วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2563

นิพพาน

นิพพาน


นิพพาน คือ การหลุดพ้นจาก กิเลส และ กองทุกข์ หลุดพ้นจากวัฏฏสังสาร หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งเป็นจุดหมายสูงสุดของ ผู้ปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนา


ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา ได้จำแนกนิพพานออกเป็น 2 ประเภท คือ


        1.สอุปาทิเสสนิพพาน

        2.อนุปาทิเสสนิพพาน


1.สอุปาทิเสสนิพพาน คือ นิพพานที่ดับกิเลสทั้งหลาย คือ โลภะ โทสะ และ โมหะ ได้อย่างเด็ดขาด แต่เบญจขันธ์ ยังคงดำรงค์อยู่ และ เป็นไปตามปกติ ทำให้ยังต้องประสบกับ อิฏฐารมณ์ และ อนิฏฐารมณ์ แต่ก็จะไม่เกิด ความยินดี หรือ ความยินร้าย ใดๆ


2.อนุปาทิเสสนิพพาน คือ นิพพานที่ดับกิเลสทั้งหลาย คือ โลภะ โทสะ และ โมหะ ได้อย่างเด็ดขาด และ ดับเบญจขันธ์ ได้อย่างเด็ดขาดด้วยเช่นกัน เป็นการหลุดพ้น จากวัฏฏสังสาร อย่างสิ้นเชิง


การบรรลุนิพพาน จะเป็นการดับกิเลสจนหมดสิ้น ทำให้ไม่สามารถปรุงแต่งกรรมใหม่ขึ้นได้ ส่วนกรรมเก่าที่ได้เคยทำมา ก็ไม่อาจที่จะส่งผลให้เกิดภพใหม่ได้อีก ผู้ที่บรรลุนิพพานแล้ว จึงไม่มีการเกิดใหม่ หลังจากที่จุติจิตได้ดับลง เป็นเหมือนการ ตัดการเชื่อมโยงแห่งภพ ให้ขาดลงอย่างสิ้นเชิง


เรื่องของนิพพานนี้ มีการถกเถียงกันมานานเป็นพันปีแล้ว โดยมีความเชื่ออยู่ 2 กลุ่ม คือ


1.กลุ่มที่เชื่อว่า นิพพานเป็นอัตตา โดยมีแนวคิดว่า นิพพานจะมีสภาวะเป็น นิจจัง สุขขัง อัตตา (มีความแน่นอน เป็นสุข และ มีอยู่) ซึ่งจะตรงข้ามกับกฎของ ไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา (มีความไม่แน่นอน เป็นทุกข์ และ ไม่มีอยู่) โดยคนกลุ่มนี้เชื่อว่า สภาพธรรมของทุกสิ่ง อยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์ ยกเว้น นิพพาน ที่จะมีสภาพตรงข้าม คือเชื่อว่า เมื่อดับกิเลสทั้งปวงจนหมดสิ้นแล้ว ก็จะบรรลุถึงนิพพาน และอยู่ในสภาวะที่ เป็นสุขเที่ยงแท้แน่นอน และได้ไปจุติในแดนนิพพาน หรือ ดินแดนที่ผู้บรรลุนิพพานแล้ว อาศัยอยู่ ดังนั้น นิพพาน จึงเป็นตัวตน เป็นอัตตา


2.กลุ่มที่เชื่อว่า นิพพานเป็นอนัตตา โดยมีแนวคิดว่า นิพพาน เป็นความสุขสูงสุด เป็นความสุขในความสงบ ไม่ใช่ความสุขแบบทางโลก ไม่ใช่ความทุกข์ ไม่ใช่การมา ไม่ใช่การไป ไม่ใช่สถานที่ หมายถึง การหยุดอย่างสมบูรณ์ สิ้นสุดการเปลี่ยนแปลง ดำรงค์อยู่ในสภาพเดิม หรือ เป็นตถตา คือ การเป็นเช่นนั้นเอง ไม่มีการปรุงแต่งใดๆ มีความเป็น สุญญตา ซึ่งคือ ความว่าง นิพพาน จึงเป็นธาตุว่าง และ หลักของพุทธศาสนา สอนให้ ละอัตตา ละตัวตน ไม่ยึดมั่นถือมั่น นิพพาน จึงเป็น อนัตตา


