การคบมิตร
การเลือกคบคน ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญเรื่องหนึ่งในชีวิต เพราะ โดยทั่วไปแล้ว เมื่อคบกับคนเช่นไร ก็มักจะกลายเป็นเหมือนกับคนเช่นนั้น การคบกับคนไม่ดี ก็จะทำให้กลายเป็นคนไม่ดีไปด้วย และ จะทำให้ชีวิตตกต่ำ เพราะ คนไม่ดีเป็นคนที่ พูดไม่ดี คิดไม่ดี ทำในสิ่งที่ไม่ดีเป็นปกติ ชอบดำเนินชีวิตไปในทางที่ผิด นำมาซึ่งความเสื่อม ความวิบัติ นำมาซึ่งความทุกข์ ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยง การคบคนเหล่านี้เป็นมิตร แต่ควรเลือกคบกับคนที่ เป็นมิตรที่ดี คบกันแล้ว ช่วยเหลือเกื้อกูล มีความจริงใจ พากันไปในทางที่ดี ในทางที่ถูกต้อง นำมาซึ่ง ความสุข ความเจริญ ในชีวิต
ในทางพุทธศาสนา มีวิธีพิจารณาว่า ผู้ใดเป็นมิตรที่ดี ซึ่งเรียกว่า มิตรแท้ และ ผู้ใดเป็นมิตรที่ไม่ดี ซึ่งเรียกว่า มิตรเทียม หรือ คนเทียมมิตร ไว้ดังนี้
มิตรแท้ คือ มิตรที่ควรคบหา มีอยู่ด้วยกัน 4 ประเภท คือ
1.มิตรอุปการะ
2.มิตรร่วมทุกข์สุข
3.มิตรแนะประโยชน์
4.มิตรรักใคร่
1.มิตรอุปการะ มีลักษณะ ดังนี้ คือ
- เมื่อเพื่อน กระทำ หรือ จะกระทำการใดโดยประมาท ก็ช่วยเหลือ ช่วยแก้ไข กระตุ้นเตือน ชี้นำ ให้พ้นจากการประมาทนั้น
- ช่วยรักษาทรัพย์สินของเพื่อน ไม่ให้สูญเสียไป โดยการกระทำ ด้วยความประมาท
- เมื่อเพื่อนมีภัย เป็นที่พึ่งพิง ให้กับเพื่อนได้
- เมื่อมีกิจธุระจำเป็น ช่วยออกทรัพย์ให้ มากกว่าที่เพื่อนออกปาก
2.มิตรร่วมทุกข์สุข มีลักษณะ ดังนี้ คือ
- ยอมบอกวามลับ ของตนเอง แก่เพื่อน
- รักษาความลับของเพื่อน ไม่ให้แพร่งพราย
- ไม่ละทิ้ง หลีกหนี เมื่อเพื่อน มีภัยอันตราย
- สามารถสละชีวิต แทนเพื่อนได้
3. มิตรแนะประโยชน์
มีลักษณะ ดังนี้ คือ
- คอยเหนี่ยวรั้ง ห้ามปราม ไม่ให้เพื่อนทำความชั่ว
- คอยสนับสนุน แนะนำ ให้เพื่อนดำเนินชีวิต ไปในทางที่ดี
- ให้เพื่อนได้ รับรู้ รับฟัง สิ่งที่ดี สิ่งที่เป็นสิริมงคล ที่ยังไม่เคย ได้รับรู้ รับฟัง
- บอกหนทาง วิถีทาง ที่จะทำให้ ไปสู่สวรรค์ให้เพื่อน
4.มิตรรักใคร่ มีลักษณะ ดังนี้ คือ
- เมื่อเพื่อนมีความทุกข์ ก็พลอย ทุกข์ใจ ไม่สบายใจ ไปด้วย
- เมื่อเพื่อนมีความสุข ก็พลอย สุขใจ ยินดีปรีดา ไปด้วย
- เมื่อมีผู้ใด พูดจาติเตียนเพื่อน ก็ช่วย ยับยั้ง แก้ไข ชี้แจงให้
- เมื่อมีผู้ใด พูดจาชื่นชม สรรเสริญเพื่อน ช่วยพูดเสริมสนับสนุน
มิตรเทียม หรือ คนเทียมมิตร คือ มิตรที่ไม่ควรคบหา มีอยู่ด้วยกัน 4 ประเภท คือ
1.คนที่เอาแต่ปอกลอก
2.คนที่ดีแต่พูด
3.คนที่เอาแต่ประจบ
4.คนที่ชักชวน ให้ไปในทางฉิบหาย
1.คนที่เอาแต่ปอกลอก มีลักษณะ ดังนี้ คือ
- คิดแต่จะให้ตัวเอง ได้ประโยชน์แต่ฝ่ายเดียว
- ยอมเสียน้อย เพื่อหวังที่จะได้คืนมาก
- เมื่อตัวเองมีภัย จึงยอมมาช่วย ทำกิจของเพื่อน
- คบเพื่อน เพื่อหวังจะได้ประโยชน์ แก่ตัวเอง
2.คนที่ดีแต่พูด มีลักษณะ ดังนี้
- พูดแต่เรื่องที่ ผ่านพ้นไปแล้ว
- พูดแต่เรื่องที่ ยังไม่มี ยังไม่เกิด ยังมาไม่ถึง
- พูดแต่เรื่องที่ ไม่มีประโยชน์ หาประโยชน์ไม่ได้
- พูดว่าจะช่วย แต่เมื่อถึงเวลา อ้างแต่เหตุขัดข้อง พึ่งพาไม่ได้
3.คนที่เอาแต่ประจบ มีลักษณะ ดังนี้ คือ
- เมื่อทำชั่ว ก็เออออ คล้อยตาม สนับสนุน ไม่ห้ามปราม
- เมื่อทำดี ก็เออออ คล้อยตาม ไปด้วย
- เมื่ออยู่ต่อหน้า ให้การ สรรเสริญเยินยอ
- เมื่ออยู่ลับหลัง เอาแต่ ติฉินนินทา
4.คนที่ชักชวน ให้ไปในทางฉิบหาย มีลักษณะ ดังนี้ คือ
- ชักชวน สนับสนุน ให้เพื่อน ดื่มน้ำเมา
- ชักชวน สนับสนุน ให้เพื่อน หลงระเริง ในการเที่ยวกลางคืน
- ชักชวน สนับสนุน ให้เพื่อน มัวเมาในการละเล่น
- ชักชวน สนับสนุน ให้เพื่อน เล่นการพนัน
นอกจาก เราจะพิจารณาผู้อื่น ว่าเป็น มิิตรประเภทใดแล้ว ควรหันกลับมามองตังเองด้วยว่า ตัวเราเองนั้น เป็นมิตรประเภทไหน เป็นมิตรแท้หรือไม่ ถ้ายังไม่ใช่ ก็ควรปรับปรุง เปลี่ยนแปลงตัวเอง ให้เป็นมิตรแท้ เพื่อประโยชน์สุขต่อ ทั้งตัวเราเอง และ เพื่อนๆของเรา
วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2563
วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2563
สังขารไม่เที่ยง
สังขารไม่เที่ยง
สังขารทั้งหลายทั้งปวง ล้วนแล้วแต่ไม่เที่ยง เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ย่อมต้องมีวันเสื่อมสลายไป แตกดับไป เป็นธรรมดา
ไม่ว่าจะเป็น สังขารของร่างกาย หรือ สังขารของการปรุงแต่งของจิต ก็เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงทั้งสิ้น ร่างกายนั้น เมื่อเกิดมาแล้ว ย่อมจะต้องมี เสื่อมโทรม เจ็บป่วย แก่ชรา และ ตายลงไปในที่สุด ไม่อาจจะดำรงค์คงอยู่ได้ตลอดไป ส่วนการปรุงแต่งทางจิตใจ ให้เกิดการกระทำต่างๆ ทั้งทาง กาย วาจา ใจ ก็มีความแปรปรวน เปลี่ยนแปลงไป ตลอดเวลา มีทุกข์ มีสุข มีสมหวัง มีผิดหวัง มีพอใจ มีไม่พอใจ ฯลฯ ไม่มีใคร ได้ทุกอย่าง สมหวังทุกอย่าง ตลอดชีวิต
การไปหลงยึดติดกับสิ่งเหล่านี้ ทำให้ต้องวนเวียนอยู่ใน วงจรของความทุกข์ การมีความสุขกับรูปร่างหน้าตาที่ สวยหล่อ พอถึงเวลาที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไป เสื่อมโทรมลงไป ก็เป็นทุกข์ ได้ลาภ ได้ยศ ก็เป็นสุข พอถึงเวลาต้องสูญเสียไป ก็เป็นทุกข์ ไม่อาจมีความสุขได้อย่างยั่งยืน
จึงไม่ควรหลง ไม่ควรยึดติดกับสิ่งต่างๆเหล่านี้ ควรพิจารณาด้วยปัญญา ให้เห็นว่า สังขารต่างๆเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ได้มาชั่วขณะ เป็นของชั่วคราว เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ ไม่ยั่งยืน
พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า เมื่อบุคคลใด พิจารณาด้วยปัญญา จนเห็นแจ้งชัดว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวง ล้วนไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายทั้งปวง ล้วนเป็นทุกข์ บุคคลนั้น ย่อมจะเบื่อหน่ายในทุกข์ และ ทางนี้จะเป็นหนทางของความบริสุทธิ์
จึงควรตักเตือนตัวเองอยู่เสมอ ในเรื่องความไม่เที่ยงของสังขาร ถ้าทำความเข้าใจได้ ปล่อยวางลงได้ จิตใจก็จะมีความยึดถือน้อยลง ความทุกข์ก็จะลดลง ความสุขก็จะเพิ่มขึ้น เมื่อต้อง มีการเปลี่ยนแปลง มีความสูญเสีย ก็จะไม่ต้อง คร่ำครวญ ระทมทุกข์ เพราะ เข้าใจด้วยปัญญาแล้วว่า สิ่งต่างๆ สังขารต่างๆ ล้วนไม่เที่ยง เมื่อเกิดมาแล้ว ได้มาแล้ว ย่อมต้องมี เสื่อมโทรม แตกสลาย แตกดับไป เป็นธรรมดา
การปฏิบัติธรรม ตามคำสอนของพระพุทธองค์ เป็นวิถีทางที่จะช่วย ให้เกิดปัญญา ให้เห็นถึง สภาพความเป็นจริงเหล่านี้ จึงควรหมั่นปฏิบัติธรรม เพียรภาวนา เจริญสมาธิ ให้ดวงตาเห็นธรรม เพื่อให้พ้นจาก อำนาจการปรุงแต่งจิต พ้นจาก วงจรของความทุกข์เหล่านี้
สังขารทั้งหลายทั้งปวง ล้วนแล้วแต่ไม่เที่ยง เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ย่อมต้องมีวันเสื่อมสลายไป แตกดับไป เป็นธรรมดา
ไม่ว่าจะเป็น สังขารของร่างกาย หรือ สังขารของการปรุงแต่งของจิต ก็เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงทั้งสิ้น ร่างกายนั้น เมื่อเกิดมาแล้ว ย่อมจะต้องมี เสื่อมโทรม เจ็บป่วย แก่ชรา และ ตายลงไปในที่สุด ไม่อาจจะดำรงค์คงอยู่ได้ตลอดไป ส่วนการปรุงแต่งทางจิตใจ ให้เกิดการกระทำต่างๆ ทั้งทาง กาย วาจา ใจ ก็มีความแปรปรวน เปลี่ยนแปลงไป ตลอดเวลา มีทุกข์ มีสุข มีสมหวัง มีผิดหวัง มีพอใจ มีไม่พอใจ ฯลฯ ไม่มีใคร ได้ทุกอย่าง สมหวังทุกอย่าง ตลอดชีวิต
การไปหลงยึดติดกับสิ่งเหล่านี้ ทำให้ต้องวนเวียนอยู่ใน วงจรของความทุกข์ การมีความสุขกับรูปร่างหน้าตาที่ สวยหล่อ พอถึงเวลาที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไป เสื่อมโทรมลงไป ก็เป็นทุกข์ ได้ลาภ ได้ยศ ก็เป็นสุข พอถึงเวลาต้องสูญเสียไป ก็เป็นทุกข์ ไม่อาจมีความสุขได้อย่างยั่งยืน
จึงไม่ควรหลง ไม่ควรยึดติดกับสิ่งต่างๆเหล่านี้ ควรพิจารณาด้วยปัญญา ให้เห็นว่า สังขารต่างๆเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ได้มาชั่วขณะ เป็นของชั่วคราว เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ ไม่ยั่งยืน
พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า เมื่อบุคคลใด พิจารณาด้วยปัญญา จนเห็นแจ้งชัดว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวง ล้วนไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายทั้งปวง ล้วนเป็นทุกข์ บุคคลนั้น ย่อมจะเบื่อหน่ายในทุกข์ และ ทางนี้จะเป็นหนทางของความบริสุทธิ์
จึงควรตักเตือนตัวเองอยู่เสมอ ในเรื่องความไม่เที่ยงของสังขาร ถ้าทำความเข้าใจได้ ปล่อยวางลงได้ จิตใจก็จะมีความยึดถือน้อยลง ความทุกข์ก็จะลดลง ความสุขก็จะเพิ่มขึ้น เมื่อต้อง มีการเปลี่ยนแปลง มีความสูญเสีย ก็จะไม่ต้อง คร่ำครวญ ระทมทุกข์ เพราะ เข้าใจด้วยปัญญาแล้วว่า สิ่งต่างๆ สังขารต่างๆ ล้วนไม่เที่ยง เมื่อเกิดมาแล้ว ได้มาแล้ว ย่อมต้องมี เสื่อมโทรม แตกสลาย แตกดับไป เป็นธรรมดา
การปฏิบัติธรรม ตามคำสอนของพระพุทธองค์ เป็นวิถีทางที่จะช่วย ให้เกิดปัญญา ให้เห็นถึง สภาพความเป็นจริงเหล่านี้ จึงควรหมั่นปฏิบัติธรรม เพียรภาวนา เจริญสมาธิ ให้ดวงตาเห็นธรรม เพื่อให้พ้นจาก อำนาจการปรุงแต่งจิต พ้นจาก วงจรของความทุกข์เหล่านี้
วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2563
ความกตัญญูกตเวที
ความกตัญญูกตเวที
พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า ความกตัญญูนั้น ถือเป็นพื้นฐานของคนดี และ บุคคลที่หาได้ยากยิ่งในโลกนี้ ก็คือ บุคคลที่มีความกตัญญูกตเวที
ความกตัญญู คือ การรู้คุณ การรู้บุญคุณของ ผู้ใด หรือ สิ่งใด ที่ทำคุณไว้กับเรา แล้วตามระลึกถึง ด้วยความซาบซึ้งใจอยู่เสมอ โดยไม่ลืมเลือน ไม่ว่าคุณที่ทำแก่เรานั้น จะมาก หรือ น้อยก็ตาม
ส่วน กตเวที คือ การตอบแทนคุณของ ผู้ใด หรือ สิ่งใด ที่ได้ทำคุณไว้กับเรา การตอบแทนนี้ ไม่ได้หมายความว่า ตอบแทนกันแล้วก็หายกัน แต่หมายความว่า ต้องรำลึกถึงคุณนั้นอยู่เสมอ แล้วทำความดีตอบแทน ด้วยความจริงใจ ในทุกโอกาสที่ทำได้
สิ่งที่ควรแก่ความกตัญญูนั้น หลักๆแล้ว มีอยู่ 3 อย่าง คือ
1.บุคคล คือ คนที่มีบุญคุณ เคยดูแล เคยให้ความช่วยเหลือ ให้โอกาส ให้ความรู้ ฯลฯ เช่น บิดา มารดา ครูอาจารย์ เป็นต้น
2.สัตว์ เช่น สัตว์ที่ช่วยเราทำงาน อย่าง ช้าง ม้า วัว ควาย เป็นต้น
3.สิ่งของ เช่น หนังสือ ต้นไม้ อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ในการหาเลี้ยงชีพ เป็นต้น
ในส่วนของบุคคลนั้น ผู้ที่ควรให้ความสำคัญ ในการใหัความกตัญญูกตเวที มากที่สุด ก็คือ บิดา มารดา เพราะ เป็นผู้ให้กำเนิด ให้เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ เป็นผู้ที่คอยดูแล เลี้ยงดู อบรม ส้่งสอน ให้เราได้เติบใหญ่มา และ ถึงแม้ว่า บิดา มารดา จะเป็นผู้ที่ไม่มีศีลธรรม ไม่ได้ใส่ใจ ไม่ได้ดูแล ไม่ได้เลี้ยงดู เรามา ก็ยังควรจะต้อง ให้ความกตัญญูต่อท่าน เพราะ ถึงอย่างไร ก็เป็นผูัให้กำเนิด ถือว่าเป็นผูัมีบุญคุณอย่างสูง ถ้าไม่มีท่าน เราก็คงไม่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ อย่างทุกวันนี้ และ ความกตัญญูกตเวทีนี้ ไม่ควรทำเพื่อหวังที่จะได้อะไรตอบแทนกลับมา เช่น หวังว่าทำแล้ว ชีวิตจะเจริญรุ่งเรืองขึ้น มั่งคั่งร่ำรวยขึ้น การคิดแบบนี้ถือว่าไม่ถูกต้อง ควรระลึกอยู่เสมอว่า การมีความกตัญญูกตเวที คือ การทำความดี เราควรทำความดีเพื่อความดี แล้วความดีนั้นก็จะอยู่กับเรา ส่วนผลของความดีนั้น จะส่งผลต่อเรา เมื่อไหร่ อย่างไร ก็ปล่อยให้เป็นไปตาม วาระ ตามกฏแห่งกรรมที่ดำเนินไป ส่วนตัวเรา ก็ตั้งใจปฏิบัติ สร้างความดี มีความกตัญญูกตเวที อย่างจริงใจ ต่อผู้มีพระคุณอย่างเต็มที่ ก็ประเสริฐแล้ว
