วันพฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

ขันธ์ 5

ขันธ์ 5

ขันธ์ 5 หรือ เบญจขันธ์ เป็นหลักธรรมในทางพุทธศาสนา หมายถึง องค์ประกอบสำคัญ 5 ประการ ทั้งรูปธรรม และ นามธรรม (1รูปธรรม, 4นามธรรม) ซึ่งเมื่อประกอบกันเข้าแล้ว ก่อให้เกิด เป็นตัวเป็นตน หรือ เป็นชีวิตขึ้นมา

องค์ประกอบทั้ง 5 ประกอบไปด้วย รูปขันธ์, เวทนาขันธ์, สัญญาขันธ์, สังขารขันธ์, วิญญาณขันธ์, ซึ่งเรียกกันสั้นๆ โดยทั่วไปว่า รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ 

1. รูปขันธ์ หมายถึง ส่วนประกอบที่เป็นรูปธรรมทั้งหมด ทั้งรูปร่างหน้าตา ร่างกาย ตัวตน ทั้งคน ทั้งสัตว์ วัตถุ สสาร พลังงาน เช่น แสง สี เสียง รส กลิ่น แข็ง อ่อน ร้อน เย็น ตึง หย่อน ความเป็นชายเป็นหญิง รูปขันธ์ เป็นส่วนผสมของทั้ง 4 ธาตุ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ

2. เวทนาขันธ์ หมายถึง ความรู้สึก เป็นการรับรู้ หรือ การเสพ การเสวยรสอารมณ์ ซึ่งเกิดจากทัั้งทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 และ ทางจิตใจ

      เวทนา แบ่งออกได้เป็น 3 แบบ คือ

     - สุขเวทนา  เมื่อรับรู้อารมณ์แล้ว เกิดความรู้สึก สุขใจ พอใจ ถูกใจ ชอบใจ สบายใจ ความรู้สึกนี้เรียกว่า สุข

     - ทุกขเวทนา เมื่อรับรู้อารมณ์แล้ว เกิดความรู้สึก เป็นทุกข์ ลำบาก เจ็บปวด ไม่พอใจ ไม่สบายใจ ไม่ชอบใจ ไม่ถูกใจ ความรู้สึกนี้เรียกว่า ทุกข์

      - อทุกขมสุขเวทนา หรือ อุเบกขาเวทนา เมื่อรับรู้อารมณ์แล้ว เกิดความรู้สึก เป็นกลางๆ ไม่รู้สึกอะไร ไม่สุข ไม่ทุกข์ ความรู้สึกนี้เรียกว่า อุเบกขา

3. สัญญาขันธ์ หมายถึง ความจำ ความทรงจำ ความจำได้ รวมถึงการหมายรู้ การกำหนดหมาย การประเมินข้อมูล ปัญญา ฯ. เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ ในการจำสิ่งที่ได้รับ จำความรู้สึกนั้นๆ จำอารมณ์นั้นๆได้ (สัญญาขันธ์นี้ ไม่ได้หมายถึงเนื้อสมอง เพราะ เนื้อสมองจะเป็นรูปขันธ์ แต่สัญญาขันธ์ จะเป็นเรื่องของ ความรู้สึกนึกคิด)

4. สังขารขันธ์ หมายถึง การคิด การปรุงแต่งจิต ให้ดี ให้ชั่ว หรือ เป็นกลาง เป็นการแยกแยะ คิดวิเคราะห์ สิ่งที่รับรู้จากผลที่เกิดขึ้นจาก ขันธ์ต่างๆ แล้วปรุงแต่ง ให้เกิดเป็นการกระทำทั้งทาง กาย,วาจา,ใจ  เช่น เดิน นั่ง กิน ง่วง นอน พูด คุย อุทาน ด่าทอ โลภ โกรธ หลง เมตตา กรุณา ฟุ้งซ่าน หดหู่ ละอาย ไม่ละอาย เกรงกลัว ไม่เกรงกลัว มั่นใจ สงสัย ลังเล เย่อหยิ่ง พอใจ ยินดี อิจฉา ตระหนี่ ศรัทธา การคิด ตรึกตรอง ปัญญา สติ เป็นต้น

5. วิญญาณขันธ์ หมายถึง วิญญาณ หรือ จิต เป็นส่วนของการ รู้แจ้งในสิ่งต่างๆ เป็นความรู้แจ้งในอารมณ์ ผ่านทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 และ ทางใจ (หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ) คือ ส่วนที่ทำหน้าที่ในการ สื่อสาร ถ่ายทอดข้อมูลต่างๆของชีวิต ระหว่างขันธ์ต่างๆทั้ง 5 กล่าวคือ ขันธ์ต่างๆ ล้วนมีการเชื่อมต่อ สื่อสารสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน และ ส่วนของวิญญาณนี่เอง ที่ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมประสาน

หลักธรรมเรื่อง ขันธ์ 5 มุ่งเน้นเรื่องสังขารเป็นหลัก ให้มองเห็นความจริงว่า สังขารเป็นสิ่งที่ปรุงแต่ง ไม่เที่ยง และ ก่อให้เกิดทุกข์ และ เมื่อมีสังขารเกิดขึ้น ก็ต้องมีวันที่เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา

วันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

บารมี 10 ประการ

บารมี 10 ประการ

บารมี 10 ประการ คือ การกระทำอันประเสริฐ 10 ประการ เป็นการกระทำความดี ที่ควรบำเพ็ญ เพื่อสร้าง ปลูกฝัง เติมเต็มกำลังใจ ในการที่จะประพฤติปฏิบัติตน ด้วยจิตเจตนาอันแน่วแน่ เพื่อให้บรรลุการบำเพ็ญเพียร ในขั้นสูงขึ้นไป คือ บารมีขั้นกลาง และ บารมีขั้นสูงสุด จนไปถึงซึ่งพระโพธิญาณ และ ถึงพระนิพพานในที่สุด