ถึงแม้ว่า ความเชื่อในเรื่องนี้ จะแบ่งเป็น 2 แนวทาง แต่โดยสรุปแล้ว ทั้ง 2 แนวทาง ก็ยึดถือว่า นิพพาน เป็นจุดหมายสูงสุดของ ผู้ที่มุ่งมั่นปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนา และ วิธีที่จะบรรลุถึงนิพพานได้ ก็คือ การปฏิบัติธรรม ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า จนสามารถที่จะ ดับกิเลสทั้งหลายทั้งปวง ได้อย่างบริบูรณ์

วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2563

โสดาบัน

โสดาบัน


โสดาบัน จัดเป็นอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา ระดับแรก ใน 4 ระดับ คือ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์


โสดาบัน แปลว่า ผู้แรกถึงกระแสธรรม หรือ ผู้แรกถึงกระแสที่จะนำไปสู่พระนิพพาน


ในพระไตรปิฎก มีข้อความที่ แสดงถึงความหมายของ โสดาบันอยู่มากมาย เช่น ผู้ถึงกระแส, ผู้อยู่ชิดประตูอมตะ, ผู้มีสัมมาทิฏฐิสมบูรณ์, ผู้รู้จักโลกแท้จริง เป็นต้น


คุณสมบัติของผู้ที่จะบรรลุโสดาบันได้นั้น คือ สามารถ ละสังโยชน์ 3 ประการแรกได้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า “เพราะสังโยชน์ 3 สิ้นไป จึงถึงโสดาบัน” 


สังโยชน์ หมายถึง กิเลส หรือ องค์ธรรม ที่ผูกมัดสัตว์โลกทั้งหลาย ไว้กับทุกข์ มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 10 ประการ คือ 


1.สักกายทิฏฐิ หมายถึง การคิดว่า ตัวเราเป็นของเรา 


2.วิจิกิจฉา หมายถึง ความลังเลสงสัย 


3.สีลัพพตปรามาส หมายถึง การปฏิบัติพรตนอกรีต 


4.กามราคะ หมายถึง การติดใจในกามคุณ 


5.ปฏิฆะ หมายถึง ความกระทบกระทั่งในใจ 


6.รูปราคะ หมายถึง การยึดติดในรูปที่ชอบ รูปที่พึ่งพอใจ 


7.อรูปราคะ หมายถึง การยึดติดในสิ่งที่เป็นนามธรรม 


8.มานะ หมายถึง การถือว่า ตนเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ 


9.อุทธัจจะ หมายถึง ความฟุ้งซ่าน


10.อวิชชา หมายถึง ความไม่รู้


การบรรลุโสดาบัน จะต้องละสังโยชน์ หรือ ต้องสามารถขจัดกิเลส 3 ประการแรกได้ คือ


        - สักกายทิฏฐิ หมายถึง ความเห็นว่า เป็นตัวของตน ถือตัวตนเป็นอัตตาทิฎฐิ เช่น เห็นรูปเป็นตน เห็นเวทนาเป็นตน เป็นต้น


        - วิจิกิจฉา หมายถึง ความสงสัยในพระรัตนตรัย และ ในกุศลธรรมทั้งหลาย


        - สีลัพพตปรามาส หมายถึง ความยึดมั่นในข้อปฏิบัติ ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ เช่น การประพฤติตนอย่างโค, การนอนบนหนามของพวกโยคี เป็นต้น