การตอบแทนคุณของ บิดา มารดานั้น ควรทำตลอดชีวิตของเรา แม้ว่า ท่านจะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม
- ช่วงที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ก็ช่วยดูแล ช่วยเหลือกิจการงานต่างๆ ของท่าน ในทางที่ดี ที่เหมาะสม(การช่วยในทางที่ผิด ช่วยกระทำผิด ไม่ใช่การกตัญญูกตเวที ที่ถูกต้อง และ ยังเป็นการสร้าง บาปกรรม ให้กับ ทั้งตัวเอง และ บิดามารดาด้วย) เอาใจใส่ ปรนนิบัติ ดูแล การกิน การอยู่ การใช้ชีวิตประจำวัน ให้ท่านได้รับความสะดวกสบาย ทั้งใน ยามดี ยามป่วยไข้ ยามชรา และ การตอบแทนนี้ ไม่จำเป็นต้อง ไปดิ้นรนขวนขวาย ให้มากมายจนเกินพอดี คนที่ร่ำรวย มีฐานะดี ก็อาจจะสามารถ ซื้อหาสิ่งต่างๆ เช่น ซื้อรถ ซื้อบ้าน ราคาแพงๆ ซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆได้โดยไม่เดือดร้อน แต่สำหรับ คนที่ไม่มีกำลังทรัพย์พอ ก็ไม่ต้องไปเปรียบเทียบ เพราะของราคาแพงกว่า หรูหรากว่า ไม่ได้หมายความว่า มีความกตัญญูกตเวที มากกว่า แค่ตอบแทนไปตามกำลังของเราที่มี อย่างเต็มที่ ก็ถือว่าเป็น ความกตัญญูกตเวที ที่ประเสริฐแล้ว
- ช่วงที่ท่านได้ล่วงลับไปแล้ว ก็ควรจะจัดพิธีศพให้ท่าน อย่างเหมาะสม และ ทำบุญ อุทิศส่วนกุศล ไปให้ท่าน อย่างสม่ำเสมอ
แต่ทั้งหมดนี้ ก็ยังไม่ใช่การตอบแทนที่ดีที่สุด วิธีตอบแทนที่ดีนั้น เราควรชักนำให้ท่าน ได้เข้าถึงธรรมะ ให้ศรัทธาในพระพุทธศๅสนา มีความยินดีในการบริจาคทาน รักษาศีล ทำสมาธิภาวนา ซึ่งจะเป็นประโยชน์อันยิ่งใหญ่แก่ตัวท่านเอง ทั้งในภพนี้ และ ภพหน้า
วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2563
ปรมัตรบารมี
ปรมัตรบารมี
บารมี หมายถึง การกระทำอันประเสริฐ การกระทำอันเป็นกุศล ที่ประกอบด้วยเจตนาอันดีงาม
บารมี มีทั้งหมด 10 ประการ ได้แก่
- ทานบารมี
- สีละบารมี
- เนกขัมมบารมี
- ปัญญาบารมี
- วิริยบารมี
- ขันติบารมี
- สัจจบารมี
- อธิษฐานบารมี
- เมตตาบารมี
- อุเบกขาบารมี
บารมียังแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ คือ
- ระดับบารมี หรือ บารมี 10 ทัส
- ระดับอุปบารมี หรือ บารมี 20 ทัส
- ระดับปรมัตถบารมี หรือ บารมี 30 ทัส
ระดับแรก คือ ระดับบารมี เป็นบารมีขั้นต้น เป็นการพำเพ็ญบารมีทั้ง 10 ประการ ด้วยการ ยอมสละสิ่งของนอกกาย เช่น ทรัพย์สินเงินทอง เสื้อผ้า อาหาร หรือแม้กระทั้ง บุตร ภรรยา สามี เป็นต้น ระดับนี้จึงเรียกว่า บารมี 10 ทัส ตัวอย่างของการบำเพ็ญระดับนี้ เช่น
ทานบารมี - การสละทรัพย์ของตนเอง เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น
ศีลบารมี -การตั้งมั่นรักษาศีลไว้ แม้จะต้องสูญเสีย เงินทอง ของมีค่าของตน
เนกขัมบารมี - การถือบวช โดยไม่เสียดาย หรือ อาลัยในทรัพย์สิน
เป็นต้น
ระดับที่สอง คือ ระดับอุปบารมี เป็นบารมีขั้นกลาง เป็นการพำเพ็ญบารมีทั้ง 10 ประการ ด้วยการ ยอมสละอวัยวะ สละเลือดเนื้อของตน เมื่อมาถึงระดับนี้ จึงเรียกว่า บารมี 20 ทัส (ระดับต้น 10 ระดับกลาง 10 รวมเป็น 20) ตัวอย่างของการบำเพ็ญระดับนี้ เช่น
ทานอุปบารมี - การสละ การอุทิศ ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายตน เพื่อผู้อื่น เช่น การบริจาคอวัยวะ การบริจาคดวงตา การบริจาคโลหิต
ปัญญาอุปบารมี - การใช้ปัญญา ในการช่วย รักษาอวัยวะ รักษาเลือดเนื้อ ของผู้อื่น
วิริยะอุปบารมี - การมีความเพียร โดยไม่อาลัยใน อวัยวะ หรือ เลือดเนื้อของตน
เมตตาอุปบารมี - การมีความเมตตา ต่อผู้ที่ ทำร้าย หรือ ทำอันตราย ต่ออวัยวะ หรือ เลือดเนื้อของตน
ขันติอุปบารมี - การมีความ อดทนอดกลั้น ต่อผู้ที่ ทำร้าย หรือ ทำอันตราย ต่ออวัยวะ หรือ เลือดเนื้อของตน
เป็นต้น
ระดับที่สาม คือ ระดับปรมัตถบารมี เป็นบารมีขั้นสูงสุด เป็นการพำเพ็ญบารมีทั้ง 10 ประการ ด้วยการ ยอมสละชีวิตของตนเอง เมื่อมาถึงระดับนี้จึงเรียกว่า บารมี 30 ทัส (ระดับต้น 10 ระดับกลาง 10 และ ระดับสูงอีก 10 รวมเป็น 30) ตัวอย่างของการบำเพ็ญระดับนี้ เช่น
ทานปรมัตถบารมี - การยอมสละชีวิตของตนเอง เป็นทานแก่ผู้อื่น
สัจจปรมัตถบารมี - การรักษาคำพูด แม้จะต้องยอมสละชีวิตตนเอง
อุเบกขาปรมัตถบารมี - การวางเฉย ต่อผู้ที่ มาทำร้ายชีวิตของตนเอง
เป็นต้น
อานิสงส์ของปรมัตถบารมี หรือ บารมี 30 ทัส ได้แก่
- ไม่เกิดเป็นคนที่ ตาบอดมาแต่กำเนิด
- ไม่เกิดเป็นคนที่ หูหนวกมาแต่กำเนิด
- ไม่เกิดเป็นคนใบ้ มาแต่กำเนิด
- ไม่เกิดเป็นคนที่พิการ มาแต่กำเนิด
- ไม่เกิดเป็นคนบ้า
- ไม่ไปเกิดในท้องของ นางทาสี
- ไม่เกิดเป็นสตรีเพศ
- ไม่เกิดเป็นบัณเฑาะก์
- ไม่เป็นโรคเรื้อน
- ไม่เกิดในประเทศที่ ป่าเถื่อน
- ไม่เป็นบุคคลที่ถือว่า เป็นอภัพบุคคลทั้งหลาย
- ถ้าต้องไปเกิดเป็น สัตว์เดียรฉาน ก็จะเป็นสัตว์ที่ ตัวไม่เล็กกว่านกกระจาบ และ ไม่ใหญ่กว่าช้าง
- ไม่ไปเกิดเป็น เปรต อสุรกาย
- ไม่ไปเกิดใน นรกอเวจี
- ไม่ไปเกิดใน นรกโลกันตร
บารมี หมายถึง การกระทำอันประเสริฐ การกระทำอันเป็นกุศล ที่ประกอบด้วยเจตนาอันดีงาม
บารมี มีทั้งหมด 10 ประการ ได้แก่
- ทานบารมี
- สีละบารมี
- เนกขัมมบารมี
- ปัญญาบารมี
- วิริยบารมี
- ขันติบารมี
- สัจจบารมี
- อธิษฐานบารมี
- เมตตาบารมี
- อุเบกขาบารมี
บารมียังแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ คือ
- ระดับบารมี หรือ บารมี 10 ทัส
- ระดับอุปบารมี หรือ บารมี 20 ทัส
