บุคคล 4 ประเภท
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงเปรียบเทียบบุคคล ที่กำเนิดมาในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นหญิง หรือ ชายก็ตาม เอาไว้เป็น 4 ประเภท คือ
1.ตโม ตมปรายโน หมายถึง บุคคลที่ มืดมาแล้ว มืดไปภายหน้า
2.ตโม โชติปรายโน หมายถึง บุคคลที่ มืดมาแล้ว สว่างไปภายหน้า
3.โชติ ตมปรายโน หมายถึง บุคคลที่ สว่างมาแล้ว มืดไปภายหน้า
4.โชติ โชติปรายโน หมายถึง บุคคลที่ สว่างมาแล้ว สว่างไปภายหน้า
- บุคคลที่ มืดมาแล้ว มืดไปภายหน้า คือ บุคคลที่เกิดมาแล้ว เป็นคนที่ไม่มีศีล ไม่มีธรรม ประจำใจ ไม่ประกอบกรรมดี ไม่ทำคุณงามความดี ไม่ทำบุญทำกุศล ทำแต่สิ่งที่ไม่ดี ทำแต่สิ่งที่เป็นบาป เป็นอกุศล ประพฤติทุจริตอยู่เนื่องนิตย์ ไม่ว่าจะ เป็นเพราะสภาพแวดล้อมทำให้เป็นไป หรือ เป็นเพราะนิสัยดั่งเดิมที่มีมาแต่กำเนิดก็ตาม และ ตลอดทั้งชีวิต ก็ไม่ได้มีสำนึก ไม่ได้กลับเนื้อกลับตัว ยังคงประพฤติชั่วอยู่อย่างนั้น บุคคลเช่นนี้ เมื่อสิ้นชีวิตไป ย่อมจะต้องไปสู่อบายภูมิแน่นอน
- บุคคลที่ มืดมาแล้ว สว่างไปภายหน้า คือ บุคคลที่เกิดมาแล้ว ประพฤติตนอยู่บนทางอกุศล ทำบาป ทำชั่ว แต่เมื่อได้เรียนรู้มากชึ้น ได้เข้าใจชีวิตมากขึ้น เกิดความสำนึก ไม่ว่าจะเป็นเพราะ ได้รับการบอกกล่าวชี้แนะ จากผู้รู้ผู้มีคุณธรรม หรือ ได้พบได้เห็นผลของความดีความชั่ว จนเกิดตระหนักรู้ หรือ ด้วยเหตุใดๆก็ตาม ทำให้สามารถ กลับเนื้อกลับตัว หันมาทำบุญ ทำกุศล ประกอบกรรมดี ละวาง หลีกหนีจากความชั่ว ถอนตัวออกจากการทำบาปทั้งปวง กลายเป็นคนดีขึ้นมาได้ บุคคลเช่นนี้ เมื่อสิ้นชีวิตไป ย่อมมีโอกาสเข้าถึงสุคติภูมิได้
- บุคคลที่ สว่างมาแล้ว มืดไปภายหน้า คือ บุคคลที่เกิดมาแล้ว ในเบื้องต้น เป็นคน ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ทำบุญ สร้างกุศล ดำเนินชีวิตอยู่ในทำนองคลองธรรม แต่แล้วกลับละทิ้งบุญ ไปเกลือกกลั้วกับบาป ไม่ว่าจะด้วยสภาพแวดล้อมชักจูงไป หรือ คิดว่าทำดีมาแล้วไม่ได้ผลดีตอบแทน เลยทำบาปดีกว่า หรือ ด้วยเหตุใดก็ตาม ทำให้กลายเป็นคนที่ ประพฤติตนชั่วช้า ประพฤติทุจริตต่างๆนาๆ เปลี่ยนจากการ บำเพ็ญบุญ ไปเป็นการทำบาปทำชั่ว บุคคลเช่นนี้ เมื่อสิ้นชีวิตไป ย่อมจะต้องไปสู่อบายภูมิ
- บุคคลที่ สว่างมาแล้ว สว่างไปภายหน้า คือ บุคคลที่เกิดมาแล้ว ตลอดทั้งชีวิต ดำรงค์ตนอยู่ในศีลในธรรม สร้างบุญ สร้างกุศล ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์เช่นไร ก็ยังคงยึดมั่นในการทำความดี บุคคลเช่นนี้ เมื่อสิ้นชีวิตไป ย่อมได้ไปสู่สุคติภูมิอย่างแน่นอน
บุคคลทั้ง 4 ประเภทนี้ แสดงให้เห็นว่า คนเราสามารถที่จะเลือก วิถีทางในการดำเนินชีวิตของตนเองได้ ถึงแม้ว่า จะไม่สามารถเลือกได้ว่า จะเกิดมา ร่ำรวย หรือ ยากจน ไม่สามารถเลือกได้ว่า จะเกิดมาในสภาพสังคม สิ่งแวดล้อมแบบไหน จะถูกอบรม สั่งสอนมา ให้เป็นคนเช่นไร แต่เมื่อได้เรียนรู้มากขึ้น ได้เข้าใจโลกมากขึ้น ได้เห็นความเป็นจริงต่างๆ ในชีวิตมากขึ้น ก็จะเป็นเรื่องที่แต่ละบุคคล จะตัดสินใจเลือกเองว่า จะดำเนินชีวิตต่อไปในแนวทางไหน
เคยมืดมาแล้ว จะมืดต่อไป หรือ มืดมาแล้ว ควรหันมาหาความสว่าง
เคยสว่างมาแล้ว จะหันเข้าสู่ความมืด หรือ สว่างมาแล้ว ยังคงรักษาความสว่างต่อไป
วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2563
วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2563
มารไม่มี บารมีไม่เกิด
มารไม่มี บารมีไม่เกิด
เมื่อพยายามที่จะทำความดี มักจะมีอุปสรรคมาคอยขัดขวาง ให้ทำได้ไม่สะดวก ให้อยากจะล้มเลิก ให้ไข้วเขว เป็นเหมือนมารคอยผจญ ไม่ให้ทำได้สำเร็จตามความตั้งใจ
มาร หรือ อุปสรรคนั้น จะเข้ามาในรูปแบบต่างๆมากมาย เป็นเหมือนบททดสอบ ความอดทน ความตั้งใจ ความแน่วแน่ ในการทำความดี ถ้าสามารถผ่านไปได้ ก็ย่อมทำให้ได้รับ ผลบุญ มีบารมี เพิ่มพูลขึ้น
ดังนั้น ถึงแม้ว่ามารจะเป็นอุปสรรคในการทำความดี แต่ก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้ ได้เรียนรู้ ไดัฝึกฝน ได้เข้าใจธรรมชาติของความเป็นไปต่างๆ ว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ได้เป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวังไว้เสมอไป การฝ่าฟัน ความลำบาก ขวากหนาม เพื่อทำความดี เป็นการเสริมสร้างบุญบารมี ให้กับชีวิต
มารนั้น เกิดขึ้นกับทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ พระพุทธเจ้า ก่อนที่ท่านจะตรัสรู้ได้ ต้องทรงเอาชนะมาร ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ มากมาย กว่าพระองค์จะสามารถ หลุดพ้นจากกิเลส หลุดพ้นจากทุกข์ได้
ถ้าจะให้คำจำกัดความของมาร ในพุทธศาสนา มาร มีความหมายว่า ผู้ฆ่าให้ตาย คือ ผู้ฆ่าเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้ตายจากคุณธรรม ตายจากความดี เป็นตัวการคอย กำจัด ล้างผลาญ ขัดขวาง ไม่ให้เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย บรรลุธรรมได้ มีการจำแนกประเภทไว้ ดังนี้
