วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

วันวิสาขบูชา

วันวิสาขบูชา


วันวิสาขบูชา ตรงกับ วันเพ็ญ เดือน 6 (วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6) ถ้าปีใดเป็นปีอธิกมาส คือ เป็นปีที่มีเดือน 8 สองหน ก็จะเลื่อนไปเป็น วันเพ็ญ เดือน 7


วันวิสาขบูชานี้ ถือว่าเป็นวันสำคัญยิ่ง ในทางพระพุทธศาสนา และ ยังเป็นวันที่ องค์การสหประชาชาติ ยกย่องให้เป็น วันสำคัญสากลของโลก (Vesak Day) อีกด้วย


สาเหตุที่วันวิสาขบูชา ได้รับการยกย่องว่า เป็นวันสำคัญ ก็เพราะ เป็นวันที่ มีเหตุการณ์สำคัญ ในพระพุทธศาสนา เกิดขึ้น 3 เหตุการณ์ด้วยกัน คือ


1.เป็นวันที่ เจ้าชายสิทธัตถะ(พระพุทธเจ้า) ทรงประสูตร ณ พระราชอุทยานลุมพินีวัน ตรงกับ เช้าวันศุกร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีจอ ก่อนพุทธศักราช 80 ปี


2.เป็นวันที่ เจ้าชายสิทธัตถะ ทรงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า หลังจากทรงออกผนวชได้ 6  ปี ณ ใต้ร่มไม้ศรีมหาโพธิ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ปัจจุบัน สถานที่แห่งนี้ เรียกว่า พุทธคยา เป็นตำบลหนึ่งของ เมืองคยา แห่งรัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ในขณะที่ เจ้าชายสิทธัตถะ ทรงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงมีพระชนมายุ 35 พรรษา ตรงกับ เช้ามืดวันพุธ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีระกา ก่อนพุทธศักราช 45 ปี


3.เป็นวันที่ พระพุทธเจ้า ทรงเสด็จดับขันธปรินิพพาน หลังจากที่ พระองค์ทรงตรัสรู้ และ ได้ประกาศพระศาสนา โปรดเวไนยสัตว์เป็นเวลา 45 ปี จนพระองค์ ทรงมีพระชนมายุได้ 80 พรรษา ตรงกับ วันอังคาร ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเส็ง ทรงเสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ สาลวโนทยาน ของมัลลกษัตริย์ เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ ในปัจจุบัน สถานที่แห่งนี้ อยู่ในเมืองกุสีนคระ แคว้นอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย


เหตุการณ์ทั้ง 3 ประการนี้ ในแต่ละเหตุการณ์ ก็ถือว่า มีความสำคัญยิ่งในพระพุทธศาสนาอยู่แล้ว แต่ก็เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งขึ้นไปอีก เพราะ มาเกิดขึ้นในวันเดียวกัน เพียงแต่ห่างกันหลายสิบปีเท่านั้น


เมื่อถึงวันวิสาขบูชา พุทธศาสนิกชนชาวไทย นิยมที่จะทำบุญตักบาตรในตอนเช้า และตลอดวัน ก็จะทำความดี บำเพ็ญบุญ บำเพ็ญกุศล ด้วยวิธีต่างๆ เช่น ทำบุญถวายสังฆทาน ตั้งใจรักษาศีล 5 หรือ ศีล 8 ให้อิสระทาน(ปล่อยนกปล่อยปลา) งดเว้นจากการทำบาปทั้งปวง ฟังพระธรรมเทศนา เป็นต้น และ เมื่อถึงตอนค่ำ ก็จะไปเวียนเทียนรอบพระอุโบสถ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา (ในเวลาประมาณ 20 นาฬิกา) โดยปกติ แล้ว ตามวัดต่างๆ ก็มักจะจัดให้มีการ ทำวัตรสวดมนต์ และ ทำการเวียนเทียน ในวันวิสาขบูชา อย่างเป็นทางการอยู่แล้ว พุทธศาสนิกชน และ ผู้ที่สนใจ สามารถเข้าร่วมได้ ตามความศรัทธา

วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

พระสีวลี

พระสีวลี


พระสีวลีเถระ หรือ พระสีวลี เป็นพระภิกษุที่ พระพุทธเจ้าทรงยกย่อง ให้อยู่ในตำแหน่ง เอตะทัคคะ ทางความเป็นเลิศในด้าน ผู้มีลาภมาก เนื่องจาก ท่านเป็นผู้ที่ได้รับลาภสักการะมาก จากกุศลกรรมที่ท่านได้ทำมาแต่อดีต


เชื่อกันว่า ผู้ใดที่มีรูปหล่อของพระสีวลีไว้ประจำบ้าน จะทำให้ ตนเอง และ บ้านเรือนของตน เป็นศิริมงคล เป็นเมตตามหานิยม ช่วยป้องกันภัยอันตรายต่างๆ ผู้ที่หมั่นสวดสักการะบูชาท่านอยู่เสมอ จะมีโชคลาภอยู่เป็นนิตย์


ประวัติของพระสีวลี


พระสีวลี เป็นพระโอรสของ พระนางสุปปวาส ซึ่งเป็นพระราชธิดาของราชาแห่งกรุงโกลิยะ พระสีวลีต้องอยู่ในครรภ์พระมารดา นานถึง 7 ปี 7 เดือน 7 วัน เนื่องจาก ต้องชดใช้กรรมเก่า จากอดีตชาติ