- ระดับปรมัตถบารมี หรือ บารมี 30 ทัส
ระดับแรก คือ ระดับบารมี เป็นบารมีขั้นต้น เป็นการพำเพ็ญบารมีทั้ง 10 ประการ ด้วยการ ยอมสละสิ่งของนอกกาย เช่น ทรัพย์สินเงินทอง เสื้อผ้า อาหาร หรือแม้กระทั้ง บุตร ภรรยา สามี เป็นต้น ระดับนี้จึงเรียกว่า บารมี 10 ทัส ตัวอย่างของการบำเพ็ญระดับนี้ เช่น
ทานบารมี - การสละทรัพย์ของตนเอง เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น
ศีลบารมี -การตั้งมั่นรักษาศีลไว้ แม้จะต้องสูญเสีย เงินทอง ของมีค่าของตน
เนกขัมบารมี - การถือบวช โดยไม่เสียดาย หรือ อาลัยในทรัพย์สิน
เป็นต้น
ระดับที่สอง คือ ระดับอุปบารมี เป็นบารมีขั้นกลาง เป็นการพำเพ็ญบารมีทั้ง 10 ประการ ด้วยการ ยอมสละอวัยวะ สละเลือดเนื้อของตน เมื่อมาถึงระดับนี้ จึงเรียกว่า บารมี 20 ทัส (ระดับต้น 10 ระดับกลาง 10 รวมเป็น 20) ตัวอย่างของการบำเพ็ญระดับนี้ เช่น
ทานอุปบารมี - การสละ การอุทิศ ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายตน เพื่อผู้อื่น เช่น การบริจาคอวัยวะ การบริจาคดวงตา การบริจาคโลหิต
ปัญญาอุปบารมี - การใช้ปัญญา ในการช่วย รักษาอวัยวะ รักษาเลือดเนื้อ ของผู้อื่น
วิริยะอุปบารมี - การมีความเพียร โดยไม่อาลัยใน อวัยวะ หรือ เลือดเนื้อของตน
เมตตาอุปบารมี - การมีความเมตตา ต่อผู้ที่ ทำร้าย หรือ ทำอันตราย ต่ออวัยวะ หรือ เลือดเนื้อของตน
ขันติอุปบารมี - การมีความ อดทนอดกลั้น ต่อผู้ที่ ทำร้าย หรือ ทำอันตราย ต่ออวัยวะ หรือ เลือดเนื้อของตน
เป็นต้น
ระดับที่สาม คือ ระดับปรมัตถบารมี เป็นบารมีขั้นสูงสุด เป็นการพำเพ็ญบารมีทั้ง 10 ประการ ด้วยการ ยอมสละชีวิตของตนเอง เมื่อมาถึงระดับนี้จึงเรียกว่า บารมี 30 ทัส (ระดับต้น 10 ระดับกลาง 10 และ ระดับสูงอีก 10 รวมเป็น 30) ตัวอย่างของการบำเพ็ญระดับนี้ เช่น
ทานปรมัตถบารมี - การยอมสละชีวิตของตนเอง เป็นทานแก่ผู้อื่น
สัจจปรมัตถบารมี - การรักษาคำพูด แม้จะต้องยอมสละชีวิตตนเอง
อุเบกขาปรมัตถบารมี - การวางเฉย ต่อผู้ที่ มาทำร้ายชีวิตของตนเอง
เป็นต้น
อานิสงส์ของปรมัตถบารมี หรือ บารมี 30 ทัส ได้แก่
- ไม่เกิดเป็นคนที่ ตาบอดมาแต่กำเนิด
- ไม่เกิดเป็นคนที่ หูหนวกมาแต่กำเนิด
- ไม่เกิดเป็นคนใบ้ มาแต่กำเนิด
- ไม่เกิดเป็นคนที่พิการ มาแต่กำเนิด
- ไม่เกิดเป็นคนบ้า
- ไม่ไปเกิดในท้องของ นางทาสี
- ไม่เกิดเป็นสตรีเพศ
- ไม่เกิดเป็นบัณเฑาะก์
- ไม่เป็นโรคเรื้อน
- ไม่เกิดในประเทศที่ ป่าเถื่อน
- ไม่เป็นบุคคลที่ถือว่า เป็นอภัพบุคคลทั้งหลาย
- ถ้าต้องไปเกิดเป็น สัตว์เดียรฉาน ก็จะเป็นสัตว์ที่ ตัวไม่เล็กกว่านกกระจาบ และ ไม่ใหญ่กว่าช้าง
- ไม่ไปเกิดเป็น เปรต อสุรกาย
- ไม่ไปเกิดใน นรกอเวจี
- ไม่ไปเกิดใน นรกโลกันตร
วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2563
จิตว่าง
จิตว่าง
จิต มีหน้าที่ รับรู้อารมณ์ที่เกิดขึ้น จากสิ่งที่เข้ามากระทบทางประสาทสัมผัสต่างๆ ทั้งทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อมีสิ่งใดเข้ามากระทบ จิตจะรับรู้ และ คิดตามสิ่งนั้น จิตจะคิดไปในทางไหน จะคิดผิด หรือ คิดถูก ก็ขึ้นอยู่กับว่า จิตในขณะนั้น มีปัญญา หรือ มีกิเลส ครอบงำอยู่
ดังนั้น จิตจึงไม่อาจจะว่างได้เลย ไม่อาจว่างจากอารมณ์ ที่ต้องเกิดขึ้นตลอดเวลา ในทุกขณะต้องมีสิ่งที่เข้ามากระทบอยู่เสมอ ทั้งทางการมองเห็น การได้ยิน การสัมผัส(ทั้งทาง กาย และ ใจ) และ ต้องมีอารมณ์ อย่างใดอย่างหนึ่ง เกิดขึ้นตามควรในขณะนั้น จิตจึงไม่อาจจะว่างจากอารมณ์ได้เลย
แล้วจิตว่างเป็นอย่างไร
ความหมายของ จิตว่างนี้ ไม่ได้หมายถึง จิตที่ว่างเปล่า จิตที่ไม่มีอะไรเลย แต่หมายถึง สภาวะจิตที่ ว่างจากกิเลส จิตที่ละวางความเห็นแก่ตัว จิตที่ละวางจากการยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดไว้ว่า เป็น ตัวเรา หรือ ของเรา จิตที่ไม่ให้กิเลส เข้ามาครอบงำ เข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อน หรือ ผลักดัน สภาวะจิตที่ว่างจากกิเลสทั้งปวง เป็นจิตที่เต็มไปด้วย สติสัมปชัญญะ และ สติปัญญา สติสัมปชัญญะทำให้ ไม่หลง ไม่เผลอตัว ไม่ลืมตัว มีความรอบคอบ ไม่ทำอะไรที่ผิดไปจากที่ควรจะทำ สติปัญญาทำให้ เฉลียวฉลาด ในการคิด ในการตัดสินใจ ในการกระทำการใดๆ
การจะทำให้จิตว่างนั้น ทำได้โดยการ ฝึกเจริญสติ ฝึกควบคุมจิต ไม่ให้จิตฟุ้งซ่าน ไม่ให้กิเลสสามารถเข้ามาปรุงแต่งจิตได้ และ ฝึกชำระกิเลสให้หมดสิ้นไป ปล่อยวาง ไม่ยึดติด ไม่หมกมุ่นอยู่กับ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ให้มีสติอยู่ตลอดเวลา สตินี้เป็นกุศล ในขณะที่ กุศลจิตเกิดขึ้น อกุศลจิตก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ จิตในขณะนั้น ก็จะว่างจากอกุศล เมื่อรักษาสติไว้ได้ ใจก็จะไม่มีความอยาก หรือ ความไม่อยากใดๆ ใจก็จะไม่ทุกข์ ไม่สุข มีแต่ความสงบเย็น มีแต่สภาวะจิตที่เป็นปกติอยู่เสมอ
เมื่อจิตถูกฝึกดีแล้ว มีสติ มีปัญญา อยู่ประจำในใจ ก็จะสามารถดับกิเลสต่างๆได้ ตามลำดับ กิเลสใดที่ถูกดับได้แล้ว กิเลสประเภทนั้น ก็จะไม่เกิดขึ้นอีก ทำให้จิตว่างจากกิเลสประเภทนั้นได้ โดยเด็ดขาด
ผู้ใดที่จิตมีกิเลส ครอบงำอยู่มาก ก็ย่อมจะเป็นผู้ที่ มีความทุกข์มาก ผู้ใดที่จิตมีกิเลส ครอบงำอยู่น้อย ก็ย่อมจะเป็นผู้ที่ มีความทุกข์น้อย ดังนั้น จึงควรฝึก ชำระกิเลสในจิตให้หมดสิ้นไป เมื่อกิเลส ถูกชำระหมดไปจากจิตแล้ว จิตก็จะว่างจาก ความฟุ้งซ่าน ความกระสับกระส่าย ความร้อนรน ความกระวนกระวาย เป็นจิตที่เป็นอุเบกขา คือ เป็นจิตที่สงบ เป็นจิตที่มีอารมณ์เป็นกลาง ไม่ทุกข์ ไม่สุข เพราะ ไม่มีกิเลสครอบงำ เป็นจิตว่าง