- ขันธมาร คือ มารที่เกิดจากร่างกาย ซึ่งประกอบด้วย เบญจขันธ์ หรือ ขันธ์ 5 หมายถึง สุขภาพร่างกาย มีปัญหา หรือ อ่อนแอ จนทำให้เป็นอุปสรรค ต่อการบำเพ็ญเพียร ต่อการทำความดี
- มัจจุราช คือ มารที่เกิดจากการมรณะ หรือ ความตาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องประสบพบเจอ หมายถึง การเสียชีวิต เข้ามาตัดรอนการทำความดี
- กิเลสมาร คือ มารที่เกิดจากกิเลส หมายถึง จิตถูกครอบงำด้วยกิเลส ทำให้ไขว้เขว ทำให้หลงทาง เป็นการรบกวน ขัดขวาง ไม่ให้ทำความดีได้ตามที่ตั้งใจ
- อภิสังขารมาร คือ มารที่เกิดจาก สภาพการปรุงแต่งจิต ไปในทางอกุศล ที่มากกว่าปกติ
- เทวปุตตมาร คือ มารที่เกิดจาก เทพแห่งสวรรค์ชั้นกามาวจร ผู้คอยเหนี่ยวรั้ง ขัดขวาง เหล่าสรรพสัตว์ผู้ที่มุ่งสัมมาปฏิบัติ ไม่ให้บำเพ็ญคุณความดีได้ โดยการชักนำให้ ห่วงพะวงอยู่กับ ความสุขทางกามรมณ์
การทำความดี แม้จะมีมารคอยผจญอยู่เสมอ แต่ถ้าไม่ยอมแพ้ ก็ย่อมสามารถทำสำเร็จได้ ดังนั้น หากต้อง พบเจอกับอุปสรรค ความยากลำบาก พบกับข้อขัดขัองต่างๆ ก็อย่าเพิ่งด่วนท้อแท้ หวั่นไหว จนต้องล้มเลิกความตั้งใจ เพราะ จะทำให้ พลาดจากความดีนั้นได้
เมื่อพยายามที่จะทำความดี มักจะมีอุปสรรคมาคอยขัดขวาง ให้ทำได้ไม่สะดวก ให้อยากจะล้มเลิก ให้ไข้วเขว เป็นเหมือนมารคอยผจญ ไม่ให้ทำได้สำเร็จตามความตั้งใจ
มาร หรือ อุปสรรคนั้น จะเข้ามาในรูปแบบต่างๆมากมาย เป็นเหมือนบททดสอบ ความอดทน ความตั้งใจ ความแน่วแน่ ในการทำความดี ถ้าสามารถผ่านไปได้ ก็ย่อมทำให้ได้รับ ผลบุญ มีบารมี เพิ่มพูลขึ้น
ดังนั้น ถึงแม้ว่ามารจะเป็นอุปสรรคในการทำความดี แต่ก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้ ได้เรียนรู้ ไดัฝึกฝน ได้เข้าใจธรรมชาติของความเป็นไปต่างๆ ว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ได้เป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวังไว้เสมอไป การฝ่าฟัน ความลำบาก ขวากหนาม เพื่อทำความดี เป็นการเสริมสร้างบุญบารมี ให้กับชีวิต
มารนั้น เกิดขึ้นกับทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ พระพุทธเจ้า ก่อนที่ท่านจะตรัสรู้ได้ ต้องทรงเอาชนะมาร ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ มากมาย กว่าพระองค์จะสามารถ หลุดพ้นจากกิเลส หลุดพ้นจากทุกข์ได้
ถ้าจะให้คำจำกัดความของมาร ในพุทธศาสนา มาร มีความหมายว่า ผู้ฆ่าให้ตาย คือ ผู้ฆ่าเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้ตายจากคุณธรรม ตายจากความดี เป็นตัวการคอย กำจัด ล้างผลาญ ขัดขวาง ไม่ให้เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย บรรลุธรรมได้ มีการจำแนกประเภทไว้ ดังนี้
- ขันธมาร คือ มารที่เกิดจากร่างกาย ซึ่งประกอบด้วย เบญจขันธ์ หรือ ขันธ์ 5 หมายถึง สุขภาพร่างกาย มีปัญหา หรือ อ่อนแอ จนทำให้เป็นอุปสรรค ต่อการบำเพ็ญเพียร ต่อการทำความดี
- มัจจุราช คือ มารที่เกิดจากการมรณะ หรือ ความตาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องประสบพบเจอ หมายถึง การเสียชีวิต เข้ามาตัดรอนการทำความดี
- กิเลสมาร คือ มารที่เกิดจากกิเลส หมายถึง จิตถูกครอบงำด้วยกิเลส ทำให้ไขว้เขว ทำให้หลงทาง เป็นการรบกวน ขัดขวาง ไม่ให้ทำความดีได้ตามที่ตั้งใจ
- อภิสังขารมาร คือ มารที่เกิดจาก สภาพการปรุงแต่งจิต ไปในทางอกุศล ที่มากกว่าปกติ
- เทวปุตตมาร คือ มารที่เกิดจาก เทพแห่งสวรรค์ชั้นกามาวจร ผู้คอยเหนี่ยวรั้ง ขัดขวาง เหล่าสรรพสัตว์ผู้ที่มุ่งสัมมาปฏิบัติ ไม่ให้บำเพ็ญคุณความดีได้ โดยการชักนำให้ ห่วงพะวงอยู่กับ ความสุขทางกามรมณ์
การทำความดี แม้จะมีมารคอยผจญอยู่เสมอ แต่ถ้าไม่ยอมแพ้ ก็ย่อมสามารถทำสำเร็จได้ ดังนั้น หากต้อง พบเจอกับอุปสรรค ความยากลำบาก พบกับข้อขัดขัองต่างๆ ก็อย่าเพิ่งด่วนท้อแท้ หวั่นไหว จนต้องล้มเลิกความตั้งใจ เพราะ จะทำให้ พลาดจากความดีนั้นได้
วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2563
อยู่กับปัจจุบัน
อยู่กับปัจจุบัน
การอยู่กับปัจจุบัน
ไม่คำนึงถึงอดีตที่ล่วงมาแล้ว
ไม่คาดหวังกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง
ทำปัจจุบันนี้ให้มันดี
ถ้ามีกรรมใดมีกุศลใดก็มีตอนนี้
ไม่มีเรื่องราวในอดีต เข้ามารบกวน
ไม่มีความมุ่งหวังในอนาคต เข้ามารบกวน
เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ที่จิตจะเป็นสุข จิตจะไม่เป็นทุกข์ จิตเป็นอุเบกขา คือ วางเฉยต่อสิ่งทั้งหลายทั้งปวงได้
ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต เข้ามาแทรกแซง
อยู่กับสิ่งที่เป็นปัจจุบัน
อยู่ด้วยอุเบกขาจิต
ในอดีตของทุกๆคน ย่อมจะต้องได้พบเจอทั้ง ความทุกข์ ความล้มเหลว ความสุข ความสำเร็จ
หากมัวแต่จมอยู่กับความทุกข์ในอดีต ฝังใจอยู่กับ ความล้มเหลว ความผิดหวัง ความขมขื่น ในอดีต ไม่อาจปล่อยวางได้ ชีวิตก็คงจะมีแต่ความทุกข์ต่อไป
