อานิสงส์ของการให้ทาน
การให้ทาน ควรมีองค์ประกอบ 3 ประการ ดังนี้
1.สิ่งที่ให้ทานต้องบริสุทธิ์ หมายถึง สิ่งที่จะให้เป็นทานนั้น เป็นสิ่งที่เราแสวงหามาได้ ด้วยความบริสุทธิ์ ในการกระทำ หรือ การประกอบอาชีพสุจริต
2.เจตนาในการให้ทานต้องบริสุทธิ์ หมายถึง การมีจิตใจเบิกบาน ในการให้ทานทั้ง 3 ระยะ คือ
- ระยะก่อนให้ทาน ก็มีจิตใจ โสมนัสยินดี ในการที่ผู้ได้รับจะมีความสุข เพราะทานของตน
- ระยะที่กำลังให้ทาน ก็ทำด้วยจิตใจโสมมนัสยินดี ในทานที่ตนกำลังให้นั้น
- ระยะหลังจากให้ทานแล้ว ก็มีจิตใจโสมมนัสยินดี ไม่เสียดายในทานนั้น
3.ผู้รับทานบริสุทธิ์ ยิ่งผู้ที่ได้รับทานมีศีลธรรมมาก ทานนั้นก็จะยิ่งมีผลมาก การให้ทานแก่พระสงฆ์ จะมีอานิสงส์มากกว่า การให้ทานแก่คนที่มีศีลทั่วไป พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ว่า การให้สังฆทาน มีอานิสงส์มากกว่า การให้ทานแก่พระองค์ และ การถวายทานเพื่อสร้างวิหาร มีผลมากกว่า การให้สังฆทาน
แต่ที่สำคัญ คือ การให้ทานโดย จิตที่คาดหวังว่า จะได้รับผลตอบแทน จากทานนั้น จะมีอนิสงส์น้อยกว่า การให้ทานเพื่อละกิเลส
อานิสงส์แห่งการให้ทาน 5 ประการ
1.ผู้ให้ทานย่อมเป็นที่รัก ของคนส่วนมาก
2.สัปบุรุษผู้สงบ ย่อมพอใจที่จะคบหากับ ผู้ให้ทาน
3.กิตติศัพท์อันดีงาม ของผู้ให้ทาน ย่อมขจรขจายไปทั่ว
4.ผู้ให้ทาน ย่อมไม่ห่างเหินจาก ธรรมของคฤหัสถ์
5.เมื่อผู้ให้ทาน ละจากโลกนี้ไป ย่อมเข้าถึง สุคติโลกสวรรค์
อานิสงส์ตามลักษณะของทาน พอจะจำแนกได้ ดังนี้
- ให้ทานด้วยความศรัทธา จะทำให้ เป็นผู้ที่มีรูปสวย ผิวพรรณงดงาม น่าดูน่าชม
- ให้ทานด้วยความเลื่อมใส จะทำให้ เป็นผู้ที่ได้รับความเคารพนับถือจากคนรอบข้าง จิตใจเบิกบาน ชีวิตเป็นความสุข
- ให้ทานด้วยความเคารพนับถือต่อผู้รับ
จะทำให้ เป็นผู้ที่ได้รับความนับถือ ยกย่อง มีผู้คนสรรเสริญ ชื่นชม หากมี บุตรบริวาร ก็จะเชื่อฟัง อบรมสั่งสอนง่าย
- ให้ทานโดยไม่กระทบตนเองและผู้อื่น จะทำให้ เป็นผู้มีทรัพย์มั่นคง ไม่มีภัยอันตรายใดๆ มาทำร้ายได้
- ให้ทานตามกาลเวลา คือ ให้ในเวลาที่เหมาะสม และ ให้เป็นประจำ จะทำให้ เป็นผู้ไม่ขาดแคลนทรัพย์ ในเวลาที่เดือดร้อน จะมีความช่วยเหลือ อย่างคาดไม่ถึง เข้ามาเสมอ
- ให้ทานด้วยมือตนเอง จะทำให้ เป็นผู้มีนิ้วมือเรียวงาม ร่างกายสง่างาม มีบุคลิกภาพดี
- ถวายกฐินแด่พระภิกษุ
เมื่อสิ้นอายุขัย จะได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ สถิตในวิมานแก้วสูง 5 โยชน์ เป็นเทพที่ได้นุ่งผ้าทิพย์ มีนางเทพอัปสรเป็นบริวารถึง 1 หมื่น ในปัจจุบันชาติจะมี ความเป็นอยู่ไม่ลำบาก มีกินมีใช้ไม่ตกต่ำ
- ถวายผ้าป่าแด่พระภิกษุ
จะทำให้มีความสุข มีความสามัคคีในหมู่คณะ ทั้งทางด้านการทำงาน และ ชีวิตส่วนตัว ไม่ตกต่ำ มีกินมีใช้ ทั้งในภพนี้ และ ภพหน้า เมื่อสิ้นอายุขัย จะได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
- ถวายพระพุทธรูปให้วัด
ไม่ว่าจะถวาย องค์เล็ก หรือ องค์ใหญ่ ก็ตาม จะทำให้เกิดบารมี เป็นที่รักเคารพ ทั้งเทพ และ เทวดา รวมถึงสิ่งมีชีวิตในภพภูมิทั้ง 3 โลก เมื่ออยู่ในโลกทิพย์ กายจะมีรัศมีสว่างไสว เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ จะมีรูปร่างงดงาม อวัยวะครบ 32 ประการ ทำให้หลุดพ้นจากอันตรายต่างๆ
- ถวายสังฆทาน
จะทำให้ ไม่พบเจอความลำบากยากแค้น มีแต่ความสุขสมบูรณ์ ทั้งภพนี้ และ ภพหน้า มีรูปงาม อวัยวะสมบูรณ์ มีทรัพย์สินเงินทอง ไม่เดือดร้อน เป็นผู้มีคุณธรรมจริยธรรม เมื่อสิ้นอายุขัย จะไปเกิดเป็น เทพบุตร เทพธิดา บนสวรรค์
- เป็นเจ้าภาพงานบวช หรือ ถวายเครื่องบวชพระ
จะได้รับอานิสงส์อันไพศาล ทั้งใน ภพนี้ และ ภพหน้า ส่งผลถึง บิดา มารดา บรรพบุรุษ เรื่องเคราะห์หามยามร้ายต่างๆจะหมดไป
- ถวายปัจจัยภิกษุอาพาธ จะทำให้ มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงดี ทั้งภพนี้ และ ภพหน้า จะไม่พบเจอกับ อุบัติภัยอันตราย หรือ ความเจ็บป่วยใดๆ
- ถวายกองเพลที่ใช้บอกเวลาในวัด
จะทำให้ มีเกียรติภูมิ มีชื่อเสียง เป็นที่เคารพรัก ทั้งใน มนุษย์โลก เทวโลก และ พรหมโลก
- ถวายระฆัง จะทำให้มีเสียงไพเราะ สดใส ดังกังวาน มีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่ว
- ถวายเครื่องหอม ดอกไม้ จะทำให้ มีกลิ่นกายหอม มีเสน่ห์ชวนให้เข้าใกล้ บุคลิกภาพดี สง่าผ่าเผย รูปร่างหน้าตา สวยงาม หรือ หล่อเหลา มีรูปเป็นทรัพย์
- ให้ทานโลงศพ เป็นการให้ที่พักสุดท้ายแก่ผู้ยากไร้ จะทำให้ ทุกข์โศกโรคภัย และ สิ่งอัปมงคลต่างๆ สลายไป มีอายุยืนยาว
- ให้ปัจจัยแก่ผู้ป่วยอนาถา จะทำให้มีสุขภาพดี แข็งแรง ผิวพรรณผ่องใส ทั้งใน ภพนี้ และ ภพหน้า
- ให้ทุนการศึกษา จะทำให้เป็นผู้รู้ มีสติปัญญาเฉียบแหลม ไม่ตกต่ำในทุกภพ ทุกชาติ และ อานิสงส์นี้ จะส่งผลไปถึงลูกหลาน วงศ์ตระกูล ให้เป็นผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลม เรียนเก่ง และ เป็นคนดี
- ให้ทานแก่ผู้พิการตาบอด จะทำให้ มีดวงตาที่แจ่มใส มองเห็นสัจธรรมได้
- ให้ทานแก่โครงการสาธารณภัย เช่น แจก อาหาร ผ้าห่ม เสื้อผ้า เพื่อช่วยบรรเทาความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ จะทำให้ มีความสมบูรณ์พูลสุข มีความอบอุ่น ไม่ขาดแคลนทุกภพชาติ อานิสงส์ ส่งผลถึงบุตรหลานบริวาร
- ไถ่ชีวิตโค กระบือ
จะทำให้ มีอายุที่ยืนยาว ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากทุกข์โศกโรคภัย เรื่องที่คับแค้นใจ จะผ่อนคลาย และ หมดไป
- ปล่อยนก จะทำให้ ชีวิตมีอิสรภาพ ไม่ถูกจองจำ การเดินทางเป็นไปโดยสวัสดิภาพ ถีามีคดีความที่ถูกเอาเปรียบ หรือ ถูกกลั่นแกล้ง จะรอดพ้นภัยจากคดีเหล่านั้น
- ปล่อยปลา จะทำให้ รอดพ้นจากอันตรายต่างๆ มีชีวิตยืนยาว
- ถวายข้าวสาร หรือ อาหารทุกรูปแบบ
จะทำให้ ไม่ขาดแคลน มีกินมีใช้ ทุกภพทุกชาติ เมื่อสิ้นอายุขัย ก็ไม่อดอยาก เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็จะเกิดในครอบครัวที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วย อาหาร และ โภคทรัพย์ ชีวิตมีความสุข
- สร้างหลังคาวิหารถวายวัด
จะทำให้ มีความสุขความเจริญ ทั้งภพนี้ และ ภพหน้า มีผู้คอยปกป้อง คุ้มครอง ช่วยเหลือ เมื่อมีภัยคุกคาม
- สร้างส้วมให้วัด
จะทำให้ ไม่มีทุกข์โศกโรคภัย เพราะ เป็นการสร้างที่ปลดทุกข์ ให้กับมวลมนุษย์ จะมีความสุขสบาย ทั้งภพนี้ และ ภพหน้า
- มอบที่ดินถวายวัด
จะทำให้ เป็นผู้มีอาณาบริเวณกว้างขวาง มีทรัพย์ มีบริวารมาก เมื่อสิ้นอายุขัย จะมีวิมานที่กว้างใหญ่ พร้อมด้วยบริวาร
- สร้างพระอุโบสถ
ทั้งการเป็นเจ้าภาพเอง และ เป็นผู้มีส่วนร่วม จะทำให้ เจริญด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ (อายุยืน ฐานะในสังคมสูง มีความสุข สุขภาพดี) เมื่อสิ้นอายุขัย จะได้ไปเสวยสุขในสรวงสวรรค์เป็นเวลานาน
- สร้างกุฏิถวายวัด
เป็นบารมีอันยิ่งใหญ่ เพราะ เป็นการสร้างที่พำนักอาศัย ให้แก่พระภิกษุสามเณร เป็นการส่งเสริม บำรุงพระพุทธศาสนา เมื่อสิ้นอายุขัย จะเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เสวยสุขอยู่เป็นเวลานาน
- สร้าง หรือ บูรณเจดีย์
เป็นกุศลอันประเสริฐ เพราะ เจดีย์เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ให้คนทั่วไปได้สักการบูชา อานิสงส์นี้ จะทำให้ ประสบความสุข ความเจริญ อุดมด้วยโภคทรัพย์ ลาภยศ สรรเสริญ ทั้งภพนี้ และ ภพหน้า
- ถวายธรรมมะ (หนังสือสวดมนต์)
จะทำให้ เป็นผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลม แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี สามารถเรียนรู้ และ เข้าใจสิ่งต่างๆได้ง่าย ชีวิตไม่ตกต่ำ เข้าสู่กระแสแห่งนิพพานได้เร็ว
- ถวายทุนการศึกษาพระปริยัติธรรม
จะทำให้ เป็นผู้รู้ และ เข้าใจทั้งทางโลก และ ทางธรรมได้ง่าย ศึกษาพระไตรปิฎกได้เร็ว เข้าถึงพระนิพพานได้ง่าย
- ถวายพระไตรปิฎก
จะทำไห้ เป็นผู้มีสติปัญญาดี สามารถเห็นภพภูมิตั้งแต่ อดีตชาติถึงปัจจุบันชาติ มีอานิสงส์ประมาณมิได้ นับเป็นอานิสงส์ที่ยิ่งใหญ่
วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2563
วันจันทร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2563
บุญกริยาวัตถุ 10
บุญกริยาวัตถุ 10
คำว่า บุญ ในพุทธศาสนา หมายถึง การชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ กำจัดสิ่งเศร้าหมอง อันเป็นเหตุแห่งความทุกข์ ที่เรียกว่ากิเลส อันได้แก่ โลภะ (ความโลภ), โทสะ (ความโกรธ), และ โมหะ (ความหลง) ให้หมดไปจากใจ
เราสามารถทำบุญ ได้ง่ายๆ ด้วย 10 วิธีการทำบุญ ที่เรียกว่า บุญกริยาวัตถุ 10 ซึ่งส่วนใหญ่สามารถทำได้ โดยไม่จำเป็นต้อง ใช้ทรัพย์สินเงินทอง แต่ใช้พฤติกรรม และ จิตใจของเรา เท่านั้น
บุญกริยาวัตถุ 10 มีดังนี้
1. ให้ทาน การให้ การแบ่งปันสิ่งที่ตนมี หรือ ตนเป็นเจ้าของ แก่ผู้อื่นไม่ว่าจะเป็น ทรัพย์สินเงินทอง หรือ ความรู้ ความสามารถ โดยไม่หวังผลตอบแทน และ ไม่หวงแหน เป็นวิธีช่วยลด ความเห็นแก่ตัว ความโลภ ความตระหนี่ได้ แต่การให้บางอย่าง เช่น สุรา หรือ มหรสพ สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดกามคุณ ทำให้ เกิดโทษ หรือ เป็นบาปได้ ก็ไม่สมควรให้
2. รักษาศีล ฝึกลดละความชั่ว ทำความดี กำจัดความโกรธ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น รักษาความสำรวม ทั้งกาย วาจา ใจ งดเว้นการฆ่าสัตว์ งดเว้นการลักทรัพย์ งดเว้นการประพฤติผิดในกาม งดเว้นการพูดเท็จ หรือ พูดส่อเสียด และ งดเว้นการดื่มสุรา หรือ เสพสิ่งเสพติด
3. เจริญภาวนา นั่งสมาธิ วิปัสนา จะเป็นการ ช่วยพัฒนาจิต และ ปัญญา ทำให้จิตสงบ ลดกิเลส มองสิ่งต่างๆตามความเป็นจริง
4. อ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ที่ควรนอบน้อม เป็นการลดความยึดมั่นถือมั่นในตัวเอง เข้าใจถึงความสำคัญของบุคคลอื่น จะทำให้ ไม่หลงตนเอง จิตใจอ่อนโยนลง ไม่คิดร้ายต่อผู้อื่น
5. ขวนขวายในกิจ หรือ งาน ที่ควรกระทำ ตั้งใจทำงานนั้นให้ประสบความสำเร็จ มีสมาธิการในการทำงานนั้นๆ รวมถึงการช่วยเหลือสังคม งานจิตอาสาต่างๆ ล้วนเป็นการทำบุญทั้งหมด
6. การให้บุญที่ตนถึงแล้วแก่ผู้อื่น เช่น การอุทิศส่วนบุญ ส่วนกุศล การกรวดน้ำ เป็นต้น การกระทำนี้จะช่วยให้จิตใจมีความอ่อนโยน มีความปราถนาดีให้กับผู้อื่น ต้องการให้ผู้อื่น มีความสุขเช่นเดียวกันตนเอง เป็นการสร้างความเมตตา กรุณา ขึ้นในใจเรา
7. ยินดีกับการทำความดี หรือ การทำบุญของผู้อื่น เมื่อเห็นผู้อื่นทำความดี ก็ชื่นชมยินดีด้วยใจจริง ไม่อิจฉา ไม่ระแวงสงสัยในความดีของเขา
8. ฟังธรรม ไม่ว่าจะเป็นการฟังธรรมโดยตรง หรือ ฟังจากสื่อต่างๆ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ สื่อออนไลน์ต่างๆ ก็ถือว่าเป็นการฟังธรรมทั้งสิ้น และ ไม่เพียงแต่การฟังธรรมจากพระสงฆ์เท่านั้น แต่การเลือกฟังสิ่งดีๆ ที่มีประโยชน์จากบุคคลรอบตัว ก็ถือว่าเป็นการฟังธรรมด้วยเช่นกัน
