วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2563

ประเภทของกิเลส

ประเภทของกิเลส


กิเลส คือ สิ่งที่ทำให้จิตใจ เกิดความเศร้าหมอง เป็นความไม่ดีไม่งาม เป็นความชั่วที่แฝงอยู่ ทำให้จิตใจขุ่นมัว จิตใจไม่บริสุทธิ์ เป็นสิ่งที่ขัดขวางความเจริญทางจิต


ประเภทของกิเลสนี้ มีอยู่มากมายหลากหลาย แต่กิเลสที่เป็น อกุศลมูล หรือ เป็นต้นเหตุของกิเลสอื่นๆทั้งหมด มีอยู่ 3 ประเภท คือ โลภะ โทสะ และ โมหะ


1. โลภะ คือ กิเลสแห่งความโลภ เป็นกิเลสที่ทำให้เกิดทะยานอยาก ซึ่งเป็นเหตุให้จิตใจ เกิดการดิ้นรน และ แสวงหา เพื่อสนองความอยากของตน

แบ่งออกได้เป็น


        - โลภอยากได้ของคนอื่น แล้วแสดงออกมา เช่น ลักขโมย จี้ ปล้น เป็นต้น (อภิชฌาวิสมโลภะ)


      - โลภอยากได้ของคนอื่น แล้วไม่แสดงออกมา คือ แค่มีใจอยากได้ แต่ไม่ถึงกับแสดงออก (อภิชฌา)


      - โลภในทางทุจริต เช่น การรับสินบน ฉ้อโกง เป็นต้น (ปาปิจฉา)


      - โลภแบบมักมาก คือ เอาประโยชน์ใส่ตัวจนเกินพอดี ไม่คำนึงถึงคนอื่น (มหิจฉา)


      - กามโลภะ คือ มีความโลภในกาม มีความโลภในเรื่องทางเพศ


      - ภวโลภะ คือ ความอยากในภพ อยากเป็นอย่างนั้น อยากเป็นอย่างนี้ 


      - วิภวโลภะ คือ ความอยากในวิภพ ไม่อยากเป็นอย่างนั้น ไม่อยากเป็นอย่างนี้


2. โทสะกิเลส คือ กิเลสแห่งความโกรธ ความคับแค้น เป็นกิเลสที่ทำให้จิตใจ ขุ่นเคือง โกรธแค้น อาจนำไปสู่การระบายโทสะ เป็นพฤติกรรมที่รุนแรง แบ่งออกได้เป็น


      - อสังขาริก เป็นโทสะที่เกิดขึ้น จากตนเอง


      - สสังขาริก เป็นโทสะที่เกิดขึ้น โดยมีผู้อื่นเป็นเหตุ หรือ เป็นผู้ยุยงให้เกิดขึ้น


3. โมหะกิเลส คือ กิเลสแห่งความหลง เป็นกิเลสที่ทำให้จิตใจ เกิดความลุ่มหลงในสิ่งต่างๆ ทั้งที่เป็นรูปธรรม และ ที่เป็นนามธรรม แบ่งออกได้เป็น


      - โมหะ คือ ความลุ่มหลงจาก การไม่รู้เรื่องราวตามความเป็นจริง

 

      - มิจฉาทิฐิ คือ ความลุ่มหลงจาก การเห็นผิดจากคลองธรรม เช่น ไม่เชื่อเรื่อง บาป บุญ เป็นต้น 


      - สังกายทิฏฐิ คือ ความลุ่มหลงจาก การมีตัวตน เช่น เชื่อแต่ในสิ่งที่ มองเห็นด้วยตาเปล่าเท่านั้น 


      - วิจิกิจฉา คือ ความลุ่มหลงจาก ความสงสัยในพระธรรม คำสอน ของพระพุทธเจ้า


      - สีลัพพตปรามาส คือ ความลุ่มหลงจาก ความงมงาย เช่น การบูชา กราบไหว้ สัมพเวสี เพื่อขอโชคลาภ เป็นต้น 


      - มานะ คือ ความลุ่มหลงจาก ความถือตัว คิดว่าตนเอง เป็นคนพิเศษ เป็นคนสำคัญ กว่าคนอื่น


      - อุทธัจจะ คือ ความลุ่มหลงจาก ความฟุ้งซ่าน จิตใจว่อกแวก  ไม่อยู่กับร่องกับรอย คิดไม่เป็นสาระ


      - อวิชชา คือ ความลุ่มหลงจาก

ความไม่รู้จริง รู้แค่ผิวเผิน หรือ ทึกทักเอาเองว่ารู้


วิธีกำจัดกิเลส


วิธีในการกำจัดกิเลสนั้น มีอยู่ 5 ประการ คือ 


1. วิกขัมภนปหาน เป็นการกำจัดกิเลสโดย บำเพ็ญฌาน จนสามารถ ข่มกิเลสไว้ได้


2. ตทังคปหาน เป็นการกำจัดกิเลสโดย ใช้ธรรมที่เป็นปฎิปักข์กับ กิเลสที่ต้องการกำจัด เช่น ใช้เมตตาธรรม ในการกำจัดความโกรธ เป็นต้น


3. สมุจเฉทปหาน เป็นการกำจัดกิเลสโดย ตัดขาดโลกุตตรมรรค


4. ปฎิปัสสัทธิปหาน เป็นการกำจัดกิเลสโดย โลกุตตรมรรค จนกว่าจะบรรลุนิพพาน


5. นิสสรณปหาน เป็นการกำจัดกิเลสโดย การสละความทุกข์อย่างสิ้นเชิง คือ การบรรลุนิพพานนั่นเอง

วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2563

นิวรณ์

 นิวรณ์


นิวรณ์ แปลว่า เครื่องกั้น ในทางธรรม หมายถึง เครื่องปิดกั้นความดี เครื่องขัดขวางไม่ให้บรรลุความดี ปิดโอกาสในการทำความดี ขวางกั้นไม่ให้ความดีเข้าถึงจิตใจ


นิวรณ์นี้ ถือว่าเป็นอุปสรรคสำคัญ สำหรับผู้ปฏิบัติธรรม ทำให้ไม่สามารถบรรลุธรรมได้ จนอาจถึงกับทำให้เลิกล้มความตั้งใจในการปฏิบัติไป


นิวรณ์  5


นิวรณ์มีอยู่ 5 ประการด้วยกัน คือ


1.กามฉันท์ หมายถึง ความยินดี ความพึงพอใจ ในกามคุณ การหลงใหล ติดใจ ในกามโลกีย์ทั้งปวง


2.พยาบาท หมายถึง ความโกรธ ความไม่พอใจ จากการที่ ไม่ได้สมดังใจที่ตนเอง ปรารถนา


3.ถีนมิทธะ หมายถึง ความหดหู่ ความขี้เกียจ ง่วงซึม อ่อนแอ ท้อแท้ ไร้กำลังทั้งกายทั้งใจ หมดอาลัยตายอยาก ไม่ฮึกเหิม


4.อุทธัจจกุกกุจจะ หมายถึง ความฟุ้งซ่าน ความคิดซัดส่าย ความรำคาญใจ จิตใจไม่สงบนิ่ง คิดวุ่นวายอยู่ตลอดเวลา


5.วิจิกิจฉา หมายถึง ความไม่แน่ใจ ความลังเลสงสัย ความกังวล ไม่มั่นใจ กล้าๆกลัวๆ


นิวรณ์เหล่านี้ เกิดขึ้นได้ก็เพราะ การเผลอสติ การขาดความตั้งใจในการทำดี ขาดการคิดที่ประกอบด้วยปัญญา เรียกว่า อโยนิโสมนสิการ คือ การคิดพิจารณาที่ไม่แยบคาย ไม่ใส่ใจในสิ่งที่ควรใส่ใจ แต่ ไปใส่ใจในสิ่งที่ไม่ควรใส่ใจ เช่น ไม่ใส่ใจ ความเป็นทุกข์ ความเป็นของไม่เที่ยง ไม่มีตัวตน แต่ ไปใส่ใจในความสวยงาม โดยไม่พิจารณาอย่างแยบคาย ทำให้เกิดกามฉันท์นิวรณ์ ไปใส่ใจในเสียง ติฉิน นินทา ด่าว่า โดยไม่พิจารณาอย่างแยบคาย ทำให้เกิดพยาบาทนิวรณ์ เป็นต้น 


เมื่อรู้แล้วว่า นิวรณ์นี้ เป็นสิ่งที่ไม่ดี ก็ควรที่จะ ละเสีย และถึงแม้ว่า จะไม่สามารถละได้อย่างสมบูรณ์ ก็ควรที่จะพยายาม ทำให้ลดลง ทำให้เกิดน้อยลง


แนวทางการลดนิวรณ์


วิธี หรือ แนวทาง ในการปฏิบัติ เพื่อลดละนิวรณ์ มีดังนี้


1.กามฉันท์ ละได้โดย โยนิโสมนสิการ คือ การใส่ใจโดยแยบคาย ในอารมณ์ที่ไม่งาม(อสุภนิมิต) และ ธรรม 6 ประการ คือ


      - การถืออสุภนิมิต เป็นอารมณ์


      - การประกอบเนืองๆ ซึ่งอสุภภาวนา


      - การรักษาทวาร ในอินทรีย์ทั้งหลาย


      - การรู้จักประมาณ ในโภชนะ


      - การมีกัลยาณมิตร


      - การพูดแต่ในเรื่องที่เป็น สัปปายะ


2.พยาบาท ละได้โดย โยนิโสมนสิการ คือ การใส่ใจโดยแยบคาย ในการเจริญเมตตา และ เมตตาสมาธิ และ ธรรม 6 ประการ คือ


      - การกำหนดนิมิตในเมตตา เป็นอารมณ์


      - การประกอบเนืองๆ ซึ่งเมตตาภาวนา


      - การพิจารณาถึง การที่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ล้วนมีกรรมเป็นของตน


      - การพิจารณาให้มาก


      - การมีกัลยาณมิตร


      - การพูดแต่ในเรื่องที่เป็น สัปปายะ


3.ถีนมิทธะ ละได้โดย โยนิโสมนสิการ คือ การใส่ใจโดยแยบคาย ในธรรมทั้งหลาย และ ธรรม 6 ประการ คือ


      - การกำหนดนิมิต ในโภชนะส่วนเกิน


      - การผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ


      - การใส่ใจใน อาโลกสัญญา(แสงสว่าง)


       - การมีกัลยาณมิตร


      - การพูดแต่ในเรื่องที่เป็น สัปปายะ


4.อุทธัจจกุกกุจจะ ละได้โดย โยนิโสมนสิการ คือ การใส่ใจโดยแยบคาย ในความสงบแห่งจิตใจ คือ สมาธิ และ ธรรม 6 ประการ คือ


      - การฟังมาก


      - การสอบถาม


      - ความชำนาญในธรรม


      - การคบผู้เจริญ


       - การมีกัลยาณมิตร


       - การพูดแต่ในเรื่องที่เป็น สัปปายะ


5.วิจิกิจฉา ละได้โดย โยนิโสมนสิการ คือ การใส่ใจโดยแยบคาย ในธรรมประเภทต่างๆ และ ธรรม 6 ประการ คือ