และหากมัวแต่ชื่นชม อิ่มเอม คิดถึงแต่ ความสุข ความสำเร็จในอดีต ชีวิตก็คงจะไม่พัฒนา ไม่มีการปรับปรุง ไม่มีการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพราะ มัวแต่จมอยู่กับอดีต ยึดติดอยู่กับอดีตอันรุ่งโรจน์ จนขาดความใส่ใจ ในสภาพเป็นความจริงในปัจจุบัน
ส่วนในเรื่องของอนาคตก็เช่นกัน ย่อมมีการคาดหวัง ทั้งในทางร้าย และ ทางดี
หากมัวแต่กลัดกลุ้ม กังวล ห่วงพะวงว่า ต่อไปจะต้องพบกับ ความผิดหวัง ความล้มเหลว จะต้องเจอกับความทุกข์อย่างนั้นอย่างนี้ ชีวิตก็คงอยู่กับ ความวิตก ความกลัว คงยากที่จะมีสุขได้
และหากมัวแต่หวังผลเลิศเลอ คิดหวังว่าอนาคต จะต้องมีความสุข ประสบความสำเร็จ รุ่งโรจน์โชติช่วงชัชวาลอย่างแน่นอน แต่พอถึงเวลาจริง กลับไม่เป็นไปอย่างที่คิด ไม่เป็นไปอย่างที่หวัง ก็อาจจะทำให้ยอมรับไม่ได้ ทำใจไม่ได้ จนกลายเป็นความทุกข์
ดังนั้น จึงควรใส่ใจกับปัจจุบันเป็นหลักไม่คำนึงถึงอดีต ไม่คาดหวังอนาคต ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด แล้วชีวิตจะเป็นสุขได้
แต่การทำปัจจุบันให้ดีที่สุดนี้ ไม่ได้หมายความว่า ไม่ต้องคิดถึงอนาคต ไม่ต้องตั้งเป้าหมาย ไม่ต้องเตรียมการ ไม่ต้องวางแผนสำหรับอนาคต เพราะ ความจริงแล้ว การเตรียมการสำหรับอนาคต ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำในปัจจุบัน เป็นเรื่องของปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว หรือ เรื่องการงาน เช่น ในเรื่องงาน มีเป้าหมายอย่างไร ต้องทำอย่างไรถึงจะได้ตามเป้าหมายนั้น ก็วางแผน เตรียมการต่างๆ ให้ดีที่สุด เท่าที่สามารถจะทำได้ แล้วก็ดำเนินการตามนั้นไป ปล่อยวางจากการคาดหวัง ทั้งในทางดี และ ทางร้าย แค่ทำสิ่งที่ได้เตรียมการไว้อย่างดีที่สุดแล้วให้เต็มที่ แต่การปล่อยวางนี้ ไม่ใช่การปล่อยปละละเลย ไม่ใช่แค่หลับหูหลับตา ทำตามแผนงานที่วางไว้โดยไม่สนใจสิ่งอื่นใด การตรวจสอบทบทวนก็มีได้ หากสถานะการณ์เปลี่ยนแปลง ก็ปรับเปลี่ยนแผนได้ และเมื่อได้บทสรุปแล้ว ก็ทำให้เต็มที่ ปล่อยวางอารมณ์ ไม่ไปวิตกกังวลกลัวว่าจะล้มเหลว หรือ คาดหวังในความสำเร็จเลิศเลอมากเกินไป แค่มีความสุขกับการทำปัจจุบันนี้ให้ดีที่สุดก็พอ
สิ่งใดที่ได้ล่วงไปแล้ว สิ่งนั้นก็ได้ล่วงไปแล้ว
สิ่งใดที่ยังไม่มาถึง สิ่งนึ้นก็ยังมาไม่ถึง
หากบุคคลใด เข้าใจ เห็นแจ้ง ในธรรมปัจจุบันนี้
ขอให้บุคคลนั้น พึงตั้งใจ เจริญธรรมนี้ ให้ปรุโปร่งเถิด
การอยู่กับปัจจุบัน
ไม่คำนึงถึงอดีตที่ล่วงมาแล้ว
ไม่คาดหวังกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง
ทำปัจจุบันนี้ให้มันดี
ถ้ามีกรรมใดมีกุศลใดก็มีตอนนี้
ไม่มีเรื่องราวในอดีต เข้ามารบกวน
ไม่มีความมุ่งหวังในอนาคต เข้ามารบกวน
เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ที่จิตจะเป็นสุข จิตจะไม่เป็นทุกข์ จิตเป็นอุเบกขา คือ วางเฉยต่อสิ่งทั้งหลายทั้งปวงได้
ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต เข้ามาแทรกแซง
อยู่กับสิ่งที่เป็นปัจจุบัน
อยู่ด้วยอุเบกขาจิต
ในอดีตของทุกๆคน ย่อมจะต้องได้พบเจอทั้ง ความทุกข์ ความล้มเหลว ความสุข ความสำเร็จ
หากมัวแต่จมอยู่กับความทุกข์ในอดีต ฝังใจอยู่กับ ความล้มเหลว ความผิดหวัง ความขมขื่น ในอดีต ไม่อาจปล่อยวางได้ ชีวิตก็คงจะมีแต่ความทุกข์ต่อไป
และหากมัวแต่ชื่นชม อิ่มเอม คิดถึงแต่ ความสุข ความสำเร็จในอดีต ชีวิตก็คงจะไม่พัฒนา ไม่มีการปรับปรุง ไม่มีการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพราะ มัวแต่จมอยู่กับอดีต ยึดติดอยู่กับอดีตอันรุ่งโรจน์ จนขาดความใส่ใจ ในสภาพเป็นความจริงในปัจจุบัน
ส่วนในเรื่องของอนาคตก็เช่นกัน ย่อมมีการคาดหวัง ทั้งในทางร้าย และ ทางดี
หากมัวแต่กลัดกลุ้ม กังวล ห่วงพะวงว่า ต่อไปจะต้องพบกับ ความผิดหวัง ความล้มเหลว จะต้องเจอกับความทุกข์อย่างนั้นอย่างนี้ ชีวิตก็คงอยู่กับ ความวิตก ความกลัว คงยากที่จะมีสุขได้
และหากมัวแต่หวังผลเลิศเลอ คิดหวังว่าอนาคต จะต้องมีความสุข ประสบความสำเร็จ รุ่งโรจน์โชติช่วงชัชวาลอย่างแน่นอน แต่พอถึงเวลาจริง กลับไม่เป็นไปอย่างที่คิด ไม่เป็นไปอย่างที่หวัง ก็อาจจะทำให้ยอมรับไม่ได้ ทำใจไม่ได้ จนกลายเป็นความทุกข์
ดังนั้น จึงควรใส่ใจกับปัจจุบันเป็นหลักไม่คำนึงถึงอดีต ไม่คาดหวังอนาคต ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด แล้วชีวิตจะเป็นสุขได้
