กาลามสูตร
กาลามสูตร (เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เกสปุตตสูตร) คือ วิธีปฎิบัติต่อเรื่องที่ควรสงสัย หรือ หลักความเชื่อ 10 ประการ เป็นหลักธรรมที่พระพุทธเจ้า ทรงแสดงแก่ชาวกาลามะ ซึ่งอาศัยอยู่ใน เกสปุตตนิคม แคว้นโกศล
ในสมัยนั้น มีผู้อวดอ้างว่า ตนเองเป็นผู้วิเศษ มีคุณวิเศษ เชิดชูลัทธิของตนเองเหนือลัทธิอื่น ดูหมิ่นดูแคลนลัทธิอื่น กันอย่างมากมาย มีทั้งที่เป็นเรื่องจริงบ้าง เป็นเรื่องไม่จริงบ้าง จนเมื่อพระพุทธเจ้า เสด็จมาเผยแผ่ศาสนา ที่เกสปุตตนิคม ชาวกาลามะจึงได้ทูลถามพระองค์ว่า จะเชื่อได้อย่างไรว่า ใครที่พูดจริง ใครที่พูดเท็จ พระพุทธเจ้าจึงทรง แสดงธรรมกาลามสูตร ว่าด้วย วิธีปฎิบัติต่อเรื่องที่ควรสงสัย 10 ประการ ดังนี้
1.อย่าถือเอาว่าจริง หรือ อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามๆกันมา (มา อนุสฺสเวน)
2.อย่าถือเอาว่าจริง หรือ อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆต่อกันมา (มา ปรมฺปราย)
3.อย่าถือเอาว่าจริง หรือ อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ (มา อิติกิราย)
4.อย่าถือเอาว่าจริง หรือ อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำรา หรือ คัมภีร์ (มา ปิฏกสมฺปทาเนน)
5.อย่าถือเอาว่าจริง หรือ อย่าปลงใจเชื่อ เพราะตรรก (มา ตกฺกเหตุ)
6.อย่าถือเอาว่าจริง หรือ อย่าปลงใจเชื่อ เพราะการอนุมาน (มา นยเหตุ)
7.อย่าถือเอาว่าจริง หรือ อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล (มา อาการปริวิตกฺเกน)
8.อย่าถือเอาว่าจริง หรือ อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้ากันได้กับ ทฤษฎีที่ได้พินิจไว้แล้ว (มา ทิฏฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา)
9.อย่าถือเอาว่าจริง หรือ อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะว่า น่าจะเป็นไปได้ (มา ภพฺพรูปตาย)
10.อย่าถือเอาว่าจริง หรือ อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่าท่านสมณะนี้ เป็นครูของเรา (มา สมโณ โน ครูติ)
เมื่อใดที่ได้ตรวจสอบจนแน่ใจ จนรู้ได้ด้วยตนเองแล้วว่า ธรรมใดเป็นอกุศล หรือ เป็นสิ่งที่มีโทษ ก็ให้พึงละธรรมนั้นเสีย และ เมื่อใดที่ตรวจสอบจนแน่ใจ จนรู้ได้ด้วยตนเองแล้วว่า ธรรมใดเป็นกุศล หรือ เป็นสิ่งที่ไม่มีโทษ ธรรมนั้นก็ให้พึงถือปฏิบัติได้
กาลามสูตรนี้ ไม่ได้ห้ามให้เชื่อ แต่ให้เชื่อด้วยการใช้ปัญญา ไม่ด่วนเชื่อโดยไม่พิจราณา ไม่ด่วนเชื่อด้วยความงมงาย ต้องใช้ปัญญา คิดพิจารณาให้ดี ให้แน่ใจเสียก่อน จึงจะเชื่อได้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น