      - การฟังมาก


      - การสอบถาม


      - ความชำนาญในธรรม


      - ความมีศรัทธา น้อมใจเชื่อ


      - การมีกัลยาณมิตร


      - การพูดแต่ในเรื่องที่เป็น สัปปายะ


โดยรวมแล้ว การที่จะ ลดละนิวรณ์นั้น ทำได้โดยปรับจิตใจ ปรับความคิด ให้ถูกต้องตามหลักธรรม การเลือกคบคนที่ดี การพูดการเจรจาให้เป็นไปแต่ในสิ่งที่ดี สิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดอกุศล เรียกว่า สิ่งที่สัปปายะ หรือ สิ่งที่สบาย ก็จะช่วยทำให้สามารถ ลดละนิวรณ์ลงไปได้อย่างมาก

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2563

ความพยาบาท

 ความพยาบาท


ความพยาบาท หมายถึง ความปราถนาในการที่จะทำร้ายผู้อื่น ความคิดที่จะปองร้ายผู้อื่น  ความคิดมุ่งร้าย คิดล้างผลาญ คิดทำลายชีวิต คิดทำลายประโยชน์ คิดทำลายความสุขของผู้อื่น รวมถึงกิเลสกองโทสะต่างๆทั้งหลาย ทั้งความขัดใจ ความโกรธ ความกระทบกระทั่งใจ ความประทุษร้ายใจ


ความพยาบาทนี้ สามารถที่จะลดละได้โดย โยนิโสมนสิการ คือ การกำหนดใจโดยแยบคาย ใช้สติ ใช้ปัญญา ในการคิด ในการพิจารณา ไม่ปล่อยให้ ความโกรธขึง แค้นเคือง เข้ามาครอบงำจิตใจ


ธรรมที่ช่วยลดความพยาบาท


มีธรรมอยู่ 6 ประการ ที่จะสามารถใช้เพื่อการ ลดละความพยาบาทได้ คือ


1. เมื่อเราเกิดความพยาบาทอาฆาตขึ้นกับบุคคลผู้ใด ให้พึงเจริญเมตตา ให้กับบุคคลผู้นั้น

 

2. เมื่อเราเกิดความพยาบาทอาฆาตขึ้นกับบุคคลผู้ใด ให้พึงเจริญกรุณา ให้กับบุคคลผู้นั้น

 

3. เมื่อเราเกิดความพยาบาทอาฆาตขึ้นกับบุคคลผู้ใด ให้พึงเจริญอุเบกขา กับบุคคลผู้นั้น 


4. เมื่อเราเกิดความพยาบาทอาฆาตขึ้นกับบุคคลผู้ใด ให้พึงไม่นึกถึงบุคคลผู้นั้น ไม่ใฝ่ใจในบุคคลผู้นั้น


5. เมื่อเราเกิดความพยาบาทอาฆาตขึ้นกับบุคคลผู้ใด ให้พึงพิจารณาถึง ความเป็นผู้มีกรรมของบุคคลผู้นั้น ให้เชื่อมั่นว่า บุคคลผู้นั้นเป็นผู้ที่มีกรรม การกระทำใดๆก็ตาม ที่เขาได้กระทำไป จนเป็นเหตุให้เราต้องโกรธแค้น ย่อมเป็นกรรมที่ติดตัวเขาไป และ เขาจะต้องได้รับผลกรรม ที่เขาได้ทำไว้อย่างแน่นอน คือ เราไม่ต้องไป พยาบาทอาฆาตเขา ปล่อยให้กฏแห่งกรรม เป็นตัวจัดการ


6. เมื่อเราเกิดความพยาบาทอาฆาตขึ้นกับบุคคลผู้ใด ให้พึงพิจารณาว่า สรรพสัตว์ทั้งหลาย ย่อมเป็นผู้ที่มีกรรมเป็นของตนเอง การที่ตัวเราเอง ต้องถูกทำให้โกรธ ถูกทำให้เกิดโทสะ ถูกทำให้เกิดความขัดเคืองแค้นใจ ก็เป็นเพราะว่า ผลของกรรมที่เราเอง ได้ทำมา คือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเราในตอนนี้ เป็นการชดใช้กรรม ที่เราได้เคยทำมา ดังนั้น ไม่ต้องไป โกรธแค้น พยาบาท อาฆาตใคร


ผลของความพยาบาท


ความพยาบาทนี้ ถือว่าเป็นบาป ถึงแม้ว่า จะเป็นเพียงแค่ความคิด ที่ไม่ได้ลงมือกระทำก็ตาม ส่วนจะต้องได้รับกรรมหรือรับโทษมากหรือน้อย ก็อยู่ที่ความรุนแรงของการพยาบาทอาฆาตนั้น


ผลแห่งกรรม หรือ โทษที่จะได้รับ มีดังนี้


1. ต้องมาเกิดเป็นคนที่ มีรูปกายทราม


2. ต้องมาเกิดเป็นคนที่ มีโรคภัยไข้เจ็บ เบียดเบียนอยู่เสมอ 


3. ต้องมาเกิดเป็นคนที่ มีอายุสั้น


4. ต้องมาเกิดเป็นคนที่ ต้องเสียชีวิต อย่างเจ็บปวด หรือ ทรมาณ อาจจะเป็นทาง ร่างกาย หนือ จิตใจก็ได้

วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2563

มิจฉาทิฏฐิ

 มิจฉาทิฏฐิ


มิจฉาทิฏฐิ คือ การมีความเห็นที่ผิดไปจากกฎธรรมชาติ ความเห็นที่วิปริตผิดแผกไปจากความเป็นจริง ผิดไปจากสภาพธรรม ผิดจากคลองธรรม เช่น เห็นว่าทำดีได้ชั่ว ทำชั่วได้ดี ความเห็นที่ไม่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ เป็นต้น


ในพระไตรปิฎก ได้แบ่งหมวดมิจฉาทิฏฐิ ไว้หลากหลายแบบ แต่สำหรับ มิจฉาทิฏฐิในมโนทุจริตนั้น จะมุ่งเน้นที่ นิยตมิจฉาทิฏฐิ 3 เป็นหลัก เพราะ เป็นมิจฉาทิฏฐิที่ สำเร็จเป็นอกุศลกรรมบทได้ ส่วนมิจฉาทิฏฐิอื่นๆ เป็นทิฏฐิสามัญเท่านั้น


นิยตมิจฉาทิฐิ 3 ได้แก่


1.นัตถิกทิฏฐิ คือ ความเห็นผิดว่าไม่มี เห็นว่าจะทำอะไรก็ตาม ไม่มีผลที่จะได้รับ นัตถิกทิฏฐินี้ มีความเห็นผิด 10 อย่าง คือ


      1.1 นตฺถิ ทินฺนํ คือ การให้ไม่มีผล ทานที่ให้แล้ว ไม่มีผลแต่อย่างใด


      1.2 นตฺถิ ยิฏฺฐํ คือ การบูชาพระรัตนตรัย การบูชาต่างๆ ไม่มีผล


      1.3 นตฺถิ หุตํ คือ การเซ่นสรวงต่างๆ ไม่มีผล


      1.4 นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กม์มานํ ผลํ วิปาโก คือ ผลแห่งวิบากกรรมไม่มี ทำดีทำชั่วไม่มีผล


       1.5 นตฺถิ อยํ โลโก คือ โลกนี้ ภพนี้ ไม่มี


      1.6 นตฺถิ ปโร โลโก คือ โลกหน้า ภพหน้า ไม่มี


      1.7 นตฺถิ มาตา คือ มารดาไม่มีคุณ


      1.8 นตฺถิ ปิตา คือ บิดาไม่มีคุณ


      1.9 นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา คือ สัตว์ที่เกิดผุดขึ้น เช่น เปรต สัตว์นรก พรหม เทวดา ไม่มี


      1.10 นตฺถิ โลเก สมณพฺราหฺมณา สมฺมคฺคตา สมฺมาปฏิปนฺนา เย อิมญฺจ โลกํ ปรญฺจ โลกํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺติ คือ สมณ พราหมณ์ ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ รู้แจ้งเห็นจริง ทั้งในโลกนี้ และ โลกหน้า ด้วยตนเองแล้ว ประกาศ สั่งสอน เผยแผ่ ให้ผู้อื่นรู้ได้ ไม่มี


2.อเหตุกทิฐิ คือ ความเห็นผิดว่าไม่มีเหตุ เห็นว่าสิ่งต่างๆที่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ได้พบได้เจอ ทั้งความสุขความทุกข์ ความสบายความลำบาก ต่างๆนาๆ ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยเหตุใดๆเลย ล้วนแต่เป็นไปเองทั้งสิ้น ้เป็นการปฏิเสธเหตุ ไม่เชื่อว่า กรรมดี กรรมชั่ว ที่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ได้เคยกระทำมานั้น เป็นเหตุให้เกิดผลในวันนี้ และ กรรมดี กรรมชั่ว ที่ได้กระทำในวันนี้ เป็นเหตุให้เกิดผลในวันหน้า


3.อกิริยทิฏฐิ คือ ความเห็นผิดว่าการกระทำไม่มีผล เห็นว่าการกระทำต่างๆ ของสรรพสัตว์ทั้งหลาย จะไม่สำเร็จ เป็นบุญ เป็นบาป แต่ประการใด การทำดี ทำชั่ว ไม่ว่าจะเป็นการ กระทำด้วยตนเอง หรือ เป็นการใช้ให้ผู้อื่นกระทำก็ตาม ไม่ได้ เป็นบุญ เป็นบาป ใดๆทั้งสิ้น เป็นการปฏิเสธกรรม และ ปฏิเสธผลของกรรม


ผู้ที่มีมิจฉาทิฏฐินี้ จะได้รับผล คือ ต้องไปเกิดรับผลกรรมในนรก หรือ ต้องไปเกิดเป็นเดียรัจฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง แม้พระพุทธองค์ จะทรงมาโปรด ก็ไม่อาจจะช่วยได้


ปัจจัยที่จะทำให้เกิด มิจฉาทิฏฐินี้ มี 2 อย่าง ได้แก่


1.ปรโตโฆสะ คือ

การเชื่อการโฆษณาจากบุคคลอื่น 

การเชื่อเสียงจากผู้อื่น

การเชื่อฟังคำบอกเล่าชักจูงจากผู้อื่น


2.อโยนิโสมนสิการ คือ

การกำหนดใจโดยไม่แยบคาย

การไม่ใช้ปัญญาในการพิจารณา

การไม่รู้จักคิด

การปล่อยให้อวิชชาเข้าครอบงำ

อโยนิโสมนสิการนี้ จะตรงกันข้ามกับ โยนิโสมนสิการ

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2563

มุสาวาท

มุสาวาท


มุสาวาท หมายถึง การพูดที่ไม่ตรงกับความจริง การพูดที่มีเจตนาจะให้ผู้ฟัง เข้าใจผิด คิดว่า เรื่องไม่จริงเป็นเรื่องจริง หรือ เรื่องจริงเป็นเรื่องไม่จริง หรือ ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อน ไปจากความเป็นจริง