ในอดีตชาติ

พระสีวลีเกิดเป็นพระราชาของกะสินคร พระนางสุปปวาสเกิดเป็น พระมารดาของพระราชา ในขณะนั้น กสินคร และ ปะสินคร เกิดทำสงครามกัน  พระราชาของกะสินคร ทรงมีอุบายร่วมกับพระมารดา โดยยกกองทัพใหญ่ ไปปิดล้อมปะสินครไว้ ตัดขาดการติดต่อจากโลกภายนอก เพื่อให้ปะสินครยอมแพ้เอง โดยไม่ต้องสู้รบ ทำให้ชาวเมือง ต้องประสบกับ โรคภัยไข้เจ็บ ขาดแคลนอาหาร ดำรงชีวิตด้วยความทุกข์เวทนา นานถึง 7 ปี 7 เดือน 7 วัน ปะสินครจึงยอมแพ้


ผลจากกรรมนั้น จึงส่งผลให้ พระสีวลี ต้องทุกข์ทรมาน อยู่ในครรภ์พระมารดา นานถึง 7 ปี 7 เดือน 7 วัน 


ในขณะที่พระสีวลี อยู่ในพระครรภ์นั้น นอกจากจะต้องชดใช้บาปกรรมในอดีตแล้ว ผลบุญที่เคยสร้างมา ก็ยังส่งผลด้วย ทำให้พระมารดา ได้โชคลาภสักการะอย่างมากมาย ไม่ขาดสาย เนื่องจาก ในอดีตชาติ สมัยของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า “วิปัสสี” พระสีวลี เกิดเป็นเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง ในหมู่บ้านเล็กๆ ของเมืองพันธุมดี เด็กหนุ่มผู้นี้ ได้หมั่นสร้างบุญ สร้างกุศลอยู่เสมอ มิได้ขาด จนกระทั่งสิ้นอายุขัย และ ที่สำคัญเขาได้มีโอกาส ได้เข้าไปถวายน้ำผึ้งที่กรองมาอย่างดีแก่ พระพุทธเจ้าวิปัสสี และ พระภิกษุสงฆ์ 500 รูป ด้วยมือของตนเอง และ พระพุทธเจ้าวิปัสสี ได้ทรงประทานพร ให้เขาเป็นผู้มีลาภมาก เมื่อมาเกิดเป็น พระสีวลี จึงส่งผลให้ตัวท่าน และ คนรอบข้าง ได้รับลาภสักการะอยู่เสมอ


หลังจากที่ พระสีวลี อยู่ในครรภ์พระมารดา มานาน จนใกล้ถึงเวลาที่จะประสูติ พระมารดาทรงได้รับ ทุกขเวทนาอย่างมาก พระนางจึงขอให้พระสวามี ไปกราบบังคมทูลขอพร จากพระพุทธเจ้า และ พระพุทธเจ้าก็ทรงประทานพรแก่พระนางว่า “ขอให้พระนางสุปปวาสา พระราชธิดาแห่งพระเจ้ากรุงโกลิยะ จงเป็นหญิงมีความสุขปราศจากโรคาพยาธิ และ ประสูติพระราชโอรสผู้หาโรคมิได้ ออกมาโดยง่ายเถิด” หลังจากนั้น พระนางก็ได้ประสูติพระราชโอร ออกมาอย่างง่ายดาย และ พระประยูรญาติทั้งหลาย ได้ถวายพระนามแก่ พระราชโอรสน้อยว่า สีวลีกุมาร


เมื่อพระนางสุปปวาสา มีพระวรกายแข็งแรงดีแล้ว พระองค์มีพระประสงค์ จะถวายมหาทานติดต่อ 7 วัน จึงขอให้พระสวามี กราบทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ มารับมหาทาน และ ตลอดทั้ง 7 วันนั้น สีวลีกุมาร ผู้มีพระวรกายแข็งแรงดุจกุมารที่มีพระชนม์ 7 พรรษา ก็ได้มาช่วย พระบิดาและพระมารดา จัดแจงกิจต่างๆโดยตลอด


พระสารีบุตรเถระ ซึ่งอยู่ในหมู่ภิกษุสงฆ์ด้วย ได้สังเกตดูสีวลีกุมารอยู่ตลอด ตั้งแต่วันแรก เกิดความรู้สึกพอใจ ในพระราชกุมารน้อยอย่างยิ่ง เมื่อถึงวันที่ 7 ซึ่งเป็นวันสุดท้าย พระสารีบุตรเถระ จึงได้ชักชวนให้สีวลีกุมารออกบวช สีวลีกุมาร ซึ่งมีจิตน้อมไปทางการบวชอยู่แล้ว ได้กราบทูลขออนุญาตจากพระบิดาและพระมารดา เมื่อได้รับอนุญาต จึงติดตามพระเถระ ไปยังพระอาราม พระสารีบุตรมหาเถระ ผู้รับภาระเป็นพระอุปัชฌาย์ ได้สอนพระกรรมฐานเบื้องต้น คือ ปัญจะกะกรรมฐาน ทั้ง 5 ให้ ในขณะเข้าพิธีบวช สีวลีกุมาร ได้พิจารณาพระกรรมฐานไปด้วย เมื่อจรดมีดโกนเพื่อโกนผม ครั้งแรกท่านก็ได้บรรลุเป็น พระโสดาบัน จรดมีดครั้งที่ 2 ท่านได้บรรลุเป็น พระสกทาคามี จรดมีดครั้งที่ 3 ท่านได้บรรลุเป็น พระอนาคามี และ เมื่อโกนผมเสร็จ ท่านก็ได้บรรลุเป็น พระอรหันต์ ทั้งที่อายุยังน้อย

