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ กรุงอุตตรนคร

พระบิดา นามว่า พระเจ้าอุตตรมหาราช

พระมารดา นามว่า พระนางอุตตรราชเทวี

พระมเหสี นามว่า พระนางยสาวดี

พระโอรส นามว่า พระสีวระราชกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 8 เดือน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระเทวเถร และ พระธรรมเสนเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระปาลิตเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระสีวราเถรี และ พระอโสกาเถรี


7. พระสุมนพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์ที่ 2 ของ เมื่อ 2 อสงไขย กับอีกหนึ่งแสนกัปที่แล้ว

ฉายา ผู้เป็นธีรบุรุษมีพระหทัยงาม

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ เมขละนคร

พระบิดา นามว่า พระเจ้าสุทัตตมหาราชา

พระมารดา นามว่า พระนางเจ้าสิริมา

พระมเหสี นามว่า พระนางฏังสกี

พระโอรส นามว่า พระอนุปมราชกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 10 เดือน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระสรณเถร และ พระภาวิตัตตเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระอุเทนเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระโสณาเถรี และ พระอุปโสณาเถรี

อายุพระศาสนา 90,000 ปี


8. พระเรวตพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์ที่ 3 ของ เมื่อ 2 อสงไขย กับอีกหนึ่งแสนกัปที่แล้ว

ฉายา ผู้เพิ่มพูนความยินดี

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ สุธัญญวดีนคร

พระบิดา นามว่า พระเจ้าวิปุลราชา

พระมารดา นามว่า พระนางวิปุลาราชเทวี

พระมเหสี นามว่า พระนางสุทัสนา

พระโอรส นามว่า พระวรุณราชกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 7 เดือน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระวรุณเถร และ พรหมเทวะเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระสัมภวะเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระภัททราเถรี และ พระสุภัททราเถรี


9. พระโสภิตพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์สุดท้ายของ เมื่อ 2 อสงไขย กับอีกหนึ่งแสนกัปที่แล้ว

ฉายา ผู้สมบูรณ์ด้วยพระคุณ

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ สุธรรมนคร

พระบิดา นามว่า พระเจ้าสุธรรมราช

พระมารดา นามว่า พระนางสุธรรมาเทวี

พระมเหสี นามว่า พระนางมจิลาราชเทวี

พระโอรส นามว่า พระสีหราชกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 7 วัน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระอสมเถร และ สุเมธเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระอโนมเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระนกุฬาเถรี และ พระสุชาตาเถรี


10. พระอโนมทัสสีพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าของ เมื่อ 1 อสงไขย กับอีกหนึ่งแสนกัปที่แล้ว

ฉายา ผู้อุดมสูงสุดในหมู่ชน

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ จันทวดีนคร

พระบิดา นามว่า พระเจ้ายศวราช

พระมารดา นามว่า พระนางยโสธรา

พระมเหสี นามว่า พระนางสิริมา

พระโอรส นามว่า พระอุปสารราชกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 10 เดือน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระนิสภเถร และ อโนมเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระวรุณเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระสุนทราเถรี และ พระสุมนาเถรี


11. พระปทุมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าของ เมื่อหนึ่งแสนกัปที่แล้ว

ฉายา ผู้ทำให้โลกสว่าง

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ จัมปานคร

พระบิดา นามว่า พระเจ้าอสมราช

พระมารดา นามว่า พระนางอสมาราชเทวี

พระมเหสี นามว่า พระนางอุตตราเทวี

พระโอรส นามว่า พระรัมมราชกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 8 เดือน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระสาลเถร และ พระอุปสาลเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระวรุณเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระราธาเถรี และ พระสุราธาเถรี


12. พระนารทพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าอีกหนึ่งองค์ของ เมื่อหนึ่งแสนกัปที่แล้ว

ฉายา ผู้เป็นสารถีประเสริฐ

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ ธัญญวดีมหานคร

พระบิดา นามว่า พระเจ้าสุเมธราชา

พระมารดา นามว่า พระนางอโนมาเทวี

พระมเหสี นามว่า พระนางวิชิตเสนาเทวี

พระโอรส นามว่า พระยันทุตรราชกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 7 วัน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระภัททสาลเถร และ พระพิชิตมิตตเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระวาเสฏฐเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระอุตตราเถรี และ พระผักขุนีเถรี