จิต มีหน้าที่ รับรู้อารมณ์ที่เกิดขึ้น จากสิ่งที่เข้ามากระทบทางประสาทสัมผัสต่างๆ ทั้งทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อมีสิ่งใดเข้ามากระทบ จิตจะรับรู้ และ คิดตามสิ่งนั้น จิตจะคิดไปในทางไหน จะคิดผิด หรือ คิดถูก ก็ขึ้นอยู่กับว่า จิตในขณะนั้น มีปัญญา หรือ มีกิเลส ครอบงำอยู่
ดังนั้น จิตจึงไม่อาจจะว่างได้เลย ไม่อาจว่างจากอารมณ์ ที่ต้องเกิดขึ้นตลอดเวลา ในทุกขณะต้องมีสิ่งที่เข้ามากระทบอยู่เสมอ ทั้งทางการมองเห็น การได้ยิน การสัมผัส(ทั้งทาง กาย และ ใจ) และ ต้องมีอารมณ์ อย่างใดอย่างหนึ่ง เกิดขึ้นตามควรในขณะนั้น จิตจึงไม่อาจจะว่างจากอารมณ์ได้เลย
แล้วจิตว่างเป็นอย่างไร
ความหมายของ จิตว่างนี้ ไม่ได้หมายถึง จิตที่ว่างเปล่า จิตที่ไม่มีอะไรเลย แต่หมายถึง สภาวะจิตที่ ว่างจากกิเลส จิตที่ละวางความเห็นแก่ตัว จิตที่ละวางจากการยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดไว้ว่า เป็น ตัวเรา หรือ ของเรา จิตที่ไม่ให้กิเลส เข้ามาครอบงำ เข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อน หรือ ผลักดัน สภาวะจิตที่ว่างจากกิเลสทั้งปวง เป็นจิตที่เต็มไปด้วย สติสัมปชัญญะ และ สติปัญญา สติสัมปชัญญะทำให้ ไม่หลง ไม่เผลอตัว ไม่ลืมตัว มีความรอบคอบ ไม่ทำอะไรที่ผิดไปจากที่ควรจะทำ สติปัญญาทำให้ เฉลียวฉลาด ในการคิด ในการตัดสินใจ ในการกระทำการใดๆ
การจะทำให้จิตว่างนั้น ทำได้โดยการ ฝึกเจริญสติ ฝึกควบคุมจิต ไม่ให้จิตฟุ้งซ่าน ไม่ให้กิเลสสามารถเข้ามาปรุงแต่งจิตได้ และ ฝึกชำระกิเลสให้หมดสิ้นไป ปล่อยวาง ไม่ยึดติด ไม่หมกมุ่นอยู่กับ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ให้มีสติอยู่ตลอดเวลา สตินี้เป็นกุศล ในขณะที่ กุศลจิตเกิดขึ้น อกุศลจิตก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ จิตในขณะนั้น ก็จะว่างจากอกุศล เมื่อรักษาสติไว้ได้ ใจก็จะไม่มีความอยาก หรือ ความไม่อยากใดๆ ใจก็จะไม่ทุกข์ ไม่สุข มีแต่ความสงบเย็น มีแต่สภาวะจิตที่เป็นปกติอยู่เสมอ
เมื่อจิตถูกฝึกดีแล้ว มีสติ มีปัญญา อยู่ประจำในใจ ก็จะสามารถดับกิเลสต่างๆได้ ตามลำดับ กิเลสใดที่ถูกดับได้แล้ว กิเลสประเภทนั้น ก็จะไม่เกิดขึ้นอีก ทำให้จิตว่างจากกิเลสประเภทนั้นได้ โดยเด็ดขาด
ผู้ใดที่จิตมีกิเลส ครอบงำอยู่มาก ก็ย่อมจะเป็นผู้ที่ มีความทุกข์มาก ผู้ใดที่จิตมีกิเลส ครอบงำอยู่น้อย ก็ย่อมจะเป็นผู้ที่ มีความทุกข์น้อย ดังนั้น จึงควรฝึก ชำระกิเลสในจิตให้หมดสิ้นไป เมื่อกิเลส ถูกชำระหมดไปจากจิตแล้ว จิตก็จะว่างจาก ความฟุ้งซ่าน ความกระสับกระส่าย ความร้อนรน ความกระวนกระวาย เป็นจิตที่เป็นอุเบกขา คือ เป็นจิตที่สงบ เป็นจิตที่มีอารมณ์เป็นกลาง ไม่ทุกข์ ไม่สุข เพราะ ไม่มีกิเลสครอบงำ เป็นจิตว่าง
วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2563
การปล่อยวาง
การปล่อยวาง
การปล่อยวาง คือ การไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น ไม่ยึดติดในสิ่งใด แต่ไม่ใช่ การไม่ใส่ใจ การไม่สนใจ ละเลย ทิ้งขว้าง การปล่อยวางเป็นเพียงการปล่อยให้ เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น เป็นไปตามกรรม ตามเหตุปัจจัยที่กำหนด โดยที่ได้กระทำ ได้ตอบสนองต่อเหตุการณ์นั้นๆ อย่างเหมาะสมแล้ว ไม่ปราถนา ไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ไม่อยากเจอ ไม่อยากหลีกเลี่ยงหลีกหนี แค่ทำสิ่งที่ควรทำ ละเว้นสิ่งที่ควรละเว้น แล้วไม่ไปกังวล ไม่เป็นทุกข์ ต่อสิ่งเหล่านั้นอีก
แม้แต่ในการปฏิบัติธรรม พระพุทธองค์ยังทรงตรัสว่า อย่าได้ยึดมั่นในธรรม ให้ปฏิบัติเพื่อที่จะละวาง ไม่ใช่ปฏิบัติเพื่อที่จะสะสม ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น เมื่อปฏิบัติจนเข้าใจแล้ว ก็ให้ปล่อยวาง ปล่อยให้ใจเป็นอิสระ ทำความดีแล้วก็ปล่อยไป ละเว้นความชั่วแล้วก็ปล่อยไป อย่าไปเก็บไว้ ไม่ต้องไปยึดไว้ ให้รู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา มีสติอยู่ตลอดเวลา ฝึกใจให้ปราศจากกิเลส ให้ใจว่าง แต่ไม่ใช่ว่างเปล่า เป็นการว่างจากกิเลส แต่เต็มไปด้วยปัญญา
การบริจาคทาน เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ ฝึกปล่อยวางได้ เมื่อบริจาคไปแล้ว ก็ให้สละความรู้สึกความยึดถือในสิ่งนั้น สละความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ไม่ไปรู้สึกหวงแหนเสียดาย ไม่ไปหวังผลตอบแทนใดๆ ปล่อยวางมันไป
การให้อภัย ก็เป็นการฝึกปล่อยวางที่ดี ละวาง ความไม่พอใจ ความโกรธ จองล้างจองผลาญ อาฆาต แค้นเคือง ต่างๆ ไม่ยึดติดกับอารมณ์เหล่านี้ สวดมนต์แผ่เมตตาให้ แล้วปล่อยมันไป จะช่วยให้จิตใจ ปลอดโปร่ง โล่งสบาย
เมื่อเกิดความสูญเสียในชีวิต เช่น สูญเสียทรัพย์สิน เลิกรากับคนรัก คนรูัจักเสียชีวิต ก็ให้ปล่อยวางเสีย อย่าไป เสียดาย คร่ำครวญ โศกเศร้า เสียใจ ให้เข้าใจว่า สิ่งเหล่านี้ล้วน เป็นวิถีทางของโลก เป็นวิถีทางแห่งกรรม ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ ทุกสิ่งมีเกิดมีดับเป็นธรรมดา ถึงแม้จะเสียดาย เสียใจมากแค่ไหน ก็ไม่ได้ทำให้ ได้ทรัพย์สินที่สูญเสียคืนมา ไม่ได้ทำให้คนรักหวนคืนมา ไม่ได้ทำให้คนที่เสียชีวิตไปแล้วฟื้นคืนกลับมา เพราะฉะนั้น ปล่อยมันไป อย่าไปยึดไว้
สิ่งที่ควรปล่อยวางหลักๆแล้ว มีดังนี้
- ทรัพย์สิน เงินทอง สิ่งของมีค่าต่างๆ
- เกียรติยศ ชื่อเสียง อำนาจ บารมี
- อารมณ์ต่างๆ ความสุข ควาททุกข์ ความปราถนา ความกลัว ความกังวล ความรู้สึกผิด เป็นต้น
- บุคคลอันเป็นที่รัก
- ร่างกาย สังขาร ของตนเอง
- ชีวิตของตนเอง
- ความอยากไปสวรรค์ เรื่องของโลกหน้า
- ความดีความชั่ว ที่ได้เคยทำมา
- อัตตา หรือ ตัวตนของตัวเอง