มุสาวาทนี้ โดยส่วนมากแล้ว จะเป็นการใช้วาจา ใช้คำพูด แต่ถ้าเป็นการใช้วิธีอื่นๆ ที่ไม่ได้ใช้คำพูด และ ทำด้วยเจตนา ที่จะทำให้เกิดความเข้าใจผิด ทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อน ก็ถือได้ว่า เป็นมุสาวาทเช่นกัน การจะตัดสินว่า เป็นมุสาวาทหรือไม่นั้น พิจารณาได้จาก องค์ประกอบ 4 องค์ ดังนี้


1.อตถํ วตฺถุ คือ เรื่องนั้นเป็นเรื่องไม่แท้ เป็นเรื่องที่ ผิดพลาดคลาดเคลื่อน ไปจากความเป็นจริง


2.วิสํวาทนจิตฺตํ คือ มีจิตที่คิดจะพูด จะทำให้ผิด ทำให้คลาดเคลื่อน           

3.ตชฺโช วายาโม คือ มีความพยายามที่จะพูดให้ผิด ให้คลาดเคลื่อน ซึ่งเกิดจากจิตที่คิดจะพูดให้คลาดเคลื่อนนั้น ความพยายามนี้ เป็นไปได้ทั้ง การพยายามมุสาด้วยตนเอง, การพยายามใช้ให้ผู้อื่นมุสา และ การพยายาม ใช้ข้อความ ใช้สื่อ เพื่อให้คนอื่นเข้าใจผิด เช่น การเขียนจดหมาย, การปิดประกาศ, การจารึก, การพิมพ์เป็นหนังสือ หรือ การอัดเสียง เป็นต้น


4.ปรสฺส ตทตฺถวิชานนํ คือ การมีผู้อื่นรับรู้ และ หลงเชื่อ เนื้อความตามที่มุสานั้น


มุสาวาทนี้ ยังแบ่งออกได้เป็น ๒ ชนิด คือ 


1.มุสาวาทที่ไม่ล่วงกรรมบท เป็นการกระทำที่ครบองค์ทั้ง 4 แต่ไม่ได้สร้างความเสียหายใดๆ ให้แก่ผู้ที่หลงเชื่อ มุสาวาทชนิดนี้ จะไม่นำไปสู่อบาย


2.มุสาวาทที่ล่วงกรรมบถ เป็นการกระทำที่ครบองค์ทั้ง 4 และ ได้สร้างความเสียหาย ให้เกิดแก่ผู้ที่หลงเชื่อ มุสาวาทชนิดนี้ จะนำไปสู่อบายได้


โทษของการทำมุสาวาทนั้น จะน้อยหรือมาก ขึ้นอยู่กับ ความเสียหายที่เกิดขึ้น ถ้าผู้ที่หลงเชื่อ เกิดความเสียหายน้อย โทษก็จะน้อย ถ้าผู้ที่หลงเชื่อ เกิดความเสียหายมาก โทษก็จะมาก


การทำมุสาวาทนั้น ทำให้ต้องไปเกิดในอบายได้ แต่หากโทษไม่หนักจนถึงกับต้องไปเกิดในอบาย จะได้รับผล คือ


1. พูดจาไม่ชัด 

2. ฟันไม่เป็นระเบียบ 

3. กลิ่นปากเหม็นมาก

4. ไอตัวร้อนจัด 

5. ตาไม่อยู่ในตำแหน่งปกติ 

6. พูดด้วยปลายลิ้น และ ปลายปาก 

7. ท่าทางไม่สง่าผ่าเผย 

8. มีจิตคล้ายวิกลจริต

9. ต้องถูกใส่ความ ด้วยเรื่องที่ไม่จริง

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2563

กาเมสุมิจฉาจาร

กาเมสุมิจฉาจาร

กาเมสุมิจฉาจาร หมายถึง การประพฤติผิดในเมถุน การเสพเมถุนกับผู้ที่มีคุณสมบัติต้องห้าม (เมถุน คือ การส้องเสพกันระหว่างหญิงชาย)

หลักของกาเมสุมิจฉาจาร

หลักในการวินิจฉัยว่า เป็นกาเมสุมิจฉาจารหรือไม่นั้น มีองค์ประกอบอยู่ 4 องค์ ได้แก่

1. อะคะมะนียะวัตถุ หมายถึง หญิง หรือ ชาย นั้น เป็นบุคคลที่ ไม่ควรล่วงละเมิด

2. ตัสฺมิง เสวะนะจิตตัง หมายถึง มีจิตที่คิดจะเสพ หรือ มีความตั้งใจที่จะเสพกับ หญิง หรือ ชาย นั้น

3. เสวะนัปปะโยโค หมายถึง มีการกระทำ มีความพยายาม ในการที่จะเสพ

4. มัคเคนะ หมายถึง มีการปฏิบัติ มรรคถึงมรรค (มรรค ได้แก่ อวัยวะเพศ ทวารหนัก ทวารเบา และ ปาก)

หากมีองค์ประกอบ ครบทั้ง 4 องค์นี้แล้ว ถือว่า สำเร็จกาเมสุมิจฉาจารอกุศลกรรม

สำหรับ หญิง หรือ ชาย ซึ่งเป็นบุคคลที่ ไม่ควรล่วงละเมิด ตามในข้อที่ 1 นั้น มีดังนี้