บารมี 10 ประการ มีดังนี้

1. ทานบารมี เป็นบารมีที่เกิดจาก การบำเพ็ญเพียรด้วยการให้ทาน ด้วยจิตที่เป็นกุศล

2. ศีลบารมี เป็นบารมีที่เกิดจาก การบำเพ็ญเพียรด้วยการ รักษาศีล ด้วยจิตที่ตั้งมั่นในการปฏิบัติตนให้อยู่ในศีล

3. เนกขัมมบารมี เป็นบารมีที่เกิดจาก การบำเพ็ญเพียรด้วยการ ถือบวช ซึ่งการบวชนี้ เน้นที่การปฏิบัติ ทั้งกาย และ ใจ ไม่จำเป็นต้องโกนหัว

4. ปัญญาบารมี เป็นบารมีที่เกิดจาก การบำเพ็ญเพียรด้วยการ ตั้งจิตให้พร้อมที่จะใช้ปัญญา ในการคิด ในการดำเนินชีวิต ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ

5. วิริยบารมี เป็นบารมีที่เกิดจาก การบำเพ็ญเพียรด้วยการ มีความวิริยะอุตสาหะ มีความพากเพียรอยู่ทุกขณะ

6. ขันติบารมี เป็นบารมีที่เกิดจาก การบำเพ็ญเพียรด้วยการ มีขันติ อดทน อดกลั้น ต่อสิ่งต่างๆที่เป็นปฏิปักษ์ และ กิเลสต่างๆ ที่เข้ามารุมเร้า

7. สัจจะบารมี เป็นบารมีที่เกิดจาก การบำเพ็ญเพียรด้วยการ มีสัจจะ พูดแต่คำสัตย์ตลอดเวลา ตั้งใจจริง ทำจริง ในการทำความดี

8. อธิษฐานบารมี เป็นบารมีที่เกิดจาก การบำเพ็ญเพียรด้วยการ ตั้งใจให้มั่น ให้ตรง ให้แน่วแน่ ในการบำเพ็ญเพียรทั้งปวง

9. เมตตาบารมี เป็นบารมีที่เกิดจาก การบำเพ็ญเพียรด้วยการ มีเมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งปวง ไม่เป็นศัตรูกับใคร  รัก และ ปรารถนาดีต่อผู้อื่น เสมอกับ รัก และ ปรารถนาดีต่อตนเอง

10. อุเบกขาบารมี เป็นบารมีที่เกิดจาก การบำเพ็ญเพียรด้วยการ วางเฉย ทั้งทางกาย ทางวาจา และ ทางจิตใจ ไม่ให้หวั่นไหวไปตาม ปัญหา อุปสรรค และ กิเลสทั้งปวง

บารมี แบ่งได้เป็น 3 ขั้น คือ

   1.บารมีขั้นต้น
   2.บารมีขั้นกลาง คือ อุปบารมี
   3.บารมีขั้นสูงสุด คือ ปรมัตถบารมี

1. บารมีขั้นต้น เป็นบารมีที่เกิดจากการบำเพ็ญเพียรด้วยจิตที่ยังอ่อน ทำทาน  รักษาศีลแต่ไม่ถึงศีล 8 จิตยังไม่เข้มแข็งพอ ยังไม่พร้อมที่จะเจริญพระกรรมฐาน

2. อุปบารมี เป็นบารมีขั้นกลาง หลังจากสะสมบารมีขั้นต้น จนจิตเริ่มเข้มแข็ง พร้อมที่จะเจริญพระกรรมฐาน  ทรงฌาน แต่ไม่ถึงขั้นวิปัสสนา อยู่แค่ฌานสมาบัติ

3. ปรมัตถบารมี เป็นบารมีขั้นสูงสุด จากการ บำเพ็ญเพียรสะสมบารมีตั้งแต่ บารมีขั้นต้น มาถึงอุปบารมี ในที่สุดก็จะเข้าสู่ปรมัตถบารมี เข้าขั้นวิปัสสนา เข้าถึงพระอรหันต์ และเข้าถึง พระนิพพานในที่สุด ซึ่งต้องใช้เวลา บำเพ็ญเพียร หลายชาติ จึงจะได้ปรมัตถบารที่สมบูรณ์

วันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

ขันติบารมี

ขันติบารมี 

ขันติ หมายถึง ความหนักแน่น การที่สามารถรักษาใจไว้ให้เป็นปกติได้ สามารถอดทนอดกลั้น ต่ออารมณ์ ความทุกข์ ความสุขต่างๆ ที่เข้ามากระทบ ทั้งทางร่างกาย และ ทางจิตใจ เช่น อดทนต่อ สภาพอากาศ ร้อนหนาว ฝน ความหิว ความปวดเมื่อย ความเจ็บป่วย อดทนต่อ การถูกเหยียดหยามดูหมิ่น คำพูดจาบจ้วงล่วงเกิน ความโกรธ ความไม่พอใจ คำสรรเสริญยกย่องเยินยอ เป็นต้น