ถึงแม้ว่า การละสังโยชน์ 3 ประการนี้ จะทำให้บรรลุโสดาบันได้ แต่ก็จะต้องเป็นการละ ที่มาจาก การพิจารณาธรรมจนเกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ด้วย (ไม่ใช่ละแต่การกระทำภายนอก แต่ภายในใจยังละไม่ได้) เช่น พระนางอภิรูปนันทา เจ้าหญิงศากยวงศ์ ผู้ทรงบวชเป็นภิกษุณี ไม่ยอมเข้าสดับฟังพระธรรมกับพระพุทธเจ้า เพราะ พระพุทธเจ้า มักทรงเทศนาเรื่อง ข้อเสียของการมีรูปลักษณ์ที่งดงาม แต่สุดท้าย เมื่อพระนางได้ทอดพระเนตร หญิงงามที่พระพุทธเจ้าทรงเนรมิตขึ้นมา จากหญิงามกลายเป็นหญิงชรา จากหญิงชรากลายเป็นซากศพ พระนางก็ทรงเข้าพระทัยว่า รูปนั้นไม่ใช่ของๆเรา สุดท้ายแล้ว รูปโฉมที่งดงาม ก็ต้องแห้งเหี่ยว และ กลายเป็นศพไป เมื่อพระนางเข้าพระทัย ก็บรรลุโสดาบันได้ในที่สุด


การที่จะบรรลุมรรคผล เป็นอริยบุคคล มิได้จำกัดอยู่เฉพาะ เพศบรรพชิตเท่านั้น แต่คฤหัสถ์ก็สามารถบรรลุได้ เช่น


       - พระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ แห่งแคว้นมคธ


       - อนาถบิณฑิกเศรษฐี ผู้บำรุงพระสงฆ์ และ สงเคราะห์คนอนาถา อย่างไม่มีใครเทียบเท่า


       - นางวิสาขามหาอุบาสิกา ผู้มีบุตรถึง 20 คน แต่สามารถที่จะ บำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม ได้เป็นอย่างดี


       - หมอชีวกโกมารภัจ แพทย์ประจำพระองค์พระพุทธเจ้า และ คณะสงฆ์


       - นกุลบิดา และ นกุลมารดา สามีภรรยาผู้ครองรักอย่างภักดีมั่นคงตราบชรา และ ปรารถนาให้เกิดมาพบกันทุกชาติไป


ถ้าจะกล่าวแบบง่ายๆ อาจกล่าวได้ว่า 


โสดาบันเป็นผู้ที่ รักษาศีลได้อย่างบริบูรณ์ ทำสมาธิได้พอประมาณ และ เจริญปัญญาได้พอประมาณ คือยังไม่สมบูรณ์ จึงต้องอาศัยปัญญา ที่หนุนด้วยแรงศรัทธา


โสดาบัน เป็นผู้ที่ได้เริ่มรู้จักกับ ความสุขสงบ ความผ่องใส ความเป็นอิสระ มองเห็นคุณค่าของธรรม จนทำให้เกิดฉันทะในธรรมอย่างจริงจัง จนไม่มีทางที่จะ หวนกลับไปมัวเมา ในการแสวงหาสิ่งปรนเปรอทางวัตถุอีกต่อไป


พระพุทธเจ้าทรงได้ตรัสเน้น ถึงคุณค่า และ ความสำคัญ ของการเป็นโสดาบันไว้อย่างมากมาย และ ทรงสนับสนุนอย่างจริงจัง ให้ยึดถือเอาเป็นเป้าหมาย ของการดำรงอยู่ในโลก


หากรู้สึกว่า นิพพาน เป็นเรื่องที่ยังห่างไกล และ ยากเกินกว่าที่จะเข้าใจ ก็ขอให้ยึดเอาภาวะโสดาบันนี้ เป็นสะพานนำไปสู่ ความเข้าใจนิพพาน เพราะ ความเป็นโสดาบัน เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ง่ายกว่า สำหรับคนทั่วไป และ ในขณะเดียวกัน ความเป็นโสดาบัน ก็เป็นฐาน ในการเข้าถึงกระแสนิพพาน หรือเรียกว่าเป็น ปฐมทัศน์แห่งนิพพาน นั่นเอง