แต่การทำปัจจุบันให้ดีที่สุดนี้ ไม่ได้หมายความว่า ไม่ต้องคิดถึงอนาคต ไม่ต้องตั้งเป้าหมาย ไม่ต้องเตรียมการ ไม่ต้องวางแผนสำหรับอนาคต เพราะ ความจริงแล้ว การเตรียมการสำหรับอนาคต ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำในปัจจุบัน เป็นเรื่องของปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว หรือ เรื่องการงาน เช่น ในเรื่องงาน มีเป้าหมายอย่างไร ต้องทำอย่างไรถึงจะได้ตามเป้าหมายนั้น ก็วางแผน เตรียมการต่างๆ ให้ดีที่สุด เท่าที่สามารถจะทำได้ แล้วก็ดำเนินการตามนั้นไป ปล่อยวางจากการคาดหวัง ทั้งในทางดี และ ทางร้าย แค่ทำสิ่งที่ได้เตรียมการไว้อย่างดีที่สุดแล้วให้เต็มที่ แต่การปล่อยวางนี้ ไม่ใช่การปล่อยปละละเลย ไม่ใช่แค่หลับหูหลับตา ทำตามแผนงานที่วางไว้โดยไม่สนใจสิ่งอื่นใด การตรวจสอบทบทวนก็มีได้ หากสถานะการณ์เปลี่ยนแปลง ก็ปรับเปลี่ยนแผนได้ และเมื่อได้บทสรุปแล้ว ก็ทำให้เต็มที่ ปล่อยวางอารมณ์ ไม่ไปวิตกกังวลกลัวว่าจะล้มเหลว หรือ คาดหวังในความสำเร็จเลิศเลอมากเกินไป แค่มีความสุขกับการทำปัจจุบันนี้ให้ดีที่สุดก็พอ
สิ่งใดที่ได้ล่วงไปแล้ว สิ่งนั้นก็ได้ล่วงไปแล้ว
สิ่งใดที่ยังไม่มาถึง สิ่งนึ้นก็ยังมาไม่ถึง
หากบุคคลใด เข้าใจ เห็นแจ้ง ในธรรมปัจจุบันนี้
ขอให้บุคคลนั้น พึงตั้งใจ เจริญธรรมนี้ ให้ปรุโปร่งเถิด
วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2563
กรรมหนัก (ครุกรรม)
กรรมหนัก (ครุกรรม)
กรรมหนัก หรือ ครุกรรม หมายถึง กรรมที่มีกำลังแรง มากที่สุด เป็นกรรมที่ส่งผลแก่เจ้าของกรรม เป็นอันดับแรก ไม่มีกรรมอื่นใด สามารถที่จะ กั้นขวาง หรือ ส่งผล ก่อนครุกรรมนี้ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นใน ชาติปัจจุบัน ชาติหนัา หรือ ชาติต่อๆไปก็ตาม และ ถ้าเป็นครุกรรมด้วยกัน กรรมใดที่มีกำลังแรงกว่า กรรมนั้นก็จะมีอำนาจส่งผลก่อน
ครุกรรมนี้ สามารถที่จะแบ่งออกได้เป็น 2 ฝ่าย คือ
- ครุกรรมที่เป็นฝ่ายอกุศลกรรม เป็น กรรมที่เกิดจากการ ทำชั่ว ทำบาป ซึ่งจะส่งผลให้ เจ้าของกรรม ต้องไปบังเกิดในทุคติภูมิ
- ครุกรรมที่เป็นฝ่ายกุศลกรรม เป็นกรรมที่เกิดจากการ ทำบุญ ทำดี ซึ่งจะส่งผลให้ เจ้าของกรรม ได้ไปบังเกิดในสุคติภูมิ
ครุกรรมที่เป็นฝ่ายอกุศลกรรม มีอยู่ 2 ชนิด ได้แก่
1. นิตยมิจฉาทิฏฐิกรรม คือ การมีความคิดที่ผิด อย่างแรงกล้า จนไม่อาจที่จะแก้ไขได้ มีอยู่ 3 อย่าง คือ
- นัตถิกทิฏฐิ คือ การมีความคิดที่ผิดว่า การกระทำทั้งหลายทั้งปวง การทำชั่ว การทำดีใดๆ ไม่ถือว่า เป็นบาป เป็นบุญ
- อเหตุกทิฏฐิ คือ การมีความคิดที่ผิดว่า สิ่งต่างๆที่สรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ได้รับ ได้เผชิญ ไม่ได้มีสาเหตุมาจาก ผลของกรรมใดๆทั้งสิ้น
- อกิริยาทิฏฐิ คือ การมีความคิดที่ผิดว่า การกระทำต่างๆ ของสรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงนั้น ไม่ได้ เป็นบุญ เป็นบาป ใดๆเลย เพราะ บุญ และ บาป ไม่มีจริง
2. อนันตริยกรรม คือ กรรมที่เป็นบาป หนักมากที่สุด ส่งผลให้ ได้รับความเดือดร้อน ไม่ว่างเว้นเลย ตัดทางนิพพาน ตัดทางสวรรค์ มีอยู่ 5 อย่างด้วยกัน คือ
- การทำมาตุฆาต ฆ่ามารดาผู้ให้กำเนิด
- การทำปิตุฆาต ฆ่าบิดาผู้ให้กำเนิด
- การทำอรหันตฆาต ฆ่าพระอรหันต์
- การทำโลหิตุปบาท ทำร้ายพระพุทธเจ้า จนถึงขั้นห้อพระโลหิตขึ้นไป
- การทำสังฆเภท สร้างความแตกแยกกันให้สงฆ์
ส่วนครุกรรมที่เป็นฝ่ายกุศลกรรม ได้แก่ การปฏิบัติธรรม จนได้ฌานสมาบัติ ทุกระดับ คือ
- ปฐมฌาน
- ทุติยฌาน
- ตติยฌาน
- จตุตถฌาน
- อากาสานัญจายตนะ
- วิญญาณัญจายตนะ
- อากิญจัญญายตนะ
- เนวสัญญานาสัญญายตนะ
และถ้าสามารถปฏิบัติ จนบรรลุธรรมได้ ก็ยิ่งดี คือ บรรลุถึงขั้นเป็น
- พระโสดาบัน
- พระสกทาคามี
- พระอนาคามี
- พระอรหันต์
เพราะ การได้ฌาน ยังมีการเสื่อมได้ แต่ถ้าบรรลุธรรมแล้ว จะเป็นไปอย่างถาวรไม่มีเสื่อม
กรรมหนัก หรือ ครุกรรม หมายถึง กรรมที่มีกำลังแรง มากที่สุด เป็นกรรมที่ส่งผลแก่เจ้าของกรรม เป็นอันดับแรก ไม่มีกรรมอื่นใด สามารถที่จะ กั้นขวาง หรือ ส่งผล ก่อนครุกรรมนี้ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นใน ชาติปัจจุบัน ชาติหนัา หรือ ชาติต่อๆไปก็ตาม และ ถ้าเป็นครุกรรมด้วยกัน กรรมใดที่มีกำลังแรงกว่า กรรมนั้นก็จะมีอำนาจส่งผลก่อน
ครุกรรมนี้ สามารถที่จะแบ่งออกได้เป็น 2 ฝ่าย คือ
- ครุกรรมที่เป็นฝ่ายอกุศลกรรม เป็น กรรมที่เกิดจากการ ทำชั่ว ทำบาป ซึ่งจะส่งผลให้ เจ้าของกรรม ต้องไปบังเกิดในทุคติภูมิ
- ครุกรรมที่เป็นฝ่ายกุศลกรรม เป็นกรรมที่เกิดจากการ ทำบุญ ทำดี ซึ่งจะส่งผลให้ เจ้าของกรรม ได้ไปบังเกิดในสุคติภูมิ
ครุกรรมที่เป็นฝ่ายอกุศลกรรม มีอยู่ 2 ชนิด ได้แก่
1. นิตยมิจฉาทิฏฐิกรรม คือ การมีความคิดที่ผิด อย่างแรงกล้า จนไม่อาจที่จะแก้ไขได้ มีอยู่ 3 อย่าง คือ
- นัตถิกทิฏฐิ คือ การมีความคิดที่ผิดว่า การกระทำทั้งหลายทั้งปวง การทำชั่ว การทำดีใดๆ ไม่ถือว่า เป็นบาป เป็นบุญ
- อเหตุกทิฏฐิ คือ การมีความคิดที่ผิดว่า สิ่งต่างๆที่สรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ได้รับ ได้เผชิญ ไม่ได้มีสาเหตุมาจาก ผลของกรรมใดๆทั้งสิ้น
- อกิริยาทิฏฐิ คือ การมีความคิดที่ผิดว่า การกระทำต่างๆ ของสรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงนั้น ไม่ได้ เป็นบุญ เป็นบาป ใดๆเลย เพราะ บุญ และ บาป ไม่มีจริง
2. อนันตริยกรรม คือ กรรมที่เป็นบาป หนักมากที่สุด ส่งผลให้ ได้รับความเดือดร้อน ไม่ว่างเว้นเลย ตัดทางนิพพาน ตัดทางสวรรค์ มีอยู่ 5 อย่างด้วยกัน คือ