หลังจากนั้น ปรากฏว่าท่านเป็นพุทธสาวกที่มีลาภสักการะมากมาย จากบุญบารมีที่ท่าน ได้สั่งสมมาตั้งแต่อดีตชาติ ลาภสักการะเหล่านี้ ยังได้ส่งผลไปยังพระสงฆ์ท่านอื่นๆ รวมถึงพระพุทธเจ้าด้วย หากท่านใด หรือ หมู่คณะใด ร่วมเดินทางไปเผยแผ่พระธรรมกับพระสีวลี แม้ว่าจะไปในที่กันดารเพียงใด ก็จะไม่ขาดแคลน อาหาร และ ที่พักเลย เพราะเหตุนี้ พระพุทธเจ้า จึงทรงยกย่องพระสีวลี ให้เป็น เอคทัคคะ ทางผู้มีลาภมาก


พระสีวลี จึงได้รับการศรัทธาว่า เป็นพระภิกษุสงฆ์แห่งโชคลาภ และ ความสมบูรณ์มั่งคั่ง ซึ่งศรัทธานี้ ได้สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน ผู้ทำธุรกิจการค้า หรือ ต้องการประสบความสำเร็จ ด้านโชคลาภ หรือ เมตตามหานิยม จึงมักจะบูชาพระสีวลี 



ผู้ที่บูชาพระสีวลี ควรหมั่นบริจาคทาน ในที่ยากลำบาก เพราะ ในอดีตทุกๆชาติ พระสิวลีจะทำบุญด้วยศรัทธาเต็มเปี่ยม ดังนั้น ผู้ต้องการให้พระสิวลีช่วย จึงควรบริจาคทาน ให้ผู้ยากไร้มากๆ 


การบูชาพระสีวลี ให้บูชาด้วย


1.ผลไม้สด น้ำผึ้ง ดอกไม้ 3 ดอก 5 ดอก หรือ 7 ดอก ก็ได้ (ดอกไม้ขาว หรือ ดอกบัว หรือ ดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมทุกชนิด)


2.น้ำสะอาดลอยดอกมะลิไว้บนน้ำ 1 แก้ว 


3.ธูป 3 ดอก เทียน 1 เล่ม


เคล็ดโบราณกล่าวไว้ว่า


วันพฤหัสบดีควรถวาย ผลไม้สด และ น้ำผึ้ง


วันเสาร์ควรถวาย อาหารที่ปรุงจากต้นบัว หรือ อาหารทะเล


แล้วตั้งจิตอธิษฐานขอให้ โชคลาภสำเร็จ สมดังหวัง และ เมื่อได้โชคลาภสมหวังแล้ว ควรทำบุญเลี้ยงพระ หรือ ถวายสังฆทาน


คาถาบูชาพระสิวลี


” สีวะลี มะหาเถโร เทวะตานะระปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ อะหัง วันทามิ สัพพะทาฯ

สิวสีจะ มะหาเถโร ยักขาเทวาภิปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ อะหัง วันทามิ สัพพะทาฯ

สิวะลีเถระคุณังเอตัง โสตถุลาภัง ภะวันตุฯ “


คาถาบทนี้ ท่านให้ภาวนาก่อนนอน หรือ หลังตื่นนอน และ ก่อนไปติดต่อธุรกิจการค้า

เชื่อกันว่า จะทำให้มีลาภ ร่ำรวยในการค้าขาย ติดต่อธุรกิจราบรื่น ศัตรูที่มุ่งร้ายกลับกลายเป็นมิตร มีความสุข เป็นสิริมงคล

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

กาลามสูตร

กาลามสูตร


กาลามสูตร (เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เกสปุตตสูตร) คือ วิธีปฎิบัติต่อเรื่องที่ควรสงสัย หรือ หลักความเชื่อ 10 ประการ เป็นหลักธรรมที่พระพุทธเจ้า ทรงแสดงแก่ชาวกาลามะ ซึ่งอาศัยอยู่ใน เกสปุตตนิคม แคว้นโกศล


ในสมัยนั้น มีผู้อวดอ้างว่า ตนเองเป็นผู้วิเศษ มีคุณวิเศษ เชิดชูลัทธิของตนเองเหนือลัทธิอื่น ดูหมิ่นดูแคลนลัทธิอื่น กันอย่างมากมาย มีทั้งที่เป็นเรื่องจริงบ้าง เป็นเรื่องไม่จริงบ้าง จนเมื่อพระพุทธเจ้า เสด็จมาเผยแผ่ศาสนา ที่เกสปุตตนิคม ชาวกาลามะจึงได้ทูลถามพระองค์ว่า จะเชื่อได้อย่างไรว่า ใครที่พูดจริง ใครที่พูดเท็จ พระพุทธเจ้าจึงทรง แสดงธรรมกาลามสูตร ว่าด้วย วิธีปฎิบัติต่อเรื่องที่ควรสงสัย 10 ประการ ดังนี้


1.อย่าถือเอาว่าจริง หรือ อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามๆกันมา (มา อนุสฺสเวน)


2.อย่าถือเอาว่าจริง หรือ อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆต่อกันมา (มา ปรมฺปราย)


3.อย่าถือเอาว่าจริง หรือ อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ (มา อิติกิราย)


4.อย่าถือเอาว่าจริง หรือ อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำรา หรือ คัมภีร์ (มา ปิฏกสมฺปทาเนน)


5.อย่าถือเอาว่าจริง หรือ อย่าปลงใจเชื่อ เพราะตรรก (มา ตกฺกเหตุ)


6.อย่าถือเอาว่าจริง หรือ อย่าปลงใจเชื่อ เพราะการอนุมาน (มา นยเหตุ)


7.อย่าถือเอาว่าจริง หรือ อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล (มา อาการปริวิตกฺเกน)