วันพุธที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563

วันเข้าพรรษา

วันเข้าพรรษ


การเข้าพรรษา ตามปกติ จะเริ่มตั้งแต่ วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี แต่ถ้าปีใด มีเดือน 8 สองหน ก็เลื่อนมาเป็น วันแรม 1 ค่ำ เดือนแปดหลัง และ จะออกพรรษาใน วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 วัน


วันเข้าพรรษา   เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่ง ในพุทธศาสนา เป็นวันที่พระสงฆ์ จะอธิษฐานว่า จะพักประจำอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง โดยไม่ไปค้างแรมที่อื่น ตลอดฤดูฝน มีกำหนดระยะเวลา 3 เดือน ตามที่พระธรรมวินัยบัญญัติไว้ เรียกว่า จำพรรษา


การจำพรรษานี้ เป็นข้อปฏิบัติที่พระสงฆ์ จะต้องถือปฏิบัติ จะไม่จำพรรษาไม่ได้ พระสงฆ์รูปใดไม่จำพรรษา ถือว่าต้องอาบัติทุกกฏตามพระวินัย


สาเหตุที่พระพุทธเจ้า ทรงบัญญัติให้พระสงฆ์ ต้องอยู่จำพรรษาในฤดูฝน ก็เนื่องมาจาก พระสงฆ์ในสมัยพุทธกาล มีหน้าที่ในการออกเดินทาง ไปเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอน ในที่ต่างๆ ไม่ได้อยู่ประจำที่ เหมือนในปัจจุบัน เมื่อถึงฤดูฝน ชาวบ้านก็จะทำการ ปลูกข้าว ปลูกพืชผัก ธัญญาหารต่างๆ และ ในระหว่างที่พระสงฆ์เดินทาง ก็มักจะเดินไปเหยียบย่ำพืชผักของชาวบ้าน จนเสียหายอยู่บ่อยครั้ง พระพุทธเจ้าจึงให้ พระสงฆ์อยู่ประจำที่ในฤดูฝน แต่ถ้ามีกิจธุระจำเป็นอันชอบด้วยพระวินัย ก็ทรงอนุญาตให้ไปค้างแรมที่อื่นได้ ครั้งละไม่เกิน 7 คืน หากเกินกำหนด จะถือว่า พรรษาขาด กิจธุระจำเป็นที่พระพุทธเจ้า ทรงอนุญาตไว้ มี 4 อย่าง ดังนี้


1.ไปเพื่อรักษาพยาบาล ภิกษุสามเณร หรือ บิดามารดา ที่เจ็บป่วย


2.ไปเพื่อระงับ หรือ ห้ามปราม ภิกษุสามเณร ที่อยากจะสึกมิให้สึก


3.ไปเพื่อกิจธุระของสงฆ์ เช่น ไปหาอุปกรณ์ เพื่อมาซ่อมแซมกุฏิที่ชำรุด


4.หากทายกมานิมนต์ ไปบำเพ็ญบุญกุศล ก็ไปเพื่อบำรุงศรัทธาของเขาได้


ถึงแม้ว่า การเข้าพรรษาจะเป็นเรื่องของพระสงฆ์เป็นหลัก แต่พุทธศาสนิกชน ก็ได้ถือเอาช่วงระยะเวลานี้ เป็นโอกาสดีในการ บำเพ็ญบุญ สร้างกุศล ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น เข้าวัดทำบุญใส่บาตร ถวายเครื่องสักการะบูชา ฟังเทศน์ ฟังธรรม รักษาอุโบสถศีลที่วัด บางคนตั้งใจงดเว้นอบายมุขต่างๆ เป็นกรณีพิเศษ เช่น งดการฆ่าสัตว์ งดการเสพสุรา เป็นต้น สิ่งที่พิเศษกว่าวันสำคัญอื่นๆ ก็คือ มีการถวายผ้าอาบน้ำฝน และ หลอดไฟ หรือ เทียนเข้าพรรษา แก่พระสงฆ์ด้วย โดยเชื่อกันว่า การให้ทานด้วยแสงสว่าง จะมีอานิสงส์ ทำให้ เพิ่มพูนปัญญา หูตาสว่างไสว