พุทธบริวารที่เป็นพระอรหันต์ มีจำนวน 100,000 องค์

อายุพระศาสนา 1 อสงไขย

 

13. พระปทุมุตตรพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าของ เมื่อ 4918 กัปที่แล้ว

ฉายา ผู้เป็นที่พึ่งของหมู่สัตว์

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ หงสวดีนคร

พระบิดา นามว่า พระเจ้าอานันทมหาราช

พระมารดา นามว่า พระนางสุชาดาราชเทวี

พระมเหสี นามว่า พระนางสุละทัคคเทวี

พระโอรส นามว่า พระอุตตรราชกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 7 วัน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระเทวลเถร และ พระสุชาตเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระสุมนเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระอมิตตาเถรี และ พระอสมาเถรี

อายุพระศาสนา 30,000 กัลป์ 


14. พระสุเมธพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าของ เมื่อ 1918 กัปที่แล้ว

ฉายา ผู้หาบุคคลเปรียบมิได้

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ สุทัสสนนคร

พระบิดา นามว่า พระเจ้าสุทัสสนมหาราช

พระมารดา นามว่า พระนางสุทัตตาราชเทวี

พระมเหสี นามว่า พระนางสุมนาเทวี

พระโอรส นามว่า พระปุนัพพราชกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 8 เดือน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระสุมนเถร และ พระสัพพกามเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระสาครเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระรามาเถรี และ พระสุรมาเถรี


15. พระสุชาตพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าอีกหนึ่งองค์ของ เมื่อ 1918 กัปที่แล้ว

ฉายา ผู้เลิศกว่าสัตว์โลกทั้งปวง

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ สุมังคลนคร

พระบิดา นามว่า พระเจ้าอุคคตราช

พระมารดา นามว่า พระนางปภาวดีราชเทวี

พระมเหสี นามว่า พระนางสิรินันทาเทวี

พระโอรส นามว่า พระอุปเสนราชกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 9 เดือน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระสุสุทัสสนเถร และ พระสุเทวเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระนารทเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระนาคาเถรี และ พระนาคสมาราเถรี


16. พระปิยทัสสีพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์แรกของ เมื่อ 118 กัปที่แล้ว

ฉายา ผู้ประเสริฐกว่าหมู่นรชน

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ สุธัญญราชธานี

พระบิดา นามว่า พระเจ้าสุทัตตราช

พระมารดา นามว่า พระนางจันทราราชเทวี

พระมเหสี นามว่า พระนางวิมาลาเทวี

พระโอรส นามว่า พระกัญจนเวฬกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 6 เดือน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระปาลิตเถร และ พระสัพพทัสสีเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระโสภิตเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระสุชาดาเถรี และ พระธัมมทินนาเถรี


17. พระอัตถทัสสีพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์ที่ 2 ของ เมื่อ 118 กัปที่แล้ว

ฉายา ผู้มีพระกรุณา

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ สาครราชธานี

พระบิดา นามว่า พระเจ้าสาครราช

พระมารดา นามว่า พระนางสุทัสสนาราชเทวี พระมเหสี นามว่า พระนางวิสาขาราชเทวี

พระโอรส นามว่า พระเสลราชกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 8 เดือน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระสันตเถร และ พระอุปสันตเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระอภัยเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระธรรมาเถรี และ พระสุธรรมาเถรี

พุทธบริวารที่เป็นพระอรหันต์ มีจำนวน 9 โกฏิ องค์


18. พระธัมมทัสสีพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์สุดท้ายของ เมื่อ 118 กัปที่แล้ว

ฉายา ผู้บรรเทามืด

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ สรณราชธานี

พระธบิดา นามว่า พระเจ้าสรณราชา

พระมารดา นามว่า พระนางสุนันทาราชเทวี

พระรมเหสี นามว่า พระนางวิจิโกลี

พระโอรส นามว่า พระวัฒนราชกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 6 เดือน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระปทุมเถร และ ปุสสเทวเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระสุเนตตเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระเขมาเถรี และ พระสัจจนามาเถรี


19. พระสิทธัตถพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าของ เมื่อ 94 กัปที่แล้ว