8.อย่าถือเอาว่าจริง หรือ อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้ากันได้กับ ทฤษฎีที่ได้พินิจไว้แล้ว (มา ทิฏฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา)


9.อย่าถือเอาว่าจริง หรือ อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะว่า น่าจะเป็นไปได้ (มา ภพฺพรูปตาย)


10.อย่าถือเอาว่าจริง หรือ อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่าท่านสมณะนี้ เป็นครูของเรา (มา สมโณ โน ครูติ)


เมื่อใดที่ได้ตรวจสอบจนแน่ใจ จนรู้ได้ด้วยตนเองแล้วว่า ธรรมใดเป็นอกุศล หรือ เป็นสิ่งที่มีโทษ ก็ให้พึงละธรรมนั้นเสีย และ เมื่อใดที่ตรวจสอบจนแน่ใจ จนรู้ได้ด้วยตนเองแล้วว่า ธรรมใดเป็นกุศล หรือ เป็นสิ่งที่ไม่มีโทษ ธรรมนั้นก็ให้พึงถือปฏิบัติได้


กาลามสูตรนี้ ไม่ได้ห้ามให้เชื่อ แต่ให้เชื่อด้วยการใช้ปัญญา ไม่ด่วนเชื่อโดยไม่พิจราณา ไม่ด่วนเชื่อด้วยความงมงาย ต้องใช้ปัญญา คิดพิจารณาให้ดี ให้แน่ใจเสียก่อน จึงจะเชื่อได้

วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

มัชฌิมาปฏิปทา

มัชฌิมาปฏิปทา


มัชฌิมาปฏิปทา เป็นธรรมกัณฑ์แรก ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ปัญจวัคคีย์ ในวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ ซึ่งก็คือ วันอาสาฬหบูชาในปัจจุบัน


คำว่า มัชฌิมา แปลว่า กลาง, สายกลาง, ระหว่างกลางไม่ไปข้างใดข้างหนึ่ง


คำว่า ปฏิปทา แปลว่า ทางเดิน, ทางดำเนิน, ข้อปฏิบัติ


มัชฌิมาปฏิปทา จึงแปลว่า ทางสายกลาง หรือ ข้อปฏิบัติที่เป็นทางสายกลาง


ทางสายกลางในความหมายนี้ หมายถึง เป็นกลางระหว่าง กามสุขัลลิกานุโยค และ อัตตกิลมถานุโยค


กามสุขัลลิกานุโยค คือ  การประพฤติตนให้หมกมุ่นอยู่ในกาม


อัตตกิลมถานุโยค คือ  การประพฤติตนให้ได้รับความลำบาก ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การนอนในน้ำ, การนอนบนหนามแหลมคม เป็นต้น


นักปฏิบัติในสมัยอดีตกาลนั้นเชื่อว่า แนวทางการปฏิบัติทั้งสองนี้ จะทำให้ถึงการหลุดพ้นได้ แนวทางทั้งสองนี้ เป็นที่แพร่หลายมา ตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธกาล แม้แต่พระพุทธเจ้าเอง เมื่อทรงผนวชใหม่ๆ ก็เคยปฏิบัติมาเช่นกัน แต่หลังจากปฏิบัติด้วยพระองค์เอง จนตระหนักได้ว่า แนวทางทั้งสองนี้ เจือด้วยมิจฉาทิฏฐิ คือ เป็นความเห็นที่ผิด เป็นแนวทางที่ ไม่สามารถทำให้หลุดพ้นได้ พระองค์จึงทรงเปลี่ยนแนวทาง จนในที่สุด พระองค์ก็ทรงสามารถตรัสรู้ได้ ด้วยการปฏิบัติตามแนวทาง มัชฌิมาปฏิปทา หรือ ทางสายกลางนี่เอง


มัชฌิมาปฏิปทานี้ ประกอบด้วยองค์ 8 ประการ เรียกว่า มรรค 8 คือ


1. สัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นชอบ


2. สัมมาสังกัปปะ คือ ความดำริชอบ


3. สัมมากัมมันตะ คือ การกระทำชอบ


4. สัมมาวาจายะ คือ การพูดชอบ


5. สัมมาอาชีวะ คือ การเลี้ยงชีพชอบ


6. สัมมาวายามะ คือ ความพยายามชอบ


7. สัมมาสติ คือ ความระลึกชอบ


8. สัมมาสมาธิ คือ ความตั้งจิตมั่นชอบ


มรรคทั้ง 8 องค์นี้ จัดแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ


กลุ่มที่ 1 เรียกว่า ศีล ประกอบด้วย


      3.สัมมากัมมันตะ

      4.สัมมาวาจา

      5.สัมมาอาชีวะ


กลุ่มที่ 2 เรียกว่า สมาธิ ประกอบด้วย


      6.สัมมาวายามะ

      7.สัมมาสติ

      8.สัมมาสมาธิ


กลุ่มที่ 3 เรียกว่า ปัญญา ประกอบด้วย


      1.สัมมาทิฏฐิ

      2.สัมมาสังกัปปะ


สรูปก็คือ ทางสายกลาง ที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทานี้ ต้องประกอบด้วย มรรคทั้ง 8 หรือ ต้องเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าทางสายกลางใด ไม่ลงในมรรค 8 หรือ ไม่เป็น ศีล สมาธิ ปัญญา ทางสายกลางนั้น ก็ไม่เข้าหลักพุทธศาสนา ไม่ใช่คำสอนในพุทธศาสนา


มรรค 8 เป็นแนวทางในการปฏิบัติ สำหรับผู้ครองพรหมจรรย์ และ ฆราวาสที่ปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัดจริงจัง ในส่วนของพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป ที่เรียกว่า คฤหัสถ์นั้น การปฏิบัติตามทางสายกลาง ในการดำเนินชีวิตประจำวัน ทำได้ด้วย บุญกิริยาวัตถุ 3 ได้แก่