ปล่อยทุกอย่าง ให้เป็นไปตามที่กรรมกำหนด ไม่คิด ไม่คาดการณ์ ไม่พยายามบังคับเหตุการณ์ในอนาคต แค่ทำสิ่งที่ควรทำในวันนี้ให้ดีที่สุด ไม่ต้องไปยึดติดกับสิ่งใด จิตใจก็จะสงบ และ เป็นสุข ปราศจากทุกข์
ความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ ความสุขจากการปล่อยวาง และ การปฏิบัติตนอยู่ในธรรม
การปล่อยวาง คือ การไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น ไม่ยึดติดในสิ่งใด แต่ไม่ใช่ การไม่ใส่ใจ การไม่สนใจ ละเลย ทิ้งขว้าง การปล่อยวางเป็นเพียงการปล่อยให้ เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น เป็นไปตามกรรม ตามเหตุปัจจัยที่กำหนด โดยที่ได้กระทำ ได้ตอบสนองต่อเหตุการณ์นั้นๆ อย่างเหมาะสมแล้ว ไม่ปราถนา ไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ไม่อยากเจอ ไม่อยากหลีกเลี่ยงหลีกหนี แค่ทำสิ่งที่ควรทำ ละเว้นสิ่งที่ควรละเว้น แล้วไม่ไปกังวล ไม่เป็นทุกข์ ต่อสิ่งเหล่านั้นอีก
แม้แต่ในการปฏิบัติธรรม พระพุทธองค์ยังทรงตรัสว่า อย่าได้ยึดมั่นในธรรม ให้ปฏิบัติเพื่อที่จะละวาง ไม่ใช่ปฏิบัติเพื่อที่จะสะสม ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น เมื่อปฏิบัติจนเข้าใจแล้ว ก็ให้ปล่อยวาง ปล่อยให้ใจเป็นอิสระ ทำความดีแล้วก็ปล่อยไป ละเว้นความชั่วแล้วก็ปล่อยไป อย่าไปเก็บไว้ ไม่ต้องไปยึดไว้ ให้รู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา มีสติอยู่ตลอดเวลา ฝึกใจให้ปราศจากกิเลส ให้ใจว่าง แต่ไม่ใช่ว่างเปล่า เป็นการว่างจากกิเลส แต่เต็มไปด้วยปัญญา
การบริจาคทาน เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ ฝึกปล่อยวางได้ เมื่อบริจาคไปแล้ว ก็ให้สละความรู้สึกความยึดถือในสิ่งนั้น สละความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ไม่ไปรู้สึกหวงแหนเสียดาย ไม่ไปหวังผลตอบแทนใดๆ ปล่อยวางมันไป
การให้อภัย ก็เป็นการฝึกปล่อยวางที่ดี ละวาง ความไม่พอใจ ความโกรธ จองล้างจองผลาญ อาฆาต แค้นเคือง ต่างๆ ไม่ยึดติดกับอารมณ์เหล่านี้ สวดมนต์แผ่เมตตาให้ แล้วปล่อยมันไป จะช่วยให้จิตใจ ปลอดโปร่ง โล่งสบาย
เมื่อเกิดความสูญเสียในชีวิต เช่น สูญเสียทรัพย์สิน เลิกรากับคนรัก คนรูัจักเสียชีวิต ก็ให้ปล่อยวางเสีย อย่าไป เสียดาย คร่ำครวญ โศกเศร้า เสียใจ ให้เข้าใจว่า สิ่งเหล่านี้ล้วน เป็นวิถีทางของโลก เป็นวิถีทางแห่งกรรม ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ ทุกสิ่งมีเกิดมีดับเป็นธรรมดา ถึงแม้จะเสียดาย เสียใจมากแค่ไหน ก็ไม่ได้ทำให้ ได้ทรัพย์สินที่สูญเสียคืนมา ไม่ได้ทำให้คนรักหวนคืนมา ไม่ได้ทำให้คนที่เสียชีวิตไปแล้วฟื้นคืนกลับมา เพราะฉะนั้น ปล่อยมันไป อย่าไปยึดไว้
สิ่งที่ควรปล่อยวางหลักๆแล้ว มีดังนี้
- ทรัพย์สิน เงินทอง สิ่งของมีค่าต่างๆ
- เกียรติยศ ชื่อเสียง อำนาจ บารมี
- อารมณ์ต่างๆ ความสุข ควาททุกข์ ความปราถนา ความกลัว ความกังวล ความรู้สึกผิด เป็นต้น
- บุคคลอันเป็นที่รัก
- ร่างกาย สังขาร ของตนเอง
- ชีวิตของตนเอง
- ความอยากไปสวรรค์ เรื่องของโลกหน้า
- ความดีความชั่ว ที่ได้เคยทำมา
- อัตตา หรือ ตัวตนของตัวเอง
ปล่อยทุกอย่าง ให้เป็นไปตามที่กรรมกำหนด ไม่คิด ไม่คาดการณ์ ไม่พยายามบังคับเหตุการณ์ในอนาคต แค่ทำสิ่งที่ควรทำในวันนี้ให้ดีที่สุด ไม่ต้องไปยึดติดกับสิ่งใด จิตใจก็จะสงบ และ เป็นสุข ปราศจากทุกข์
ความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ ความสุขจากการปล่อยวาง และ การปฏิบัติตนอยู่ในธรรม
วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2563
โง่อวดฉลาด
โง่อวดฉลาด
คนโง่ ที่รู้ตัวเองว่าโง่ ยังมีโอกาสพัฒนา เปลี่ยนเป็นคนฉลาดได้ แต่คนโง่ ที่อวดฉลาด คิดว่าตัวเอง ฉลาดกว่าคนอื่นแล้ว นั่นแหละที่เรียกว่า คนโง่แท้
คนโง่ที่ชอบอวดฉลาด มักจะคิดว่า ตัวเองดีกว่าคนอื่น ชอบตำหนิติเตียน วิพากษ์วิจารณ์คนอื่น เพราะคิดว่า เป็นการทำให้ตัวเอง ดูดีกว่า ดูฉลาดกว่า
คนโง่ที่ชอบอวดฉลาด มักจะคิดว่า ตัวเองเป็นฝ่ายถูกเสมอ เมื่อมีความขัดแย้ง จะโต้เถียงเอาเป็นเอาตาย เพียงเพื่อให้ตัวเองชนะ เพื่อให้ตัวเองดูดี ดูเป็นคนเก่งกว่า เป็นคนฉลาดกว่า
คนโง่ที่ชอบอวดฉลาด มักจะโยนความผิดของตัวเอง ให้กับคนอื่น ไม่ยอมรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำ เพราะคิดว่า จะทำให้ตัวเองดู เป็นคนไม่เก่ง ดูเป็นคนโง่
คนโง่ที่ชอบอวดฉลาด มักจะใช้ความโมโห ความก้าวร้าว ในการกลบเกลื่อน เมื่อเขารู้สึกว่า ควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ รู้สึกว่า อะไรๆ ไม่เป็นไปอย่างที่เขาคาดหวัง หรือ เมื่อเขาทำอะไรผิดพลาด เพื่อเป็นการป้องกัน ไม่ให้คนอื่นกล้าตำหนิติเตียน ซึ่งจะทำให้เขารู้สึกว่า คนอื่นเก่งกว่า ฉลาดกว่า และ ตัวเองจะต้องกลายเป็นคนโง่
และ คนโง่ที่ชอบอวดฉลาด มักจะไม่สนใจความรู้สึกของคนอื่น ไม่สนใจว่า คนอื่นคิดอะไร คนอื่นต้องการอะไร เพราะคิดว่า ตัวเองนั้น เก่งกว่า ฉลาดกว่า สิ่งที่ตัวเองคิด สิ่งที่ตัวเองทำ ถูกที่สุดแล้ว ดีที่สุดแล้ว เอาตัวเองเป็นใหญ่
คนที่ฉลาดแท้ มักจะไม่คุยโวโอ้อวด ไม่อวดดี ไม่แสดงว่า ตัวเองเก่ง ตัวเองรู้มาก มักจะทำตัว เรียบง่าย สมถะ ไม่ถือตัว ทะนงตนอยู่อย่างเงียบๆ พร้อมที่จะรับฟัง รับความคิดเห็นที่แตกต่างจากความคิดตัวเอง พิเคราะห์พิจารณาเรื่องต่างๆ แล้วจึงตัดสินใจ ตามเหมาะตามควร
คนฉลาด มักจะกล้าถาม กล้ายอมรับว่า ตัวเองไม่รู้ และ กล้าที่จะขอคำแนะนำจากคนอื่น โดยไม่กังวลว่า คนอื่นจะมองว่าตัวเองเป็นคนโง่ เพื่อให้ตัวเอง ได้ขจัดข้อสงสัย ได้ข้อมูล ได้ความรู้ ทำให้สามารถ ปรับปรุง พัฒนาตนเอง ให้ก้าวหน้าได้มากขึ้น