9. แสดงธรรม เมื่อศึกษาธรรมะแล้ว ถ่ายทอดให้แก่ผู้อื่น ไม่ว่าด้วยช่องทางใด ก็นับเป็นการทำบุญประการหนึ่ง เพราะทำให้ผู้คน ได้มีมุมมองชีวิตที่ถูกต้อง ตามธรรมะนั้น และ ยังเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาอีกด้วย แต่ถ้าเรา ไม่เข้าใจถ่องแท้ หรือ ไม่สามารถแสดงธรรมได้ถูกต้อง การแนะนำให้ผู้คนได้ ไปศึกษา ไปอ่าน ไปเรียนรู้ หลักธรรม ก็ได้บุญเช่นกัน
10. มีความคิดเห็นที่ถูกต้อง การมีความคิดเห็นที่ถูกต้อง จะทำให้เรา ละเว้นความชั่ว ประพฤติปฏิบัติตน เป็นคนดี การที่เราจะรู้ว่าเรามีความคิดเห็นที่ถูกต้องนั้น ต้องศึกษาอย่างจริงจัง และ สังเกตุตนเองบ่อยๆ มีสติอยู่กับตัว การมีสติจะทำให้เรา งดเว้นการทำบาปทั้งปวงได้
การทำบุญทั้ง 10 วิธีนี้ ทำได้ตลอดเวลา ถ้าเราทำเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง บุญก็จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเรา และ จะช่วยให้เรา ก้าวไปสู่ความสุขที่แท้จริง
คำว่า บุญ ในพุทธศาสนา หมายถึง การชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ กำจัดสิ่งเศร้าหมอง อันเป็นเหตุแห่งความทุกข์ ที่เรียกว่ากิเลส อันได้แก่ โลภะ (ความโลภ), โทสะ (ความโกรธ), และ โมหะ (ความหลง) ให้หมดไปจากใจ
เราสามารถทำบุญ ได้ง่ายๆ ด้วย 10 วิธีการทำบุญ ที่เรียกว่า บุญกริยาวัตถุ 10 ซึ่งส่วนใหญ่สามารถทำได้ โดยไม่จำเป็นต้อง ใช้ทรัพย์สินเงินทอง แต่ใช้พฤติกรรม และ จิตใจของเรา เท่านั้น
บุญกริยาวัตถุ 10 มีดังนี้
1. ให้ทาน การให้ การแบ่งปันสิ่งที่ตนมี หรือ ตนเป็นเจ้าของ แก่ผู้อื่นไม่ว่าจะเป็น ทรัพย์สินเงินทอง หรือ ความรู้ ความสามารถ โดยไม่หวังผลตอบแทน และ ไม่หวงแหน เป็นวิธีช่วยลด ความเห็นแก่ตัว ความโลภ ความตระหนี่ได้ แต่การให้บางอย่าง เช่น สุรา หรือ มหรสพ สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดกามคุณ ทำให้ เกิดโทษ หรือ เป็นบาปได้ ก็ไม่สมควรให้
2. รักษาศีล ฝึกลดละความชั่ว ทำความดี กำจัดความโกรธ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น รักษาความสำรวม ทั้งกาย วาจา ใจ งดเว้นการฆ่าสัตว์ งดเว้นการลักทรัพย์ งดเว้นการประพฤติผิดในกาม งดเว้นการพูดเท็จ หรือ พูดส่อเสียด และ งดเว้นการดื่มสุรา หรือ เสพสิ่งเสพติด
3. เจริญภาวนา นั่งสมาธิ วิปัสนา จะเป็นการ ช่วยพัฒนาจิต และ ปัญญา ทำให้จิตสงบ ลดกิเลส มองสิ่งต่างๆตามความเป็นจริง
4. อ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ที่ควรนอบน้อม เป็นการลดความยึดมั่นถือมั่นในตัวเอง เข้าใจถึงความสำคัญของบุคคลอื่น จะทำให้ ไม่หลงตนเอง จิตใจอ่อนโยนลง ไม่คิดร้ายต่อผู้อื่น
5. ขวนขวายในกิจ หรือ งาน ที่ควรกระทำ ตั้งใจทำงานนั้นให้ประสบความสำเร็จ มีสมาธิการในการทำงานนั้นๆ รวมถึงการช่วยเหลือสังคม งานจิตอาสาต่างๆ ล้วนเป็นการทำบุญทั้งหมด
6. การให้บุญที่ตนถึงแล้วแก่ผู้อื่น เช่น การอุทิศส่วนบุญ ส่วนกุศล การกรวดน้ำ เป็นต้น การกระทำนี้จะช่วยให้จิตใจมีความอ่อนโยน มีความปราถนาดีให้กับผู้อื่น ต้องการให้ผู้อื่น มีความสุขเช่นเดียวกันตนเอง เป็นการสร้างความเมตตา กรุณา ขึ้นในใจเรา
7. ยินดีกับการทำความดี หรือ การทำบุญของผู้อื่น เมื่อเห็นผู้อื่นทำความดี ก็ชื่นชมยินดีด้วยใจจริง ไม่อิจฉา ไม่ระแวงสงสัยในความดีของเขา
8. ฟังธรรม ไม่ว่าจะเป็นการฟังธรรมโดยตรง หรือ ฟังจากสื่อต่างๆ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ สื่อออนไลน์ต่างๆ ก็ถือว่าเป็นการฟังธรรมทั้งสิ้น และ ไม่เพียงแต่การฟังธรรมจากพระสงฆ์เท่านั้น แต่การเลือกฟังสิ่งดีๆ ที่มีประโยชน์จากบุคคลรอบตัว ก็ถือว่าเป็นการฟังธรรมด้วยเช่นกัน
9. แสดงธรรม เมื่อศึกษาธรรมะแล้ว ถ่ายทอดให้แก่ผู้อื่น ไม่ว่าด้วยช่องทางใด ก็นับเป็นการทำบุญประการหนึ่ง เพราะทำให้ผู้คน ได้มีมุมมองชีวิตที่ถูกต้อง ตามธรรมะนั้น และ ยังเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาอีกด้วย แต่ถ้าเรา ไม่เข้าใจถ่องแท้ หรือ ไม่สามารถแสดงธรรมได้ถูกต้อง การแนะนำให้ผู้คนได้ ไปศึกษา ไปอ่าน ไปเรียนรู้ หลักธรรม ก็ได้บุญเช่นกัน
10. มีความคิดเห็นที่ถูกต้อง การมีความคิดเห็นที่ถูกต้อง จะทำให้เรา ละเว้นความชั่ว ประพฤติปฏิบัติตน เป็นคนดี การที่เราจะรู้ว่าเรามีความคิดเห็นที่ถูกต้องนั้น ต้องศึกษาอย่างจริงจัง และ สังเกตุตนเองบ่อยๆ มีสติอยู่กับตัว การมีสติจะทำให้เรา งดเว้นการทำบาปทั้งปวงได้
การทำบุญทั้ง 10 วิธีนี้ ทำได้ตลอดเวลา ถ้าเราทำเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง บุญก็จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเรา และ จะช่วยให้เรา ก้าวไปสู่ความสุขที่แท้จริง
วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2563
อานิสงค์การแผ่เมตตา
อานิสงค์ของการแผ่เมตตา
พระพุทธเจ้าได้เคยตรัสไว้ว่า ผู้ใดที่แผ่เมตตาเป็นประจำ ย่อมจะได้รับ อานิสงส์ของการแผ่เมตตา ซึ่งมีอยู่ 11 ประการ ดังต่อไปนี้
1. นอนหลับได้อย่างเป็นสุข คือ หลับสนิท หลับสบาย
2. เมื่อตื่นขึ้นมาก็เป็นสุข คือ เมื่อตื่นก็ สบายใจ สบายตัว ไม่มีอาการง่วงต่ออีก หายอ่อนเพลีย
3. ไม่ฝันร้าย คือ จะไม่สะดุ้งตื่น จากการฝันเห็นสิ่งเลวร้าย หรือ สิ่งหวาดเสียวต่าง ๆ
4. เป็นที่รักของ มนุษย์ ทั่วไปทั้งหลาย คือ จะปราศจากศัตรูผู้คิดร้าย ถึงแม้มีผู้ไม่ชอบใจ ก็จะเปลี่ยนกลับมาชอบได้ จะเป็นคนมีเสน่ห์
5. เป็นที่รักของอมนุษย์ทั่วไปทั้งหลาย คือ แม้แต่สัตว์ต่าง ๆ ก็จะรักผู้ที่แผ่เมตตาให้ ไม่ทำร้าย ไม่ขบไม่กัด ปลอดภัยจากเขี้ยวงาทุกชนิด
6. เทวดา ย่อมรักษา และ ป้องคุ้มครอง คือ จะเดินทางไปแห่งหนตำบลใด เทวดาจะช่วยคุ้มครอง ให้ปลอดภัย จากอุปัทวภัยต่าง ๆ
7. ศาสตรา ไฟ ยาพิษ ไม่ล่วงเกินแผ้วพาน คือ จะปลอดภัยจากสิ่งต่างๆเหล่านี้
8. จิตเป็นสมาธิได้เร็ว คือ ผู้ที่แผ่เมตตาอยู่เป็นประจำ ถ้าฝึกทำสมาธิ จิตก็จะสงบนิ่งได้เร็ว
9. หน้าตา ผิวพรรณ ผ่องใส คือ ผู้ที่มีเมตตาจิต แผ่เมตตาอยู่เป็นประจำ ผิวพรรณ หน้าตา จะดูอิ่มเอิบ มีน้ำมีนวล ดูมีเสน่ห์อยู่เสมอ แม้ว่า รูปร่างหน้าตาจะไม่สวยงาม หรือ มีอายุมากแล้วก็ตาม
10. ไม่หลงเวลาตาย คือ เวลาใกล้เสียชีวิต จะไม่ โวยวาย ละเมอ หลงเพ้อ อย่างนั้นอย่างนี้ ไม่มีอาการดิ้นทุรนทุรายให้เป็นที่น่าเวทนาของผู้อื่น จะสิ้นใจไปอย่างสงบ
11. เมื่อยังไม่บรรลุธรรม ย่อมเข้าถึงพรหมโลก คือ ผู้ที่มีเมตตาจิต แผ่เมตตาอยู่เป็นประจำ แม้ว่าจะยังไม่ได้บรรลุธรรมชั้นสูง แต่ก็จะไปเกิดในพรหมโลก ซึ่งเป็นที่เกิดของผู้ที่ได้ฌานได้
ดังนั้น จึงควรเจริญเมตตา ไปให้สรรพสัตว์ทุกชนิด ทั้งเจาะจง และ ไม่เจาะจง และ ควรเจริญ กรุณา มุทิตา อุเบกขา ด้วย ถึงแม้จะไม่บรรลุมรรคผล แต่ก็ยังสามารถเข้าถึง พรหมโลกได้
สมเด็จพระพุฒาจารย์โต วัดระฆัง ได้เคยสอนเริ่อง การแผ่เมตตาไว้ว่า
มนุษย์เรานี้ เมื่อนั่งสมาธิจนจิตสงบ วิญญาณก็จะสงบ
ธาตุทั้ง 4 จะเสมอกัน แล้วเปล่งเป็นพลังงานออกไป และ เมื่อแผ่เมตตา ด้วยจิตเจตนาที่บริสุทธิ์
ด้วยจิตที่เป็นมิตรกับทุกคน เขาก็ย่อมจะเป็นมิตรกับเรา
หรือ อีกนัยหนึ่งก็คือ เมื่อเราผูกมิตรกับเขา เขาก็ย่อมเป็นมิตรกับเรา
แม้แต่คนที่เป็นอันธพาล เมื่อเราแผ่เมตตาให้เขาทุกวัน เขาก็ต้องเปลี่ยนมาเป็นมิตรกับเราเข้า สักวันหนึ่งจนได้
เมื่อเรามีเจตนาดี ต่อดวงวิญญาณทุกดวง
ดวงวิญญาณทุกดวง ก็ย่อมจะรับรู้ถึง กระแสแห่งเจตนาจิตของเรา
บทสวดแผ่เมตตาสำหรับตนเอง
อะหัง สุขิโต โหมิ
อะหัง นิททุกโข โหมิ
อะหัง อะเวโร โหมิ
อะหัง อัพยาปัชโฌ โหมิ
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ
ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข
ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากความทุกข์
ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากเวร
ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากอุปสรรคอันตรายทั้งปวง
ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุขกายสุขใจ ให้รอดพ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวงด้วยเถิด
บทสวดแผ่เมตตาให้ผู้อื่น
สัพเพสัตตา
สัตว์ทั้งหลาย ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อะเวรา โหนตุ
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
อัพยาปัชฌา โหนตุ
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้พยาบาทเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
อนีฆา โหนตุ
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
สุขีอัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ
พระพุทธเจ้าได้เคยตรัสไว้ว่า ผู้ใดที่แผ่เมตตาเป็นประจำ ย่อมจะได้รับ อานิสงส์ของการแผ่เมตตา ซึ่งมีอยู่ 11 ประการ ดังต่อไปนี้
1. นอนหลับได้อย่างเป็นสุข คือ หลับสนิท หลับสบาย
2. เมื่อตื่นขึ้นมาก็เป็นสุข คือ เมื่อตื่นก็ สบายใจ สบายตัว ไม่มีอาการง่วงต่ออีก หายอ่อนเพลีย
3. ไม่ฝันร้าย คือ จะไม่สะดุ้งตื่น จากการฝันเห็นสิ่งเลวร้าย หรือ สิ่งหวาดเสียวต่าง ๆ
4. เป็นที่รักของ มนุษย์ ทั่วไปทั้งหลาย คือ จะปราศจากศัตรูผู้คิดร้าย ถึงแม้มีผู้ไม่ชอบใจ ก็จะเปลี่ยนกลับมาชอบได้ จะเป็นคนมีเสน่ห์
5. เป็นที่รักของอมนุษย์ทั่วไปทั้งหลาย คือ แม้แต่สัตว์ต่าง ๆ ก็จะรักผู้ที่แผ่เมตตาให้ ไม่ทำร้าย ไม่ขบไม่กัด ปลอดภัยจากเขี้ยวงาทุกชนิด
6. เทวดา ย่อมรักษา และ ป้องคุ้มครอง คือ จะเดินทางไปแห่งหนตำบลใด เทวดาจะช่วยคุ้มครอง ให้ปลอดภัย จากอุปัทวภัยต่าง ๆ
7. ศาสตรา ไฟ ยาพิษ ไม่ล่วงเกินแผ้วพาน คือ จะปลอดภัยจากสิ่งต่างๆเหล่านี้
8. จิตเป็นสมาธิได้เร็ว คือ ผู้ที่แผ่เมตตาอยู่เป็นประจำ ถ้าฝึกทำสมาธิ จิตก็จะสงบนิ่งได้เร็ว
9. หน้าตา ผิวพรรณ ผ่องใส คือ ผู้ที่มีเมตตาจิต แผ่เมตตาอยู่เป็นประจำ ผิวพรรณ หน้าตา จะดูอิ่มเอิบ มีน้ำมีนวล ดูมีเสน่ห์อยู่เสมอ แม้ว่า รูปร่างหน้าตาจะไม่สวยงาม หรือ มีอายุมากแล้วก็ตาม
10. ไม่หลงเวลาตาย คือ เวลาใกล้เสียชีวิต จะไม่ โวยวาย ละเมอ หลงเพ้อ อย่างนั้นอย่างนี้ ไม่มีอาการดิ้นทุรนทุรายให้เป็นที่น่าเวทนาของผู้อื่น จะสิ้นใจไปอย่างสงบ
11. เมื่อยังไม่บรรลุธรรม ย่อมเข้าถึงพรหมโลก คือ ผู้ที่มีเมตตาจิต แผ่เมตตาอยู่เป็นประจำ แม้ว่าจะยังไม่ได้บรรลุธรรมชั้นสูง แต่ก็จะไปเกิดในพรหมโลก ซึ่งเป็นที่เกิดของผู้ที่ได้ฌานได้
ดังนั้น จึงควรเจริญเมตตา ไปให้สรรพสัตว์ทุกชนิด ทั้งเจาะจง และ ไม่เจาะจง และ ควรเจริญ กรุณา มุทิตา อุเบกขา ด้วย ถึงแม้จะไม่บรรลุมรรคผล แต่ก็ยังสามารถเข้าถึง พรหมโลกได้
สมเด็จพระพุฒาจารย์โต วัดระฆัง ได้เคยสอนเริ่อง การแผ่เมตตาไว้ว่า
มนุษย์เรานี้ เมื่อนั่งสมาธิจนจิตสงบ วิญญาณก็จะสงบ