ขันติบารมีนี้ มีอยู่ด้วยกัน 3 ขั้น คือ

1.ขั้นขันติบารมี
เป็นการบำเพ็ญขันติ เพื่อมุ่งหวังพระโพธิญาณ ยิ่งกว่า ทรัพย์สิน และ คนที่รัก คือ รักขันติ ยิ่งกว่า ทรัพย์สิน และ คนที่รัก หากจะต้องเลือกว่า จะรักษาสิ่งใดไว้ และ เสียสละสิ่งใดไป ระหว่างสิ่งเหล่านี้ ก็จะไม่ยอมละขันติ เลือกที่จะรักษา ขันติไว้ ยิ่งกว่า ทรัพย์สิน และ คนที่รัก

2.ขั้นขันติอุปบารมี
เป็นการบำเพ็ญขันติ เพื่อมุ่งหวังพระโพธิญาณ ยิ่งกว่า อวัยวะของร่างกายตน คือ รักขันติ ยิ่งกว่า  อวัยวะของร่างกายตน หากจะต้องเลือกว่า จะรักษาสิ่งใดไว้ และ เสียสละสิ่งใดไป ระหว่างสิ่งเหล่านี้ ก็จะไม่ยอมละขันติ เลือกที่จะรักษา ขันติไว้ ยิ่งกว่าอวัยวะของร่างกายตน

3.ขั้นขันติปรมัตถบารมี
เป็นการบำเพ็ญขันติ เพื่อมุ่งหวังพระโพธิญาณ ยิ่งกว่า ชีวิตของตนเอง คือ รักขันติ ยิ่งกว่า ชีวิตของตนเอง
หากจะต้องเลือกว่า จะรักษาสิ่งใดไว้ และ เสียสละสิ่งใดไป ระหว่างสิ่งเหล่านี้ ก็จะไม่ยอมละขันติ เลือกที่จะรักษา ขันติไว้ ยิ่งกว่าชีวิตของตนเอง

ขันตินี้ ถือว่าเป็นรากฐาน ที่จะทำให้เกิดคุณธรรม คือ ศีล และ สมาธิ กุศลธรรมต่างๆ จะเติบโตขึ้นมาได้ ก็จะต้องอาศัยขันติ พระพุทธองค์ได้ทรงสรรเสริญ เรื่องขันติไว้ว่า นอกจากปัญญาแล้ว ขันติธรรมถือว่าเป็นเลิศ เราจึงควรสะสมขันติบารมีไว้ให้มาก เพื่อจะได้เป็นตบะต่อสู้กับกิเลสภายในใจของเรา

ขันติความอดทน เป็นสิ่งที่ทรงพลัง เป็นอาวุธ ที่ใช้ในการต่อสู้กับกิเลส และ อุปสรรคต่าง ๆ

กว่าที่พระพุทธเจ้า จะบรรลุธรรมได้ ต้องทรงมีขันติเป็นอันมาก แม้จะถูกประทุษร้าย ถูกกิเลสยั่วยวน ก็ไม่ถือโกรธ ไม่พยายามทำร้ายตอบ   ไม่รู้สึกขุ่นเคือง แต่มีจิตเมตตา ตั้งมั่นที่จะรักษาใจให้เป็นปกติไว้ให้ได้

ในการบำเพ็ญขันตินี้ จะต้องเป็นขันติ เป็นความอดทน ที่เกิดจากจิตที่เป็นกุศลเท่านั้น การไม่โต้ตอบ การเงียบเฉยแต่ภายนอก  แต่ภายในจิตใจ มีความโกรธ มีความเคืองแค้น ร้อนรุ่มเป็นไฟ รอเวลา รอโอกาสที่จะตอบโต้กลับในภายหลัง ไม่ถือว่าเป็นขันติที่จะทำให้บรรลุธรรม เพราะ ยังมีจิตใจที่เป็นอกุศลอยู่

การมีขันติอดทนต่อ อุปสรรค ความลำบาก คำสรรเสริญยกย่อง และ คำดูถูกดูหมิ่นทั้งปวง ไม่ยินดียินร้าย ตั้งใจบำเพ้ญขันติบารมี สั่งสมให้มากจนกลายเป็นตบะธรรมแก่กล้า จนสามารถเผาผลาญกิเลสภายในใจให้ดับหาย จะทำให้ บรรลุถึงสัมโพธิญาณได้

วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

พรหมวิหาร 4

พรหมวิหาร 4
 
พรหมวิหาร หมายถึง ธรรมของพรหม หรือ ธรรมของท่านผู้เป็นใหญ่ พรหมวิหาร 4 ก็คือ หลักธรรม 4 ประการ เป็นหลักธรรมที่ควรยึดมั่นไว้ ประจำใจ เป็นแนวธรรมปฏิบัติ ที่จะช่วยทำให้การดำรงชีวิต เป็นไปอย่าง บริสุทธิ์ และ ประเสริฐ เฉกเช่นพรหม

พรหมวิหาร 4 ประกอบด้วย

     1.เมตตา
     2.กรุณา
     3.มุทิตา
     4.อุเบกขา

1. เมตตา คือ ความประสงค์ หรือ ความปรารถนาดี อยากให้ผู้อื่นได้รับสุข  ภายใต้จิตใจที่บริสุทธิ์ ไม่คิดหวังผลตอบแทนใดๆ ถ้าหวังผลตอบแทน ก็จะกลายเป็นเมตตาที่ เจือไปด้วยกิเลส
 
เมตตามีอยู่ 2 ประเภท คือ

- เมตตาแท้ เป็นเมตตาที่เกิดขึ้นจากใจอันบริสุทธิ์ ปรารถนาจะให้ผู้อื่นมีความสุขอย่างแท้จริง ไม่หวังผลตอบแทน หรือ ผลประโยชน์แอบแฝงใดๆ
   