หญิงที่ไม่ควรล่วงละเมิด มีอยู่ 20 จำพวก คือ

1. มาตุรักขิตา หมายถึง หญิงที่มารดา ดูแลรักษา

2. ปิตุรักขิตา หมายถึง หญิงที่บิดา ดูแลรักษา

3. มาตาปิตุรักขิตา หมายถึง หญิงที่ทั้งมารดาและบิดา ดูแลรักษา

4. ภาตุรักขิตา หมายถึง หญิงที่พี่ชายน้องชาย ดูแลรักษา

5. ภคินีรักขิตา หมายถึง หญิงที่พี่สาวน้องสาว ดูแลรักษา

6. ญาติรักขิตา หมายถึง หญิงที่ญาติ ดูแลรักษา

7. โคตตรักขิตา หมายถึง หญิงที่ผู้ร่วมโคตรร่วมสกุล ดูแลรักษา

8. ธัมมรักขิตา หมายถึง หญิงที่ธรรม ดูแลรักษา

9. สารักขา หมายถึง หญิงที่มีคู่หมั้นหรือสามี ดูแลรักษา

10. สปริทัณฑา หมายถึง หญิงที่ผู้มีอำนาจ จองตัวไว้

11. ธนักกีตา หมายถึง หญิงที่มีผู้อื่นไถ่หรือซื้อมา เพื่อเป็นภรรยา

12. ฉันทวาสินี หมายถึง หญิงที่เป็นภรรยาของผู้อื่น ด้วยสมัครใจ

13. โภควาสินี หมายถึง หญิงที่เป็นภรรยาของผู้อื่น เพราะ ได้โภคทรัพย์

14. ปฏวาสินี หมายถึง หญิงที่เข็ญใจ  ยอมเป็นภรรยาของผู้อื่น เพราะ ได้เครื่องนุ่งห่ม

15. โอทปัตตกินี หมายถึง หญิงที่เป็นภรรยาของผู้อื่น ด้วยการเข้าพิธีแต่งงาน

16. โอภตจุมภฏา หมายถึง หญิงที่เป็นภรรยาของผู้อื่น เพราะ เขาช่วยปลดภาระให้

17. หญิงที่เป็นทาส แล้วถูกนำมาเป็นภรรยา

18. หญิงที่รับจ้าง แล้วถูกนำมาเป็นภรรยา

19. ธชาหฏา หมายถึง หญิงที่ถูกจับตัวมาเป็นเชลย แล้วถูกนำมาเป็นภรรยา

20. มุหุตติกา หมายถึง หญิงที่เป็นภรรยาชั่วคราวของผู้อื่น (เช่น รับจ้างเป็นภรรยาชั่วคราว)

หญิง 8 จำพวกแรก (ตัั้งแต่ ข้อ1 ถึง ข้อ8) เป็นหญิงที่ยังไม่มีสามี ดังนั้น หากพอใจผู้ใด แล้วยินยอมมอบกายให้แก่ผู้นั้น ไม่ถือว่าเป็น กาเมสุมิจฉาจาร เพราะ ผู้ที่ปกครองดูแลรักษา ไม่ได้เป็นเจ้าของร่างกายของหญิงนั้น ตนเองจึงมีสิทธิ์ในร่างกายของตนเอง

ส่วนหญิงอีก 12 จำพวก (ตัั้งแต่ ข้อ9 ถึง ข้อ20) เป็นหญิงที่มีสามีแล้ว หากยอมให้ผู้อื่นล่วงเกิน ย่อมเป็น กาเมสุมิจฉาจาร

สำหรับชาย หากเสพเมถุนกับหญิง ซึ่งไม่ใช่ภรรยาตน 20 จำพวกนี้ ย่อมเป็นกาเมสุมิจฉาจาร

ชายที่ไม่ควรล่วงละเมิด มีอยู่ 2 จำพวก คือ

1. ชายที่ไม่ใช่สามีตน เป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับผู้ที่มีสามีแล้ว

2. ชายที่จารีตห้าม มีอยู่ 3 จำพวก คือ

      - ชายที่อยู่ในพิทักษ์ของตระกูล เช่น พ่อ ตา ปู่ ทวด

      -ิชายที่อยู่ในพิทักษ์ของธรรมเนียม เช่น นักบวช นักพรต

      - ชายที่อยู่ในพิทักษ์ของกฎหมายบ้านเมือง เช่น พระภิกษุ สามเณร

โทษของกาเมสุมิจฉาจาร

การทำกาเมสุมิจฉาจารนี้ จะมีโทษมาก หรือ น้อย ขึ้นอยู่กับ หญิงหรือชาย ที่ถูกล่วงละเมิด ถ้าหญิงหรือชายนั้น เป็นผู้ที่ มีคุณมากโทษก็จะมาก มีคุณน้อยโทษก็จะน้อย และ ถ้าการกระทำนั้น มีเจตนา มีราคะแรงกล้า โทษก็จะมาก ถ้ามีเจตนา มีราคะอ่อน โทษก็จะน้อย