ธาตุทั้ง 4 จะเสมอกัน แล้วเปล่งเป็นพลังงานออกไป และ เมื่อแผ่เมตตา ด้วยจิตเจตนาที่บริสุทธิ์
ด้วยจิตที่เป็นมิตรกับทุกคน เขาก็ย่อมจะเป็นมิตรกับเรา
หรือ อีกนัยหนึ่งก็คือ เมื่อเราผูกมิตรกับเขา เขาก็ย่อมเป็นมิตรกับเรา
แม้แต่คนที่เป็นอันธพาล เมื่อเราแผ่เมตตาให้เขาทุกวัน เขาก็ต้องเปลี่ยนมาเป็นมิตรกับเราเข้า สักวันหนึ่งจนได้
เมื่อเรามีเจตนาดี ต่อดวงวิญญาณทุกดวง
ดวงวิญญาณทุกดวง ก็ย่อมจะรับรู้ถึง กระแสแห่งเจตนาจิตของเรา
บทสวดแผ่เมตตาสำหรับตนเอง
อะหัง สุขิโต โหมิ
อะหัง นิททุกโข โหมิ
อะหัง อะเวโร โหมิ
อะหัง อัพยาปัชโฌ โหมิ
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ
ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข
ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากความทุกข์
ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากเวร
ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากอุปสรรคอันตรายทั้งปวง
ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุขกายสุขใจ ให้รอดพ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวงด้วยเถิด
บทสวดแผ่เมตตาให้ผู้อื่น
สัพเพสัตตา
สัตว์ทั้งหลาย ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อะเวรา โหนตุ
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
อัพยาปัชฌา โหนตุ
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้พยาบาทเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
อนีฆา โหนตุ
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
สุขีอัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ
วันจันทร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2563
อานิสงส์การสวดมนต์
อานิสงส์ของการสวดมนต์ เทศนาโดย ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี
ในสมัยรัชกาลที่ 4 ที่บ้านของ ท่านเจ้าพระยาสรรเพชรภักดี เจ้าประคุณสมเด็จโต ได้เทศน์เรื่อง อานิสงส์ของการสวดมนต์ โดยมีเนื้อหาสรุปได้ดังนี้
ท่านเจ้าประคุณ ได้กล่าวว่า การสวดมนต์ มีประโยชน์อย่างมากมาย เพราะ การสวดมนต์ เป็นการกล่าวถึง คุณงามความดีของ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระธรรมคำสอนของพระองค์
และ พระสงฆ์อรหันต์อริยะเจ้า
การสวดมนต์อย่างตั้งใจ จนจิตเป็นสมาธิ แล้วใช้สติ พิจารณาจนเกิดปัญญา จะทำให้ผู้สวด สำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้
โดยมีหลักฐาน ปรากฏอยู่ใน พระธรรมคำสอนว่า
การที่จะบรรลุธรรม เป็นพระอรหันต์ได้นั้น มีอยู่ 5 โอกาส คือ
- เมื่อฟังธรรม
- เมื่อแสดงธรรม
- เมื่อสาธยายธรรม คือ การสวดมนต์
- เมื่อตรึกตรองธรรม หรือ เพ่งธรรมอยู่ในขณะนั้น
- เมื่อเจริญวิปัสสนาญาณ
ตั้งแต่สมัยพุทธกาล ประเพณีทางพุทธศาสนา ที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา ก็คือ การสวดมนต์ทั้ง เช้า และ เย็น
การสวดมนต์ที่ดีพร้อม ต้องประกอบด้วยองค์ทั้ง 3 คือ
- กาย มีอาการสำรวมสงบเรียบร้อย
- ใจ มีความเคารพนบนอบต่อ คุณพระรัตนตรัย
- วาจา เป็นการกล่าวสรรเสริญถึง พระคุณอันประเสริฐ ทั้ง 3 และ เป็นการขอขมา หากมีการผิดพลาด การกล่าวสักการะเทิดทูน สิ่งสูงยิ่งนี้ เรียกได้ว่า เป็นการสร้างกุศล อันเป็นมงคลสูงสุดทีเดียว
หากผู้ใดสวดมนต์ทั้งเช้า และ เย็น เป็นประจำไม่ขาดแล้ว ผู้นั้นย่อมจะ เข้าสู่แดนพระอรหันต์ได้ อย่างแน่นอน
ในการสวดมนต์ ควรสวดให้มีเสียงดัง พอสมควร จะทำให้ได้ประโยชน์ทั้งแก่ จิตของตนเอง และ จิตของผู้อื่น
- ประโยชน์แก่จิตของตนเอง คือ เสียงสวดมนต์จะกลบเสียงจากภายนอก ไม่ให้เข้ามารบกวนจิต ทำให้จิตสงบอยู่กับการสวดมนต์ ซึ่งจะทำให้เกิดสมาธิ เกิดปัญญา ในจิตใจของผู้สวด
- ประโยชน์แก่จิตของผู้อื่น คือ ผู้ที่ได้ยินได้ฟังเสียงสวดมนต์ ก็จะพลอยเกิดความสงบ เกิดปัญญา ตามไปด้วย ผู้สวดก็ได้กุศลจากการให้ทานโดยเสียง เหล่าพรหมเทพที่ชอบฟังการสวดมนต์ซึ่งมีอยู่มาก ก็จะมาชุมนุมกันเพื่อฟัง การสวดมนต์ เมื่อมีเหล่าพรหมเทพล้อมรอบตัวผู้สวดอยู่นั้น ภัยอันตรายต่าง ๆ ก็ไม่สามารถกล้ำกลาย ต้วผู้สวดมนต์ได้ และ ยังรวมถึงอาณาเขตบริเวณบ้านของผู้สวดมนต์ ย่อมมีเกราะแห่งพรหมเทพทั้งหลาย ป้องกันภัยอันตรายต่างๆ ได้อย่างดีเยี่ยม
การสวดมนต์ เป็นการระลึกถึงคุณของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เมื่อจิตมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ภัยอันตรายใดๆ ก็จะไม่สามารถกล้ำกลายได้
ในสมัยรัชกาลที่ 4 ที่บ้านของ ท่านเจ้าพระยาสรรเพชรภักดี เจ้าประคุณสมเด็จโต ได้เทศน์เรื่อง อานิสงส์ของการสวดมนต์ โดยมีเนื้อหาสรุปได้ดังนี้
ท่านเจ้าประคุณ ได้กล่าวว่า การสวดมนต์ มีประโยชน์อย่างมากมาย เพราะ การสวดมนต์ เป็นการกล่าวถึง คุณงามความดีของ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระธรรมคำสอนของพระองค์
และ พระสงฆ์อรหันต์อริยะเจ้า
การสวดมนต์อย่างตั้งใจ จนจิตเป็นสมาธิ แล้วใช้สติ พิจารณาจนเกิดปัญญา จะทำให้ผู้สวด สำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้
โดยมีหลักฐาน ปรากฏอยู่ใน พระธรรมคำสอนว่า
การที่จะบรรลุธรรม เป็นพระอรหันต์ได้นั้น มีอยู่ 5 โอกาส คือ
- เมื่อฟังธรรม
- เมื่อแสดงธรรม
- เมื่อสาธยายธรรม คือ การสวดมนต์
- เมื่อตรึกตรองธรรม หรือ เพ่งธรรมอยู่ในขณะนั้น
- เมื่อเจริญวิปัสสนาญาณ
ตั้งแต่สมัยพุทธกาล ประเพณีทางพุทธศาสนา ที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา ก็คือ การสวดมนต์ทั้ง เช้า และ เย็น
การสวดมนต์ที่ดีพร้อม ต้องประกอบด้วยองค์ทั้ง 3 คือ
- กาย มีอาการสำรวมสงบเรียบร้อย
- ใจ มีความเคารพนบนอบต่อ คุณพระรัตนตรัย
- วาจา เป็นการกล่าวสรรเสริญถึง พระคุณอันประเสริฐ ทั้ง 3 และ เป็นการขอขมา หากมีการผิดพลาด การกล่าวสักการะเทิดทูน สิ่งสูงยิ่งนี้ เรียกได้ว่า เป็นการสร้างกุศล อันเป็นมงคลสูงสุดทีเดียว
หากผู้ใดสวดมนต์ทั้งเช้า และ เย็น เป็นประจำไม่ขาดแล้ว ผู้นั้นย่อมจะ เข้าสู่แดนพระอรหันต์ได้ อย่างแน่นอน
ในการสวดมนต์ ควรสวดให้มีเสียงดัง พอสมควร จะทำให้ได้ประโยชน์ทั้งแก่ จิตของตนเอง และ จิตของผู้อื่น
- ประโยชน์แก่จิตของตนเอง คือ เสียงสวดมนต์จะกลบเสียงจากภายนอก ไม่ให้เข้ามารบกวนจิต ทำให้จิตสงบอยู่กับการสวดมนต์ ซึ่งจะทำให้เกิดสมาธิ เกิดปัญญา ในจิตใจของผู้สวด
- ประโยชน์แก่จิตของผู้อื่น คือ ผู้ที่ได้ยินได้ฟังเสียงสวดมนต์ ก็จะพลอยเกิดความสงบ เกิดปัญญา ตามไปด้วย ผู้สวดก็ได้กุศลจากการให้ทานโดยเสียง เหล่าพรหมเทพที่ชอบฟังการสวดมนต์ซึ่งมีอยู่มาก ก็จะมาชุมนุมกันเพื่อฟัง การสวดมนต์ เมื่อมีเหล่าพรหมเทพล้อมรอบตัวผู้สวดอยู่นั้น ภัยอันตรายต่าง ๆ ก็ไม่สามารถกล้ำกลาย ต้วผู้สวดมนต์ได้ และ ยังรวมถึงอาณาเขตบริเวณบ้านของผู้สวดมนต์ ย่อมมีเกราะแห่งพรหมเทพทั้งหลาย ป้องกันภัยอันตรายต่างๆ ได้อย่างดีเยี่ยม
การสวดมนต์ เป็นการระลึกถึงคุณของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เมื่อจิตมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ภัยอันตรายใดๆ ก็จะไม่สามารถกล้ำกลายได้
วันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2563
คาถาชินบัญชร
คาถาชินบัญชร โดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)
พระคาถานี้ เป็นคาถาที่ตกทอดมาจากลังกา ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้นำมาดัดแปลง ให้เป็นเอกลักษณ์พิเศษ ผู้สวดคาถานี้เป็นประจำ จะเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง ศัตรูไม่กล้ำกราย มีเมตตามหานิยม ขจัดภัยคุณไสยต่างๆ
ความหมายของ ชินบัญชร คำว่า ชิน หมายถึง พระพุทธเจ้า
คำว่า บัญชร หมายถึง กรง ลูกกรง ซี่กรง หรือ เกราะ
คำว่าชินบัญชร จึงแปลว่า กรง ลูกกรง ซี่กรง หรือ เกราะป้องกันภัยของพระพุทธเจ้า ซึ่งสามารถ ปกป้องคุ้มครองภัยอันตราย ทั้งปวงได้
โดยเป็นการอัญเชิญ พระพุทธเจ้า จำนวน 28 พระองค์ และ สาวกของพระพุทธเจ้าอีก จำนวน 80 องค์ อีกทั้ง ยังได้อาราธนา พระสูตรอันศักดิ์สิทธิ์ ในด้านต่างๆ มาสถิตอยู่ในทุกส่วนของร่างกาย รวมเป็นกำแพงแก้ว ล้อมรอบตัวผู้สวด จนภัยอันตรายไม่สามารถ สอดแทรกเข้ามาทำร้ายได้
การเริ่มสวด คาถาชินบัญชร ควรเริ่มในวันพฤหัสบดี ซึ่งถือว่าเป็นวันครู
ก่อนสวดภาวนาให้ตั้ง นะโม ๓ จบ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุท ธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุท ธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุท ธัสสะ
จากนั้นให้ตั้งจิตนึกถึงสมเด็จโต พรหมรังสี แล้วอธิษฐานว่า
ปุตตะกาโม ละเภปุตตัง ธะนะกาโม ละเภธะนัง
อัตถิกาเย กายะ ญายะ เทวานัง ปิยะตัง สุตตะวา
อิติปิโสภะคะวา ยะมะราชาโน ท้าวเวสสุวัณโณ
มรณังสุขัง อะระหังสุคะโต นะโมพุทธายะ
แล้วจึงเริ่มสวด พระคาถาชินบัญชร
1.ชะยาสะนากะตา พุทธา เชตวา มารัง สะวาหะนัง
จะตุสัจจาสะภัง ระสัง เย ปิวิงสุ นะราสะภา.
2.ตัณหังกะราทะโย พุทธา อัฏฐะวีสะติ นายะกา
สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง มัตถะเกเต มุนิสสะรา.
3.สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง พุทโธ ธัมโม ทะวิโลจะเน
สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง อุเร สัพพะคุณากะโร.
4.หะทะเย เม อะนุรุทโธ สารีปุตโต จะทักขิเณ
โกณฑัญโญ ปิฏฐิภาคัสมิง โมคคัลลาโน จะ วามะเก.
5.ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง อาสุง อานันทะ ราหุโล
กัสสะโป จะ มะหานาโม อุภาสุง วามะโสตะเก.
6.เกสันเต ปิฏฐิภาคัสมิง สุริโย วะ ปะภังกะโร
นิสินโน สิริสัมปันโน โสภิโต มุนิปุงคะโว
7.กุมาระกัสสโป เถโร มะเหสี จิตตะ วาทะโก
โส มัยหัง วะทะเน นิจจัง ปะติฏฐาสิคุณากะโร.
8.ปุณโณ อังคุลิมาโร จะ อุปาลี นันทะ สีวะลี
เถรา ปัญจะ อิเม ชาตา นะลาเต ติละกา มะมะ.
9.เสสาสีติ มะหาเถรา วิชิตา ชินะสาวะกา
เอเตสีติ มะหาเถรา ชิตะวันโต ชิโนระสา
ชะลันตา สีละเตเชนะ อังคะมังเคสุ สัณฐิตา.
10.ระตะนัง ปุระโต อาสิ ทักขิเณ เมตตะ สุตตะกัง
ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ วาเม อังคุลิมาละกัง
11.ขันธะโมระปะริตตัญจะ อาฏานาฏิยะ สุตตะกัง
อากาเส ฉะทะนัง อาสิ เสสา ปาการะสัณฐิตา
12.ชินา นานา วะระสังยุตตา สัตตัปปาการะ ลังกะตา
วาตะปิตตาทะสัญชาตา พาหิรัช ฌัตตุปัททะวา.
13.อะเสสา วินะยัง ยันตุ อะนันตะชินะ เตชะสา
วะสะโต เม สะกิจเจนะ สะทา สัมพุทธะปัญชะเร.
14.ชินะปัญชะระมัชฌัมหิ วิหะรันตัง มะฮี ตะเล
สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ เต มะหาปุริสาสะภา.
15.อิจเจวะมันโต สุคุตโต สุรักโข
ชินานุภาเวนะ ชิตุปัททะโว
ธัมมานุภาเวนะ ชิตาริสังโฆ
สังฆานุภาเวนะ ชิตันตะราโย
สัทธัมมานุภาวะ ปาลิโต จะรามิ ชินะปัญชะเรติ.