1.ทาน คือ การช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น ตามความเหมาะ


2.ศีล คือ การควบคุม กาย และ วาจา ไม่ให้ไปเบียดเบียนผู้อื่น 


3.ภาวนา คือ การฝึกอบรมจิต และ ภาวนาปัญญา ให้มีคุณภาพ มีคุณธรรม

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

วิสุทธิ 7

วิสุทธิ 7


วิสุทธิ หมายถึง ความบริสุทธิ์ หรือ ความหมดสิ้นจากกิเลส


วิสุทธิ 7 หมายถึง ความบริสุทธิ์ 7 ขั้น ที่เป็นปัจจัยส่งต่อกันขึ้นไปโดยลำดับ ตั้งแต่ขั้นแรก จนถึงขั้นที่ 7 เพื่อการบรรลุถึงนิพพาน


วิสุทธิทั้ง 7 ขั้น ได้แก่


       1.ศีลวิสุทธิ

       2.จิตตวิสุทธิ

       3.ทิฏฐิวิสุทธิ

       4.กังขาวิตรณวิสุทธิ

       5.มัคคามัคคญาณทัสสนะวิสุทธิ

       6.ปฏิปทาญาณทัสสนะวิสุทธิ

       7.ญาณทัสสนะวิสุทธิ


1.ศีลวิสุทธิ คือ ความบริสุทธิ์ในการรักษาศีล เป็นการรักษาศีลเพื่อละกิเลส ไ่มใช่รักษาศีลเพราะกิเลส ไม่ใช่รักษาเพราะ ความงมงาย อยากร่ำรวย อยากได้บุญ ศีลที่เป็นวิสุทธิ ต้องเป็นศีลที่ถือรักษา เพื่อปรารถนานิพพานเท่านั้น มีอยู่ 4 อย่าง คือ


      - ปาติโมกข์สังวรศีล

      - อินทรียสังวรศีล

      - อาชีวะปาริสุทธิศีล

      - ปัจจยสันนิสิตศีล


- ปาฏิโมกขสังวรศีล หมายถึง ความบริสุทธิ์ในการ ประพฤติตามข้อปฏิบัติ ที่พระพุทธองค์บัญญัติไว้ เว้นจากข้อห้าม ทำตามข้ออนุญาต เคร่งครัดในสิกขาบท


- อินทรียสังวรศีล หมายถึง ความบริสุทธิ์ในการ สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 คือ หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้กิเลสเข้าครอบงำ จนเกิดเป็นบาปอกุศลได้


- อาชีวะปาริสุทธิศีล หมายถึง ความบริสุทธิ์ในการเลี้ยงชีพ หาเลี้ยงชีพด้วยวิถีทางที่ชอบธรรม ถึงแม้ชีวิตจะตกต่ำ ก็ไม่ยอมหาเลี้ยงชีพในทางที่ผิด


- ปัจจยสันนิสิตศีล หมายถึง ความบริสุทธิ์ใน ปัจจัย 4 ต้องพิจารณา การใช้ การบริโภค ให้เหมาะสม ให้เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง ไม่ใช้ หรือ บริโภค เพียงเพราะ ตัณหา หรือ ความอยาก


2. จิตตวิสุทธิ คือ ความบริสุทธิ์ในการฝึกจิต จนบังเกิดสมาธิ ให้ปราศจากนิวรณ์ทั้ง 5 ซึ่งเป็นพื้นฐานแห่งวิปัสสนา


3. ทิฏฐิวิสุทธิ คือ ความบริสุทธิ์ในการทำความเห็นให้ถูกต้อง เห็นรูปนามตามสภาวะที่เป็นจริง ดำรงอยู่ในความไม่หลงผิด


4. กังขาวิตรณวิสุทธิ คือ ความบริสุทธิ์ในการ ข้ามพ้นความสงสัย ด้วยปัญญาแห่งญาณ ที่กำหนดรู้ปัจจัยแห่งนามรูปได้ เป็นเหตุให้ สิ้นความสงสัยใน สักกายทิฏฐิ


5. มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ คือ ความบริสุทธิ์ในการ รู้เห็นว่าเป็นทางหรือมิใช่ทาง ด้วยญาณจากการเจริญวิปัสสนา พิจารณาจนมองเห็นถึง ความเกิดขึ้น และ ความเสื่อมไป แห่งสังขารทั้งหลาย


6. ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ คือ ความบริสุทธิ์ในการ รู้ทางปฏิบัติที่ถูกต้อง เป็นความเพียรในวิปัสสนา จนพ้นจากอุปกิเลส ซึ่งก็คือ วิปัสสนาญาณ 9


7. ญาณทัสสนวิสุทธิ คือ ความบริสุทธิ์ในการ รู้ในอริยมรรค 4 หรือ มรรคญาณ เป็นเหตุให้ ดับกิเลสตัณหาได้อย่างสิ้นเชิง


วิสุทธิในแต่ละขั้น เป็นปัจจัยส่งต่อกันขึ้นไป เพื่อบรรลุถึงนิพพาน จะเจริญข้ามขั้น หรือ เจริญเพียงขั้นใดขั้นหนึ่งไม่ได้ ต้องเจริญต่อเนื่องกันไป