- การทำมาตุฆาต ฆ่ามารดาผู้ให้กำเนิด
- การทำปิตุฆาต ฆ่าบิดาผู้ให้กำเนิด
- การทำอรหันตฆาต ฆ่าพระอรหันต์
- การทำโลหิตุปบาท ทำร้ายพระพุทธเจ้า จนถึงขั้นห้อพระโลหิตขึ้นไป
- การทำสังฆเภท สร้างความแตกแยกกันให้สงฆ์
ส่วนครุกรรมที่เป็นฝ่ายกุศลกรรม ได้แก่ การปฏิบัติธรรม จนได้ฌานสมาบัติ ทุกระดับ คือ
- ปฐมฌาน
- ทุติยฌาน
- ตติยฌาน
- จตุตถฌาน
- อากาสานัญจายตนะ
- วิญญาณัญจายตนะ
- อากิญจัญญายตนะ
- เนวสัญญานาสัญญายตนะ
และถ้าสามารถปฏิบัติ จนบรรลุธรรมได้ ก็ยิ่งดี คือ บรรลุถึงขั้นเป็น
- พระโสดาบัน
- พระสกทาคามี
- พระอนาคามี
- พระอรหันต์
เพราะ การได้ฌาน ยังมีการเสื่อมได้ แต่ถ้าบรรลุธรรมแล้ว จะเป็นไปอย่างถาวรไม่มีเสื่อม
วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2563
อาสันนกรรม
อาสันนกรรม
อาสันนกรรม คือ กรรมที่กระทำ ในช่วงเวลาที่ใกล้จะเสียชีวิต ไม่ว่าจะเป็น การกระทำ(กายกรรม), คำพูด(วจีกรรม), หรือ การคิด(มโนกรรม) ก็ล้วนเป็น อาสันนกรรม ทั้งสิ้น แต่ส่วนใหญ่ จะเป็น การคิด หรือ มโนกรรม เพราะ โดยทั่วไปแล้ว ในช่วงเวลาที่กำลังจะสิ้นใจ สภาพสังขารร่างกาย จะไม่เอื้ออำนวยให้ ทำอะไรไได้มากนัก
อาสันนกรรมนี้ แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ อาสันนกรรมที่เป็นกุศล และ อาสันนกรรมที่เป็นอกุศล
- อาสันนกรรมที่เป็นกุศล เป็นการทำ กรรมดี ทำด้วยจิตอันเป็นกุศล ในช่วงเวลาที่ใกล้จะเสียชีวิต เช่น การระลึกถึง คุณงามความดี ที่ได้เคยกระทำมา การระลึกถึงพระรัตนตรัย เป็นต้น
ด้วยสภาวะจิตที่เป็นกุศลนี้ เมื่อเสียชีวิตลง ก็จะส่งผลให้ ได้ไปบังเกิดในสุคติภูมิ
- อาสันนกรรมที่เป็นอกุศล เป็นการทำ กรรมชั่ว ทำด้วยจิตอันเป็นอกุศล ในช่วงเวลาที่ใกล้จะเสียชีวิต เช่น มีโทสะ มีความโกรธ ความเกลียด ระลึกถึงบาป ระลึกถึงความชั่ว ที่ได้เคยกระทำมา เป็นต้น
ด้วยสภาวะจิตที่เป็นอกุศลนี้ เมื่อเสียชีวิตลง ก็จะส่งผลให้ ได้ไปบังเกิดในทุคติภูมิ
สรุปว่า ก่อนจะเสียชีวิต ถ้านึกถึงกรรมดี จะได้ไปเกิดในสุคติภูมิ แต่ถ้านึกถึงกรรมชั่ว จะได้ไปเกิดในทุคติภูมิ เพราะว่า อาสันนกรรมนี้ จะส่งผลทันที ยกเว้นแต่ว่า ได้เคยทำ ครุกรรม หรือ กรรมหนักมา ถ้าไม่มีครุกรรม ก็จะไม่มีอำนาจกรรมอื่นใด ที่จะสามารถ ยับยั้ง ขัดขวาง ผลของอาสันนกรรมนี้ได้ ถึงแม้ว่า กรรมนั้น จะใหญ่ จะมาก เพียงเท่าใดก็ตาม
ดังนั้น บุคลคลที่ เป็นคนดี ประกอบ คุณงามความดี ทำบุญ ทำกุศล รักษาศีล บริจาคทาน มาเกือบตลอดทั้งชีวิต แต่เมื่อถึงเวลาที่ ใกล้จะเสียชีวิต เกิดมีอกุศลจิตขึ้นมาในช่วงเวลานั้น เมื่อเสียชีวิตลง ก็จะทำให้ไปบังเกิดในทุคติภูมิได้
และ ในทำนองเดียวกัน บุคลคลที่ เป็นคนชั่ว ทำบาป ทำเลว มาเกือบตลอดทั้งชีวิต ไม่เคย ทำบุญ ทำกุศล ใดๆ แต่เมื่อถึงเวลาที่ ใกล้จะเสียชีวิต เกิดมีกุศลจิตขึ้นมาในช่วงเวลานั้น เมื่อเสียชีวิตลง ก็จะไปบังเกิดในสุคติภูมิได้
แต่ทั้งหมดนี้ ไม่ได้หมายความว่า กรรมอื่นๆจะถูกลบล้างไป ไม่ได้หมายความว่า ทำกรรมดี ทำบุญ สร้างกุศล มาทั้งชีวิต แต่พอใกล้จะเสียชีวิต เผลอทำกรรมชั่ว แล้วจะไม่ได้รับผลของกรรมดีที่เคยทำมา ไม่ได้หมายความว่า ทำกรรมชั่ว ทำบาป ทำเลว มาทั้งชีวิต แต่มาทำกรรมดีตอน ใกล้จะเสียชีวิต แล้วจะไม่ต้องชดใช้ บาปกรรมที่ได้ทำไว้
ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงลำดับของ การส่งผลของกรรมเท่านั้น ถ้าไม่มีครุกรรม อาสันนกรรม จะส่งผลเป็นอันดับแรก และ เมื่อผลของ อาสันนกรรมนี้ หมดสิ้นลง กรรมอื่นๆ ก็จะส่งผลตามมา ทำกรรมดีมา ย่อมได้รับผลดี ทำกรรมชั่วมา ก็ต้องชดใช้กรรมชั่วนั้น อย่างแน่นอน เพราะ กรรมทุกอย่าง ล้วนส่งผล เพียงแต่ จะช้า หรือ จะเร็ว เท่านั้น
ดังนั้น จึงควรหมั่น ทำความดี ทำบุญ สร้างกุศล ทั้งในช่วงเวลาปกติ และ ในช่วงเวลาที่ ใกล้จะเสียชีวิต จะเป็นการดีที่สุด
อาสันนกรรม คือ กรรมที่กระทำ ในช่วงเวลาที่ใกล้จะเสียชีวิต ไม่ว่าจะเป็น การกระทำ(กายกรรม), คำพูด(วจีกรรม), หรือ การคิด(มโนกรรม) ก็ล้วนเป็น อาสันนกรรม ทั้งสิ้น แต่ส่วนใหญ่ จะเป็น การคิด หรือ มโนกรรม เพราะ โดยทั่วไปแล้ว ในช่วงเวลาที่กำลังจะสิ้นใจ สภาพสังขารร่างกาย จะไม่เอื้ออำนวยให้ ทำอะไรไได้มากนัก
อาสันนกรรมนี้ แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ อาสันนกรรมที่เป็นกุศล และ อาสันนกรรมที่เป็นอกุศล
- อาสันนกรรมที่เป็นกุศล เป็นการทำ กรรมดี ทำด้วยจิตอันเป็นกุศล ในช่วงเวลาที่ใกล้จะเสียชีวิต เช่น การระลึกถึง คุณงามความดี ที่ได้เคยกระทำมา การระลึกถึงพระรัตนตรัย เป็นต้น
ด้วยสภาวะจิตที่เป็นกุศลนี้ เมื่อเสียชีวิตลง ก็จะส่งผลให้ ได้ไปบังเกิดในสุคติภูมิ
- อาสันนกรรมที่เป็นอกุศล เป็นการทำ กรรมชั่ว ทำด้วยจิตอันเป็นอกุศล ในช่วงเวลาที่ใกล้จะเสียชีวิต เช่น มีโทสะ มีความโกรธ ความเกลียด ระลึกถึงบาป ระลึกถึงความชั่ว ที่ได้เคยกระทำมา เป็นต้น