คำแปลของ พระคาถาชินบัญชร
1.พระพุทธเจ้าและพระนราสภาทั้งหลาย ผู้ประทับนั่งแล้วบนชัยบัลลังก์ ทรงพิชิตพระยามาราธิราชผู้พรั่งพร้อมด้วยเสนาราชพาหนะแล้ว เสวยอมตรสคือ อริยะสัจธรรมทั้งสี่ประการ เป็นผู้นำสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้นจากกิเลสและกองทุกข์
2.มี ๒๘ พระองค์คือ พระผู้ทรงพระนามว่า ตัณหังกรเป็นต้น พระพุทธเจ้าผู้จอมมุนีทั้งหมดนั้น
3.ข้าพระพุทธเจ้าขออัญเชิญมาประดิษฐานเหนือเศียรเกล้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประดิษฐานอยู่บนศีรษะ พระธรรมอยู่ที่ดวงตาทั้งสอง พระสงฆ์ผู้เป็นอากรบ่อเกิดแห่งสรรพคุณอยู่ที่อก
4.พระอนุรุทธะอยู่ที่ใจพระสารีบุตรอยู่เบื้องขวา พระโมคคัลลาน์อยู่เบื้องซ้าย พระอัญญาโกณทัญญะอยู่เบื้องหลัง
5.พระอานนท์กับพระราหุลอยู่หูขวา พระกัสสะปะกับพระมหานามะอยู่ที่หูซ้าย
6.มุนีผู้ประเสริฐคือพระโสภิตะผู้สมบูรณ์ด้วยสิริดังพระอาทิตย์ส่องแสง อยู่ที่ทุกเส้นขน ตลอดร่างทั้งข้างหน้าและข้างหลัง
7.พระเถระกุมาระกัสสะปะผู้แสวงบุญทรงคุณอันวิเศษ มีวาทะอันวิจิตรไพเราะอยู่ปากเป็นประจำ
8.พระปุณณะ พระอังคุลิมาล พระอุบาลี พระนันทะ และพระสีวะลี พระเถระทั้ง ๕ นี้ จงปรากฏเกิดเป็นกระแจะจุณเจิมที่หน้าผาก
9.ส่วนพระอสีติมหาเถระที่เหลือผู้มีชัยและเป็นพระโอรส เป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าผู้ทรงชัย แต่ละองค์ล้วน รุ่งเรืองไพโรจน์ด้วยเดชแห่งศีลให้ดำรงอยู่ทั่วอวัยวะน้อยใหญ่
10.พระรัตนสูตรอยู่เบื้องหน้าพระเมตตาสูตรอยู่เบื้องขวา พระอังคุลิมาลปริตรอยู่เบื้องซ้าย พระธชัคคะสูตรอยู่เบื้องหลัง
11.พระขันธปริตร พระโมรปริตร และพระอาฏานาฏิยสูตร เป็นเครื่องกางกั้นดุจหลังคาอยู่บนนภากาศ
12.อนึ่งพระชินเจ้าทั้งหลาย นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ ผู้ประกอบพร้อมด้วยกำลังนานาชนิด มีศีลาทิคุณอันมั่นคง สัตตะปราการเป็นอาภรณ์มาตั้งล้อมเป็นกำแพงคุ้มครองเจ็ดชั้น
13.ด้วยเดชานุภาพแห่งพระอนันตชินเจ้าไม่ว่าจะทำกิจการใดๆ เมื่อข้าพระพุทธเจ้าเข้าอาศัยอยู่ในพระบัญชรแวดวงกรงล้อม แห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอโรคอุปัทวะทุกข์ทั้งภายนอกและภายใน อันเกิดแต่โรคร้าย คือ โรคลมและโรคดีเป็นต้น เป็นสมุฏฐานจงกำจัดให้พินาศไปอย่าได้เหลือ
14.ขอพระมหาบุรุษผู้ทรงพระคุณอันล้ำเลิศทั้งปวงนั้น จงอภิบาลข้าพระพุทธเจ้า ผู้อยู่ในภาคพื้น ท่ามกลางพระชินบัญชร ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการคุ้มครองปกปักรักษาภายในเป็นอันดีฉะนี้แล
15.ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการอภิบาลด้วยคุณานุภาพแห่งสัทธรรม จึงชนะเสียได้ซึ่งอุปัทวอันตรายใดๆ ด้วยอานุภาพแห่งพระชินะพุทธเจ้า ชนะข้าศึกศัตรูด้วยอานุภาพแห่งพระธรรม ชนะอันตรายทั้งปวงด้วยอานุภาพ แห่งพระสงฆ์ ขอข้าพระพุทธเจ้าจงได้ปฏิบัติ และรักษาดำเนินไปโดยสวัสดีเป็นนิจนิรันดรเทอญฯ
พระคาถาชินบัญชร ฉบับย่อ
ชิ นะ ปัญ ชะ ระ ปะ ริ ตัง มัง รัก ขะ ตุ สัพ พะ ทา (สวดภาวนา 10 จบ)
พระคาถานี้ มีอนุภาพศักดิ์สิทธิ์มาก ผู้ที่สวดภาวนาเป็นประจำ จะได้รับอนุภาพต่างๆ เช่น
หากสวดอย่างน้อยวันละ 3 จบ จะมีอานุภาพคุ้มครองไป 1 วัน 1 คืน
ขึ้นรถ ลงเรือ หรือ ในขณะเดินทาง ให้สวดภาวนาในใจ จะปลอดภัยจากอุบัติเหตุทั้งปวง
จะเดินทางไปไหน สวด 10 จบ แล้วอธิษฐาน จะสำเร็จสมความตั้งใจ
ผู้สวดเป็นประจำ จะเป็นเสน่ห์มงคล เกิดเมตตามหานิยม เป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง
อยู่ในสถานะการณ์ร้ายแรงอย่างไร ก็ให้สวดภาวนา จะแคล้วคลาดปลอดภัย
แม้ถูกทำของ ทำคุณไสยใส่ หากสวดภาวนาไม่ขาด ก็ปกป้องได้ ช่วยขจัดภัยจากภูตผีปีศาจทั้งปวง
หากสวดเป็นประจำไ่ม่ขาดเลย มักจะมีอะไรพิเศษ เช่น ฝันเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้า
ถ้านอนสวดในใจจนหลับ จะนอนหลับสบาย ตื่นมาก็ มีความสุข แจ่มใส ปลอดโปร่ง
ผู้มีสมาธิจิตสูง สามารถภาวนาพระคาถานี้ เพื่อทำน้ำมนต์ แก้อาการวิกลจริต และ รักษาโรคได้
ผู้ที่เจ็บไข้ได้ป่วย ถ้ามีคนอื่น (แม้จะไม่ใช่ญาติ) บนบานว่า จะสวดคาถานี้ร้อยจบ ห้าร้อยจบ หรือ หนึ่งพันจบ ให้แก่ เจ้ากรรมนายเวร ก็มักจะหายป่วย ผู้ที่เจ็บป่วยเอง ถ้าสวดคาถานี้อยู่เรื่อยๆ ก็จะหายป่วยได้เร็วขึ้น
เด็กๆ นักเรียน นักศึกษา สวดคาถานี้ เป็นประจำ หรือ สวดก่อนนอนทุกคืน จะเรียนเก่ง จำดีแน่นอน
ผู้สวดคาถานี้เป็นประจำ และ ประกอบอาชีพสุจริต จะเจริญก้าวหน้าในอาชีพการงานดีขึ้น เนื่องจากวิบากกรรมเบาบางลง หนุนให้กุศลส่งแรงขึ้น
ถ้าสวดพร้อม กันหลายคน ในเวลาเดียวกัน อานุภาพจะแผ่กว้างออกไปมาก ทำให้ทั้งผู้สวด สถานที่บริเวณ รวมถึงประเทศชาติได้รับอานิสงค์ในการสวดด้วย
อานุภาพยังมีอีกมาก ขอเพียงหมั่นสวดภาวนา จะเป็นมงคลต่อชีวิตแน่นอน
แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับ กรรมที่เคยทำมาด้วย ถ้าอดีตชาติเคยสร้างกรรมหนักไว้ ก็อาจจะช่วยบรรเทาได้บ้าง แต่ถึงอย่างไรก็ต้องได้รับผลกรรมนั้น แต่ถ้าไม่มีกรรมหนัก และ ยังเป็นผู้ประพฤติอยู่ในศิลในธรรม สร้าง แต่บุญกุศล ทำแต่ความดี การสวดคาถาชินบัญชรเป็นประจำสม่ำเสมอ จะได้รับสิ่งดีดีในชีวิตอย่างแน่นอน
ดังนั้น ผู้ที่สวดคาถาชินบัญชร ควรประพฤติตนให้อยู่ในทำนองครองธรรมอยู่เสมอ
การสวดคาถาชินบัญชร อย่าสวดเร็ว หรือ ช้าเกินไป เพราะขณะสวด ว่ากันว่า ผีเรือน ผีบ้าน รุกขเทวดา จะมาฟัง เพื่อรับบารมีของคาถานี้
คาถาชินบัญชรนี้ มีการเผยแพร่กันไปหลายฉบับ ในแต่ละฉบับอาจมีความแตกต่างกันบ้าง ก็อย่าได้กังวลใจ เพราะ ความศักดิ์สิทธิ์ของคาถา ขึ้นอยู่กับจิตของผู้สวด ถึงคาถาจะผิดเพี้ยนกันไปบ้าง แต่ถ้าจิตเป็นสมาธิมั่นคง ผลดีก็ย่อมบังเกิดขึ้นแก่ผู้สวดอย่่างแน่นอน
พระคาถานี้ เป็นคาถาที่ตกทอดมาจากลังกา ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้นำมาดัดแปลง ให้เป็นเอกลักษณ์พิเศษ ผู้สวดคาถานี้เป็นประจำ จะเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง ศัตรูไม่กล้ำกราย มีเมตตามหานิยม ขจัดภัยคุณไสยต่างๆ
ความหมายของ ชินบัญชร คำว่า ชิน หมายถึง พระพุทธเจ้า
คำว่า บัญชร หมายถึง กรง ลูกกรง ซี่กรง หรือ เกราะ
คำว่าชินบัญชร จึงแปลว่า กรง ลูกกรง ซี่กรง หรือ เกราะป้องกันภัยของพระพุทธเจ้า ซึ่งสามารถ ปกป้องคุ้มครองภัยอันตราย ทั้งปวงได้
โดยเป็นการอัญเชิญ พระพุทธเจ้า จำนวน 28 พระองค์ และ สาวกของพระพุทธเจ้าอีก จำนวน 80 องค์ อีกทั้ง ยังได้อาราธนา พระสูตรอันศักดิ์สิทธิ์ ในด้านต่างๆ มาสถิตอยู่ในทุกส่วนของร่างกาย รวมเป็นกำแพงแก้ว ล้อมรอบตัวผู้สวด จนภัยอันตรายไม่สามารถ สอดแทรกเข้ามาทำร้ายได้
การเริ่มสวด คาถาชินบัญชร ควรเริ่มในวันพฤหัสบดี ซึ่งถือว่าเป็นวันครู
ก่อนสวดภาวนาให้ตั้ง นะโม ๓ จบ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุท ธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุท ธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุท ธัสสะ
จากนั้นให้ตั้งจิตนึกถึงสมเด็จโต พรหมรังสี แล้วอธิษฐานว่า
ปุตตะกาโม ละเภปุตตัง ธะนะกาโม ละเภธะนัง
อัตถิกาเย กายะ ญายะ เทวานัง ปิยะตัง สุตตะวา
อิติปิโสภะคะวา ยะมะราชาโน ท้าวเวสสุวัณโณ
มรณังสุขัง อะระหังสุคะโต นะโมพุทธายะ
แล้วจึงเริ่มสวด พระคาถาชินบัญชร
1.ชะยาสะนากะตา พุทธา เชตวา มารัง สะวาหะนัง
จะตุสัจจาสะภัง ระสัง เย ปิวิงสุ นะราสะภา.
2.ตัณหังกะราทะโย พุทธา อัฏฐะวีสะติ นายะกา
สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง มัตถะเกเต มุนิสสะรา.
3.สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง พุทโธ ธัมโม ทะวิโลจะเน
สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง อุเร สัพพะคุณากะโร.
4.หะทะเย เม อะนุรุทโธ สารีปุตโต จะทักขิเณ
โกณฑัญโญ ปิฏฐิภาคัสมิง โมคคัลลาโน จะ วามะเก.
5.ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง อาสุง อานันทะ ราหุโล
กัสสะโป จะ มะหานาโม อุภาสุง วามะโสตะเก.
6.เกสันเต ปิฏฐิภาคัสมิง สุริโย วะ ปะภังกะโร
นิสินโน สิริสัมปันโน โสภิโต มุนิปุงคะโว
7.กุมาระกัสสโป เถโร มะเหสี จิตตะ วาทะโก
โส มัยหัง วะทะเน นิจจัง ปะติฏฐาสิคุณากะโร.
8.ปุณโณ อังคุลิมาโร จะ อุปาลี นันทะ สีวะลี
เถรา ปัญจะ อิเม ชาตา นะลาเต ติละกา มะมะ.
9.เสสาสีติ มะหาเถรา วิชิตา ชินะสาวะกา
เอเตสีติ มะหาเถรา ชิตะวันโต ชิโนระสา
ชะลันตา สีละเตเชนะ อังคะมังเคสุ สัณฐิตา.
10.ระตะนัง ปุระโต อาสิ ทักขิเณ เมตตะ สุตตะกัง
ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ วาเม อังคุลิมาละกัง
11.ขันธะโมระปะริตตัญจะ อาฏานาฏิยะ สุตตะกัง
อากาเส ฉะทะนัง อาสิ เสสา ปาการะสัณฐิตา
12.ชินา นานา วะระสังยุตตา สัตตัปปาการะ ลังกะตา
วาตะปิตตาทะสัญชาตา พาหิรัช ฌัตตุปัททะวา.
13.อะเสสา วินะยัง ยันตุ อะนันตะชินะ เตชะสา
วะสะโต เม สะกิจเจนะ สะทา สัมพุทธะปัญชะเร.
14.ชินะปัญชะระมัชฌัมหิ วิหะรันตัง มะฮี ตะเล
สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ เต มะหาปุริสาสะภา.
15.อิจเจวะมันโต สุคุตโต สุรักโข
ชินานุภาเวนะ ชิตุปัททะโว
ธัมมานุภาเวนะ ชิตาริสังโฆ
สังฆานุภาเวนะ ชิตันตะราโย
สัทธัมมานุภาวะ ปาลิโต จะรามิ ชินะปัญชะเรติ.
คำแปลของ พระคาถาชินบัญชร
1.พระพุทธเจ้าและพระนราสภาทั้งหลาย ผู้ประทับนั่งแล้วบนชัยบัลลังก์ ทรงพิชิตพระยามาราธิราชผู้พรั่งพร้อมด้วยเสนาราชพาหนะแล้ว เสวยอมตรสคือ อริยะสัจธรรมทั้งสี่ประการ เป็นผู้นำสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้นจากกิเลสและกองทุกข์
2.มี ๒๘ พระองค์คือ พระผู้ทรงพระนามว่า ตัณหังกรเป็นต้น พระพุทธเจ้าผู้จอมมุนีทั้งหมดนั้น
3.ข้าพระพุทธเจ้าขออัญเชิญมาประดิษฐานเหนือเศียรเกล้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประดิษฐานอยู่บนศีรษะ พระธรรมอยู่ที่ดวงตาทั้งสอง พระสงฆ์ผู้เป็นอากรบ่อเกิดแห่งสรรพคุณอยู่ที่อก
4.พระอนุรุทธะอยู่ที่ใจพระสารีบุตรอยู่เบื้องขวา พระโมคคัลลาน์อยู่เบื้องซ้าย พระอัญญาโกณทัญญะอยู่เบื้องหลัง
5.พระอานนท์กับพระราหุลอยู่หูขวา พระกัสสะปะกับพระมหานามะอยู่ที่หูซ้าย
6.มุนีผู้ประเสริฐคือพระโสภิตะผู้สมบูรณ์ด้วยสิริดังพระอาทิตย์ส่องแสง อยู่ที่ทุกเส้นขน ตลอดร่างทั้งข้างหน้าและข้างหลัง
7.พระเถระกุมาระกัสสะปะผู้แสวงบุญทรงคุณอันวิเศษ มีวาทะอันวิจิตรไพเราะอยู่ปากเป็นประจำ
8.พระปุณณะ พระอังคุลิมาล พระอุบาลี พระนันทะ และพระสีวะลี พระเถระทั้ง ๕ นี้ จงปรากฏเกิดเป็นกระแจะจุณเจิมที่หน้าผาก
9.ส่วนพระอสีติมหาเถระที่เหลือผู้มีชัยและเป็นพระโอรส เป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าผู้ทรงชัย แต่ละองค์ล้วน รุ่งเรืองไพโรจน์ด้วยเดชแห่งศีลให้ดำรงอยู่ทั่วอวัยวะน้อยใหญ่
10.พระรัตนสูตรอยู่เบื้องหน้าพระเมตตาสูตรอยู่เบื้องขวา พระอังคุลิมาลปริตรอยู่เบื้องซ้าย พระธชัคคะสูตรอยู่เบื้องหลัง
11.พระขันธปริตร พระโมรปริตร และพระอาฏานาฏิยสูตร เป็นเครื่องกางกั้นดุจหลังคาอยู่บนนภากาศ
12.อนึ่งพระชินเจ้าทั้งหลาย นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ ผู้ประกอบพร้อมด้วยกำลังนานาชนิด มีศีลาทิคุณอันมั่นคง สัตตะปราการเป็นอาภรณ์มาตั้งล้อมเป็นกำแพงคุ้มครองเจ็ดชั้น
13.ด้วยเดชานุภาพแห่งพระอนันตชินเจ้าไม่ว่าจะทำกิจการใดๆ เมื่อข้าพระพุทธเจ้าเข้าอาศัยอยู่ในพระบัญชรแวดวงกรงล้อม แห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอโรคอุปัทวะทุกข์ทั้งภายนอกและภายใน อันเกิดแต่โรคร้าย คือ โรคลมและโรคดีเป็นต้น เป็นสมุฏฐานจงกำจัดให้พินาศไปอย่าได้เหลือ
14.ขอพระมหาบุรุษผู้ทรงพระคุณอันล้ำเลิศทั้งปวงนั้น จงอภิบาลข้าพระพุทธเจ้า ผู้อยู่ในภาคพื้น ท่ามกลางพระชินบัญชร ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการคุ้มครองปกปักรักษาภายในเป็นอันดีฉะนี้แล