นอกจากนี้ ชายไทยที่เป็นพุทธศาสนิกชน และ มีอายุครบ 20 ปีบริบรูณ์ จะนิยม เข้าบรรพชาอุปสมบทเป็นพระสงฆ์ เพื่ออยู่จำพรรษา ในหน้าฝน ตลอดทั้ง 3 เดือน เป็นการทดแทนพระคุณของพ่อแม่ เรียกว่า บวชเอาพรรษา

วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2563

วันมาฆบูชา

วันมาฆบูชา


มาฆบูชา ย่อมาจากคำว่า มาฆบุรณมี แปลว่า การบูชาในวันเพ็ญ เดือน 3 วันมาฆบูชา จึงตรงกับ วันเพ็ญ(ขึ้น 15 ค่ำ) เดือน 3 แต่ถ้าปีใดเป็นปี อธิกมาส คือ เป็นปีที่มีเดือน 8 สองหน ก็จะเลื่อนไปเป็น วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4


วันมาฆบูชา เป็นวันสำคัญวันหนึ่ง ในพุทธศาสนา มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วันจาตุรงคสันนิบาต


คำว่า จาตุร แปลว่า 4

คำว่า องค์ แปลว่า ส่วน

คำว่า สันนิบาต แปลว่า ประชุม

วันจาตุรงคสันนิบาต จึงหมายถึง วันที่มีการประชุมพร้อมกัน 4 ส่วน หรือ  วันที่มีการประชุมพร้อมด้วยองค์ 4


องค์ 4 หรือ องค์ประกอบทั้ง 4 ประการ ที่ทำให้วันมาฆบูชา เป็นวันสำคัญ คือ


1.เป็นวันที่ พระภิกษุสงฆ์ จำนวน 1,250 รูป มาประชุมพร้อมกัน ณ เวฬุวันวิหาร ในกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ โดยมิได้นัดหมาย


2.พระภิกษุทั้งหมด ที่ได้มาร่วมประชุมในครั้งนี้ ล้วนแล้วแต่เป็น เอหิภิกขุอุปสัมปทา(เป็นผู้ที่ ได้รับการอุปสมบทโดยตรง จากพระพุทธเจ้า) ทั้งสิ้น


3.พระภิกษุทั้งหมด ที่ได้มาร่วมประชุมในครั้งนี้ ล้วนแล้วแต่ เป็นผู้ที่ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วทั้งสิ้น


4.เป็นวันที่ พระจันทร์เต็มดวง กำลังเสวยมาฆฤกษ์


นอกจาก เหตุการณ์สำคัญทั้ง 4 ประการแล้ว ในวันมาฆบูชานี้ ยังเป็นวันที่พระพุทธเจ้า ได้ทรงแสดง โอวาทปฎิโมกข์ ซึ่งเป็นหลักคำสอน ที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา แก่พระอรหันต์ทั้ง 1,250 รูป อีกด้วย


คาถา โอวาทปาฏิโมกข์ มีดังนี้


สพฺพปาปสฺส อกรณํกุสลสฺสูปสมฺปทา

สจิตฺตปริโยทปนํเอตํ พุทธาน สาสนํฯ


ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา

นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา

น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี

สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโตฯ


อนูปวาโท อนูปฆาโต ปาติโมกฺเข จ สํวโร

มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ ปนฺตญฺจ สยนาสนํ

อธิจิตฺเต จ อาโยโค เอตํ พุทฺธาน สาสนํฯ


คำแปล คาถา โอวาทปาฏิโมกข์


การไม่ทำความชั่วทั้งปวง, การบำเพ็ญแต่ความดี, การทำจิตของตนให้ผ่องใส นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย


ขันติ คือความอดกลั้น เป็นตบะอย่างยิ่ง,


พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวว่า นิพพาน เป็นบรมธรรม,


ผู้ทำร้ายคนอื่น ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต,


ผู้เบียดเบียนคนอื่น ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ


การไม่กล่าวร้าย, การไม่ทำร้าย, ความสำรวมในปาฏิโมกข์,


ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร, ที่นั่งนอนอันสงัด, ความเพียรในอธิจิต นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย


กล่าวโดยสรุปแล้ว เนื้อหาสำคัญ ของคาถานี้ ตามที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ และ จำกันได้ ก็คือ "ทำแต่ความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้ผ่องใส"


เมื่อถึงวันมาฆบูชา พุทธศาสนิกชนชาวไทยส่วนใหญ่ จะนิยมไปทำบุญตักบาตรในตอนเช้า และ ตลอดทั้งวัน ก็จะบำเพ็ญบุญ สร้างกุศล ทำความดีต่างๆ เช่น ทำทาน ปล่อยนกปล่อยปลา งดเว้นการทำบาปทั้งปวง ถือศีล ถวายสังฆทาน ฟังพระธรรมเทศนา เป็นต้น และ ในช่วงเวลาประมาณ 20 นาฬิกา ก็จะไปเวียนเทียนรอบโบสถ์ที่วัด ซึ่งโดยปกติ ตามวัดต่าง ๆ จะจัดให้มี พิธีการเวียนเทียน อย่างเป็นทางการอยู่แล้ว พุทธศาสนิกชน และ ผู้ที่สนใจ สามารถเข้าร่วมได้ตามศรัทธา

วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2563

วันอาฬสาหบูชา

วันอาฬสาหบูชา


วันอาสาฬหบูชา จะตรงกับ วันเพ็ญ เดือน 8 (ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8) ถ้าปีใดที่มีเดือน 8 สองหน ก็จะเลื่อนไปเป็น วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 หลัง


คำว่า อาสาฬห หมายถึง เดือน 8 (ทางจันทรคติ)

คำว่า บูชา หมายถึง การบูชา

อาฬสาหบูชา จึงแปลว่า การบูชาในเดือน 8 คือ เป็นการบูชาเพื่อ ระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญ ทางพุทธศาสนา ที่ได้บังเกิดขึ้นในเดือน 8 อาฬสาหบูชานี้ เรียกแบบเต็มว่า อาสาฬหบูรณมีบูชา


วันอาสาฬหบูชา ถือได้ว่า เป็นวันเริ่มต้นประกาศพระพุทธศาสนา เพราะ เป็นวันที่พระพุทธเจ้า ทรงแสดงพระธรรมที่ได้ตรัสรู้ เป็นครั้งแรก พระธรรมนั้นมีชื่อว่า ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แปลว่า พระสูตรแห่งการหมุนวงล้อธรรม หรือ พระสูตรแห่งการแผ่ขยายธรรมจักร


หลังจากที่ พระพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้ ในวันเพ็ญ เดือน 6 แล้ว ก็ทรงระลึกถึง ปัญจวัคคีย์ ทั้ง 5 คือ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และ อัสชิ ซึ่งเป็นผู้อุปฐากพระองค์ เมื่อครั้งที่ยังทรงบำเพ็ญด้วยทุกข์กิริยาอยู่ จึงได้ทรงเสด็จไปแสดงพระธรรมเทศนา แก่เหล่าปัญจวัคคีย์ ณ มฤคทายวัน ตำบลอิสิปตนะ เมืองพาราณสี ในชมพูทวีปเมื่อสมัยโบราณ ซึ่งในปัจจุบัน ตั้งอยู่ในประเทศอินเดีย การแสดงพระธรรมเทศนา ในครั้งนั้น ถือว่าเป็นการแสดงพระธรรมต่อผู้คน เป็นครั้งแรกในพระพุทธศาสนา จึงเรียกการเทศนาครั้งนั้นว่า ปฐมเทศนา โดยมีหลักธรรมสำคัญอยู่ 2 ประการ คือ