- เมตตาเทียม เป็นเมตตาที่เกิดจากการเสแสร้งว่า ปรารถนาจะให้ผู้อื่นมีความสุข แต่ความจริงแล้ว หวังจะได้รับประโยชน์ หรือ ผลตอบแทนที่จะเกิดขึ้นแก่ตน

วิธีฝึกให้เกิดความเมตตา

- ตั้งจิตให้มั่น กำหนดจิตตนเองว่า จะมีความเมตตาต่อสรรพสิ่งทั้งหลาย ผ่านการภาวนา และ การทำสมาธิเป็นประจำ

- แผ่เมตตา ภาวนาจิตพร้อมสวดบทแผ่เมตตา ให้แก่สรรพสิ่งทั้งหลายด้วยวาจา

2. กรุณา คือ ความสงสาร และ ความประสงค์ หรือ ความปราถนา ที่จะช่วยเหลือผู้อื่น ให้พ้นจากความทุกข์ ตามกำลังกาย กำลังทรัพย์ กำลังปัญญา ที่ทำได้ ด้วยจิตอันบริสุทธิ์โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ

ความทุกข์ มีอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

– ความทุกข์ทางกาย   ทุกชีวิตที่เกิดมาบนโลกนี้ ย่อมต้องพบกับ การเปลี่ยนแปลงทางกาย ทั้ง การเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และ เมื่อเกิดขึ้นกับผู้ใด ผู้นั้นย่อมเป็นทุกข์

- ความทุกข์ทางจิตใจ เป็นความคับข้องใจ อันเกิดจาก ความผิดหวัง เมื่อปรารถนาสิ่งใดแล้ว ไม่ได้สมหวังดังที่ปรารถนา ก็เป็นทุกข์ การต้องพบเจอกับสิ่งอันไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ การต้องถูกพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์

กรุณามีอยู่ 2 ประเภท คือ

- กรุณาแท้ เป็นการช่วยเหลือผู้อื่น ด้วยใจอันบริสุทธิ์ เพื่อให้เขาหลุดพ้นจากความทุกข์ ไม่ได้ช่วยเหลือเพียงเพื่อ หวังให้เขาหลงเชื่อ หรือ เพื่อหวังผลประโยชน์ ที่จะเกิดแก่ตน

- กรุณาเทียม เป็นการแสแสร้ง ทำการช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์ โดยหวังเพียงให้เขาหลงเชื่อ หรือ ทำเพื่อมุ่งหวังจะได้ผลประโยชน์ตอบแทน หรือ ทำไปเพียงเพื่อ ให้ผู้อื่นมีความทุกข์เพิ่มขึ้น

3. มุทิตา คือ ความยินดีที่ได้เห็นผู้อื่น ได้ดี มีความสุข มีความเจริญก้าวหน้า สรรเสริญในความสุขที่ผู้อื่นได้รับ ด้วยใจอันบริสุทธิ์ ไม่มีความ ริษยา อิจฉา เจือปน ไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น

มุทิตา มีอยู่ 2 ประเภท คือ

- มุทิตาแท้ เป็นความยินดีจากใจจริง ด้วยจิตอันบริสุทธิ์ ในความสุขของผู้อื่น ไม่ได้แกล้งทำเพื่อหวังให้เขาหลงเชื่อ หรือ เพื่อหวังประโยชน์ตอบแทนจากเขา

- มุทิตาเทียม เป็นการแสแสร้งแกล้งทำเป็นยินดีต่อความสุขของผู้อื่น เพียงเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อ หรือ เพื่อหวังจะได้รับผลประโยชน์จากเขา

4. อุเบกขา คือ การวางเฉย วางใจเป็นกลาง ต่อความทุกข์  และ ความสุข ทั้งของตนเอง และ ของผู้อื่น เป็นการวางเฉยโดยธรรม คือ ไม่มีความลำเอียง ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ไม่มีจิตริษยาต่อผู้ใด พิจารณาสิ่งต่างๆด้วยปัญญา ใครทำกรรมดี ใคทำกรรมชั่ว ก็ย่อมได้รับ ผลแห่งกรรมนั้นตามกฎแห่งกรรม
การวางเฉยที่เกิดจากอคติ  ความไม่ถูกใจ ไม่สบอารมณ์ ความน้อยใจ กลัววุ่นวาย ไม่อยากยุ่งเกี่ยว ไม่ได้ดั่งใจ จึงทำเป็นวางเฉย ไม่สนใจ อย่างนี้ไม่ใช่อุเบกขา
อุเบกขาต้องเป็นการวางเฉย ที่เกิดจากกุศลจิต เข้าใจในธรรม เข้าใจกฎแห่งกรรม ทำหน้าที่ของตนเองให้ดี ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว จึงวางจิตสงบนิ่ง ไม่ยินดี ไม่กังวลต่อผลที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไปในทางดี หรือ ทางร้าย

อุเบกขา มีอยู่ 2 ประเภท คือ

- อุเบกขาแท้ เป็นการวางใจเป็นกลาง ต่อความทุกข์ และ ความสุข ด้วยจิตใจของตนที่ตั้งมั่นโดยแท้ ไม่ใช่ทำเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อ

- อุเบกขาเทียม เป็นการแสแสร้งแกล้งทำว่า ตนมีใจเป็นกลาง ต่อความทุกข์ และ ความสุข เพียงเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อ

วันพฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

อภัยทาน

อภัยทาน

อภัยทาน เป็นการให้อภัยกับผู้อื่น ยกโทษให้กับผู้อื่น ยกโทษให้กับผู้ที่เป็นศัตรู ยกโทษให้กับผู้ที่เป็นคู่ขัดแย้ง ยกโทษให้กับผู้ที่บาดหมางกับเรา
ยกโทษให้กับผู้ที่ทำให้เรารูัสึกไม่พอใจ โดยการไม่ถือโกรธ ไม่พยาบาท ไม่จองเวร ไม่อาฆาต ไม่คิดร้าย ต่อเขา ในการที่เขาได้กระทำผิดต่อเรา ได้มีการล่วงเกินเรา หรือ จากการที่ได้มีการ กระทบกระทั่งกัน จนทำให้เรารู้สึก ไม่ชอบใจ ไม่พอใจ ขุ่นเคืองใจ ไม่ว่าจะเกิดมาจาก สาเหตุใดๆก็ตาม

การให้อภัยทานนี้ นับว่าได้ เป็นทานที่ ให้คุณกับผู้ให้ มากกว่าผู้รับ เป็นทานที่ไม่ต้องใช้ วัตถุสิ่งของ ทรัพย์สิน เงินทอง หรือ ของมีค่าใดๆ แต่กลับเป็นทานที่ทำแล้ว ได้บุญได้กุศลสูงที่สุด ในบรรดาการให้ทานทั้งปวง เพราะ เป็นการ ลดละโทสะ ลดละกิเลส ที่มีอยู่ในจิตใจ พร้อมทั้ง ยังเป็นการ เจริญเมตตาพรหมวิหารธรรมไปด้วย ซึ่งก็คือ การฝึกจิตให้มี เมตตา(ความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข), กรุณา(ความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์), มุทิตา(ความยินดีเมื่อผู้อื่นมีความสุข) และ อุเบกขา(การวางเฉยอย่างมีปัญญา)

การให้อภัยทานนี้ เป็นเรื่องที่ เวลาพูด ดูเหมือนว่าจะทำได้ง่ายๆ แต่เวลาที่จะทำจริงๆนั้น จะทำให้สมบูรณ์ เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ยากกว่าการให้ทานด้วย วัตถุสิ่งของ ทรัพย์สินเงินทอง ของมีค่าต่างๆ เพราะว่า เป็นเรื่องของ ความรู้สึก เป็นเรื่องของจิตใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราควบคุมได้ยาก แต่ก็เป็นสิ่งที่สามารถ ฝึกฝนกันได้ โดยต้องพยายามฝึกใจ ให้คุ้นเคย ฝึกใจให้เคยชิน กับการให้อภัย อยู่เป็นประจำสม่ำเสมอ จนการใหัอภัยนี้ กลายเป็นเรื่องปกติ ในชีวิตประจำวัน เพราะ ใจนั้นเป็นสิ่งที่สามารถ ฝึกฝนกันได้  เราฝึกให้ใจเราเป็นอย่างไร ใจเราก็จะเป็นอย่างนั้น

อภัยทานนี้ เมื่อได้เกิดขึ้นในจิตใจของผู้ใดแล้ว ผู้นั้นก็จะมีจิตใจที่ ปลอดโปร่ง ผ่องใส หลุดพ้นจากโทสะ หลุดพ้นจากกิเลส ทั้งหลายทั้งปวง เป็นคุณแก่ตนเอง อย่างมากมาย และ ยังได้อานิสงส์มากกว่า ทานอื่นๆอีกด้วย

พระพุทธเจ้าทรงตรัสเอาไว้ว่า บุคคลใดก็ตาม ที่มีอภัยทาน อยู่ประจำในจิตใจ บุคคลนั้น ก็เป็นผู้ที่ได้เข้าถึง ปรมัตถบารมีแล้ว ซึ่งปรมัตถบารมีนี้ ถือว่า เป็นบารมีสูงสุด เป็นบารมีที่ทำให้ สามารถเข้าถึงนิพพานได้

วันจันทร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

ประโยชน์ของศีล

 ประโยชน์ของศีล

ในคำสอนทางพระพุทธศาสนา สอนให้ ทำความดี ละเว้นความชั่ว และ ชำระจิตใจให้บริสุทธิ์อยู่เสมอ ในการละเว้นความชั่วนั้น สำหรับพุทธศาสนิกชนทั่วไป จะพิจารณาความบริสุทธิ์ของ ศีล 5 เป็นสำคัญ

ศีล 5 ประกอบด้วย

ข้อที่ 1 เว้นจากการฆ่าสัตว์
ข้อที่ 2 เว้นจากการลักทรัพย์
ข้อที่ 3 เว้นจากการประพฤติผิดในกาม
ข้อที่ 4 เว้นจากการพูดเท็จ
ข้อที่ 5 เว้นจากการดื่มน้ำเมา สุรา ยาเสพติด

โดยรวมแล้ว ศีล 5  มีประโยชน์ 2 ด้านคือ

1. ด้านสังคม เป็นการป้องกันการละเมิดสิทธิผู้อื่น ซึ่งจะช่วยลด ความหวาดระแวง การทะเลาะเบาะแว้ง และ ความวุ่นวายต่างๆลง

2. ด้านจิตใจของผู้ถือศีลเอง เป็นการพัฒนาจิตใจ ไปในทางที่ ไม่ให้มีการตอบสนองต่อ อำนาจของกิเลส

ในส่วนของศีลแต่ละข้อนั้น จะเกิดประโยชน์ จะส่งผล ในแนวทางที่ต่างกันไป ซึ่งพอจะสรุปได้ดังนี้