15.ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการอภิบาลด้วยคุณานุภาพแห่งสัทธรรม จึงชนะเสียได้ซึ่งอุปัทวอันตรายใดๆ ด้วยอานุภาพแห่งพระชินะพุทธเจ้า ชนะข้าศึกศัตรูด้วยอานุภาพแห่งพระธรรม ชนะอันตรายทั้งปวงด้วยอานุภาพ แห่งพระสงฆ์ ขอข้าพระพุทธเจ้าจงได้ปฏิบัติ และรักษาดำเนินไปโดยสวัสดีเป็นนิจนิรันดรเทอญฯ
พระคาถาชินบัญชร ฉบับย่อ
ชิ นะ ปัญ ชะ ระ ปะ ริ ตัง มัง รัก ขะ ตุ สัพ พะ ทา (สวดภาวนา 10 จบ)
พระคาถานี้ มีอนุภาพศักดิ์สิทธิ์มาก ผู้ที่สวดภาวนาเป็นประจำ จะได้รับอนุภาพต่างๆ เช่น
หากสวดอย่างน้อยวันละ 3 จบ จะมีอานุภาพคุ้มครองไป 1 วัน 1 คืน
ขึ้นรถ ลงเรือ หรือ ในขณะเดินทาง ให้สวดภาวนาในใจ จะปลอดภัยจากอุบัติเหตุทั้งปวง
จะเดินทางไปไหน สวด 10 จบ แล้วอธิษฐาน จะสำเร็จสมความตั้งใจ
ผู้สวดเป็นประจำ จะเป็นเสน่ห์มงคล เกิดเมตตามหานิยม เป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง
อยู่ในสถานะการณ์ร้ายแรงอย่างไร ก็ให้สวดภาวนา จะแคล้วคลาดปลอดภัย
แม้ถูกทำของ ทำคุณไสยใส่ หากสวดภาวนาไม่ขาด ก็ปกป้องได้ ช่วยขจัดภัยจากภูตผีปีศาจทั้งปวง
หากสวดเป็นประจำไ่ม่ขาดเลย มักจะมีอะไรพิเศษ เช่น ฝันเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้า
ถ้านอนสวดในใจจนหลับ จะนอนหลับสบาย ตื่นมาก็ มีความสุข แจ่มใส ปลอดโปร่ง
ผู้มีสมาธิจิตสูง สามารถภาวนาพระคาถานี้ เพื่อทำน้ำมนต์ แก้อาการวิกลจริต และ รักษาโรคได้
ผู้ที่เจ็บไข้ได้ป่วย ถ้ามีคนอื่น (แม้จะไม่ใช่ญาติ) บนบานว่า จะสวดคาถานี้ร้อยจบ ห้าร้อยจบ หรือ หนึ่งพันจบ ให้แก่ เจ้ากรรมนายเวร ก็มักจะหายป่วย ผู้ที่เจ็บป่วยเอง ถ้าสวดคาถานี้อยู่เรื่อยๆ ก็จะหายป่วยได้เร็วขึ้น
เด็กๆ นักเรียน นักศึกษา สวดคาถานี้ เป็นประจำ หรือ สวดก่อนนอนทุกคืน จะเรียนเก่ง จำดีแน่นอน
ผู้สวดคาถานี้เป็นประจำ และ ประกอบอาชีพสุจริต จะเจริญก้าวหน้าในอาชีพการงานดีขึ้น เนื่องจากวิบากกรรมเบาบางลง หนุนให้กุศลส่งแรงขึ้น
ถ้าสวดพร้อม กันหลายคน ในเวลาเดียวกัน อานุภาพจะแผ่กว้างออกไปมาก ทำให้ทั้งผู้สวด สถานที่บริเวณ รวมถึงประเทศชาติได้รับอานิสงค์ในการสวดด้วย
อานุภาพยังมีอีกมาก ขอเพียงหมั่นสวดภาวนา จะเป็นมงคลต่อชีวิตแน่นอน
แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับ กรรมที่เคยทำมาด้วย ถ้าอดีตชาติเคยสร้างกรรมหนักไว้ ก็อาจจะช่วยบรรเทาได้บ้าง แต่ถึงอย่างไรก็ต้องได้รับผลกรรมนั้น แต่ถ้าไม่มีกรรมหนัก และ ยังเป็นผู้ประพฤติอยู่ในศิลในธรรม สร้าง แต่บุญกุศล ทำแต่ความดี การสวดคาถาชินบัญชรเป็นประจำสม่ำเสมอ จะได้รับสิ่งดีดีในชีวิตอย่างแน่นอน
ดังนั้น ผู้ที่สวดคาถาชินบัญชร ควรประพฤติตนให้อยู่ในทำนองครองธรรมอยู่เสมอ
การสวดคาถาชินบัญชร อย่าสวดเร็ว หรือ ช้าเกินไป เพราะขณะสวด ว่ากันว่า ผีเรือน ผีบ้าน รุกขเทวดา จะมาฟัง เพื่อรับบารมีของคาถานี้
คาถาชินบัญชรนี้ มีการเผยแพร่กันไปหลายฉบับ ในแต่ละฉบับอาจมีความแตกต่างกันบ้าง ก็อย่าได้กังวลใจ เพราะ ความศักดิ์สิทธิ์ของคาถา ขึ้นอยู่กับจิตของผู้สวด ถึงคาถาจะผิดเพี้ยนกันไปบ้าง แต่ถ้าจิตเป็นสมาธิมั่นคง ผลดีก็ย่อมบังเกิดขึ้นแก่ผู้สวดอย่่างแน่นอน
วันจันทร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2563
คาถาที่สมเด็จโตสวดในระหว่างธุดงค์
คาถาที่สมเด็จโตสวดภาวนาในระหว่างที่เดินธุดงค์
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
เป็นบทสวดภาวนา ไตรสรณคมน์
มีความหมายว่า
ข้าพเจ้าจะขอยึดมั่น พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง
ข้าพเจ้าจะขอยึดมั่น พระธรรมเป็นที่พึ่ง
ข้าพเจ้าจะขอยึดมั่น พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง
บทสวดนี้ เป็นบทต้น ของการสวดมนต์ส่วนใหญ่ เพื่อให้ยึดเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ในการนำ จิตวิญญาณ ที่ยังไม่พ้นสังสารวัฎฎ์ของเรา ให้พ้นจากกิเลส ปลดเปลื้ัองความทุกข์ ให้หมดไป ด้วยการ มีที่พึ่ง คือ พระพุทธเจ้า, มีที่พึ่ง คือ พระธรรม คำสอนของพระพุทธเจ้า, มีที่พึ่ง คือ พระสงฆ์ ผู้เป็นแบบอย่าง และ ที่ปรึกษา
สมเด็จโต ท่านเคยเล่าว่า ในช่วงที่ท่านได้ออกเดินธุดงค์ไปในป่า เป็นเวลา 15 ปี โดยท่านไปธุดงค์อยู่ในพื้นที่ ใกล้กับชายแดนของประเทศเขมร เขตดงพญาไฟ ซึ่งในสมัยนั้น บริเวณดังกล่าว เต็มไปด้วย ภูตผีวิญญาณ สิงสาราสัตว์ และ ยังมีชาวบ้านที่เล่นคุณไสย มีเวทมนต์คาถา อยู่อย่างมากมาย
ท่านได้ธุดงค์ไปเพียงลำพัง และ ในช่วงนั้นท่านไม่ได้ศึกษา คาถาอาคม หรือ เวทย์มนตร์ใดๆเลย
มีเพียงแค่บทสวดนี้
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ไม่ว่าจะไปถึงที่ใด ท่านก็จะท่องสวดคาถานี้ ตลอดเวลา และ ได้เห็นอานิสงส์ของ การสวดคาถานี้ เมื่อท่านเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านหนึ่ง ซึ่งมีชาวบ้านอาศัยอยู่ ไม่มากนัก ท่านได้ปักกลดอยู่ที่ ท้ายหมู่บ้าน และ อาศัยอยู่ในที่นั้น เป็นเวลาหลายปี เมื่อชาวบ้าน เห็นว่า มีพระภิกษุมาปักกลดอยู่ ก็ได้นำอาหารมาถวาย ตามกำลังที่พวกเขาทำได้
แต่มีชาวบ้านผู้หนึ่ง หลังจากถวายอาหารแล้ว ได้เข้าไปสนทนากับท่าน โดยบอกว่า ตัวเขาเป็นผู้ฝึกวิชาเวทมนตร์ คาถาอาคม และ มักจะทดสอบวิชาของตน กับพระภิกษุสงฆ์ ที่มาปักกลดในบริเวณหมู่บ้านนี้ อยู่เป็นประจำ โดยส่งคุณไสยไปให้ แต่ไม่ได้ต้องการทำร้าย ให้ถึงตายแต่อย่างใด เพียงแค่จะทดสอบดูว่า ภิกษุรูปนั้นๆ มีวิชาแก่กล้าแค่ไหน พอที่จะสู้กับคุณไสยของเขา ได้หรือไม่
เขาได้เล่าว่า เขาได้ทำคุณไสยใส่ ท่านสมเด็จโต ทุกคืน เป็นเวลา 7 วัน เต็มๆ มีทั้งการ ปล่อยตะขาบ ปล่อยหนังควาย ปล่อยควายธนู รวมถึงภูติพราย เข้ามาทำร้าย แต่สิ่งที่ปล่อยมาทั้งหมด กลับไม่สามารถ เข้ามาทำร้ายท่านได้เลย จึงได้เข้ามากราบ เพื่อขอสนทนา แลกเปลี่ยนวิชาเวทมนตร์ อาคมคาถา กับท่าน สมเด็จท่านจึงตอบไปว่า ตัวท่าน ไม่ได้มีเวทมนตร์คาถาใดๆ ทำให้ชาวบ้านผู้นััน เกิดความสงสัยเป็นอย่างยิ่ง ว่าเหตุใด คุณไสยที่ส่งมา จึงไม่สามารถทำร้ายท่านได้
สมเด็จท่าน จึงได้บอกแก่เขาไปว่า ก่อนที่จะจำวัด ท่านจะสวดคำว่า
พุทธังสะระณัง คัจฉามิ
ธัมมังสะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
จนจิตสงบนิ่งแล้ว จึงแผ่ส่วนกุศล ให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย จงอย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย เสร็จแล้วจึงจำวัด เป็นปกติทุกคืน
เมื่อชาวบ้านผู้นั้นได้ฟัง จึงขอร้องให้ท่าน หยุดการสวดมนต์ ก่อนจำวัด สัก 1 คืน จะได้หรือไม่ เพราะ เขาต้องการจะพิสูจน์ว่า การสวดมนตร์เช่นนี้ เป็นเกราะคุ้มครองภัยให้ท่าน หรือ อำนาจเวทมนตร์คาถา ของเขา เสื่อมถอยกันแน่ จึงทำให้ คุณไสยที่ส่งมาไม่ได้ผล และ เขาได้รับรองว่า จะไม่ทำอันตรายท่าน อย่างเด็ดขาด แค่ต้องการทดสอบให้รู้ว่า เกิดอะไรขึ้นเท่านั้น
สมเด็จท่านก็ตกลง รับปากตามที่ขอ ว่าคืนนี้ท่าน จะไม่สวดมนต์ก่อนจำวัด เขาจึงได้ลากลับไป
เมื่อถึงตอนค่ำ ท่านก็เข้าจำวัด และ หลับไป มารู้สึกตัวอีกที ตอนที่ได้ยินเสียง กุกกักๆ ดังขึ้นมา จึงได้ลุกขึ้น จุดเทียนสำรวจดู และ พบว่า มีตะขาบต้วใหญ่ ยาวเท่าขา กำลังเลื้อยเข้ามาหา ท่านรู้สึกตกใจมาก และ ด้วยสัญชาติญาณ จึงได้กล่าวคำสวดมนต์ ที่สวดมาทุกคืนก่อนหน้านี้ คือ
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ด้วยจิตที่ยึดมั่น ในพระพุทธองค์ นานเท่าใด ไม่อาจทราบได้ เสียงกุกกัก และ ตะขาบ ก็ได้อันตรธานหายไป ท่านจึงจำวัดต่อตามปกติ
รุ่งขึ้นในวันต่อมา ชาวบ้านผู้นั้น ก็เข้ามาหา และบอกว่า เมื่อคืนนี้ เขาได้ปล่อยตะขาบ เข้าไปในกลดของท่าน สมเด็จท่านจึงตอบว่า ท่านได้ยินเสียง จึงตื่นมา และ เห็นตะขาบตัวใหญ่ รู้สึกตกใจมาก จึงสวดมนต์ภาวนา แล้วตะขาบ ก็อันตรธานหายไป
ชาวบ้านผู้นั้นได้ฟัง ก็ยกมือขึ้นพนม และ กล่าวว่า ข้าพเจ้าเชื่อแล้วว่า อำนาจ คุณไสย และ เวทมนตร์คาถาใดๆ ของข้าพเจ้า ไม่สามารถทำร้ายท่านได้ เพราะ การสวดมนตร์ภาวนา มีอำนาจเป็นเกราะป้องกัน คุ้มครองท่าน ให้พ้นจาก ภัยอันตรายต่างๆ ได้
เรื่องนี้ เป็นอานิสงส์ของ การสวดมนตร์บทนี้ ที่ท่านสมเด็จโต ได้เล่าให้ฟังว่า ได้พบเจอมา ด้วยตนเอง
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
เป็นบทสวดภาวนา ไตรสรณคมน์
มีความหมายว่า
ข้าพเจ้าจะขอยึดมั่น พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง
ข้าพเจ้าจะขอยึดมั่น พระธรรมเป็นที่พึ่ง
ข้าพเจ้าจะขอยึดมั่น พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง
บทสวดนี้ เป็นบทต้น ของการสวดมนต์ส่วนใหญ่ เพื่อให้ยึดเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ในการนำ จิตวิญญาณ ที่ยังไม่พ้นสังสารวัฎฎ์ของเรา ให้พ้นจากกิเลส ปลดเปลื้ัองความทุกข์ ให้หมดไป ด้วยการ มีที่พึ่ง คือ พระพุทธเจ้า, มีที่พึ่ง คือ พระธรรม คำสอนของพระพุทธเจ้า, มีที่พึ่ง คือ พระสงฆ์ ผู้เป็นแบบอย่าง และ ที่ปรึกษา
สมเด็จโต ท่านเคยเล่าว่า ในช่วงที่ท่านได้ออกเดินธุดงค์ไปในป่า เป็นเวลา 15 ปี โดยท่านไปธุดงค์อยู่ในพื้นที่ ใกล้กับชายแดนของประเทศเขมร เขตดงพญาไฟ ซึ่งในสมัยนั้น บริเวณดังกล่าว เต็มไปด้วย ภูตผีวิญญาณ สิงสาราสัตว์ และ ยังมีชาวบ้านที่เล่นคุณไสย มีเวทมนต์คาถา อยู่อย่างมากมาย
ท่านได้ธุดงค์ไปเพียงลำพัง และ ในช่วงนั้นท่านไม่ได้ศึกษา คาถาอาคม หรือ เวทย์มนตร์ใดๆเลย
มีเพียงแค่บทสวดนี้
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ไม่ว่าจะไปถึงที่ใด ท่านก็จะท่องสวดคาถานี้ ตลอดเวลา และ ได้เห็นอานิสงส์ของ การสวดคาถานี้ เมื่อท่านเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านหนึ่ง ซึ่งมีชาวบ้านอาศัยอยู่ ไม่มากนัก ท่านได้ปักกลดอยู่ที่ ท้ายหมู่บ้าน และ อาศัยอยู่ในที่นั้น เป็นเวลาหลายปี เมื่อชาวบ้าน เห็นว่า มีพระภิกษุมาปักกลดอยู่ ก็ได้นำอาหารมาถวาย ตามกำลังที่พวกเขาทำได้
แต่มีชาวบ้านผู้หนึ่ง หลังจากถวายอาหารแล้ว ได้เข้าไปสนทนากับท่าน โดยบอกว่า ตัวเขาเป็นผู้ฝึกวิชาเวทมนตร์ คาถาอาคม และ มักจะทดสอบวิชาของตน กับพระภิกษุสงฆ์ ที่มาปักกลดในบริเวณหมู่บ้านนี้ อยู่เป็นประจำ โดยส่งคุณไสยไปให้ แต่ไม่ได้ต้องการทำร้าย ให้ถึงตายแต่อย่างใด เพียงแค่จะทดสอบดูว่า ภิกษุรูปนั้นๆ มีวิชาแก่กล้าแค่ไหน พอที่จะสู้กับคุณไสยของเขา ได้หรือไม่
เขาได้เล่าว่า เขาได้ทำคุณไสยใส่ ท่านสมเด็จโต ทุกคืน เป็นเวลา 7 วัน เต็มๆ มีทั้งการ ปล่อยตะขาบ ปล่อยหนังควาย ปล่อยควายธนู รวมถึงภูติพราย เข้ามาทำร้าย แต่สิ่งที่ปล่อยมาทั้งหมด กลับไม่สามารถ เข้ามาทำร้ายท่านได้เลย จึงได้เข้ามากราบ เพื่อขอสนทนา แลกเปลี่ยนวิชาเวทมนตร์ อาคมคาถา กับท่าน สมเด็จท่านจึงตอบไปว่า ตัวท่าน ไม่ได้มีเวทมนตร์คาถาใดๆ ทำให้ชาวบ้านผู้นััน เกิดความสงสัยเป็นอย่างยิ่ง ว่าเหตุใด คุณไสยที่ส่งมา จึงไม่สามารถทำร้ายท่านได้
สมเด็จท่าน จึงได้บอกแก่เขาไปว่า ก่อนที่จะจำวัด ท่านจะสวดคำว่า
พุทธังสะระณัง คัจฉามิ
ธัมมังสะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
จนจิตสงบนิ่งแล้ว จึงแผ่ส่วนกุศล ให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย จงอย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย เสร็จแล้วจึงจำวัด เป็นปกติทุกคืน
เมื่อชาวบ้านผู้นั้นได้ฟัง จึงขอร้องให้ท่าน หยุดการสวดมนต์ ก่อนจำวัด สัก 1 คืน จะได้หรือไม่ เพราะ เขาต้องการจะพิสูจน์ว่า การสวดมนตร์เช่นนี้ เป็นเกราะคุ้มครองภัยให้ท่าน หรือ อำนาจเวทมนตร์คาถา ของเขา เสื่อมถอยกันแน่ จึงทำให้ คุณไสยที่ส่งมาไม่ได้ผล และ เขาได้รับรองว่า จะไม่ทำอันตรายท่าน อย่างเด็ดขาด แค่ต้องการทดสอบให้รู้ว่า เกิดอะไรขึ้นเท่านั้น