โทษที่จะได้รับทั้งมากและน้อย ดังนี้

1.มีผู้คนเกลียดชังมาก บางคนมียศถาบรรดาศักดิ์สูง แต่ลูกน้องไม่เคารพนับถือ

2.มีผู้คนคิดปองร้าย ถ้ามีสามีหรือภรรยา ก็มีเรื่องระหองแหงกัน

3.ขัดสนทรัพย์ ทำอะไรก็มีแต่ความฝืดเคือง

4.ยากจน อดอยาก

5.เกิดเป็นหญิง ซึ่งเป็นเพศที่ ต้องมีความลำบากมากกว่าชาย

6.เกิดเป็นกระเทย ซึ่งเป็นเพศที่ สังคมบางส่วนไม่ยอมรับ

7.ถ้าเกิดเป็นชาย จะเกิดในตระกูลต่ำ ทำให้ขัดสน ยากจน

8.ได้รับความอับอายอยู่เสมอ

9.ร่างกายไม่สมประกอบ พิการ หรือ มีส่วนใดส่วนหนึ่ง ผิดไปจากคนปกติ

10.เป็นคนที่มีความวิตกกังวลมาก

11.ต้องพลัดพราก จากผู้ที่ตนเองรัก

12.ต้องไปเกิดในนรก เพื่อชดใช้กรรม

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2563

อทินนาทาน

อทินนาทาน
 
อทินนาทาน คือ การยึดถือเอาสิ่งของ ที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ เช่น การลักขโมย ปล้น จี้ ฉ้อโกง ขู่กรรโชก หลอกลวง ยักยอก เป็นต้น

องค์ประกอบของอทินนาทาน

การกระทำที่ถือว่า เป็นอทินนาทานนั้น จะต้องเป็นการกระทำที่ ครบองค์ทั้ง 5 คือ

1.ปรปริคฺคหิตํ หมายถึง ของสิ่งนั้น เป็นสิ่งที่เจ้าของเขาหวงแหน ไม่ว่าของสิ่งนั้น จะเป็นกรรมสิทธิ์ของ ตัวบุคคล กลุ่มบุคคล สมาคม นิติบุคคล หน่วยงาน องค์กร ใดๆก็ตาม แล้วผู้ที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์นั้น หวงแหน ไม่ว่าจะเป็น การหวงแหนด้วยความรู้สึกส่วนตัว หรือ เป็นการหวงแหน ด้วยกฏระเบียบ ข้อบังคับก็ตาม

2.ปรปริคฺคหิตสญฺญิตํ หมายถึง ผู้ที่จะยึดถือเอาของสิ่งนั้น รู้อยู่แล้วว่า เจ้าของเขาหวงแหน แต่ถ้าทำลงไป โดยไม่รู้ ด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงๆ จะไม่ถือว่า เข้าองค์ข้อนี้

3.เถยฺยจิตฺตํ หมายถึง ผู้ที่จะยึดถือเอาของสิ่งนั้น มีจิตที่คิดจะลัก คือ จะต้องมีเจตนาที่คิดว่า จะลักเอา ภาษาทางพระเรียกว่า เถยยจิต แต่ถ้านำของสิ่งนั้นไป ด้วยเจตนาเพียงแค่ จะยืมไป หรือ จะนำไปเก็บไว้ให้ แบบนี้ จะไม่ถือว่า เข้าองค์ข้อนี้

4.ปโยโค หมายถึง ผู้ที่จะยึดถือเอาของสิ่งนั้น มีความพยายามที่จะลัก คือ มีการลงมือกระทำ ไม่ว่าความพยายามนั้น จะเป็นการทำทางกาย เช่น แอบหยิบถือนำไป หรือ จะเป็นการทำทางวาจา เช่น พูดจาหลอกลวง ข่มขู่ ก็ตาม
ความพยายามในการทำอทินนาทานนี้ มี 6 ประการ คือ

      - สาหัตถิกปโยค เป็นการลักด้วยตนเอง

      - อาณัตติกปโยค เป็นการใช้ให้ผู้อื่นลัก ทั้งการใช้ด้วยวาจา และ ใช้ด้วยการเขียนสั่ง

      - นิสสัคคิยปโยค เป็นการลักลอบเอาวัตถุสิ่งของไปทิ้ง

      - ถาวรปโยค เป็นการสั่งผู้อื่นเอาไว้ว่า ถ้ามีโอกาสเมื่อใด ให้พยายามลักเอาของสิ่งนั้น มาให้สำเร็จ

      - วิชชามยปโยค เป็นการใช้ เวทมนต์ กล คาถา ในการพยายาม ลักเอาของสิ่งนั้นมา

      - อิทธิมยปโยค เป็นการ
ใช้อิทธิฤทธิ์ต่างๆ ในการพยายาม ลักเอาของสิ่งนั้นมา

5.เตน หรณํ หมายถึง ผู้ที่จะยึดถือเอาของสิ่งนั้น ลักของมาได้ ด้วยความพยายามนั้น การลักมาได้นี้ ไม่ได้หมายความว่า ต้องได้ของมาเท่านั้น แต่แค่เพียง ทำให้ของนั้นเคลื่อนที่ หรือ หลุดลอยจากกรรมสิทธิ์ ของเจ้าของเดิม ก็ถือว่า เข้าองค์ข้อนี้แล้ว

โทษของอทินนาทาน

โทษของอทินนาทานนั้น มีโทษถึงตกนรก และ ส่งผลทำให้ ต้องไปเกิดเป็นคนยากจน ขาดแคลนทรัพย์สมบัติ ทรัพย์ที่มีอยู่ หรือ หามาได้ ก็จะวิบัติ ถูกทำลาย หรือ สูญหาย ด้วยเหตุต่างๆนาๆ
 
ส่วนผู้ใด จะได้รับโทษมาก หรือ โทษน้อย ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยต่าง ดังนี้