ฉายา ผู้หาบุคคลเสมอมิได้ในโลก

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ เวภารนคร

พระบิดา นามว่า พระเจ้าอุเทน

พระมารดา นามว่า พระนางสุผัสสาเทวี

พระมเหสี นามว่า พระนางสุมนาราชเทวี

พระโอรส นามว่า พระอนุปนราชกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 10 เดือน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระสัมพลเถร และ พระสุมิตตเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระเรวตเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระสิวลาเถรี และ พระสุรามาเถรี

พุทธบริวารที่เป็นพระอรหันต์ มีจำนวน 100,000 โกฏิ องค์


20. พระติสสพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าของ เมื่อ 92 กัปที่แล้ว

ฉายา ผู้ประเสริฐกว่านักปราชญ์ทั้งหลาย 

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ เขมราชธานี

พระบิดา นามว่า พระเจ้าชนสันธราช

พระมารดา นามว่า พระนางปทุมาเทวี

พระมเหสี นามว่า พระนางสุภัทราเทวี

พระโอรส นามว่า พระอานนทราชกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 15 วัน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระพรหมเทพเถร และ พระอุทัยเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระสัมภวเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระปุสสาเถรี และ พระสุทัตตาเถรี

พุทธบริวารที่เป็นพระอรหันต์ มีจำนวน 100,000 องค์


21. พระปุสสพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าอีกหนึ่งองค์ของ เมื่อ 92 กัปที่แล้ว

ฉายา ผู้ประทานธรรมอันประเสริฐ

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ กาสีราชธานี

พระบิดา นามว่า พระเจ้าชัยเสน

พระมารดา นามว่า พระนางสิริมาราชเทวี

พระมเหสี นามว่า พระนางกีสาโคตมีราชเทวี

พระโอรส นามว่า พระอานนทราชกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 7 วัน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระสุรักขิตเถร และ พระธัมมเสนเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระโสภิยเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระจาลาเถรี และ พระอุปจาลาเถรี

พุทธบริวารที่เป็นพระอรหันต์ มีจำนวน 400,000 องค์

อายุพระศาสนา 91 กัลป์


22. พระวิปัสสีพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าของ เมื่อ 91 กัปที่แล้ว

ฉายา ผู้หาที่เปรียบมิได้

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ พันธุมดีราชธานี

พระบิดา นามว่า พระเจ้าพันธุมหาราชา

พระมารดา นามว่า พระนางพันธุมดีราชเทวี

พระมเหสี นามว่า พระนางสุทัสสนาราชเทวี

พระโอรส นามว่า พระสมวัตตขันธราชกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 8 เดือน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระขันธเถร และ พระติสสเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระอโสกเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระจันทราเถรี และ พระจันทมิตตาเถรี

พุทธบริวารที่เป็นพระอรหันต์ มีจำนวน 84,000 องค์

อายุพระศาสนา 49 กัลป์


23. พระสิขีพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าของ เมื่อ 31 กัปที่แล้ว

ฉายา ศาสดาผู้เกื้อกูลแก่สัตว์

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ อรุณวดีนคร

พระบิดา นามว่า พระเจ้าอรุณราชา

พระมารดา นามว่า พระนางปภาวดีราชเทวี

พระมเหสี นามว่า พระนางสัพพกามาเทวี

พระโอรส นามว่า พระอตุลราชกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 8 เดือน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระอภิภูเถร และ พระสัมภวเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระเขมังกรเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระเขมาเถรี และ พระประทุมเถรี

พุทธบริวารที่เป็นพระอรหันต์ มีจำนวน 70,000 องค์


24. พระเวสสภูพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าอีกหนึ่งองค์ของ เมื่อ 31 กัปที่แล้ว

ฉายา ผู้ประทานความสุข

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์

พระบิดา นามว่า พระเจ้าสุปตีตราชา

พระมารดา นามว่า พระนางยสวดีราชเทวี

พระมเหสี นามว่า พระนางสุจิตราเทวี

พระโอรส นามว่า พระสุปปพุทธราชกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 6 เดือน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระโสณเถร และ พระอุตตรเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระอุปสันตเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระรามาเถรี และ พระสุมาลาเถรี

พุทธบริวารที่เป็นพระอรหันต์ มีจำนวน 40,000 องค์

อายุพระศาสนา 70,000 ปี


25. พระกกุสันโธพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์แรกของ กัปปัจจุบัน