สมเด็จท่านก็ตกลง รับปากตามที่ขอ ว่าคืนนี้ท่าน จะไม่สวดมนต์ก่อนจำวัด เขาจึงได้ลากลับไป
เมื่อถึงตอนค่ำ ท่านก็เข้าจำวัด และ หลับไป มารู้สึกตัวอีกที ตอนที่ได้ยินเสียง กุกกักๆ ดังขึ้นมา จึงได้ลุกขึ้น จุดเทียนสำรวจดู และ พบว่า มีตะขาบต้วใหญ่ ยาวเท่าขา กำลังเลื้อยเข้ามาหา ท่านรู้สึกตกใจมาก และ ด้วยสัญชาติญาณ จึงได้กล่าวคำสวดมนต์ ที่สวดมาทุกคืนก่อนหน้านี้ คือ
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ด้วยจิตที่ยึดมั่น ในพระพุทธองค์ นานเท่าใด ไม่อาจทราบได้ เสียงกุกกัก และ ตะขาบ ก็ได้อันตรธานหายไป ท่านจึงจำวัดต่อตามปกติ
รุ่งขึ้นในวันต่อมา ชาวบ้านผู้นั้น ก็เข้ามาหา และบอกว่า เมื่อคืนนี้ เขาได้ปล่อยตะขาบ เข้าไปในกลดของท่าน สมเด็จท่านจึงตอบว่า ท่านได้ยินเสียง จึงตื่นมา และ เห็นตะขาบตัวใหญ่ รู้สึกตกใจมาก จึงสวดมนต์ภาวนา แล้วตะขาบ ก็อันตรธานหายไป
ชาวบ้านผู้นั้นได้ฟัง ก็ยกมือขึ้นพนม และ กล่าวว่า ข้าพเจ้าเชื่อแล้วว่า อำนาจ คุณไสย และ เวทมนตร์คาถาใดๆ ของข้าพเจ้า ไม่สามารถทำร้ายท่านได้ เพราะ การสวดมนตร์ภาวนา มีอำนาจเป็นเกราะป้องกัน คุ้มครองท่าน ให้พ้นจาก ภัยอันตรายต่างๆ ได้
เรื่องนี้ เป็นอานิสงส์ของ การสวดมนตร์บทนี้ ที่ท่านสมเด็จโต ได้เล่าให้ฟังว่า ได้พบเจอมา ด้วยตนเอง
วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2563
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี)
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี)
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) ท่านมีนามเดิมว่า โต คนส่วนใหญ่ จึงนิยมนิยมเรียก ท่านว่า"สมเด็จโต" หรือ "หลวงปู่โต" และ อีกนามหนึ่งของท่าน ที่ผู้คนรู้จักกันดี ก็คือ "สมเด็จวัดระฆัง" เนื่องจากท่าน
เคยดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร ในสมัยรัชกาลที่ 4-5
ท่านเป็นพระมหาเถระรูปสำคัญ ที่ได้รับความนับถือ เลื่อมใส อย่างมาก ตั้งแต่สามัญชน ไปจนถึง พระมหากษัตริย์ ท่านเป็นพระที่ แตกฉานทั้งในด้าน ธรรมปฏิบัติ และ พระธรรมวินัย มีความโดดเด่นในเรื่อง จริยาวัตรที่สมถะ สันโดษ มักน้อย ไม่สนใจลาภยศสรรเสริิญ ถือปฏิบัติธุดงค์วัตร คือ ถือผ้าสามผืนออกธุดงค์ ฉันในบาตร เดินจงกรม นั่งภาวนา เยี่ยมป่าช้า นอกจากนี้ ท่านยัง โดดเด่นทางด้าน วิชา เมตตามหานิยม อาคมคาถา อีกด้วย
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) ท่านถือกำเนิด ใน วันที่ 17 เมษายน 2331 เป็นวันพฤหัสบดี ขึ้น 12 ค่ำ
เดือน 5 ปีวอก จุลศักราช 1150 เวลาพระออกบิณฑบาต ณ บ้านไก่จ้น (บ้านท่าหลวง) อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ซึ่งขณะนั้น อยูในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1(อยู่ในช่วงเวลา ราวๆ 7 ปี หลังสร้างกรุงรัตนโกสินทร์)
ในส่วนของชาติกำเนิดนั้น บิดา มารดา ของท่าน ไม่ทราบแน่ชัด ว่าเป็นใคร เนื่องจาก มีผู้บันทึกประวัติของท่านในเรื่องนี้ แตกต่างกันออกไป แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ดี ในเรื่องมารดาของท่านนั้น บันทึกไว้ตรงกันว่า เป็นชาวเมืองเหนือ (คำเรียกในสมัยอยุธยา) แต่ลงมาทำมาหากินอยู่ในแถบภาคกลาง
สำหรับในส่วนของบิดาท่านนั้น
พระยาทิพโกษา บันทึกไว้ว่า ท่านเป็นโอรสนอกเศวตฉัตรของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อครั้งที่ทรงพระยศเป็นเจ้าพระยาจักรี
ส่วนพระครูกัลยาณานุกูล และ อ.ตรียัมปวาย บันทึกไว้ว่า ท่านเป็นโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สิ่งที่บันทึกไว้ตรงกันก็คือ เรื่องนี้เป็นเพียง ข้อสันนิษฐาน ที่ชาวบ้านในสมัยนั้น เชื่อกันโดยทั่วไป
ในส่วนของพระยาทิพโกษานั้น ได้บันทึกเรื่อง ชาติกำเนิดของท่านไว้ ค่อนข้างละเอียด แต่ขอนำมาเพียงบางส่วน ดังนี้
เด็กชายโต ถือกำเนิด บนเรือนพักย่านบางขุนพรหม เมื่ออายุได้ 7 ขวบ มารดาได้นำไปถวาย ท่านพระครูใหญ่ วัดใหญ่ในเมืองพิจิตร เพื่อให้ร่ำเรียนหนังสือ
เมื่ออายุได้ 13 ปี จึงเข้ารับการบวชเณร ซึ่งสามเณรโต ก็ได้ตั้งใจ ศึกษาเล่าเรียน จนสามารถ จดจำคัมภีร์มูล และ ไวยกรณ์ภาษาบาลี ได้อย่างแม่นยำ
เมื่ออายุได้ 15 ปี สามเณรโต ได้เรียนคัมภีร์มูลหมดสิ้น แต่ยังอยากเรียนรู้ วิชาต่างๆ เพิ่มขึ้นอีก พระอุปัชฌาย์ จึงได้แนะนำให้ไปเรียนกับ พระครูจังหวัด วัดเมืองชัยนาท
หลังจากนั้นมา ปรากฏว่า สามเณรโต ได้กลายเป็นที่โปรดปรานของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ 1) เป็นอย่างยิ่ง
ครั้นเมื่อสามเณรโต อายุครบอุปสมบทปี พ.ศ. 2350 จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนาคหลวง และ เข้าอุปสมบท ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมี สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (สุก ญาณสังวร) เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ฉายานาม ในทางพุทธศาสนาว่า "พฺรหฺมรํสี"
และ เนื่องจากเป็นนาคหลวง จึงเรียกท่านว่า "พระมหาโต" ตั้งแต่นั้นมา
ต่อมา พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้รับ พระมหาโต ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์
พระมหาโต ท่านมีความโดดเด่นในด้าน จริยาวัตรอันสมถะ ท่านมีอุปนิสัย ทำตามความพอใจของตน ไม่เอาความนิยมขอผู้อื่น มาเป็นหลัก และ ไม่สนใจลาภสักการะ หรือ ยศศักดิ์ใดๆ
แม้ว่าท่าน ได้ศึกษาพระธรรมวินัย จนรอบรู้แตกฉาน แต่ก็ไม่ยอมสอบเปรียญธรรม
เมื่อถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) จะทรงแต่งตั้งให้ท่าน ได้เป็นพระราชาคณะ ท่านก็ไม่ยอมรับ ท่านจึงเป็น พระมหาโต ตลอดรัชกาล
กล่าวกันว่า พระมหาโต ท่านชอบออกธุดงค์ ไปในที่ต่างๆ และ ได้สร้างปูชนียสถานไว้ ในหลายๆที่ เช่น พระพุทธไสยาศน์ ที่วัดสตือ ตำบลท่าหลวง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระพุทธรูปหลวงพ่อโต ที่ วัดไชโย จังหวัดอ่างทอง เป็นต้น
ปูชนียสถานที่ท่านสร้างไว้ทุกแห่ง จะมีขนาดที่ใหญ่โตเสมอ สมกับชื่อของท่าน ในการสร้างปูชนียสถานที่มีขนาดใหญ่ จำเป็นต้องใช้ แรงงาน และ ทุนทรัพย์ จำนวนมาก สิ่งนี้จึงแสดงให้เห็นถึง บารมี ของท่าน และ ความศรัทธา เลื่อมใส ของพุทธศาสนิกชน ที่มีต่อท่าน อย่างชัดเจน
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) พระองค์ทรงโปรดปราน พระมหาโตอย่างยิ่ง และ ปี พ.ศ. 2395 พระองค์ได้พระราชทานสมณศักดิ์พระมหาโต ให้เป็น พระราชาคณะที่ "พระธรรมกิติ" และ ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม ในเวลานั้น ท่านมีอายุได้ 65 ปี
ตามที่เคยกล่าวไว้ว่า โดยปกติแล้ว พระมหาโต ท่านมักจะหลีกเลี่ยง การรับพระราชทานสมณศักดิ์ แต่เนื่องจาก มีเหตุผลบางประการ ท่านจึงยอมรับ การพระราชทานสมณศักดิ์ในครั้งนี้ และ ในช่วงปี พ.ศ. 2397 ประมาณ 2 ปี ต่อจากนั้น ท่านได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่ที่ "พระเทพกระวี" และ ในช่วงปี พ.ศ. 2407 ประมาณ 10 ปี ต่อจากนั้น ท่านได้รับการสถาปนาสมณศักดิ์ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะที่ "สมเด็จพระพุฒาจารย์" มีราชทินนาม ตามจารึกในหิรัญบัฏว่า
“สมเด็จพระพุฒาจารย์ อเนกสถานปรีชา วิสุทธศีลจรรยาสมบัติ นิพัทธุตคุณ สิริสุนทรพรตจาริก อรัญญิกคณิศร สมณนิกรมหาปรินายก ตรีปิฎกโกศล วิมลศีลขันธ์ สถิต ณ วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร พระอารามหลวงฯ”
สมณศักดิ์นี้ เป็นสมณศักดิ์ชั้นสูงสุด และ เป็นสมณศักดิ์ ชั้นสุดท้ายของท่าน จนถึงวันที่ท่านมรณภาพ
"สมเด็จโต" หรือ "สมเด็จวัดระฆัง" จึงเป็นชื่อที่คนทั่วไป นิยมเรียกท่าน ส่วนคนที่อยู่ในยุคเดียวกันกับท่าน เรียกท่านว่า "ขรัวโต"
ในช่วงราวๆ ปี พ.ศ. 2410 สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ท่านได้มาเป็นประธาน การก่อสร้างปูชนียวัตถุ ที่วัดอินทรวิหาร (วัดบางขุนพรหมใน) ซึ่งก็คือ พระพุทธรูปหลวงพ่อโต (พระศรีอริยเมตไตรย) แต่การก่อสร้างยังไม่ทันเสร็จสิ้น ก่อองค์พระมาถึงระดับ พระนาภี (สะดือ) สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ท่านก็มรณภาพเสียก่อน บนศาลาเก่าวัด ที่วัดบางขุนพรหมใน ในวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2415 เป็น วันเสาร์ แรม 2 ค่ำ เดือน 8 ปีวอก ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) รวมอายุได้ 84 ปี อยู่ในสมณเพศรวม 64 พรรษา เป็นเจ้าอาวาส เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร เป็นเวลา 20 ปี
สำหรับคำสอนของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) นั้น คำสอนเด่นๆ ที่ มีความนิยมนับถือกันโดยทั่วไปในปัจจุบัน (ไม่มีการอ้างอิงที่มาที่แน่ชัด) ก็คือ
บุญเราไม่เคยสร้าง ใครที่ไหนจะมาช่วยเจ้า
ลูกเอ๋ย ก่อนที่จะเข้าไปขอบารมีหลวงพ่อองค์ใด เจ้าจะต้องมีทุนของตัวเอง คือ บารมีของตนลงทุนไปก่อน เมื่อบารมีของเจ้าไม่พอ จึงค่อยขอยืมบารมีคนอื่นมาช่วย มิฉะนั้น เจ้าจะเอาตัวไม่รอด เพราะ หนี้สินในบุญบารมีที่ไปเที่ยวขอยืมมาจนพ้นตัว เมื่อทำบุญทำกุศลได้บารมีมา ก็ต้องเอาไปผ่อนใช้หนี้เขาจนหมด ไม่มีอะไรเหลือติดตัว แล้วเจ้าจะมีอะไรไว้ในภพหน้า หมั่นสร้างบารมีไว้ แล้วฟ้าดินจะช่วยเอง จงจำไว้นะ เมื่อยังไม่ถึงเวลา เทพเจ้าองค์ใดจะคิดช่วยเจ้าไม่ได้ ครั้นเมื่อถึงเวลา ทั่วฟ้าจบดินก็ต้านเจ้าไม่อยู่ จงอย่าไปเร่งเทวดาฟ้าดิน เมื่อบุญเราไม่เคยสร้างไว้เลย จะมีใครที่ไหนมาช่วยเจ้า
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) ท่านมีนามเดิมว่า โต คนส่วนใหญ่ จึงนิยมนิยมเรียก ท่านว่า"สมเด็จโต" หรือ "หลวงปู่โต" และ อีกนามหนึ่งของท่าน ที่ผู้คนรู้จักกันดี ก็คือ "สมเด็จวัดระฆัง" เนื่องจากท่าน
เคยดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร ในสมัยรัชกาลที่ 4-5
ท่านเป็นพระมหาเถระรูปสำคัญ ที่ได้รับความนับถือ เลื่อมใส อย่างมาก ตั้งแต่สามัญชน ไปจนถึง พระมหากษัตริย์ ท่านเป็นพระที่ แตกฉานทั้งในด้าน ธรรมปฏิบัติ และ พระธรรมวินัย มีความโดดเด่นในเรื่อง จริยาวัตรที่สมถะ สันโดษ มักน้อย ไม่สนใจลาภยศสรรเสริิญ ถือปฏิบัติธุดงค์วัตร คือ ถือผ้าสามผืนออกธุดงค์ ฉันในบาตร เดินจงกรม นั่งภาวนา เยี่ยมป่าช้า นอกจากนี้ ท่านยัง โดดเด่นทางด้าน วิชา เมตตามหานิยม อาคมคาถา อีกด้วย
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) ท่านถือกำเนิด ใน วันที่ 17 เมษายน 2331 เป็นวันพฤหัสบดี ขึ้น 12 ค่ำ
เดือน 5 ปีวอก จุลศักราช 1150 เวลาพระออกบิณฑบาต ณ บ้านไก่จ้น (บ้านท่าหลวง) อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ซึ่งขณะนั้น อยูในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1(อยู่ในช่วงเวลา ราวๆ 7 ปี หลังสร้างกรุงรัตนโกสินทร์)
ในส่วนของชาติกำเนิดนั้น บิดา มารดา ของท่าน ไม่ทราบแน่ชัด ว่าเป็นใคร เนื่องจาก มีผู้บันทึกประวัติของท่านในเรื่องนี้ แตกต่างกันออกไป แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ดี ในเรื่องมารดาของท่านนั้น บันทึกไว้ตรงกันว่า เป็นชาวเมืองเหนือ (คำเรียกในสมัยอยุธยา) แต่ลงมาทำมาหากินอยู่ในแถบภาคกลาง
สำหรับในส่วนของบิดาท่านนั้น
พระยาทิพโกษา บันทึกไว้ว่า ท่านเป็นโอรสนอกเศวตฉัตรของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อครั้งที่ทรงพระยศเป็นเจ้าพระยาจักรี
ส่วนพระครูกัลยาณานุกูล และ อ.ตรียัมปวาย บันทึกไว้ว่า ท่านเป็นโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สิ่งที่บันทึกไว้ตรงกันก็คือ เรื่องนี้เป็นเพียง ข้อสันนิษฐาน ที่ชาวบ้านในสมัยนั้น เชื่อกันโดยทั่วไป
ในส่วนของพระยาทิพโกษานั้น ได้บันทึกเรื่อง ชาติกำเนิดของท่านไว้ ค่อนข้างละเอียด แต่ขอนำมาเพียงบางส่วน ดังนี้