ด้วยสภาวะจิตที่เป็นอกุศลนี้ เมื่อเสียชีวิตลง ก็จะส่งผลให้ ได้ไปบังเกิดในทุคติภูมิ
สรุปว่า ก่อนจะเสียชีวิต ถ้านึกถึงกรรมดี จะได้ไปเกิดในสุคติภูมิ แต่ถ้านึกถึงกรรมชั่ว จะได้ไปเกิดในทุคติภูมิ เพราะว่า อาสันนกรรมนี้ จะส่งผลทันที ยกเว้นแต่ว่า ได้เคยทำ ครุกรรม หรือ กรรมหนักมา ถ้าไม่มีครุกรรม ก็จะไม่มีอำนาจกรรมอื่นใด ที่จะสามารถ ยับยั้ง ขัดขวาง ผลของอาสันนกรรมนี้ได้ ถึงแม้ว่า กรรมนั้น จะใหญ่ จะมาก เพียงเท่าใดก็ตาม
ดังนั้น บุคลคลที่ เป็นคนดี ประกอบ คุณงามความดี ทำบุญ ทำกุศล รักษาศีล บริจาคทาน มาเกือบตลอดทั้งชีวิต แต่เมื่อถึงเวลาที่ ใกล้จะเสียชีวิต เกิดมีอกุศลจิตขึ้นมาในช่วงเวลานั้น เมื่อเสียชีวิตลง ก็จะทำให้ไปบังเกิดในทุคติภูมิได้
และ ในทำนองเดียวกัน บุคลคลที่ เป็นคนชั่ว ทำบาป ทำเลว มาเกือบตลอดทั้งชีวิต ไม่เคย ทำบุญ ทำกุศล ใดๆ แต่เมื่อถึงเวลาที่ ใกล้จะเสียชีวิต เกิดมีกุศลจิตขึ้นมาในช่วงเวลานั้น เมื่อเสียชีวิตลง ก็จะไปบังเกิดในสุคติภูมิได้
แต่ทั้งหมดนี้ ไม่ได้หมายความว่า กรรมอื่นๆจะถูกลบล้างไป ไม่ได้หมายความว่า ทำกรรมดี ทำบุญ สร้างกุศล มาทั้งชีวิต แต่พอใกล้จะเสียชีวิต เผลอทำกรรมชั่ว แล้วจะไม่ได้รับผลของกรรมดีที่เคยทำมา ไม่ได้หมายความว่า ทำกรรมชั่ว ทำบาป ทำเลว มาทั้งชีวิต แต่มาทำกรรมดีตอน ใกล้จะเสียชีวิต แล้วจะไม่ต้องชดใช้ บาปกรรมที่ได้ทำไว้
ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงลำดับของ การส่งผลของกรรมเท่านั้น ถ้าไม่มีครุกรรม อาสันนกรรม จะส่งผลเป็นอันดับแรก และ เมื่อผลของ อาสันนกรรมนี้ หมดสิ้นลง กรรมอื่นๆ ก็จะส่งผลตามมา ทำกรรมดีมา ย่อมได้รับผลดี ทำกรรมชั่วมา ก็ต้องชดใช้กรรมชั่วนั้น อย่างแน่นอน เพราะ กรรมทุกอย่าง ล้วนส่งผล เพียงแต่ จะช้า หรือ จะเร็ว เท่านั้น
ดังนั้น จึงควรหมั่น ทำความดี ทำบุญ สร้างกุศล ทั้งในช่วงเวลาปกติ และ ในช่วงเวลาที่ ใกล้จะเสียชีวิต จะเป็นการดีที่สุด
วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2563
ประเภทของกรรม
ประเภทของกรรม
กรรม คือ การกระทำ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำ ทางกาย(กายกรรม), ทางวาจา(วจีกรรม) หรือ ทางใจ(มโนกรรม) ที่ประกอบด้วยเจตนา ถ้าเป็นการทำความดี เจตนาดี เรียกว่า กุศลกรรม แต่ถ้าเป็นการทำความชั่ว เจตนาชั่ว เรียกว่า อกุศลกรรม
ประเภทของกรรม ทั้งที่เป็น กุศลกรรม และ อกุศลกรรมนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 หมวด หมวดละ 4 ประเภท รวมทั้งหมดเป็น 16 ประเภท คือ
หมวดที่1 กิจจะจตุกะ เป็นการแบ่ง ตามหน้าที่ของกรรม มี 4 ประเภท ได้แก่
1.ชนกกรรม หมายถึง กรรมที่ทำหน้าที่ ส่งให้ไปเกิด สัตว์โลกทั้งหลายทั้งปวง ล้วนมาเกิดด้วยอำนาจของ ชนกกรรมนี้
2.อุปัตถัมภกกรรม หมายถึง กรรมที่ทำหน้าที่ สนับสนุน อุปถัมภ์ค้ำชูกรรมอื่น ให้ได้รับผลมากขึ้น ได้รับ ความสุข ความทุกข์ หรือ กุศลกรรม อกุศลกรรม มากยิ่งขึ้น
3.อุปปีฬิกกรรม หมายถึง กรรมที่ทำหน้าที่ เบียดเบียน บีบคั้น บั่นทอน ผลของกรรมอื่น(ทั้งกุศลกรรม และ อกุศลกรรม) ให้เสื่อมลง อ่อนกำลังลง ทุเลาเบาบางลงไป
4.อุปฆาตกกรรม หมายถึง กรรมที่ทำหน้าที่ ตัดรอน ผลของกรรมอื่น(ทั้งกุศลกรรม และ อกุศลกรรม)ให้หมดไป อย่างเด็ดขาด และ รวดเร็ว เจ้าของกรรม จะได้รับผลในทันทีทันใด
หมวดที่2 ปากทานปริยายจตุกะ เป็นการแบ่ง ตามลำดับ ในการส่งผลของกรรม มี 4 ประเภท ได้แก่
1.ครุกรรม หมายถึง กรรมหนัก เป็นกรรมซึ่งมีอำนาจ ส่งผลก่อนเป็นอันดับแรก ไม่มีกรรมใด จะมีอำนาจ สามารถขวางกั้น ผลของครุกรรมนี้ได้เลย
2.อาสันนกรรม หมายถึง กรรมใกล้ตาย หรือ กรรมจวนเจียน คือ กรรมที่ทำในช่วงเวลาที่ ใกล้จะเสียชีวิต มีอำนาจส่งผล เป็นอันดับที่สอง รองจากครุกรรม
3.อาจิณณกรรม หรือ พหุลกรรม หมายถึง กรรมที่ทำมากๆ กรรมที่ทำบ่อยๆ ทำจนเคยชิน มีอำนาจส่งผล เป็นอันดับที่สาม รองจากครุกรรม และ อาสันนกรรม
4.กตัตตากรรม หรือ กตัตตาวาปนกรรม หมายถึง กรรมที่เจ้าของกรรม ไม่มีเจตนาทำ ไม่ได้ตั้งใจทำ ทำด้วยเจตนาอันอ่อน สักแต่ว่าทำลงไป เป็นกรรมที่มีอำนาจน้อยที่สุด ส่งผลเป็นลำดับสุดท้าย คือ เมื่อไม่มีกรรมใด ส่งผลแล้ว กรรมนี้จึงจะส่งผล
หมวดที่ 3 ปากกาลจตุกะ เป็นการแบ่ง ตามเวลาในการส่งผลของกรรม มี 4 ประเภท ได้แก่
1.ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม หมายถึง กรรมที่ทำในชาตินี้ แล้วส่งผลในชาตินี้ ไม่ต้องรอผลในชาติหน้า หรือ ชาติต่อๆไป
2.อุปปัชชเวทนียกรรม หมายถึง กรรมที่ทำในชาตินี้ แล้วส่งผลในชาติหน้า
3.อปราปริเวทนียกรรม หมายถึง กรรมที่ทำในชาตินี้ แล้วส่งผลในชาติต่อๆไป คือ ส่งผลตั้งแต่ชาติที่ 3 เป็นต้นไป
4.อโหสิกรรม หมายถึง กรรมที่ไม่ส่งผลอีกแล้ว เลิกส่งผลแล้ว ไม่มีผลอีกต่อไป
หมวดที่ 4 ปากฐานจตุกะ เป็นการแบ่ง ตามฐานที่ผลของกรรม ส่งให้ไปเกิด มี 4 ประเภท ได้แก่