ส่วนคนที่ชอบอวดฉลาด มักจะหลงลำพองในตัวเอง จะพยายามสร้างภาพ ใหัตัวเองเป็นคนฉลาด ให้ตัวเองเป็นคนที่รู้ทุกเรื่องอยู่แล้ว ไม่ต้องเรียนรู้อะไรเพิ่มเติมอีก จึงไม่ยอมที่จะเอ่ยปากถาม ในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ เพราะ คิดว่าจะทำให้คนอื่นมองว่า ตัวเองเป็นคนโง่ จึงไม่ค่อยจะสามารถ ขจัดความสงสัย หรือ ความไม่รู้ออกไปได้ นอกจาก จะทำให้เป็นอุปสรรคต่อการ ปรับปรุง พัฒนาตนเอง ให้ก้าวหน้ามากขึ้นแล้ว ยังเปํนการถอยหลังเข้าคลองไปทุกทีอีกด้วย
การพยายามทำตัวเป็นคนฉลาด การไม่ยอมถามในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ การไม่ยอมรับฟัง คำแนะนำ คำชี้แนะ ที่ถูกต้อง เป็นตัวการสำคัญ ที่จะทำให้กลายเป็นคนโง่
คนโง่ ที่รู้ตัวเองว่าโง่ ยังมีโอกาสพัฒนา เปลี่ยนเป็นคนฉลาดได้ แต่คนโง่ ที่อวดฉลาด คิดว่าตัวเอง ฉลาดกว่าคนอื่นแล้ว นั่นแหละที่เรียกว่า คนโง่แท้
คนโง่ที่ชอบอวดฉลาด มักจะคิดว่า ตัวเองดีกว่าคนอื่น ชอบตำหนิติเตียน วิพากษ์วิจารณ์คนอื่น เพราะคิดว่า เป็นการทำให้ตัวเอง ดูดีกว่า ดูฉลาดกว่า
คนโง่ที่ชอบอวดฉลาด มักจะคิดว่า ตัวเองเป็นฝ่ายถูกเสมอ เมื่อมีความขัดแย้ง จะโต้เถียงเอาเป็นเอาตาย เพียงเพื่อให้ตัวเองชนะ เพื่อให้ตัวเองดูดี ดูเป็นคนเก่งกว่า เป็นคนฉลาดกว่า
คนโง่ที่ชอบอวดฉลาด มักจะโยนความผิดของตัวเอง ให้กับคนอื่น ไม่ยอมรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำ เพราะคิดว่า จะทำให้ตัวเองดู เป็นคนไม่เก่ง ดูเป็นคนโง่
คนโง่ที่ชอบอวดฉลาด มักจะใช้ความโมโห ความก้าวร้าว ในการกลบเกลื่อน เมื่อเขารู้สึกว่า ควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ รู้สึกว่า อะไรๆ ไม่เป็นไปอย่างที่เขาคาดหวัง หรือ เมื่อเขาทำอะไรผิดพลาด เพื่อเป็นการป้องกัน ไม่ให้คนอื่นกล้าตำหนิติเตียน ซึ่งจะทำให้เขารู้สึกว่า คนอื่นเก่งกว่า ฉลาดกว่า และ ตัวเองจะต้องกลายเป็นคนโง่
และ คนโง่ที่ชอบอวดฉลาด มักจะไม่สนใจความรู้สึกของคนอื่น ไม่สนใจว่า คนอื่นคิดอะไร คนอื่นต้องการอะไร เพราะคิดว่า ตัวเองนั้น เก่งกว่า ฉลาดกว่า สิ่งที่ตัวเองคิด สิ่งที่ตัวเองทำ ถูกที่สุดแล้ว ดีที่สุดแล้ว เอาตัวเองเป็นใหญ่
คนที่ฉลาดแท้ มักจะไม่คุยโวโอ้อวด ไม่อวดดี ไม่แสดงว่า ตัวเองเก่ง ตัวเองรู้มาก มักจะทำตัว เรียบง่าย สมถะ ไม่ถือตัว ทะนงตนอยู่อย่างเงียบๆ พร้อมที่จะรับฟัง รับความคิดเห็นที่แตกต่างจากความคิดตัวเอง พิเคราะห์พิจารณาเรื่องต่างๆ แล้วจึงตัดสินใจ ตามเหมาะตามควร
คนฉลาด มักจะกล้าถาม กล้ายอมรับว่า ตัวเองไม่รู้ และ กล้าที่จะขอคำแนะนำจากคนอื่น โดยไม่กังวลว่า คนอื่นจะมองว่าตัวเองเป็นคนโง่ เพื่อให้ตัวเอง ได้ขจัดข้อสงสัย ได้ข้อมูล ได้ความรู้ ทำให้สามารถ ปรับปรุง พัฒนาตนเอง ให้ก้าวหน้าได้มากขึ้น
ส่วนคนที่ชอบอวดฉลาด มักจะหลงลำพองในตัวเอง จะพยายามสร้างภาพ ใหัตัวเองเป็นคนฉลาด ให้ตัวเองเป็นคนที่รู้ทุกเรื่องอยู่แล้ว ไม่ต้องเรียนรู้อะไรเพิ่มเติมอีก จึงไม่ยอมที่จะเอ่ยปากถาม ในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ เพราะ คิดว่าจะทำให้คนอื่นมองว่า ตัวเองเป็นคนโง่ จึงไม่ค่อยจะสามารถ ขจัดความสงสัย หรือ ความไม่รู้ออกไปได้ นอกจาก จะทำให้เป็นอุปสรรคต่อการ ปรับปรุง พัฒนาตนเอง ให้ก้าวหน้ามากขึ้นแล้ว ยังเปํนการถอยหลังเข้าคลองไปทุกทีอีกด้วย
การพยายามทำตัวเป็นคนฉลาด การไม่ยอมถามในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ การไม่ยอมรับฟัง คำแนะนำ คำชี้แนะ ที่ถูกต้อง เป็นตัวการสำคัญ ที่จะทำให้กลายเป็นคนโง่
วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2563
อานิสงส์ทานบริสุทธิ์
อานิสงส์ทานบริสุทธิ์
ทาน คือ การให้, การเอื้อเฟื้อ การเสียสละ การแบ่งปัน
การให้ทาน เพื่อขจัด ความโลภโมโทสัน ความตระหนี่ถี่เหนียว ความเห็นแก่ตัวในจิตใจ ให้เบาบางลง จนถึงหมดสิ้นไป เป็นการขัดเกลาจิตใจ ให้สะอาดบริสุทธิ์ สร้างบุญ สร้างกุศล ให้แก่ตนเอง
การทำทานที่ดี ควรทำด้วยเจตนาที่ดี ทำด้วยจิตใจที่มีความสุขในการให้ แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ
- เจตนาก่อนการให้ คือ เมื่อนึกจะให้ ก็มีจิตใจเบิกบาน มีความพอใจ ในการที่จะให้ทานแก่ผู้อื่น
- เจตนาขณะกำลังให้ คือ ขณะที่กำลังให้ทาน ก็มีจิตใจเบิกบาน มีความพอใจ ในการที่ผู้อื่นรับทานจากตน
- เจตนาหลังการให้ คือ เมื่อให้ทานไปแล้ว ก็มีจิตใจเบิกบาน มีความพอใจ ในการให้ทานของตน ไม่คิดเสียดายในทานนั้น
บุคคลที่ได้ให้ทานด้วยจิตเจตนาที่ดี ครบทั้ง 3 ระยะ บุญย่อมมีผลมาก แต่ถ้าไม่ครบ บุญนั้นย่อมถูกลดทอนลงไป
การให้ทานที่ดี มีอยู่ 5 อย่าง คือ
1. ให้ทานด้วยศรัทธา เป็นการให้ทาน เพราะ เชื่อในเรื่องบุญเรื่องกรรม ศรัทธาในการทำความดี การให้ทานนี้ จะส่งผลให้ เป็นผู้มีทรัพย์ มีรูปงาม มีผิวพรรณที่งดงาม
2. ให้ทานด้วยเคารพ เป็นการให้ด้วยความเคารพ ไม่ดูถูก หรือ คิดว่าตนเองสูงส่งกว่าผู้รับ การให้ทานนี้ จะส่งผลให้ เป็นผู้มีทรัพย์มาก และ ภรรยา บุตร บริวาร เคารพเชื่อฟัง
3. ให้ทานตามกาลสมควร เป็นการให้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม ช่วงเวลาที่ผู้รับกำลังต้องการ การให้ทานนี้ จะส่งผลให้ เป็นผู้มีทรัพย์ และ ได้รับความช่วยเหลือเสมอเมื่อตนต้องการ
4. ให้ทานด้วยจิตอนุเคราะห์ เป็นการให้ทาน เพราะ เห็นผู้อื่น ลำบาก ขาด
แคลน จึงมีจิตช่วยเหลือด้วยความเต็มใจ ไม่หวังผลตอบแทนใดๆ
เพียงแค่ต้องการให้ผูีอื่น มีความสุข มีความสบายขึ้น การให้ทานนี้ จะส่งผลให้ เป็นผู้มั่งคั่ง มีจิตประณีตขึ้น และ มีกามคุณที่ประณีตยิ่งขึ้น