เด็กชายโต ถือกำเนิด บนเรือนพักย่านบางขุนพรหม เมื่ออายุได้ 7 ขวบ มารดาได้นำไปถวาย ท่านพระครูใหญ่ วัดใหญ่ในเมืองพิจิตร เพื่อให้ร่ำเรียนหนังสือ
เมื่ออายุได้ 13 ปี จึงเข้ารับการบวชเณร ซึ่งสามเณรโต ก็ได้ตั้งใจ ศึกษาเล่าเรียน จนสามารถ จดจำคัมภีร์มูล และ ไวยกรณ์ภาษาบาลี ได้อย่างแม่นยำ
เมื่ออายุได้ 15 ปี สามเณรโต ได้เรียนคัมภีร์มูลหมดสิ้น แต่ยังอยากเรียนรู้ วิชาต่างๆ เพิ่มขึ้นอีก พระอุปัชฌาย์ จึงได้แนะนำให้ไปเรียนกับ พระครูจังหวัด วัดเมืองชัยนาท
หลังจากนั้นมา ปรากฏว่า สามเณรโต ได้กลายเป็นที่โปรดปรานของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ 1) เป็นอย่างยิ่ง
ครั้นเมื่อสามเณรโต อายุครบอุปสมบทปี พ.ศ. 2350 จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนาคหลวง และ เข้าอุปสมบท ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมี สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (สุก ญาณสังวร) เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ฉายานาม ในทางพุทธศาสนาว่า "พฺรหฺมรํสี"
และ เนื่องจากเป็นนาคหลวง จึงเรียกท่านว่า "พระมหาโต" ตั้งแต่นั้นมา
ต่อมา พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้รับ พระมหาโต ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์
พระมหาโต ท่านมีความโดดเด่นในด้าน จริยาวัตรอันสมถะ ท่านมีอุปนิสัย ทำตามความพอใจของตน ไม่เอาความนิยมขอผู้อื่น มาเป็นหลัก และ ไม่สนใจลาภสักการะ หรือ ยศศักดิ์ใดๆ
แม้ว่าท่าน ได้ศึกษาพระธรรมวินัย จนรอบรู้แตกฉาน แต่ก็ไม่ยอมสอบเปรียญธรรม
เมื่อถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) จะทรงแต่งตั้งให้ท่าน ได้เป็นพระราชาคณะ ท่านก็ไม่ยอมรับ ท่านจึงเป็น พระมหาโต ตลอดรัชกาล
กล่าวกันว่า พระมหาโต ท่านชอบออกธุดงค์ ไปในที่ต่างๆ และ ได้สร้างปูชนียสถานไว้ ในหลายๆที่ เช่น พระพุทธไสยาศน์ ที่วัดสตือ ตำบลท่าหลวง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระพุทธรูปหลวงพ่อโต ที่ วัดไชโย จังหวัดอ่างทอง เป็นต้น
ปูชนียสถานที่ท่านสร้างไว้ทุกแห่ง จะมีขนาดที่ใหญ่โตเสมอ สมกับชื่อของท่าน ในการสร้างปูชนียสถานที่มีขนาดใหญ่ จำเป็นต้องใช้ แรงงาน และ ทุนทรัพย์ จำนวนมาก สิ่งนี้จึงแสดงให้เห็นถึง บารมี ของท่าน และ ความศรัทธา เลื่อมใส ของพุทธศาสนิกชน ที่มีต่อท่าน อย่างชัดเจน
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) พระองค์ทรงโปรดปราน พระมหาโตอย่างยิ่ง และ ปี พ.ศ. 2395 พระองค์ได้พระราชทานสมณศักดิ์พระมหาโต ให้เป็น พระราชาคณะที่ "พระธรรมกิติ" และ ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม ในเวลานั้น ท่านมีอายุได้ 65 ปี
ตามที่เคยกล่าวไว้ว่า โดยปกติแล้ว พระมหาโต ท่านมักจะหลีกเลี่ยง การรับพระราชทานสมณศักดิ์ แต่เนื่องจาก มีเหตุผลบางประการ ท่านจึงยอมรับ การพระราชทานสมณศักดิ์ในครั้งนี้ และ ในช่วงปี พ.ศ. 2397 ประมาณ 2 ปี ต่อจากนั้น ท่านได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่ที่ "พระเทพกระวี" และ ในช่วงปี พ.ศ. 2407 ประมาณ 10 ปี ต่อจากนั้น ท่านได้รับการสถาปนาสมณศักดิ์ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะที่ "สมเด็จพระพุฒาจารย์" มีราชทินนาม ตามจารึกในหิรัญบัฏว่า
“สมเด็จพระพุฒาจารย์ อเนกสถานปรีชา วิสุทธศีลจรรยาสมบัติ นิพัทธุตคุณ สิริสุนทรพรตจาริก อรัญญิกคณิศร สมณนิกรมหาปรินายก ตรีปิฎกโกศล วิมลศีลขันธ์ สถิต ณ วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร พระอารามหลวงฯ”
สมณศักดิ์นี้ เป็นสมณศักดิ์ชั้นสูงสุด และ เป็นสมณศักดิ์ ชั้นสุดท้ายของท่าน จนถึงวันที่ท่านมรณภาพ
"สมเด็จโต" หรือ "สมเด็จวัดระฆัง" จึงเป็นชื่อที่คนทั่วไป นิยมเรียกท่าน ส่วนคนที่อยู่ในยุคเดียวกันกับท่าน เรียกท่านว่า "ขรัวโต"
ในช่วงราวๆ ปี พ.ศ. 2410 สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ท่านได้มาเป็นประธาน การก่อสร้างปูชนียวัตถุ ที่วัดอินทรวิหาร (วัดบางขุนพรหมใน) ซึ่งก็คือ พระพุทธรูปหลวงพ่อโต (พระศรีอริยเมตไตรย) แต่การก่อสร้างยังไม่ทันเสร็จสิ้น ก่อองค์พระมาถึงระดับ พระนาภี (สะดือ) สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ท่านก็มรณภาพเสียก่อน บนศาลาเก่าวัด ที่วัดบางขุนพรหมใน ในวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2415 เป็น วันเสาร์ แรม 2 ค่ำ เดือน 8 ปีวอก ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) รวมอายุได้ 84 ปี อยู่ในสมณเพศรวม 64 พรรษา เป็นเจ้าอาวาส เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร เป็นเวลา 20 ปี
สำหรับคำสอนของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) นั้น คำสอนเด่นๆ ที่ มีความนิยมนับถือกันโดยทั่วไปในปัจจุบัน (ไม่มีการอ้างอิงที่มาที่แน่ชัด) ก็คือ
บุญเราไม่เคยสร้าง ใครที่ไหนจะมาช่วยเจ้า
ลูกเอ๋ย ก่อนที่จะเข้าไปขอบารมีหลวงพ่อองค์ใด เจ้าจะต้องมีทุนของตัวเอง คือ บารมีของตนลงทุนไปก่อน เมื่อบารมีของเจ้าไม่พอ จึงค่อยขอยืมบารมีคนอื่นมาช่วย มิฉะนั้น เจ้าจะเอาตัวไม่รอด เพราะ หนี้สินในบุญบารมีที่ไปเที่ยวขอยืมมาจนพ้นตัว เมื่อทำบุญทำกุศลได้บารมีมา ก็ต้องเอาไปผ่อนใช้หนี้เขาจนหมด ไม่มีอะไรเหลือติดตัว แล้วเจ้าจะมีอะไรไว้ในภพหน้า หมั่นสร้างบารมีไว้ แล้วฟ้าดินจะช่วยเอง จงจำไว้นะ เมื่อยังไม่ถึงเวลา เทพเจ้าองค์ใดจะคิดช่วยเจ้าไม่ได้ ครั้นเมื่อถึงเวลา ทั่วฟ้าจบดินก็ต้านเจ้าไม่อยู่ จงอย่าไปเร่งเทวดาฟ้าดิน เมื่อบุญเราไม่เคยสร้างไว้เลย จะมีใครที่ไหนมาช่วยเจ้า
วันจันทร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2563
พระพุทธโสธร
พระพุทธโสธร
พระพุทธโสธร หรือ ที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า หลวงพ่อโสธร เป็นพระพุทธรูปสำคัญ คู่บ้านคู่เมือง ของจังหวัดฉะเชิงเทรา
เป็นพระพุทธรูป ปางสมาธิ ศิลปะสมัยอยุธยาตอนต้น พระเนตร เล็กหรี่ เหลือบลงต่ำ พระขนง โก่งเล็กน้อย พระโอษฐ์เล็ก พระพักตร์ ค่อนข้างกลมแป้น สีพระพักตร์ขรึม แบบอยุธยา ที่ได้รับอิทธิพลจาก ศิลปะเขมร มีพระอิริยาบถนั่งขัดสมาธิราบ พระหัตถ์ขวา ทับ พระหัตถ์ซ้าย พระชงฆ์ขวา ทับ พระชงฆ์ซ้าย วางซ้อนกันอยู่บนพระเพลา มี ความกว้าง 5 ฟุต 6 นิ้ว ส่วนสูง 6 ฟุต 7 นิ้ว ปัจจุบันประดิษฐาน อยู่ ณ พระอุโบสถหลวง วัดโสธรวรารามวรวิหาร
ริมแม่น้ำบางปะกง
ตำบลหน้าเมือง
อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา
ตำนานของ หลวงพ่อโสธรนั้น ไม่ได้กล่าวเอาไว้ ว่าใครเป็นผู้สร้าง หรือ สร้างมาตั้งแต่เมื่อใด มีเเต่เพียงเรื่อง เล่าต่อๆ กันมาว่า มีพระพุทธรูป 3 องค์ ลอยน้ำมา ตามแม่น้ำบางปะกง ชาวบ้านบริเวณนั้น พบเห็นเข้า จึงช่วยกัน เอาเชือกมนิลามา พยายามจะฉุดดึงท่านขึ้นบก แต่ไม่สำเร็จ เพราะ เชือกเกิดขาดเสียก่อน แล้ว
พระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ ก็จมลง และ ลอยทวนน้ำขึ้นไป บริเวณที่พระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ ลอยทวนน้ำหนีนั้น เลยได้ชื่อว่า “สามพระทวน” ต่อมาก็กลายเป็น “สัมปทวน” อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จนถึงทุกวันนี้
ต่อมา พระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ ได้ปรากฎขึ้นอีกครั้ง ที่คลองคุ้ง ชาวบ้านก็พยายามฉุดดึงขึ้นฝั่ง แต่ก็ไม่สำเร็จอีก สถานที่นั้น เลยได้ชื่อเรียกว่า บางพระ มาจนทุกวันนี้
หลังจากนั้น องค์หนึ่ง ได้ไปปรากฏขึ้นที่ แม่น้ำแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม ชาวประมงแถวนั้นได้พร้อมใจกัน อาราธนาท่าน ขึ้นไปประดิษฐานไว้ ณ วัดบ้านแหลม หรือ วัดเพชรสมุทรวรวิหาร และ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่นับถือของ ชาวสมุทรสงคราม เรียกกันว่า หลวงพ่อบ้านแหลม มาจนทุกวันนี้
ส่วนองค์ที่สอง ท่านมาปรากฎขึ้นที่หน้า วัดหงษ์
ที่วัดหงษ์นี้ มีเรื่องเล่าต่อๆกันมาว่า แต่เดิม มีเสาใหญ่ต้นหนึ่ง และ ที่บนยอดเสาต้นนั้น มีหงษ์ที่ทำด้วยทองเหลือง ตั้งอยู่ จึงได้ชื่อว่า วัดหงษ์ ต่อมา หงษ์ที่อยู่บนยอดเสา ชำรุด หักตกลงมา ทางวัด จึงได้นำเอาธง ขึ้นไปติดไว้แทนที่รูปหงษ์ ชาวบ้านจึงเรียกชื่อวัดนี้ว่า วัดเสาธง หลังจากนั้น เกิดมีพายุพัดมา จนทำให้ เสาต้นนี้ หักลงมาส่วนหนึ่ง จึงเรียกวัดนี้ว่า วัดเสาทอน และ เมื่อเวลาผ่านไป ชื่อวัดเสาทอนก็ ได้กลายไปเป็น วัดโสธรในที่สุด ซึ่ง “โสธร” หมายถึง “บริสุทธิ์” หรือ “ศักดิ์สิทธิ์” นั่นเอง
เมื่อองค์ที่สอง มาปรากฎขึ้นที่หน้าวัด ผู้คนจำนวนมาก ได้พากันหลั่งไหลมา เพื่ออาราธนาท่านขึ้นฝั่ง แต่ก็ไม่สำเร็จ ขณะนั้นมีอาจารย์ผู้หนึ่ง รู้หลัก และ วิธีการ อาราธนา จึงทำการปลูกศาลเพียงตาขึ้นบวงสรวง และ ทำพิธี กล่าวคำอัญเชิญ ชุมนุมเทวดา อาราธนา แล้วใช้สายสิญจน์ คล้องที่พระหัตถ์ ของพระพุทธรูป หลังจากนั้น จึงค่อยฉุดท่านขึ้นฝั่ง และ สามารถอันเชิญ พระพุทธรูปองค์นี้ ขึ้นฝั่งได้สำเร็จ ทำให้เกิดความปิติยินดี เป็นอย่างยิ่ง และ ผู้คน ได้พร้อมใจกัน อัญเชิญท่านไปประดิษฐานไว้ ในพระวิหารวัดโสธร และ เรียกขานนามท่านว่า พระพุทธโสธร หรือ หลวงพ่อโสธร ตั้งแต่นั้นมา
ส่วนองค์สุดท้าย ท่านไปปรากฎอยู่ ในแม่น้ำเจ้าพระยา ชาวบ้านได้พบเห็น และ ได้รู้ข่าว ก็หลั่งไหลมา เพื่ออาราธนาท่านขึ้นฝั่ง แต่ก็ไม่สามารถ เชิญท่านขึ้นมาได้ เล่ากันว่า ผู้คนที่พากันมา ฉุดดึงท่านขึ้นฝั่ง นับได้ถึงสามแสนคน สถานที่แห่งนั้น จึงถูกเรียกว่า สามแสน ภายหลังเพี้ยนเป็น สามเสน จนถึงทุกวันนี้
จากนั้น พระพุทธรูปองค์นี้ ก็ไปปรากฎขึ้นที่ คลองสำโรง จังหวัดสมุทรปราการ ชาวบ้านบริเวณนั้น จึงได้อาราธนา อันเชิญท่าน ขึ้นไปประดิษฐานไว้ ณ วัดพลับพลาชัยชนะสงคราม หรือ วัดบางพลีใหญ่ใน จวบจนถึงทุกวันนี้ และ ท่านนับได้ว่า เป็นพระพุทธรูป ที่มีความศักดิ์สิทธิ์มาก อีกรูปหนึ่ง ของเมืองไทย ซึ่งก็คือ หลวงพ่อโต วัดบางพลีใหญ่ใน นั้นเอง
ในส่วนของ วัดโสธรวรารามวรวิหาร สร้างขึ้นเมื่อสมัย ปลายกรุงศรีอยุธยา ส่วนพระอุโบสถวัดโสธรวรารามวรวิหาร สร้างขึ้น
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปี พ.ศ.2416 โดย เจ้าเมืองฉะเชิงเทรา พระยาวิเศษฤๅไชย(ช้าง) และ ยังสร้างถนนดิน 26 เส้น จากหน้าเมือง มายังวัดโสธร และ ยังได้ใช้พระอุโบสถแห่งนี้ เป็นที่ประกอบพิธี ถือน้ำพิพัฒน์สัตยา อีกด้วย
ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9
ทางจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้จัดสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ โดย สร้างแล้วเสร็จในปี 2547 เป็นอาคารทรงไทยประยุกต์ หลังคาทรงจัตุรมุข ยาว 123.5 เมตร กว้าง 44.5 เมตร ยอดปรางค์มีความสูง 84 เมตร มีฉัตรทอง 5 ชั้น ซึ่งเป็นทองคำแท้ หนัก 77 กิโลกรัม ส่วนกำแพง บุด้วยหินอ่อน ที่นำเข้ามาจาก เมืองคาร์ราร่า ประเทศอิตาลี นับว่า เป็นพระอุโบสถที่ ใหญ่ที่สุด และ มีความ งดงามมาก อีกแห่งหนึี่ง
ภายในพระอุโบสถหลังใหม่นี้ ได้ประดิษฐานไว้ด้วย พระพุทธโสธรองค์เดิม และ พระพุทธรูปองค์อื่นๆอีกรวม 18 องค์ ประดิษฐาน อยู่บนดอกบัวบานดอกใหญ่ ล้อมด้วยกลีบบัว ส่วนพื้นเป็นหินแกรนิต มีภาพของมหาสมุทร เพื่อ แสดงถึงตำนานของ หลวงพ่อโสธร ที่ท่านลอยน้ำมา และ ยังมีปลาขนาดใหญ่ ของเมืองแปดริ้ว 5 ตัว ว่ายวน อัญเชิญดอกบัว รอบๆมี ทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา และ สัตว์น้ำนานาชนิด คาบดอกบัว มาทำการสักการะ ทำการออกแบบโดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ประหยัด พงษ์ดำ ศิลปินแห่งชาติ