1.อกุศลกรรม หมายถึง กรรมที่ส่งผลให้ ไปเกิดใน อบายภูมิ 4 คือ อสุรกาย เปรต สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน
2.กามาวจรกุศลกรรม หมายถึง กรรมที่ส่งผลให้ ไปเกิดใน สุคติภูมิ 7 คือ มนุษย์ และ สวรรค์ 6 ชั้น
3.รูปาวจรกุศลกรรม หมายถึง กรรมที่ส่งผลให้ ไปเกิดใน รูปพรหม 4 ชั้น
4.อรูปาวจรกุศลกรรม หมายถึง กรรมที่ส่งผลให้ ไปเกิดใน อรูปพรหม 4 ชั้น
สัตว์โลกทั้งหลาย ล้วนมีกรรมเป็นของตนเอง และ ไม่อาจจะหนีกรรมได้พ้น ทำกรรมใด ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น ดังนั้น ลองพิจารณาด้วยปัญญา ดูเถิดว่า อยากจะรับผลกรรมแบบไหน และ ควรปฏิบัติตนเช่นไร จึงจะได้ตามต้องการ ทั้งในชาตินี้ ชาติหน้า และ ชาติต่อๆไป
กรรม คือ การกระทำ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำ ทางกาย(กายกรรม), ทางวาจา(วจีกรรม) หรือ ทางใจ(มโนกรรม) ที่ประกอบด้วยเจตนา ถ้าเป็นการทำความดี เจตนาดี เรียกว่า กุศลกรรม แต่ถ้าเป็นการทำความชั่ว เจตนาชั่ว เรียกว่า อกุศลกรรม
ประเภทของกรรม ทั้งที่เป็น กุศลกรรม และ อกุศลกรรมนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 หมวด หมวดละ 4 ประเภท รวมทั้งหมดเป็น 16 ประเภท คือ
หมวดที่1 กิจจะจตุกะ เป็นการแบ่ง ตามหน้าที่ของกรรม มี 4 ประเภท ได้แก่
1.ชนกกรรม หมายถึง กรรมที่ทำหน้าที่ ส่งให้ไปเกิด สัตว์โลกทั้งหลายทั้งปวง ล้วนมาเกิดด้วยอำนาจของ ชนกกรรมนี้
2.อุปัตถัมภกกรรม หมายถึง กรรมที่ทำหน้าที่ สนับสนุน อุปถัมภ์ค้ำชูกรรมอื่น ให้ได้รับผลมากขึ้น ได้รับ ความสุข ความทุกข์ หรือ กุศลกรรม อกุศลกรรม มากยิ่งขึ้น
3.อุปปีฬิกกรรม หมายถึง กรรมที่ทำหน้าที่ เบียดเบียน บีบคั้น บั่นทอน ผลของกรรมอื่น(ทั้งกุศลกรรม และ อกุศลกรรม) ให้เสื่อมลง อ่อนกำลังลง ทุเลาเบาบางลงไป
4.อุปฆาตกกรรม หมายถึง กรรมที่ทำหน้าที่ ตัดรอน ผลของกรรมอื่น(ทั้งกุศลกรรม และ อกุศลกรรม)ให้หมดไป อย่างเด็ดขาด และ รวดเร็ว เจ้าของกรรม จะได้รับผลในทันทีทันใด
หมวดที่2 ปากทานปริยายจตุกะ เป็นการแบ่ง ตามลำดับ ในการส่งผลของกรรม มี 4 ประเภท ได้แก่
1.ครุกรรม หมายถึง กรรมหนัก เป็นกรรมซึ่งมีอำนาจ ส่งผลก่อนเป็นอันดับแรก ไม่มีกรรมใด จะมีอำนาจ สามารถขวางกั้น ผลของครุกรรมนี้ได้เลย
2.อาสันนกรรม หมายถึง กรรมใกล้ตาย หรือ กรรมจวนเจียน คือ กรรมที่ทำในช่วงเวลาที่ ใกล้จะเสียชีวิต มีอำนาจส่งผล เป็นอันดับที่สอง รองจากครุกรรม
3.อาจิณณกรรม หรือ พหุลกรรม หมายถึง กรรมที่ทำมากๆ กรรมที่ทำบ่อยๆ ทำจนเคยชิน มีอำนาจส่งผล เป็นอันดับที่สาม รองจากครุกรรม และ อาสันนกรรม
4.กตัตตากรรม หรือ กตัตตาวาปนกรรม หมายถึง กรรมที่เจ้าของกรรม ไม่มีเจตนาทำ ไม่ได้ตั้งใจทำ ทำด้วยเจตนาอันอ่อน สักแต่ว่าทำลงไป เป็นกรรมที่มีอำนาจน้อยที่สุด ส่งผลเป็นลำดับสุดท้าย คือ เมื่อไม่มีกรรมใด ส่งผลแล้ว กรรมนี้จึงจะส่งผล
หมวดที่ 3 ปากกาลจตุกะ เป็นการแบ่ง ตามเวลาในการส่งผลของกรรม มี 4 ประเภท ได้แก่
1.ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม หมายถึง กรรมที่ทำในชาตินี้ แล้วส่งผลในชาตินี้ ไม่ต้องรอผลในชาติหน้า หรือ ชาติต่อๆไป
2.อุปปัชชเวทนียกรรม หมายถึง กรรมที่ทำในชาตินี้ แล้วส่งผลในชาติหน้า
3.อปราปริเวทนียกรรม หมายถึง กรรมที่ทำในชาตินี้ แล้วส่งผลในชาติต่อๆไป คือ ส่งผลตั้งแต่ชาติที่ 3 เป็นต้นไป
4.อโหสิกรรม หมายถึง กรรมที่ไม่ส่งผลอีกแล้ว เลิกส่งผลแล้ว ไม่มีผลอีกต่อไป
หมวดที่ 4 ปากฐานจตุกะ เป็นการแบ่ง ตามฐานที่ผลของกรรม ส่งให้ไปเกิด มี 4 ประเภท ได้แก่
1.อกุศลกรรม หมายถึง กรรมที่ส่งผลให้ ไปเกิดใน อบายภูมิ 4 คือ อสุรกาย เปรต สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน
2.กามาวจรกุศลกรรม หมายถึง กรรมที่ส่งผลให้ ไปเกิดใน สุคติภูมิ 7 คือ มนุษย์ และ สวรรค์ 6 ชั้น
3.รูปาวจรกุศลกรรม หมายถึง กรรมที่ส่งผลให้ ไปเกิดใน รูปพรหม 4 ชั้น
4.อรูปาวจรกุศลกรรม หมายถึง กรรมที่ส่งผลให้ ไปเกิดใน อรูปพรหม 4 ชั้น
สัตว์โลกทั้งหลาย ล้วนมีกรรมเป็นของตนเอง และ ไม่อาจจะหนีกรรมได้พ้น ทำกรรมใด ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น ดังนั้น ลองพิจารณาด้วยปัญญา ดูเถิดว่า อยากจะรับผลกรรมแบบไหน และ ควรปฏิบัติตนเช่นไร จึงจะได้ตามต้องการ ทั้งในชาตินี้ ชาติหน้า และ ชาติต่อๆไป
วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2563
กรรม
กรรม
กรรม หมายถึง การกระทำ ไม่ว่าจะเป็น การกระทำ ทางกาย ซึ่งเรียกว่า กายกรรม การกระทำทางวาจา ซึ่งเรียกว่า วจีกรรม หรือ การกระทำทางใจหรือทางการคิด ซึ่งเรียกว่า มโนกรรม ก็ถือเป็นกรรมทั้งสิ้น
คำว่า กรรม นี้ มีความหมายเป็นกลาง คือ ระบุไม่ได้ว่า ดี หรือ ชั่ว แต่เมื่อประกอบเข้ากับ เจตนา ในการกระทำแล้วจึงแบ่งแยก ดีชั่วได้ ถ้าเป็นการกระทำ ด้วยเจตนาดี เจตนาที่เป็นกุศล ก็จะเป็น กรรมดี เรียกว่า กุศลกรรม หรือ บุญกรรม คือ กรรมที่เป็นบุญ แต่ถ้าเป็นการกระทำ ด้วยเจตนาไม่ดี ทำด้วยเจตนาชั่ว เจตนาที่เป็นอกุศล ก็จะเป็น กรรมชั่ว เรียกว่า อกุศลกรรม หรือ บาปกรรม คือ กรรมที่เป็นบาป