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

วิมุตติ 5

 วิมุตติ 5


วิมุตติ หมายถึง การหลุดพ้นจากกิเลส การเป็นอิสระจากกิเลส ซึ่งเป็นสภาภาวะจิตพื้นฐานที่สำคัญ ในการปฏิบัติธรรม ภาวะแห่งการหลุดพ้นนี้ เกิดขึ้นได้เมื่อ ปฏิบัติธรรมจนเกิดปัญญา รู้เห็นความเป็นจริง รู้เท่าทันสังขาร รู้เท่าทันกิเลส ทำให้จิตหลุดพ้นจากอำนาจครอบงำของกิเลส ไม่ถูกกิเลสครอบงำ ไม่หวั่นไหวไปตามการยั่วยุ ยั่วยวน ของความโลภ ความโกรธ ความหลง เมื่อจิตปราศจากกิเลส ก็ทำให้อยู่ในสภาวะ หลุดพ้น และ เป็นอิสระ


วิมุตติ มีอยู่ 5 ประการ เรียกว่า วิมุตติ 5 ประกอบไปด้วย


1. ตทังควิมุตติ หมายถึง การหลุดพ้น ด้วยธรรมจำเพาะ หรือ ธรรมที่ตรงข้ามกับกิเลสเฉพาะตัว เช่น  พ้นจากความเห็นผิดด้วยอาศัยวิปัสสนาญาณที่เป็นคู่ปรับกัน เช่น หลุดพ้นจากความพยาบาท ด้วยเมตตาธรรม , หลุดพ้นจากความโลภ ด้วยการให้ทาน เป็นต้น วิมุตนี้ ใช้ได้กับความดีความชั่ว ทั่วๆไป เท่านั้น


2. วิขัมภนวิมุตติ หมายถึง การหลุดพ้น ด้วยการข่ม ด้วยการสะกดเอาไว้ โดยใช้กำลังอำนาจของฌาน ที่ได้จากการฝึกสมาธิ แต่เมื่อฌานเสื่อม กิเลสก็สามารถเกิดขึ้นได้อีก เช่น ในขณะที่นั่งสมาธิ ก็จะสามารถสะกดข่มกิเลสไว้ได้ แต่เมื่อออกจากสมาธิแล้ว กิเลสก็จะกลับมาอีกครั้ง เป็นต้น วิมุตนี้ ใช้ได้กับผู้ที่ฝึกสมาธิจนได้ฌาน 8 แต่บางครั้ง ผู้ที่ฝึกถึงขั้นอุปจารสมาธิก็อาจจะทำได้


3. สมุจเฉทวิมุตติ หมายถึง การหลุดพ้นโดยเด็ดขาด สามารถทำลายกิเลสที่ผูกรัดไว้ โดยไม่เกิดกิเลสอีกต่อไป ด้วยอำนาจของ อริยมรรค, ผู้บรรลุโสดาปัตติมรรค, อรหัตตมรรค


4. ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ หมายถึง การหลุดพ้นอย่างสงบระงับราบคาบ หลุดพ้นต่อจาก อรหัตตมรรค ถึง อรหัตตผล ไม่ต้องพยายามกำจัด ไม่ต้องขวนขวาย เพื่อละกิเลสอีก เพราะ กิเลสที่ถูกระงับจะไม่เกิดขึ้นอีก ในขณะผลนั้นๆ


5. นิสสรณวิมุตติ หมายถึง การหลุดพ้นโดยสภาวะปลอดโปร่ง เป็นการหลุดพ้นจากกิเลส อย่างยั่งยืนตลอดไป กิเลสถูกดับหมดสิ้นแล้ว ซึ่งก็คือ นิพพาน นั่นเอง


(วิมุตติ 2 อย่างแรกนั้น เป็นโลกิยวิมุตติ คือ การดับกิเลสชั่วคราว, ส่วนวิมุตติ 3 อย่างหลัง เป็นโลกุตรวิมุตติ คือ การดับกิเลสถาวร)

  

วิมุตติ 5 นี้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือ 


      - สมถะ

      - วิปัสสนา

      - มรรค

      - ผล

      - นิพพาน


ตามลำดับ นั่นเอง

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ไตรลักษณ์

ไตรลักษณ์


ไตรลักษณ์ หมายถึง ลักษณะ 3 ประการ ซึ่งเป็นลักษณะสามัญธรรมดา ลักษณะตามธรรมชาติ ของสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไตรลักษณ์นี้ ถือว่าเป็นหลักธรรมสำคัญ ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้


ลักษณะ 3 ประการนั้น ได่แก่


   1. อนิจจัง

   2. ทุกขัง

   3. อนัตตา


1. อนิจจัง คือ ความไม่เที่ยง ความไม่ยั่งยืน ความไม่คงที่ หมายถึง สรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ย่อมมีลักษณะที่ แปรเปลี่ยนไป เสื่อมไป สลายไป ไม่อาจอยู่คงที่ได้ ไม่อาจคงสภาพเดิมอยู่ได้ตลอดไป


2. ทุกขัง คือ ความเป็นทุกข์ หมายถึง ภาวะที่ถูกบีบคั้น ถูกกดดัน มีอาการฝืน มีความขัดแย้ง มีความไม่สมบูรณ์ มีความบกพร่องอยู่ในตัว เพราะ มีปัจจัยปรุงแต่ง ทำให้เกิดสภาพอย่างนั้น ทำให้เกิดเป็นความทุกข์ใจ สิ่งต่างๆทั้งหลาย ล้วนก่อให้เกิดทุกข์ ล้วนสร้างความเป็นทุกข์ ขึ้นมาได้ทั้งสิ้น ถ้าไปปรุงแต่งจิตให้เกิดทุกข์