ส่วนพระอุโบสถหลังเก่า จะประดิษฐานไว้ด้วย หลวงพ่อพุทธโสธรองค์จำลอง และ เปิดให้ผู้มีศรัทธา ได้เข้าไปปิดทองที่องค์ท่าน ซึ่งจะมีผู้คนหลั่งไหลไป นมัสการ บูชาท่าน ไม่ขาดสาย เป็นประจำทุกวัน โดยเฉพาะ ในวันหยุดราชการ และ วัน เสาร์-อาทิตย์ จะมีคนแน่นขนัดเป็นพิเศษ
ความศักดิ์สิทธิ์ และ ปาฏิหาริย์ ของหลวงพ่อโสธร นั้น เป็นเรื่องที่ถูกกล่าวถึง และ เล่าขานกันมายาวนาน ทำให้ประชาชนจำนวนมาก จากทั่วทุกสารทิศ เกิดความศรัทธา และ หลั่งไหลมายัง วัดโสธรวรารามวรวิหาร เพื่อกราบไหว้ ขอพร ขอบารมีจากหลวงพ่อ ให้ปกป้องคุ้มครอง หรือ รักษาโรค
หลายคนที่ไปกราบขอพร บนบานศาลกล่าว ในเรื่องต่างๆ ก็มักจะประสบความสำเร็จ ได้สมหวังกันไป แทบทุกราย และ เมื่อผู้ที่มาบนบานไว้ สมหวังตามที่ขอ ก็มักจะนำไข่ต้ม มาแก้บน เนื่องจาก มีการบอกต่อๆกันมาว่า หลวงพ่อท่านชอบไข่ต้ม และ ผู้ที่บนด้วยไข่ต้ม มักจะสมหวังตามที่ขอ
นอกจากนี้ ยังมีก็ยังมีการแก้บนด้วยอย่างอื่น เช่น พวงมาลัยสวยสดงดงาม และ นางรำละครชาตรี หรือ ลิเก เป็นต้น
แต่ผู้ที่จะไปขอ ไปบนบานศาลกล่าว กับหลวงพ่อ ว่ากันว่า มีข้อห้ามอยู่สองเรื่อง ที่ห้ามบน เพราะ บนแล้ว จะไม่สมหวัง คือ เรื่องขอให้ไม่ต้องไปเป็นทหาร กับ เรื่องขอให้มีบุตร
เพราะ หลวงพ่อท่าน อยากให้คนไปเป็นทหาร เพื่อปกป้องรักษาบ้านเมือง ดังนั้น ใครมาบน ขอให้ไม่ต้องไปเป็นทหาร ต้องถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร ทุกราย ส่วนเรื่องบุตรนั้น ถ้าบนแล้ว ได้ตามที่ขอ ก็มักจะได้บุตรที่ มีร่างกายไม่ครบ 32 ประการ เพราะ ท่านจะส่งลูกหลาน ที่เคยเป็นทหาร แล้วบาดเจ็บล้มตายจากการรบมาให้ นั่นเอง
สำหรับงานนมัสการหลวงพ่อโสธรนั้น เป็นงานประจำปีที่ยิ่งใหญ่ จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ปีละ 3 ครั้ง ครั้งแรก จัดขึ้นกลางเดือนห้า ครั้งที่สอง จัดขึ้นกลางเดือนสิบสอง และ ครั้งที่สาม จัดขึ้นในเทศกาลตรุษจีน ซึ่งในการจัดงานทุกครั้ง จะมีผู้คนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก
คาถาบูชาหลวงพ่อโสธร (คาถาพระเจ้า5พระองค์)
ท่องนะโม 3 จบ แล้วสวด
นะ ทรงฟ้า โม ทรงดิน พุทธ ทรงสินธุ์ ธา ทรงสมุทร ยะ ทรงอากาศ
พุทธังแคล้วคลาด ธัมมังแคล้วคลาด สังฆังแคล้วคลาด ศัตรูพาลวินาศสันติ
นะ กาโร กุกกุสันโธ สิโรมัชเฌ โมกาโร โกนาคะมะโน
นานาจิตเต พุทธกาโร กัสสะโป พุทโธ จะ ทะเวเนเต ธา กาโร ศรีศากกะยะมุนี
โคตะโม ยะกันเน ยะกาโร อะริยะ เมตตรัยโย ชิวหาทีเต ปัญจะพุทธา นะมามิหัง
พุทธะบูชา มะหาเตชะวันโต ธัมมะบูชา มะหาปัญโญ สังฆะบูชา มะหาโภคะวะโห
อะระหังพุทโธ อิติปิโสภะคะวา นะมามิหัง
คาถาบูชาหลวงพ่อโสธร(แบบย่อ)
ท่อง นะโม 3 จบ แล้วสวด
อิติ อิติ อิติ โสธโร นะโมพุทธายะ ยะธาพุทธโมนะ
ว่ากันว่า ให้ระลึกถึงองค์หลวงพ่อโสธร แล้วว่าคาถานี้ บูชาท่าน ทุกวัน แล้วชีวิต จะร่มเย็นเป็นสุข การเดินทาง ราบรื่น ปลอดภัย แคล้วคลาดจากภยันตรายต่างๆ
พระพุทธโสธร หรือ ที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า หลวงพ่อโสธร เป็นพระพุทธรูปสำคัญ คู่บ้านคู่เมือง ของจังหวัดฉะเชิงเทรา
เป็นพระพุทธรูป ปางสมาธิ ศิลปะสมัยอยุธยาตอนต้น พระเนตร เล็กหรี่ เหลือบลงต่ำ พระขนง โก่งเล็กน้อย พระโอษฐ์เล็ก พระพักตร์ ค่อนข้างกลมแป้น สีพระพักตร์ขรึม แบบอยุธยา ที่ได้รับอิทธิพลจาก ศิลปะเขมร มีพระอิริยาบถนั่งขัดสมาธิราบ พระหัตถ์ขวา ทับ พระหัตถ์ซ้าย พระชงฆ์ขวา ทับ พระชงฆ์ซ้าย วางซ้อนกันอยู่บนพระเพลา มี ความกว้าง 5 ฟุต 6 นิ้ว ส่วนสูง 6 ฟุต 7 นิ้ว ปัจจุบันประดิษฐาน อยู่ ณ พระอุโบสถหลวง วัดโสธรวรารามวรวิหาร
ริมแม่น้ำบางปะกง
ตำบลหน้าเมือง
อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา
ตำนานของ หลวงพ่อโสธรนั้น ไม่ได้กล่าวเอาไว้ ว่าใครเป็นผู้สร้าง หรือ สร้างมาตั้งแต่เมื่อใด มีเเต่เพียงเรื่อง เล่าต่อๆ กันมาว่า มีพระพุทธรูป 3 องค์ ลอยน้ำมา ตามแม่น้ำบางปะกง ชาวบ้านบริเวณนั้น พบเห็นเข้า จึงช่วยกัน เอาเชือกมนิลามา พยายามจะฉุดดึงท่านขึ้นบก แต่ไม่สำเร็จ เพราะ เชือกเกิดขาดเสียก่อน แล้ว
พระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ ก็จมลง และ ลอยทวนน้ำขึ้นไป บริเวณที่พระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ ลอยทวนน้ำหนีนั้น เลยได้ชื่อว่า “สามพระทวน” ต่อมาก็กลายเป็น “สัมปทวน” อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จนถึงทุกวันนี้
ต่อมา พระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ ได้ปรากฎขึ้นอีกครั้ง ที่คลองคุ้ง ชาวบ้านก็พยายามฉุดดึงขึ้นฝั่ง แต่ก็ไม่สำเร็จอีก สถานที่นั้น เลยได้ชื่อเรียกว่า บางพระ มาจนทุกวันนี้
หลังจากนั้น องค์หนึ่ง ได้ไปปรากฏขึ้นที่ แม่น้ำแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม ชาวประมงแถวนั้นได้พร้อมใจกัน อาราธนาท่าน ขึ้นไปประดิษฐานไว้ ณ วัดบ้านแหลม หรือ วัดเพชรสมุทรวรวิหาร และ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่นับถือของ ชาวสมุทรสงคราม เรียกกันว่า หลวงพ่อบ้านแหลม มาจนทุกวันนี้
ส่วนองค์ที่สอง ท่านมาปรากฎขึ้นที่หน้า วัดหงษ์
ที่วัดหงษ์นี้ มีเรื่องเล่าต่อๆกันมาว่า แต่เดิม มีเสาใหญ่ต้นหนึ่ง และ ที่บนยอดเสาต้นนั้น มีหงษ์ที่ทำด้วยทองเหลือง ตั้งอยู่ จึงได้ชื่อว่า วัดหงษ์ ต่อมา หงษ์ที่อยู่บนยอดเสา ชำรุด หักตกลงมา ทางวัด จึงได้นำเอาธง ขึ้นไปติดไว้แทนที่รูปหงษ์ ชาวบ้านจึงเรียกชื่อวัดนี้ว่า วัดเสาธง หลังจากนั้น เกิดมีพายุพัดมา จนทำให้ เสาต้นนี้ หักลงมาส่วนหนึ่ง จึงเรียกวัดนี้ว่า วัดเสาทอน และ เมื่อเวลาผ่านไป ชื่อวัดเสาทอนก็ ได้กลายไปเป็น วัดโสธรในที่สุด ซึ่ง “โสธร” หมายถึง “บริสุทธิ์” หรือ “ศักดิ์สิทธิ์” นั่นเอง
เมื่อองค์ที่สอง มาปรากฎขึ้นที่หน้าวัด ผู้คนจำนวนมาก ได้พากันหลั่งไหลมา เพื่ออาราธนาท่านขึ้นฝั่ง แต่ก็ไม่สำเร็จ ขณะนั้นมีอาจารย์ผู้หนึ่ง รู้หลัก และ วิธีการ อาราธนา จึงทำการปลูกศาลเพียงตาขึ้นบวงสรวง และ ทำพิธี กล่าวคำอัญเชิญ ชุมนุมเทวดา อาราธนา แล้วใช้สายสิญจน์ คล้องที่พระหัตถ์ ของพระพุทธรูป หลังจากนั้น จึงค่อยฉุดท่านขึ้นฝั่ง และ สามารถอันเชิญ พระพุทธรูปองค์นี้ ขึ้นฝั่งได้สำเร็จ ทำให้เกิดความปิติยินดี เป็นอย่างยิ่ง และ ผู้คน ได้พร้อมใจกัน อัญเชิญท่านไปประดิษฐานไว้ ในพระวิหารวัดโสธร และ เรียกขานนามท่านว่า พระพุทธโสธร หรือ หลวงพ่อโสธร ตั้งแต่นั้นมา
ส่วนองค์สุดท้าย ท่านไปปรากฎอยู่ ในแม่น้ำเจ้าพระยา ชาวบ้านได้พบเห็น และ ได้รู้ข่าว ก็หลั่งไหลมา เพื่ออาราธนาท่านขึ้นฝั่ง แต่ก็ไม่สามารถ เชิญท่านขึ้นมาได้ เล่ากันว่า ผู้คนที่พากันมา ฉุดดึงท่านขึ้นฝั่ง นับได้ถึงสามแสนคน สถานที่แห่งนั้น จึงถูกเรียกว่า สามแสน ภายหลังเพี้ยนเป็น สามเสน จนถึงทุกวันนี้
จากนั้น พระพุทธรูปองค์นี้ ก็ไปปรากฎขึ้นที่ คลองสำโรง จังหวัดสมุทรปราการ ชาวบ้านบริเวณนั้น จึงได้อาราธนา อันเชิญท่าน ขึ้นไปประดิษฐานไว้ ณ วัดพลับพลาชัยชนะสงคราม หรือ วัดบางพลีใหญ่ใน จวบจนถึงทุกวันนี้ และ ท่านนับได้ว่า เป็นพระพุทธรูป ที่มีความศักดิ์สิทธิ์มาก อีกรูปหนึ่ง ของเมืองไทย ซึ่งก็คือ หลวงพ่อโต วัดบางพลีใหญ่ใน นั้นเอง
ในส่วนของ วัดโสธรวรารามวรวิหาร สร้างขึ้นเมื่อสมัย ปลายกรุงศรีอยุธยา ส่วนพระอุโบสถวัดโสธรวรารามวรวิหาร สร้างขึ้น
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปี พ.ศ.2416 โดย เจ้าเมืองฉะเชิงเทรา พระยาวิเศษฤๅไชย(ช้าง) และ ยังสร้างถนนดิน 26 เส้น จากหน้าเมือง มายังวัดโสธร และ ยังได้ใช้พระอุโบสถแห่งนี้ เป็นที่ประกอบพิธี ถือน้ำพิพัฒน์สัตยา อีกด้วย
ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9
ทางจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้จัดสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ โดย สร้างแล้วเสร็จในปี 2547 เป็นอาคารทรงไทยประยุกต์ หลังคาทรงจัตุรมุข ยาว 123.5 เมตร กว้าง 44.5 เมตร ยอดปรางค์มีความสูง 84 เมตร มีฉัตรทอง 5 ชั้น ซึ่งเป็นทองคำแท้ หนัก 77 กิโลกรัม ส่วนกำแพง บุด้วยหินอ่อน ที่นำเข้ามาจาก เมืองคาร์ราร่า ประเทศอิตาลี นับว่า เป็นพระอุโบสถที่ ใหญ่ที่สุด และ มีความ งดงามมาก อีกแห่งหนึี่ง
ภายในพระอุโบสถหลังใหม่นี้ ได้ประดิษฐานไว้ด้วย พระพุทธโสธรองค์เดิม และ พระพุทธรูปองค์อื่นๆอีกรวม 18 องค์ ประดิษฐาน อยู่บนดอกบัวบานดอกใหญ่ ล้อมด้วยกลีบบัว ส่วนพื้นเป็นหินแกรนิต มีภาพของมหาสมุทร เพื่อ แสดงถึงตำนานของ หลวงพ่อโสธร ที่ท่านลอยน้ำมา และ ยังมีปลาขนาดใหญ่ ของเมืองแปดริ้ว 5 ตัว ว่ายวน อัญเชิญดอกบัว รอบๆมี ทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา และ สัตว์น้ำนานาชนิด คาบดอกบัว มาทำการสักการะ ทำการออกแบบโดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ประหยัด พงษ์ดำ ศิลปินแห่งชาติ
ส่วนพระอุโบสถหลังเก่า จะประดิษฐานไว้ด้วย หลวงพ่อพุทธโสธรองค์จำลอง และ เปิดให้ผู้มีศรัทธา ได้เข้าไปปิดทองที่องค์ท่าน ซึ่งจะมีผู้คนหลั่งไหลไป นมัสการ บูชาท่าน ไม่ขาดสาย เป็นประจำทุกวัน โดยเฉพาะ ในวันหยุดราชการ และ วัน เสาร์-อาทิตย์ จะมีคนแน่นขนัดเป็นพิเศษ
ความศักดิ์สิทธิ์ และ ปาฏิหาริย์ ของหลวงพ่อโสธร นั้น เป็นเรื่องที่ถูกกล่าวถึง และ เล่าขานกันมายาวนาน ทำให้ประชาชนจำนวนมาก จากทั่วทุกสารทิศ เกิดความศรัทธา และ หลั่งไหลมายัง วัดโสธรวรารามวรวิหาร เพื่อกราบไหว้ ขอพร ขอบารมีจากหลวงพ่อ ให้ปกป้องคุ้มครอง หรือ รักษาโรค
หลายคนที่ไปกราบขอพร บนบานศาลกล่าว ในเรื่องต่างๆ ก็มักจะประสบความสำเร็จ ได้สมหวังกันไป แทบทุกราย และ เมื่อผู้ที่มาบนบานไว้ สมหวังตามที่ขอ ก็มักจะนำไข่ต้ม มาแก้บน เนื่องจาก มีการบอกต่อๆกันมาว่า หลวงพ่อท่านชอบไข่ต้ม และ ผู้ที่บนด้วยไข่ต้ม มักจะสมหวังตามที่ขอ
นอกจากนี้ ยังมีก็ยังมีการแก้บนด้วยอย่างอื่น เช่น พวงมาลัยสวยสดงดงาม และ นางรำละครชาตรี หรือ ลิเก เป็นต้น
แต่ผู้ที่จะไปขอ ไปบนบานศาลกล่าว กับหลวงพ่อ ว่ากันว่า มีข้อห้ามอยู่สองเรื่อง ที่ห้ามบน เพราะ บนแล้ว จะไม่สมหวัง คือ เรื่องขอให้ไม่ต้องไปเป็นทหาร กับ เรื่องขอให้มีบุตร
เพราะ หลวงพ่อท่าน อยากให้คนไปเป็นทหาร เพื่อปกป้องรักษาบ้านเมือง ดังนั้น ใครมาบน ขอให้ไม่ต้องไปเป็นทหาร ต้องถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร ทุกราย ส่วนเรื่องบุตรนั้น ถ้าบนแล้ว ได้ตามที่ขอ ก็มักจะได้บุตรที่ มีร่างกายไม่ครบ 32 ประการ เพราะ ท่านจะส่งลูกหลาน ที่เคยเป็นทหาร แล้วบาดเจ็บล้มตายจากการรบมาให้ นั่นเอง
สำหรับงานนมัสการหลวงพ่อโสธรนั้น เป็นงานประจำปีที่ยิ่งใหญ่ จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ปีละ 3 ครั้ง ครั้งแรก จัดขึ้นกลางเดือนห้า ครั้งที่สอง จัดขึ้นกลางเดือนสิบสอง และ ครั้งที่สาม จัดขึ้นในเทศกาลตรุษจีน ซึ่งในการจัดงานทุกครั้ง จะมีผู้คนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก
คาถาบูชาหลวงพ่อโสธร (คาถาพระเจ้า5พระองค์)
ท่องนะโม 3 จบ แล้วสวด
นะ ทรงฟ้า โม ทรงดิน พุทธ ทรงสินธุ์ ธา ทรงสมุทร ยะ ทรงอากาศ
พุทธังแคล้วคลาด ธัมมังแคล้วคลาด สังฆังแคล้วคลาด ศัตรูพาลวินาศสันติ
นะ กาโร กุกกุสันโธ สิโรมัชเฌ โมกาโร โกนาคะมะโน
นานาจิตเต พุทธกาโร กัสสะโป พุทโธ จะ ทะเวเนเต ธา กาโร ศรีศากกะยะมุนี
โคตะโม ยะกันเน ยะกาโร อะริยะ เมตตรัยโย ชิวหาทีเต ปัญจะพุทธา นะมามิหัง
พุทธะบูชา มะหาเตชะวันโต ธัมมะบูชา มะหาปัญโญ สังฆะบูชา มะหาโภคะวะโห
อะระหังพุทโธ อิติปิโสภะคะวา นะมามิหัง
คาถาบูชาหลวงพ่อโสธร(แบบย่อ)
ท่อง นะโม 3 จบ แล้วสวด
อิติ อิติ อิติ โสธโร นะโมพุทธายะ ยะธาพุทธโมนะ
ว่ากันว่า ให้ระลึกถึงองค์หลวงพ่อโสธร แล้วว่าคาถานี้ บูชาท่าน ทุกวัน แล้วชีวิต จะร่มเย็นเป็นสุข การเดินทาง ราบรื่น ปลอดภัย แคล้วคลาดจากภยันตรายต่างๆ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