ศีลข้อที่ 1 เว้นจากการฆ่าสัตว์ ทุกชีวิต ล้วนมีคุณค่า จึงไม่ควร ข่มเหงรังแก เบียดเบียน และ ทำลายคุณค่าของชีวิตใด

อานิสงค์จะส่งผลให้ ไม่ค่อยเจ็บป่วย สุขภาพแข็งแรง มีอายุยืน คนที่มีอายุสั้น ก็เพราะ อดีตชาติ ได้เบียดเบียนสัตว์ไว้มาก ทำให้ชาตินี้เกิดมา อายุสั้นนั่นเอง

ศีลข้อที่ 2 เว้นจากการลักทรัพย์ ไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้

อานิสงค์จะส่งผลให้ ทรัพย์สมบัติมีความปลอดภัยจากโจรผู้ร้าย สามารถรักษาทรัพย์ไว้ได้ดี ผู้ที่มักถูกโกง ถูกปล้น รักษาทรัพย์สมบัติไว้ไม่ค่อยได้ก็เพราะ ผิดศีลข้อนี้นั่นเอง

ศีลข้อที่ 3 เว้นจากการประพฤติผิดในกาม สามี ภรรยา ลูก หลาน ของใคร ใครก็รัก หวงแหน ไม่ต้องการให้ใครมาล่วงเกิน จึงไม่ควรทำร้ายจิตใจผู้อื่น ด้วยการล่วงเกินคนที่เขา รักหวงแหน

อานิสงค์จะส่งผลให้ สามี ภรรยา ลูก หลาน อยู่กันอย่างเป็นสุข ไม่มีผู้คอยล่วงล้ำกล้ำกราย ผู้ที่ผิดศีลข้อนี้ สามีมักจะมีเมียน้อย ภรรยามักจะมีชู้ ลูกหลานมักจะถูกล่อลวงไปในทางเสียหาย

ศีลข้อที่ 4 เว้นจากการพูดเท็จ รวมถึงการพูด หยาบคาย  เพ้อเจ้อ ไร้สาระด้วย

อานิสงค์จะส่งผลให้ คำพูดมีเสน่ห์ พูดอะไร ก็มักจะมีผู้เคารพเชื่อถือ คนที่พูดอะไรไปแล้ว ไม่มีใครเชื่อถือ ไม่มีใครเคารพ ก็เป็นเพราะ ผิดศีลข้อนี้นั่นเอง

ศีลข้อที่ 5 เว้นจากการดื่มน้ำเมา สุรา ยาเสพติด ข้อนี้นับว่า สำคัญที่สุดในบรรดาศีลทุกข้อ เพราะ การดื่ม หรือ การเสพ สิ่งเหล่านี้ เป็นเหตุให้ขาดสติ และ จะส่งผลให้ ทำผิดศีลข้ออื่นๆ ตามมา

อานิสงค์จะส่งผลให้ เป็นผู้มีปัญญาดี เฉลียวฉลาด ไม่หลงหน้าลืมหลัง ไม่เป็นคนที่ดูเหมือน บ้าบอหาสติไม่ได้

การทำผิดศีลในแต่ละครั้ง จะทำให้กิเลส เข้าครอบงำจิตใจได้มากขึ้นเรื่อยๆ และ จะทำให้ ทำผิดได้รุนแรง มากขึ้นไปเรื่อยๆ เช่น คนที่ไม่เคยฆ่าเป็ดฆ่าไก่ แล้วต้องมาฆ่า ในครั้งแรก เขาย่อมรู้สึก ว่าต้องฝืนใจ ไม่อยากทำ แต่หลังจาก เขาฆ่า เป็นครั้งที่ 2, 3, 4,  เขาก็จะรู้สึกฝืนใจ น้อยลงไปเรื่อยๆ แล้วต่อไป ถ้าเขาต้องฆ่าสัตว์ที่ใหญ่ขึ้นไปอีก เขาก็จะทำด้วยความรู้สึกที่ ฝืนใจน้อยลงไปเรื่อยๆ เช่นกัน ดังนั้น จึงจำเป็น ต้องพยายามหักห้ามจิตใจ รักษาศีลให้บริสุทธิ์อยู่เสมอ ไม่ให้กิเลสเข้ามาครอบงำ ให้ทำผิดศีล เป็นการป้องกัน การพอกพูนของกิเลส ที่จะเกิดขึ้นในจิตใจ

วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

อริยสัจ 4

อริยสัจ 4

อริยสัจ 4 คือ ความจริง 4 ประการ ที่พระพุทธเจ้าได้มอบไว้ให้ เป็นหลักในการดับทุกข์ เรื่องอริยสัจ 4 นี้ ถือว่า หลักธรรม คำสอนที่สำคัญ เรื่องหนึ่งในพระพุทธศาสนา

อริยสัจ 4 ประกอบด้วย

1. ทุกข์  ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์ทางกาย เช่น การเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย หรือ ความทุกข์ทางใจ เช่น ความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง 
มนุษย์ทุกคนทั้งที่ เป็นเด็ก เป็นผู้ใหญ่ เป็นผู้ชาย เป็นผู้หญิง ล้วนต่างก็มีความทุกข์ได้ ด้วยกันทั้งสิ้น

2. สมุทัย คือ มูลเหตุ หรือ สาเหตุ แห่งความทุกข์นั้น และ ในพระพุทธศาสนา เหตุแห่งความทุกข์ เรียกว่า ตัณหา ซึ่งประกอบด้วย กามตัณหา  ภวตัณหา และ วิภวตัณหา