3. อนัตตา คือ การไม่ใช่ตัวตน การที่ไม่มีตัวตน หมายถึง อาการที่แสดงถึงความ ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่ของใคร ไม่อยู่ในอำนาจควบคุมของใคร ความที่ไม่สามารถบังคับ ไม่สามารถควบคุม ให้ทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นไปตามที่ต้องการได้ ตามใจปรารถนา เช่น ไม่สามารถบังคับ ไม่สามารถควบคุม ให้ชีวิตคงอยู่ได้ ยั่งยืนตลอดไป เป็นต้น ถ้าได้เห็น ถ้าได้เข้าใจ อย่างแจ่มแจ้ง อย่างชัดเจน และ ถูกต้อง ในอนัตตานี้แล้ว ความรู้สึกที่ว่า ไม่มีตัวตน ก็จะเกิดขึ้นมาเอง จะมองเห็นได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนไม่มีความหมายแห่งความเป็นตัวเป็นตน จะไม่ไปหลง จะไม่ไปยึดติดในสิ่งใด จะรู้ว่า ไม่มีสิ่งใดที่เป็นของเรา แม้แต่ตัวของเราเองก็ไม่ได้เป็นของเรา


ลักษณะทั้ง 3 ประการนี้ เรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า สามัญลักษณะ หมายถึง ลักษณะที่มีความเสมอกันแก่สังขารทั้งปวง ซึ่งเป็นกฎของธรรมชาติ หรือ เป็นข้อกำหนดที่แน่นอนของสังขารทั้งปวง


ถ้าได้เข้าใจในไตรลักษณ์นี้ อย่างถูกต้อง และ แจ่มแจ้งแล้ว ก็จะทำให้ปล่อยวางสิ่งต่างๆได้ง่าย หากเกิดความเปลี่ยนแปลง หรือ เกิดความสูญเสียใดๆ ก็จะเข้าใจได้ว่า ทุกสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง เป็นไปตามธรรมดา เป็นไปตามธรรมชาติ ทุกสิ่งต้องมีการเปลี่ยนแปลง ไม่อาจเหนี่ยวรั้งไว้ได้ตลอดไป ไม่ไปปรุงแต่งจิต จนทำให้เกิดเป็นความทุกข์ ไม่ไปยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด แม้แต่ตัวตนของตนเอง เพราะรู้ว่า ทุกสิ่งล้วนแล้วแต่เป็น อนัตตา เมื่อปล่อยวางได้ ใจก็เป็นสุข

วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

อเหตุกจิต

อเหตุกจิต


อเหตุกจิต คือ จิตที่ไม่มีเหตุทั้ง 6 เข้ามาประกอบ เป็นจิตที่เกิดก่อน สเหตุกจิต (กุศลจิต หรือ อกุศลจิต)


เหตุทั้ง 6 นั้น ก็คือ


      - จิตจำพวกที่เป็นเหตุแห่งบาป หรือ อกุศลเหตุ มี 3 ประการ คือ โลภเหตุ โทสเหตุ และ โมหเหตุ


         - จิตจำพวกที่เป็นเหตุแห่งบุญ หรือ กุศลเหตุ มี 3 ประการ คือ อโลภเหตุ อโทสเหตุ และ อโมหเหตุ 


อเหตุกจิต จะไม่มีเหตุทั้ง 6 นี้ มาประกอบด้วยเลย แม้แต่เหตุเดียว


จิตที่เป็นอเหตุกจิต มีอยู่ 18 ดวง แบ่งออกเป็น 3 จำพวก ได้แก่


      - อกุศลวิบากจิต 7 ดวง

      - อเหตุกกุศลวิบากจิต 8 ดวง

      - อเหตุกกริยาจิต 3 ดวง


อกุศลวิบากจิต


เป็นจิตที่มีผลมาจาก อกุศลกรรม เป็นผลของบาป ที่ได้กระทำมาแล้วในอดีต มีอยู่ 7 ดวง ได้แก่


1.จิตที่เกิดพร้อมความเฉยๆ จากผลของอกุศล มองเห็นรูปที่ไม่ดี


2.จิตที่เกิดพร้อมความเฉยๆ จากผลของอกุศล ได้ฟังเสียงที่ไม่ดี


3.จิตที่เกิดพร้อมความเฉยๆ จากผลของอกุศล ได้กลิ่นที่ไม่ดี


4.จิตที่เกิดพร้อมความเฉยๆ จากผลของอกุศล ได้รสที่ไม่ดี


5.จิตเกิดที่พร้อมทุกขเวทนา จากผลของอกุศล กายกระทบกับสิ่งที่ไม่ดี


6.จิตที่เกิดพร้อมความเฉยๆ จากผลของอกุศล รับอารมณ์ทั้ง 5 ที่ไม่ดี


7.จิตที่เกิดพร้อมความเฉยๆ จากผลของอกุศล พิจารณาอารมณ์ทั้ง 5 ที่ไม่ดี


อเหตุกกุศลวิบากจิต


เป็นจิตที่มีผลมาจาก กุศลกรรม เป็นผลของบุญ ที่ได้กระทำมาแล้วในอดีต มีอยู่ 8 ดวง ได้แก่