1.มัชฌิมาปฏิปทา คือ ทางสายกลาง หรือ ข้อปฏิบัติที่เป็นกลาง ถูกต้อง เหมาะสม ดำเนินการด้วยปัญญา โดยใช้หลักของ มรรค 8 ประกอบด้วย


      - สัมมาทิฏฐิ คือ การเห็นชอบ

      - สัมมาสังกัปปะ คือ การดำริชอบ

      - สัมมาวาจา คือ การเจรจาชอบ

      - สัมมากัมมันตะ คือ การกระทำชอบ

      - สัมมาอาชีวะ คือ การประกอบอาชีพชอบ

      - สัมมาวายามะ คือ การพยายามชอบ

      - สัมมาสติ คือ การระลึกชอบ

      - สัมมาสมาธิ คือ การตั้งจิตมั่นชอบ


2.อริยสัจ 4 คือ ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ ที่ทำบุคคล พ้นจากความทุกข์ ประกอบด้วย


      - ทุกข์ คือ ความเป็นทุกข์

      - สมุทัย คือ สาเหตุแห่งความเป็นทุกข์ 

      - นิโรธ คือ การดับทุกข์

      - มรรค คือ วิธี หรือ กระบวนการในการดับทุกข์


เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมเทศนาจบลง ท่านโกณฑัญญะ ผู้เป็นหัวหน้าปัญจวัคคีย์ เป็นผู้ที่เกิดดวงตาเห็นธรรม เป็นคนแรก จึงได้กราบทูลขอบวช พระพุทธเจ้าทรงอนุญาต พระภิกษุสาวกรูปแรก ในพระพุทธศาสนา จึงถือกำเนิดขึ้น มีนามว่า อัญญาโกณฑัญญะ ดังนั้น วันอาสาฬหบูชา จึงถือว่าเป็นวันแรก ที่มีพระรัตนตรัย ครบองค์สาม คือ พระพุทธ พระธรรม และ พระสงฆ์ 


สรุปแล้ว ความสำคัญของ วันอาสาฬหบูชา ก็คือ


1.เป็นวันแรก ที่พระพุทธเจ้า ทรงประกาศเผยแผ่ พระพุทธศาสนา


2.เป็นวันที่พระพุทธเจ้า แสดงปฐมเทศนา คือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร


3.เป็นวันที่มี พระภิกษุสาวก รูปแรก ในพระพุทธศาสนา คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ


4.เป็นวันแรก ที่มีพระรัตนตรัย ครบองค์สาม คือ พระพุทธ พระธรรม และ พระสงฆ์


เมื่อถึงวันอาสาฬหบูชา พุทธศาสนิกชนชาวไทย จะนิยมทำบุญตักบาตรในตอนเช้า และตลอดทั้งวัน ก็จะมีการบำเพ็ญบุญ สร้างกุศล ทำความดีต่างๆ เช่น ถือศีล ถวายสังฆทาน ให้อิสระทาน (ปล่อยนกปล่อยปลา) งดเว้นการทำบาปทั้งปวง   ฟังพระธรรมเทศนา เป็นต้น และในตอนค่ำ ก็จะไปเวียนเทียนรอบโบสถ์ที่วัด ในเวลาประมาณ 20.00 น. ซึ่งโดยปกติแล้ว ตามวัดทั่วไป ก็จะจัดให้มีพิธีกรรมต่างๆ อย่างเป็นทางการอยู่แล้ว พุทธศาสนิกชน และ ผู้ที่สนใจ สามารถเข้าร่วมได้ตามศรัทธา