- กามตัณหา คือ ความอยากความต้องการให้ได้มาในกาม

- ภวตัณหา คือ ความอยากได้ อยากมี อยากเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ 
 เช่น อยากเป็นคนรวย อยากเป็นคนดัง เป็นต้น

- วิภวตัณหา คือ ความไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้  เช่น ไม่อยากเจ็บป่วย ไม่อยากไปเรียน เป็นต้น

3. นิโรธ คือ การดับทุกข์ หรือ สิ่งที่ใช้ในการดับทุกข์
เป็นการยุติตัณหาทัั้ง 3 ให้หมดไป

ธรรมที่จะช่วยให้เข้าถึงนิโรธนั้น ใช้หลักธรรมที่เรียกว่า ไตรลักษณ์ 3 ซึ่งประกอบด้วย

   – อนิจจัง คือ ทุกสิ่งย่อมไม่เที่ยง
   – ทุกขัง คือ ทุกสิ่งย่อมมีทุกข์
   – อนัตตา คือ ทุกสิ่งไม่มีตัวตน ไม่สามารถเป็นไปตามที่ต้องการได้ทุกอย่าง

4. มรรค คือ วิธีการ หรือ หนทาง หรือ แนวทางในทางปฏิบัติ ที่จะนำไปใช้ในการดับทุกข์ ซึ่งมีอยู่ 8 ประการ เรียกว่า มรรค 8 ประกอบไปด้วย

1. สัมมาทิฏฐิ คือ การมีความเชื่อที่ถูกต้อง ในการดับทุกข์ หรือ การใช้ชีวิตตามปกตินั้น ควรอยู่บนฐานแห่งความเชื่อที่ถูกต้อง เช่น เชื่อว่าทำดีแล้วย่อมต้องได้ดี เป็นต้น เลือกทำแต่สิ่งที่เกิดคุณ หลีกเลี่ยงละเว้น การทำในสิ่งที่เกิดโทษ ควรสำรวจตัวเองอยู่เสมอว่า เรามีความเชื่อที่ถูกต้องแล้วหรือไม่

2. สัมมาสังกัปปะ คือ การมีความคิดที่ถูกต้อง ใช้ความคิด ใช้สมอง ไปในทางที่จะทำ ให้เกิดสิ่งดีงาม  ไม่ควรแก้ทุกข์เราแล้ว ไปทำให้ผู้อื่นเกิดทุกข์ ต้องพยายามให้เป็น ความคิดที่ปราศจาก โลภะ โทสะ โมหะ จึงจะช่วยดับทุกข์ได้ อย่างสมบูรณ์

3. สัมมาวาจา คือ การพูดการเจรจาที่ถูกต้อง ในการแก้ปัญหา หรือ แม้แต่ในการใช้ชีวิตประจำวัน ควรพูดจาให้ไพเราะ  พูดแล้วทำให้เกิดผลดี พูดแล้วทำให้คนมีความเข้าใจที่ถูกต้องต่อกัน รักกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน  พูดแล้วทำให้เห็นทางออก ทางแก้ปัญหา การพูดจาไม่ดี พูดด้วยอารมณ์ในทางลบ นอกจากจะแก้ปัญหาไม่ได้แล้ว ยังอาจทำให้เกิดปัญหาเพิ่มอีก ควรมีสติ ระงับอารมณ์ ข่มคำพูดในเชิงลบไว้ให้ได้

4. สัมมากัมมันตะ คือ การประพฤติตนที่ถูกต้อง การมีพฤติกรรมที่ดีงาม ทำดีต่อทุกคน ไม่ทำให้ใครเป็นทุกข์ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น หากเรา ประพฤติดี ประพฤติชอบ ได้สม่ำเสมอ เป็นปกติวิสัยแล้ว ความทุกข์ของเรา ก็จะเหลือแค่ ความทุกข์จากภายนอก เท่านั้น

5. สัมมาอาชีวะ คือ การประกอบอาชีพที่ถูกต้อง เป็นอาชีพที่สุจริต เป็นอาชีพที่สร้างประโยชน์ สร้างความเจริญให้ทั้ง ตนเอง ผู้อื่น และ สังคม  การประกอบอาชีพที่เหมาะสม จะช่วยลดความทุกข์ในชีวิตลงไปได้

6. สัมมาวายามะ คือ ความเพียรความอุตสาหะที่ถูกต้อง การพยายามดำรงตนอยู่ในวิถีทางที่ถูกต้อง ทำแต่สิ่งที่ดี ลดละเลิก การทำสิ่งที่ไม่ดี ชีวิตก็จะได้พบเจอกับสิ่งที่ดีๆ  ปัญหา หรือ ความทุกข์ที่ต้องเจอ ก็จะลดลงได้

7. สัมมาสติ คือ  การมีสติสัมปชัญญะ
ตระหนักรู้อยู่เสมอว่า กำลังทำอะไรอยู่ ตั้งใจทำในสิ่งที่ดี ไม่เผลอลืมตัวไปทำสิ่งทีีไม่ดี เมื่อเกิดปัญหา ก็ต้องไม่ปล่อยให้ขาดสติ  เมื่อใดเกิดอารมณ์เชิงลบ แสดงว่าสติกำลังเลือนหาย ต้องรีบเรียกสติกลับมาให้เร็วที่สุด เพื่อจะได้เลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องต่อไป

8. สัมมาสมาธิ คือ การมีจิตตั้งมั่นอยู่ในทางที่ถูกต้อง ตั้งใจให้มั่น อยู่ในแนวทางที่ดี เมื่อเกิดความทุกข์ หรือ เกิดปัญหา ก็จะมีสมาธิ มีสติ ในการพิจารณาความทุกข์นั้น อย่างมีขั้นมีตอน มีเหตุมีผล   ไม่ปล่อยให้ ความผันผวนของอารมณ์ ทำให้หวั่นไหว ไขว้เขว ทำให้สามารถ ตัดสินใจทำอะไรได้ อย่างเหมาะสม