1.จิตที่เกิดพร้อมความเฉยๆ จากผลของกุศล มองเห็นรูปที่ดี


2.จิตที่เกิดพร้อมความเฉยๆ จากผลของกุศล ได้ฟังเสียงที่ดี


3.จิตที่เกิดพร้อมความเฉยๆ จากผลของกุศล ได้กลิ่นที่ดี


4.จิตที่เกิดพร้อมความเฉยๆ จากผลของกุศล ได้รสที่ดี


5.จิตเกิดที่พร้อมทุกขเวทนา จากผลของกุศล กายกระทบกับสิ่งที่ดี


6.จิตที่เกิดพร้อมความเฉยๆ จากผลของกุศล รับอารมณ์ทั้ง 5 ที่ดี


7.จิตที่เกิดพร้อมความเฉยๆ จากผลของกุศล พิจารณาอารมณ์ทั้ง 5 ที่ดี


8.จิตที่เกิดพร้อมโสมนัสเวทนา จากผลของกุศล พิจารณาอารมณ์ทั้ง 5 ที่ดียิ่ง


อเหตุกกริยาจิต


เป็นจิตที่ไม่ได้มีผลมาจาก กุศล หรือ อกุศล แต่อย่างใด เป็นเพียงจิตที่ สักแต่ว่าทำไป โดยไม่มีเจตนาใดๆ จึงไม่สามารถที่จะ ก่อให้เกิดเป็นบุญ หรือ เป็นบาปได้ มีอยู่ 3 ดวง ได้แก่


1.จิตที่เกิดพร้อมความเฉยๆ พิจารณาอารมณ์ทางทวารทั้ง 5 หมายถึง เป็นจิตที่พิจารณาอารมณ์ ที่เข้ามากระทบ ว่าเป็นอารมณ์ทางทวารไหน เพื่อให้สัญญาณแก่วิญญาณจิตทางทวารนั้นรับอารมณ์ 


2.จิตที่เกิดพร้อมความเฉยๆ พิจารณาอารมณ์ทางมโนทวาร หมายถึง เป็นจิตที่ทำหน้าที่ ตัดสินอารมณ์ทั้ง 5 ทางทวารทั้ง 5 และ พิจารณาอารมณ์ทั้ง 6 ที่เกิดทางมโนทวาร คือ ทางใจนึกคิดโดยตรงด้วย


3.จิตที่ยิ้มแย้ม เป็นกิริยาที่จิตยิ้มเอง โดยปราศจากเจตนาที่จะยิ้ม หมายความว่าไม่อยากยิ้มมันก็ยิ้มของมันเอง กิริยาจิตดวงนี้ มีเฉพาะในพระอรหันต์เท่านั้น ในบุคลลอื่นที่มิใช่พระอรหันต์ จะยิ้ม และ หัวเราะ ด้วยจิตดวงอื่น


(อกุศลวิบากจิต มีแต่ประเภท อเหตุกจิต เท่านั้น จึงเรียกแค่ อกุศลวิบากจิต ก็เข้าใจ แต่ กุศลวิบากจิต กับ กิริยาจิต มีทั้งประเภท อเหตุกจิต และ สเหตุกจิต จึงต้องเรียกให้ชัดเจนว่าเป็น อเหตุกกุศลวิบากจิต และ อเหตุกกริยาจิต)


ผู้ที่ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ควรพิจารณา ทำความเข้าใจใน อเหตุกจิตนี้ เพราะถ้าไม่เข้าใจ ในการปฏิบัติ อาจมีการพยายาม บังคับสังขาร จนเป็นอันตรายต่อการปฏิบัติธรรมได้

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

พุทโธ

พุทโธ


พุทโธ หรือ พุทธะ แปลว่า "ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน" เป็นสภาวะจิตของพระอรหันต์ ผู้ที่เข้าถึงอริยสัจ 4 ได้ อย่างถ่องแท้แล้ว


ผู้ที่ปฏิบัติธรรม ทำสมาธิด้วยวิธีการ ท่องภาวนาคำว่า พุทโธ อยู่ทุกลมหายใจเข้าออก นอกจากจะเป็นการ ทำให้จิตค่อยๆสงบนิ่งลงแล้ว  ก็ยังเป็นการ ตั้งจิตอธิฐาน ขอให้ตนเองได้เข้าถึง พุทธะ อีกด้วย ก็คือ เหมือนกับการ ตั้งจิตอธิฐานว่า ขอให้ข้าพเจ้า ได้บรรลุถึงการเป็น ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ในทุกลมหายใจเข้าออก นั่นเอง


- ผู้รู้ หมายถึง ผู้รู้แจ้งในหลักธรรมคำสอน รู้แจ้งในอริยสัจ รู้แจ้งในสัจธรรม รู้แจ้งในความเป็นจริงของสรรพสิ่งทั้งหลาย มีสติตั้งมั่นสามารถรู้เท่าทันกิเลสทั้งหลายทั้งปวง


- ผู้ตื่น หมายถึง ผู้ตื่นจากความไม่รู้ ตื่นจากความงมงายในสิ่งที่ผิด ตื่นจากความเชื่อในสิ่งที่ผิด ตื่นจากความลุ่มหลงมัวเมาในสิ่งที่ผิด ตื่นจากการหลอกหลวงของกิเลส ไม่ไปหลง ไม่ไปยึดติด กับสิ่งที่จิตปรุงแต่งขึ้น ไม่เห็นผิดเป็นชอบ ไม่เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ไม่เป็นมิจฉาทิฏฐิ คือ การเห็นผิดไปจากสัจธรรม หรือ การเห็นผิดไปจากความเป็นจริง


- ผู้เบิกบาน หมายถึง ผู้ที่รู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งที่ถูกต้อง และ ตื่นจากความลุ่มหลงมัวเมาในสิ่งที่ผิดแล้ว ผู้นั้นย่อมจะหลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลาย จิตของผู้นั้นย่อมเป็นอิสระจากสิ่งทั้งปวง เป็นจิตที่ปราศจากความทุกข์ เป็นจิตที่ปราศจากความเศรัาหมอง จึงเกิดเป็นจิตที่เบิกบาน เป็นความเบิกบาน ที่เกิดขึ้นจากภายในจิตใจ โดยไม่ต้องอาศัย ปัจจัยจากภายนอกใดๆ เป็นความสุข เป็นความเบิกบาน อย่างแท้จริง