โทษมากเพราะ

1. ของสิ่งนั้น เป็นของที่มีความปราณีต

2. ของสิ่งนั้น เป็นสิ่งของที่ใหญ่

3. ของสิ่งนั้น เป็นของๆบุคคลที่ ยิ่งด้วยคุณ

4. ผู้ที่กระทำ ทำไปด้วย กิเลสอันแรงกล้า

5. ผู้ที่กระทำ ทำไปด้วย ความพยายามอันแรงกล้า

โทษน้อยเพราะ

1. ของสิ่งนั้น เป็นของๆคนเลว

2. ของสิ่งนั้น เป็นสิ่งของที่เล็ก

3. ของสิ่งนั้น เป็นของๆบุคคลที่ มีคุณน้อย

4. ผู้ที่กระทำ ทำไปด้วย กิเลสที่อ่อน

5. ผู้ที่กระทำ ทำไปด้วย ความพยายามที่อ่อน

วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2563

แพะรับบาป

แพะรับบาป

ชาดก เรื่องแพะรับบาป กล่าวไว้ว่า

ในสมัยหนึ่ง ในขณะที่พระพุทธเจ้า ทรงประทับอยู่ ณ วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ได้ทรงปรารภมตกภัต ตรัสถึงอดีตนิทาน เรื่องแพะรับบาปว่า

ในกาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว ณ เมืองพาราณสี รัชสมัยของพระเจ้าพรหมทัต ได้มีพราหมณ์ทิศาปาโมกข์ผู้หนึ่ง คิดจะทำมตกภัต (อุทิศคนตาย) จึงสั่งให้ลูกศิษย์ของตน ไปจับแพะมาตัวหนึ่ง แล้วนำไปอาบน้ำ ทำความสะอาด และ ประดับตัวแพะด้วยดอกไม้ เพื่อเตรียมเข้าพิธี

แพะที่ถูกลูกศิษย์ของพราหมณ์จับไปนั้น เมื่อถูกจูงไปที่ท่าน้ำ ก็ทราบว่า วาระสุดท้ายของชีวิตตนเอง ได้มาถึงแล้ว อันเนื่องมาจากกรรมเก่า ที่ตนเองได้เคยกระทำไว้ จึงทำให้เกิดความโสมนัส และ ได้หัวเราะออกมา ด้วยเสียงอันดัง หลังจากนั้น ก็เกิดความคิดเวทนา สงสารพราหมณ์ ที่จะต้องได้รับความทุกข์ความโศก จากการกระทำในครั้งนี้ จึงได้ร้องไห้ออกมา แพะได้แสดงอาการ เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวร้องไห้ ออกมา จนทำให้พวกลูกศิษย์ของพราหมณ์ เกิดความแปลกใจ เมื่อนำแพะกลับมาถึงสำนัก จึงได้บอกเรื่องราวดังกล่าวนี้ แก่พราหมณ์ผู้เป็นอาจารย์

พราหมณ์จึงได้ถามแพะว่า เพราะเหตุใด จึงแสดงอาการออกมาเช่นนั้น แพะจึงบอกแก่พราหมณ์ว่า ในอดีตชาติ ตนเองเคยเกิดเป็นพราหมณ์เหมือนกัน และเพราะว่า ได้ฆ่าแพะตัวหนึ่ง เพื่อทำมตกภัต จึงเป็นเหตุให้ต้องรับกรรม ต้องถูกฆ่าตัดศีรษะถึง 500 ชาติ และ ในชาตินี้ เป็นชาติที่ 500 พอดี จึงได้หัวเราะ ด้วยความดีใจ ที่จะได้สิ้นกรรมเสียทีในวันนี้ แต่ที่ร้องไห้ ก็เพราะว่า สงสารพราหมณ์ ที่จะต้องได้รับกรรม เหมือนเช่นที่ตนเองได้รับ

เมื่อพราหมณ์ ได้รับฟังเรื่องราวดังกล่าว จากแพะแล้ว ก็เกิดความสลดใจ จึงสั่งให้ยกเลิกการฆ่าแพะเสีย และ ได้สั่งให้ลูกศิษย์ ทำการดูแล อารักขาแพะเป็นอย่างดี เพื่อป้องกัน ไม่ให้แพะเกิดอันตรายได้ แต่แพะกลับบอกต่อพราหมณ์ว่า การอารักขาของท่าน มีกำลังน้อย ส่วนบาปกรรมที่เราได้ทำมานั้น มีกำลังมาก อะไรก็ไม่สามารถหยุดได้

หลังจากที่ แพะได้ถูกปล่อยตัวออกมา ก็ไปชะเง้อคอ เพื่อที่จะกินใบไม้ ใกล้ๆกับแผ่นหินแห่งหนึ่ง และในทันใดนั้นเอง สายฟ้าก็ได้ผ่าลงมาที่แผ่นหิน และ สะเก็ดหินชิ้นหนึ่ง ได้กระเด็นไปตัดคอแพะ ในขณะที่ กำลังชะเง้อคออยู่พอดี ทำให้แพะ ล้มลง และ สิ้นใจตายไปในทันที

รุกขเทวดา ที่ท่านอยู่ในบริเวณนั้น ได้กล่าวสอนไว้ว่า

มนุษย์ผู้ใด ที่กลัวตกนรก จงพากันงดเว้นจาก ปาณาติบาต แล้วตั้งตนอยู่ใน เบญจศีลเถิด

และได้กล่าวเป็นคาถาไว้อีกว่า

ถ้าสรรพสัตว์ทั้งหลาย พึงรู้ได้เช่นนี้ว่า ชาติภพนี้เป็นทุกข์
สัตว์ก็ไม่ควรที่จะฆ่าสัตว์
เพราะว่า ผู้ที่ฆ่าสัตว์ ย่อมต้องได้รับความเศร้าโศก

นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า เมื่อเกิดมาเป็นคน ก็ไม่พึงทำกรรมชั่ว ด้วยการฆ่าสัตว์ด้วยกัน มิเช่นนั้น ก็จะต้องได้รับความทุกข์ ดั่งเช่นแพะรับบาปนี้