5. ให้ทานโดยไม่กระทบต่อตนเอง และ ผู้อื่น เป็นการให้ทานที่ ไม่ก่อให้เกิดปัญหา หรือ สร้างความเดือดร้อนให้กับ ทั้งตนเอง และ ผู้อื่น การให้ทานนี้ จะส่งผลให้ เป็นผู้มีทรัพย์มาก และ ไม่มีภยันตราย จากน้ำ ไฟ ทายาท ราชา หรือ จากคนที่ไม่เป็นที่รัก
ประเภทของทาน
ทานแบ่งเป็น 4 ประเภท คือ
1.อามิสทาน
2.อภัยทาน
3.วิทยาทาน
4.ธรรมทาน
1. อามิสทาน เป็นการให้ทานด้วย วัตถุสิ่งของ เรียกว่า วัตถุทาน พระพุทธองค์ทรงจำแนกวัตถุทานเอาไว้เป็น 10 อย่าง คือ ข้าว น้ำ ผ้า(เครื่องนุ่งห่ม) ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ประทีปดวงไฟ และ ที่อยู่ที่อาศัย
การให้ข้าว ให้น้ำ เป็นการให้กำลัง
การให้ผ้า(เครื่องนุ่งห่ม) เป็นการ ให้ผิวพรรณ ให้วรรณะ
การให้ยานพาหนะ เป็นการให้ความสุข ทั้งทางกาย และ ทางใจ
การให้ประทีบดวงไฟ เป็นการให้จักษุ(ดวงตา)
การให้ที่อยู่ที่อาศัย ถือว่าเป็นการให้ ทุกสิ่ง ทุกอย่าง
อามิสทานนี้ แบ่งตามคุณภาพของสิ่งที่ให้ ได้ 3 อย่าง คือ
- ทาสทาน ให้ของที่มีคุณภาพ ด้อยกว่าที่ตนใช้ แบบนี้จะได้บุญน้อย
- สหายทาน ให้ของที่มีคุณภาพ
เสมอกับที่ตนใช้ แบบนี้จะได้บุญมากขึ้น
- สามีทาน ให้ของที่มีคุณภาพ
ดีกว่าที่ตนใช้ แบบนี้จะได้บุญมากที่สุด
2. อภัยทาน เป็นการให้ทานโดยการ ให้ขีวิตสัตว์ รวมถึง การให้อภัยกัน การเลิกโกรธแค้น เลิกพยาบาทอาฆาตต่อกัน
3. วิทยาทาน เป็นการให้ทานด้วยการ ให้ข้อมูล ให้ความรู้ ให้คำแนะนำที่ดี มีประโยชน์ แก่ผู้อื่น
4. ธรรมทาน เป็นการให้ทานด้วยการ ให้ธรรมะ การให้ธรรมทาน เป็นการให้ แนวคิด แนวทางปฏิบัติ ในการดำเนินชีวิตที่ ถูกต้อง ดีงาม
ผู้ที่ขาดแคลนทรัพย์ ในการให้ทาน ก็สามารถที่จะ ให้ธรรมทานนี้ได้ เพียงแค่ตั้งใจศึกษาธรรมะ และ นำมาปฏิบัติ แล้วนำสิ่งที่ตนเองได้เรียนรู้ มาถ่ายทอดให้แก่ผู้อื่นต่อไป
ทาน คือ การให้, การเอื้อเฟื้อ การเสียสละ การแบ่งปัน
การให้ทาน เพื่อขจัด ความโลภโมโทสัน ความตระหนี่ถี่เหนียว ความเห็นแก่ตัวในจิตใจ ให้เบาบางลง จนถึงหมดสิ้นไป เป็นการขัดเกลาจิตใจ ให้สะอาดบริสุทธิ์ สร้างบุญ สร้างกุศล ให้แก่ตนเอง
การทำทานที่ดี ควรทำด้วยเจตนาที่ดี ทำด้วยจิตใจที่มีความสุขในการให้ แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ
- เจตนาก่อนการให้ คือ เมื่อนึกจะให้ ก็มีจิตใจเบิกบาน มีความพอใจ ในการที่จะให้ทานแก่ผู้อื่น
- เจตนาขณะกำลังให้ คือ ขณะที่กำลังให้ทาน ก็มีจิตใจเบิกบาน มีความพอใจ ในการที่ผู้อื่นรับทานจากตน
- เจตนาหลังการให้ คือ เมื่อให้ทานไปแล้ว ก็มีจิตใจเบิกบาน มีความพอใจ ในการให้ทานของตน ไม่คิดเสียดายในทานนั้น
บุคคลที่ได้ให้ทานด้วยจิตเจตนาที่ดี ครบทั้ง 3 ระยะ บุญย่อมมีผลมาก แต่ถ้าไม่ครบ บุญนั้นย่อมถูกลดทอนลงไป
การให้ทานที่ดี มีอยู่ 5 อย่าง คือ
1. ให้ทานด้วยศรัทธา เป็นการให้ทาน เพราะ เชื่อในเรื่องบุญเรื่องกรรม ศรัทธาในการทำความดี การให้ทานนี้ จะส่งผลให้ เป็นผู้มีทรัพย์ มีรูปงาม มีผิวพรรณที่งดงาม
2. ให้ทานด้วยเคารพ เป็นการให้ด้วยความเคารพ ไม่ดูถูก หรือ คิดว่าตนเองสูงส่งกว่าผู้รับ การให้ทานนี้ จะส่งผลให้ เป็นผู้มีทรัพย์มาก และ ภรรยา บุตร บริวาร เคารพเชื่อฟัง
3. ให้ทานตามกาลสมควร เป็นการให้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม ช่วงเวลาที่ผู้รับกำลังต้องการ การให้ทานนี้ จะส่งผลให้ เป็นผู้มีทรัพย์ และ ได้รับความช่วยเหลือเสมอเมื่อตนต้องการ
4. ให้ทานด้วยจิตอนุเคราะห์ เป็นการให้ทาน เพราะ เห็นผู้อื่น ลำบาก ขาด
แคลน จึงมีจิตช่วยเหลือด้วยความเต็มใจ ไม่หวังผลตอบแทนใดๆ
เพียงแค่ต้องการให้ผูีอื่น มีความสุข มีความสบายขึ้น การให้ทานนี้ จะส่งผลให้ เป็นผู้มั่งคั่ง มีจิตประณีตขึ้น และ มีกามคุณที่ประณีตยิ่งขึ้น
5. ให้ทานโดยไม่กระทบต่อตนเอง และ ผู้อื่น เป็นการให้ทานที่ ไม่ก่อให้เกิดปัญหา หรือ สร้างความเดือดร้อนให้กับ ทั้งตนเอง และ ผู้อื่น การให้ทานนี้ จะส่งผลให้ เป็นผู้มีทรัพย์มาก และ ไม่มีภยันตราย จากน้ำ ไฟ ทายาท ราชา หรือ จากคนที่ไม่เป็นที่รัก
ประเภทของทาน
ทานแบ่งเป็น 4 ประเภท คือ
1.อามิสทาน
2.อภัยทาน
3.วิทยาทาน
4.ธรรมทาน
1. อามิสทาน เป็นการให้ทานด้วย วัตถุสิ่งของ เรียกว่า วัตถุทาน พระพุทธองค์ทรงจำแนกวัตถุทานเอาไว้เป็น 10 อย่าง คือ ข้าว น้ำ ผ้า(เครื่องนุ่งห่ม) ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ประทีปดวงไฟ และ ที่อยู่ที่อาศัย
การให้ข้าว ให้น้ำ เป็นการให้กำลัง
การให้ผ้า(เครื่องนุ่งห่ม) เป็นการ ให้ผิวพรรณ ให้วรรณะ
การให้ยานพาหนะ เป็นการให้ความสุข ทั้งทางกาย และ ทางใจ
การให้ประทีบดวงไฟ เป็นการให้จักษุ(ดวงตา)
การให้ที่อยู่ที่อาศัย ถือว่าเป็นการให้ ทุกสิ่ง ทุกอย่าง
อามิสทานนี้ แบ่งตามคุณภาพของสิ่งที่ให้ ได้ 3 อย่าง คือ
- ทาสทาน ให้ของที่มีคุณภาพ ด้อยกว่าที่ตนใช้ แบบนี้จะได้บุญน้อย
- สหายทาน ให้ของที่มีคุณภาพ
เสมอกับที่ตนใช้ แบบนี้จะได้บุญมากขึ้น
- สามีทาน ให้ของที่มีคุณภาพ
ดีกว่าที่ตนใช้ แบบนี้จะได้บุญมากที่สุด
2. อภัยทาน เป็นการให้ทานโดยการ ให้ขีวิตสัตว์ รวมถึง การให้อภัยกัน การเลิกโกรธแค้น เลิกพยาบาทอาฆาตต่อกัน
3. วิทยาทาน เป็นการให้ทานด้วยการ ให้ข้อมูล ให้ความรู้ ให้คำแนะนำที่ดี มีประโยชน์ แก่ผู้อื่น
4. ธรรมทาน เป็นการให้ทานด้วยการ ให้ธรรมะ การให้ธรรมทาน เป็นการให้ แนวคิด แนวทางปฏิบัติ ในการดำเนินชีวิตที่ ถูกต้อง ดีงาม
ผู้ที่ขาดแคลนทรัพย์ ในการให้ทาน ก็สามารถที่จะ ให้ธรรมทานนี้ได้ เพียงแค่ตั้งใจศึกษาธรรมะ และ นำมาปฏิบัติ แล้วนำสิ่งที่ตนเองได้เรียนรู้ มาถ่ายทอดให้แก่ผู้อื่นต่อไป
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)