สรุปก็คือ เมื่อเกิดทุกข์ ต้องมองเห็นทุกข์ และ รู้ว่ากำลังมีทุกข์เรื่องอะไร แล้วมองหาสาเหตุแห่งทุกข์ ว่ามาจากไหน ทุกข์จากอะไร เช่น ทุกข์จากความอยากได้  ทุกข์จากความโกรธเกลียด เป็นต้น แล้วจึงดับทุกข์นั้น ด้วยการปฏิบัติต่อทุกข์ อย่างมีสติ ไม่โวยวาย ไม่ตีโพยตีพาย เพราะ จะทำให้จิตใจร้อนรน ลนลาน ขาดสติ แต่ต้องเข้าใจความจริงว่า ทุกข์นั้น เกิดขึ้นได้ กล้ายอมรับ กล้าเผชิญหน้า ไม่หนีปัญหา คุมสติให้ดี สงบจิตใจ  เพื่อให้เกิดปัญญาในการแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม สุดท้าย จึงลงมือแก้ปัญหา ด้วยการมีสติ มีความมุ่งหมาย ให้เกิดผลในทางบวก โดยคำนึงถึงหลักแห่งมรรค 8 ไว้เสมอด้วย

วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

ทำดีไม่ได้ดี

ทำดีไม่ได้ดี

เมื่อเราทำความดี เราก็มักจะคาดหวังว่า ความดีที่เราทำนั้น จะส่งผลต่อเราอย่างนั้นอย่างนี้ ในเวลานั้นเวลานี้ แต่พอผลที่ได้ ไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวังไว้ ก็มักจะโทษว่า ทำดีแล้วไม่ได้ดี

ในความจริงแล้ว เรื่องของกรรมนั้น มีความสลับซับซ้อน กรรมบางอย่าง อาจให้ผลในชาตินี้ บางอย่าง อาจให้ผลในชาติหน้า บางอย่างให้ผลก่อน บางอย่างให้ผลหลัง บางอย่างให้ผลทันที

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม กฎแห่งกรรม ย่อมทรงไว้ซึ่ง ความยุติธรรมเสมอ เมื่อเราสร้างกรรมดีไว้ กรรมดีนั้น ย่อมส่งผลต่อเราอย่างแน่นอน เพียงแต่จะ ช้า หรือ เร็ว เท่านั้น ขึ้นอยู่กับว่า
ความดีที่เราทำไว้นั้น มีกำลังมากพอที่จะ ส่งผลได้แล้วหรือไม่ แต่ถึงแม้ว่า จะยังไม่ส่งผล ความดีนั้น ก็ไม่ได้สูญหายไปไหน ยังคงเก็บสั่งสมไว้ และ เมื่อถึงเวลาอันควร ก็จะส่งผล ตามกำลังความดี ที่ได้ทำไว้อย่างแน่นอน

ส่วนผลไม่ดีที่เราได้รับ ย่อมเกิดจาก เหตุอื่นๆ ที่เราได้เคยทำกรรมไม่ดีเอาไว้ และ กรรมนั้นบังเอิญมาส่งผล ในช่วงที่ เรากำลังทำความดีอยู่ เราจึงรู้สึกเหมือนกับว่า ทำดีแต่ได้รับผลที่ไม่ดี แต่ในความจริงแล้ว ผลไม่ดีนั้น เกิดจากการที่เรา ทำกรรมไม่ดีเอาไว้ ในอดีตต่างหาก

ส่วนคนที่ทำไม่ดีก็เช่นกัน เราอาจจะเห็นว่า คนบางคน ทำในสิ่งที่ไม่ดี แต่กลับได้ดิบได้ดี ทั้งนี้เป็นเพราะ เขาได้เคยทำกรรมดีเอาไว้ในอดีต แล้วกรรมดีนัั้น มาส่งผลให้เขาได้ดิบได้ดี แม้ว่าในปัจจุบัน เขาจะทำกรรมไม่ดีอยู่ก็ตาม เพราะ กรรมเป็นคนละส่วนกัน คือ กรรมเก่าที่เขาทำดีไว้ กับ กรรมใหม่ที่เขาทำไม่ดีในขณะนี้ อย่าคิดว่า เขาทำแต่กรรมไม่ดีเพียงอย่างเดียว
การที่เขาเคยทำกรรมดีมาพอสมควร  ผลจากกรรมดี ที่เขาเคยทำมานั้น กำลังหนุนเสริมเขาอยู่ เมื่อกรรมดีนั้น หมดสิ้นผลลงเมื่อใด และ เมื่อถึงเวลาที่ กรรมไม่ดีที่เขาทำมา จะส่งผล เขาก็จะได้รับผลนั้น อย่างแน่นอน

ดังนั้น อย่าได้ไปอิจฉาเขา ที่ดูเหมือนว่า เขาทำไม่ดีแล้ว ได้ดี แต่จงตั้งหน้าตั้งตา ทำความดีของเราไป  อย่ามัวตัดพ้อต่อว่า ว่าทำดีเท่าไร ก็ไม่เห็นผลสักที ไม่ต้องไปเรียกร้องผลจากความดีอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะ เมื่อถึงเวลา ความดีนั้น ย่อมส่งผลดีต่อเรา อย่างแน่นอน