วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2563

โสดาบัน

โสดาบัน


โสดาบัน จัดเป็นอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา ระดับแรก ใน 4 ระดับ คือ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์


โสดาบัน แปลว่า ผู้แรกถึงกระแสธรรม หรือ ผู้แรกถึงกระแสที่จะนำไปสู่พระนิพพาน


ในพระไตรปิฎก มีข้อความที่ แสดงถึงความหมายของ โสดาบันอยู่มากมาย เช่น ผู้ถึงกระแส, ผู้อยู่ชิดประตูอมตะ, ผู้มีสัมมาทิฏฐิสมบูรณ์, ผู้รู้จักโลกแท้จริง เป็นต้น


คุณสมบัติของผู้ที่จะบรรลุโสดาบันได้นั้น คือ สามารถ ละสังโยชน์ 3 ประการแรกได้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า “เพราะสังโยชน์ 3 สิ้นไป จึงถึงโสดาบัน” 


สังโยชน์ หมายถึง กิเลส หรือ องค์ธรรม ที่ผูกมัดสัตว์โลกทั้งหลาย ไว้กับทุกข์ มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 10 ประการ คือ 


1.สักกายทิฏฐิ หมายถึง การคิดว่า ตัวเราเป็นของเรา 


2.วิจิกิจฉา หมายถึง ความลังเลสงสัย 


3.สีลัพพตปรามาส หมายถึง การปฏิบัติพรตนอกรีต 


4.กามราคะ หมายถึง การติดใจในกามคุณ 


5.ปฏิฆะ หมายถึง ความกระทบกระทั่งในใจ 


6.รูปราคะ หมายถึง การยึดติดในรูปที่ชอบ รูปที่พึ่งพอใจ 


7.อรูปราคะ หมายถึง การยึดติดในสิ่งที่เป็นนามธรรม 


8.มานะ หมายถึง การถือว่า ตนเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ 


9.อุทธัจจะ หมายถึง ความฟุ้งซ่าน


10.อวิชชา หมายถึง ความไม่รู้


การบรรลุโสดาบัน จะต้องละสังโยชน์ หรือ ต้องสามารถขจัดกิเลส 3 ประการแรกได้ คือ


        - สักกายทิฏฐิ หมายถึง ความเห็นว่า เป็นตัวของตน ถือตัวตนเป็นอัตตาทิฎฐิ เช่น เห็นรูปเป็นตน เห็นเวทนาเป็นตน เป็นต้น


        - วิจิกิจฉา หมายถึง ความสงสัยในพระรัตนตรัย และ ในกุศลธรรมทั้งหลาย


        - สีลัพพตปรามาส หมายถึง ความยึดมั่นในข้อปฏิบัติ ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ เช่น การประพฤติตนอย่างโค, การนอนบนหนามของพวกโยคี เป็นต้น


ถึงแม้ว่า การละสังโยชน์ 3 ประการนี้ จะทำให้บรรลุโสดาบันได้ แต่ก็จะต้องเป็นการละ ที่มาจาก การพิจารณาธรรมจนเกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ด้วย (ไม่ใช่ละแต่การกระทำภายนอก แต่ภายในใจยังละไม่ได้) เช่น พระนางอภิรูปนันทา เจ้าหญิงศากยวงศ์ ผู้ทรงบวชเป็นภิกษุณี ไม่ยอมเข้าสดับฟังพระธรรมกับพระพุทธเจ้า เพราะ พระพุทธเจ้า มักทรงเทศนาเรื่อง ข้อเสียของการมีรูปลักษณ์ที่งดงาม แต่สุดท้าย เมื่อพระนางได้ทอดพระเนตร หญิงงามที่พระพุทธเจ้าทรงเนรมิตขึ้นมา จากหญิงามกลายเป็นหญิงชรา จากหญิงชรากลายเป็นซากศพ พระนางก็ทรงเข้าพระทัยว่า รูปนั้นไม่ใช่ของๆเรา สุดท้ายแล้ว รูปโฉมที่งดงาม ก็ต้องแห้งเหี่ยว และ กลายเป็นศพไป เมื่อพระนางเข้าพระทัย ก็บรรลุโสดาบันได้ในที่สุด


การที่จะบรรลุมรรคผล เป็นอริยบุคคล มิได้จำกัดอยู่เฉพาะ เพศบรรพชิตเท่านั้น แต่คฤหัสถ์ก็สามารถบรรลุได้ เช่น


       - พระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ แห่งแคว้นมคธ


       - อนาถบิณฑิกเศรษฐี ผู้บำรุงพระสงฆ์ และ สงเคราะห์คนอนาถา อย่างไม่มีใครเทียบเท่า


       - นางวิสาขามหาอุบาสิกา ผู้มีบุตรถึง 20 คน แต่สามารถที่จะ บำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม ได้เป็นอย่างดี


       - หมอชีวกโกมารภัจ แพทย์ประจำพระองค์พระพุทธเจ้า และ คณะสงฆ์


       - นกุลบิดา และ นกุลมารดา สามีภรรยาผู้ครองรักอย่างภักดีมั่นคงตราบชรา และ ปรารถนาให้เกิดมาพบกันทุกชาติไป


ถ้าจะกล่าวแบบง่ายๆ อาจกล่าวได้ว่า 


โสดาบันเป็นผู้ที่ รักษาศีลได้อย่างบริบูรณ์ ทำสมาธิได้พอประมาณ และ เจริญปัญญาได้พอประมาณ คือยังไม่สมบูรณ์ จึงต้องอาศัยปัญญา ที่หนุนด้วยแรงศรัทธา


โสดาบัน เป็นผู้ที่ได้เริ่มรู้จักกับ ความสุขสงบ ความผ่องใส ความเป็นอิสระ มองเห็นคุณค่าของธรรม จนทำให้เกิดฉันทะในธรรมอย่างจริงจัง จนไม่มีทางที่จะ หวนกลับไปมัวเมา ในการแสวงหาสิ่งปรนเปรอทางวัตถุอีกต่อไป


พระพุทธเจ้าทรงได้ตรัสเน้น ถึงคุณค่า และ ความสำคัญ ของการเป็นโสดาบันไว้อย่างมากมาย และ ทรงสนับสนุนอย่างจริงจัง ให้ยึดถือเอาเป็นเป้าหมาย ของการดำรงอยู่ในโลก


หากรู้สึกว่า นิพพาน เป็นเรื่องที่ยังห่างไกล และ ยากเกินกว่าที่จะเข้าใจ ก็ขอให้ยึดเอาภาวะโสดาบันนี้ เป็นสะพานนำไปสู่ ความเข้าใจนิพพาน เพราะ ความเป็นโสดาบัน เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ง่ายกว่า สำหรับคนทั่วไป และ ในขณะเดียวกัน ความเป็นโสดาบัน ก็เป็นฐาน ในการเข้าถึงกระแสนิพพาน หรือเรียกว่าเป็น ปฐมทัศน์แห่งนิพพาน นั่นเอง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น