ฉายา ผู้นำสัตว์ออกจากกันดาร (คือ ออกจากกิเลส)

ประสูติใน วรรณะพราหมณ์ เขมนคร

พระบิดา นามว่า อัคคิทัตตพราหมณ์

พระมารดา นามว่า วิสาขาพราหมณี

พระมเหสี นามว่า โสภิณีพราหมณี

พระโอรส นามว่า อุตตรกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 8 เดือน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระวิธูรเถร และ พระสัญชีวเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระพุทธิยะเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระสามาเถรี และ พระจัมปนามาเถรี

พุทธบริวารที่เป็นพระอรหันต์ มีจำนวน 40,000 องค์


26. พระโกนาคมโนพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์ที่ 2 ของ กัปปัจจุบัน 

ฉายา ผู้หักเสียซึ่งข้าศึก(ข้าศึก ก็คือ กิเลส)

ประสูติใน วรรณะพราหมณ์ โสภวดีนคร

พระบิดา นามว่า ยัญญทัตตพราหมณ์

พระมารดา นามว่า อุตตราพราหมณี

พระมเหสี นามว่า รุจิคัตตาพราหมณี

พระโอรส นามว่า สัททวาหกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 6 เดือน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระภิโยสเถร และ พระอุตตรเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระโสทิชเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระสมุทาเถรี และ พระอุตตราเถรี

พุทธบริวารที่เป็นพระอรหันต์ มีจำนวน 30,000 องค์


27. พระกัสสปะพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์ที่ 3 ของ กัปปัจจุบัน

ฉายา ผู้สมบูรณ์ด้วยสิริ

ประสูติใน วรรณะพราหมณ์ นครพาราณสี

พระบิดา นามว่า พรหมทัตตพราหมณ์

พระมารดา นามว่า ธนวดีพราหมณี

พระมเหสี นามว่า สุนันทาพราหมณี

พระโอรส นามว่า วิชิตเสนกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 7 วัน

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระติสสเถร และ พระภารทวาชเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระสัพพมิตตเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระอนุฬาเถรี และ พระอุรุเวลาเถรี

พุทธบริวารที่เป็นพระอรหันต์ มีจำนวน 1 โกฏิ องค์


28. พระโคตโมพุทธเจ้า (พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน) พระพุทธเจ้าองค์ที่ 4 ของ กัปปัจจุบัน

ฉายา ผู้ประเสริฐแห่งหมู่ศากยราช

ประสูติใน วรรณะกษัตริย์ แห่งศากยวงศ์ กรุงกบิลพัสดุ์

ประสูติใน วันเพ็ญ เดือน 6

พระบิดา นามว่า พระเจ้าสุทโธทน

พระมารดา นามว่า พระนางสิริมหามายา

พระมเหสี นามว่า พระนางยโสธรา

พระโอรส นามว่า พระราหุลราชกุมาร

ใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียร เพื่อตรัสรู้ 6 ปี

ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6

พระอัครสาวก คือ พระติสสเถร และ พระโกลิตเถร

พระอุปัฏฐาก คือ พระอานนทเถร

พระอัครสาวิกา คือ พระเขมาเถรี และ พระอุบลวัณณาเถรี

ปรินิพพานเมื่อพระชนมายุ 80 ปี


ในพุทธทำนาย กล่าวว่า พระพุทธศาสนาในยุคปัจจุบันนี้ จะมีอายุ 5,000 ปี หลังจากนั้น พุทธศาสนาจะเสื่อมหายไป เป็นระยะเวลายาวนาน จนกระทั่ง พระพุทธเจ้าองค์ใหม่ ถือกำเนิดขึ้น มีพระนามว่า พระศรีอริยเมตไตรย์ พุทธศาสนาจึงกลับมา รุ่งเรืองอีกครั้ง


หมายเหตุ


หนึ่งโกฏิ เท่ากับ 10 ล้าน


หนึ่งอสงไขย เท่ากับ หนึ่งโกฏิ ยกกำลัง 20 (เท่ากับ เลข 1 ตามด้วยเลข 0 ต่อท้าย 140 ตัว)


กัป หรือ กัลป์ เป็นช่วงระยะเวลาที่ยาวนาน จนไม่สามารถกำหนดเป็น วัน เดือน หรือ ปี ได้