และ เจ้าของกรรม หรือ ผู้ที่กระทำกรรม ก็จะได้รับผลของ กรรม หรือ การกระทำนั้นๆ ตามสมควร ทำกรรมดีก็ย่อมได้รับผลดี ทำกรรมชั่วก็ย่อมได้รับผลชั่ว ซึ่งผลของกรรมนี้ อาจจะได้รับในชาตินี้ ชาติหน้า หรือ ชาติต่อๆไปก็ได้ ขึ้นอยู่กับ ชนิดของกรรมที่ได้กระทำไป
ในเรื่องของ เจตนา นั้น จะก่อให้เกิดกรรมได้ใน 3 ช่วงเวลา คือ
- ช่วงเวลา ก่อนการกระทำ เรียกว่า บุรพเจตนา หรือ เจตนาก่อนทำ
- ช่วงเวลา ในขณะที่กำลังกระทำ เรียกว่า มุญจนเจตนา หรือ เจตนาในขณะทำ
- ช่วงเวลา หลังจากที่ได้กระทำไปแล้ว เรียกว่า อปราปรเจตนา หรือ เจตนาเมื่อได้ทำไปแล้ว
ไม่ว่าจะมีเจตนาเกิดขึ้น ในช่วงเวลาใด ก็จะก่อให้เกิดกรรม ตามเจตนานั้นทั้งสิ้น
ส่วนการกระทำที่ ไม่ได้มีเจตนา ไม่ถือว่าเป็นกรรม หรือ เป็นกรรมที่ ไม่ส่งผลดีผลชั่ว ต่อผู้กระทำ แต่อย่างใด แต่ถ้าเป็นการ ไม่เจตนาแบบรู้ตัว อย่างเช่น เคยทำเป็นกิจวัตร ก็เลยทำๆไป ทำแบบสักแต่ว่าทำๆไป ขณะทำก็ไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้มีเจตนาอะไร แต่รู้ตัวว่าทำ เลือกที่จะทำ แบบนี้ ก็ถือว่าเป็นกรรม แต่เป็นกรรมที่มีอำนาจน้อย จะส่งผลเป็นลำดับสุดท้าย คือ เมื่อไม่มีกรรมใด ส่งผลแล้ว กรรมนี้จึงจะส่งผล
ตามแนวทางพุทธศาสนา ได้มีการจำแนก แนวทางการปฏิบัติในเรื่องของ กุศลกรรม และ อกุศลกรรมไว้ เรียกว่า กรรมบถ หรือ ทางของกรรม หรือ ทางกรรม เพื่อเป็นแนวทาง ในการพิจราณาว่า ทางไหนเป็นกุศล ทางไหนเป็นอกุศล ดังนี้
กายกรรม
การกระทำที่เป็นกุศล คือ
- ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
- ไม่ลักทรัพย์
- ไม่ประพฤติผิดในกาม
การกระทำที่เป็นอกุศล คือ
- การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
- การลักทรัพย์
- การประพฤติผิดในกาม
- การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
- การลักทรัพย์
- การประพฤติผิดในกาม
วจีกรรม
การกระทำที่เป็นกุศล คือ
- ไม่พูดคำเท็จ
- ไม่พูดจาส่อเสียด
- ไม่พูดคำหยาบ
- ไม่พูดจาเพ้อเจ้อ
- ไม่พูดคำเท็จ
- ไม่พูดจาส่อเสียด
- ไม่พูดคำหยาบ
- ไม่พูดจาเพ้อเจ้อ
การกระทำที่เป็นอกุศล คือ
- การพูดคำเท็จ
- การพูดจาส่อเสียด
- การพูดคำหยาบ
- การพูดจาเพ้อเจ้อ
- การพูดคำเท็จ
- การพูดจาส่อเสียด
- การพูดคำหยาบ
- การพูดจาเพ้อเจ้อ
มโนกรรม
การกระทำที่เป็นกุศล คือ
- ไม่เพ่งเล็ง ทรัพย์ของผู้อื่น
- ไม่คิดปองร้ายผู้อื่น
- มีความคิด ตามทำนองคลองธรรม
- ไม่เพ่งเล็ง ทรัพย์ของผู้อื่น
- ไม่คิดปองร้ายผู้อื่น
- มีความคิด ตามทำนองคลองธรรม
การกระทำที่เป็นอกุศล คือ
- คิดเพ่งเล็ง ทรัพย์ของผู้อื่น
- คิดปองร้ายผู้อื่น
- มีความคิด ผิดจากทำนองคลองธรรม
- คิดเพ่งเล็ง ทรัพย์ของผู้อื่น
- คิดปองร้ายผู้อื่น
- มีความคิด ผิดจากทำนองคลองธรรม
โดยสรุปแล้ว
สัตว์โลกทั้งหลาย ย่อมมีกรรม เป็นของตนเองด้วยกันทั้งสิ้น ใครทำกรรมดี ก็ย่อมจะได้รับผลดี ใครทำกรรมชั่ว ก็ย่อมจะได่รับผลชั่ว ใครหว่านพืชเช่นไรไว้ ก็ย่อมจะได้รับผลเช่นนั้น
สัตว์โลกทั้งหลาย ย่อมมีกรรม เป็นของตนเองด้วยกันทั้งสิ้น ใครทำกรรมดี ก็ย่อมจะได้รับผลดี ใครทำกรรมชั่ว ก็ย่อมจะได่รับผลชั่ว ใครหว่านพืชเช่นไรไว้ ก็ย่อมจะได้รับผลเช่นนั้น
วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2563
ไตรลักษณ์
ไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกข้ง อนัตตา)
ไตรลักษณ์ หมายถึง ลักษณะ หรือ สภาพที่ เป็นไปตามธรรมชาติ เป็นปกติสามัญทั่วไป 3 ประการ ได้แก่
1. อนิจจตา
2. ทุกขตา
3. อนัตตตา
ซึ่งนิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ไตรลักษณ์นี้ เป็นหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ที่สอนให้ เข้าใจ และ ระลึกถึง ความเป็นจริง ที่เกิดขึ้นเป็นปกติธรรมดา เพื่อให้รู้เท่าทัน ต่อการหมุนเวียน เปลี่ยนแปลงไป ของสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวง
1. อนิจจัง หรือ อนิจจตา หมายถึง ความไม่เที่ยงแท้แน่นอน เพราะ ทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนแล้วแต่ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งใดสามารถคงอยู่ได้อย่างเดิมตลอดกาล ไม่ว่าสิ่งนั้น จะเป็น รูปธรรม หรือ นามธรรม ก็ตาม ก็ย่อมจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง ขึ้นอยู่กับว่า จะช้า หรือ จะเร็ว แค่ไหนเท่านั้น
ตามหลักของอนิจจังนั้น ความเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ ล้วนเกิดขึ้นเป็น 3 จังหวะ คือ
- การเกิดขึ้น
- การคงอยู่
- การแตกดับ หรือ การแตกสลายไป
ทุกสรรพสิ่ง ล้วนอยู่ในกฏเกณฑ์นี้ทั้งสิ้น เมื่อมีสิ่งใด ถือกำเนิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ชีวิต สิ่งของ หรือ ความคิด ก็จะดำรงค์คงอยู่ได้ ในชั่วระยะเวลาหนึ่ง (จะนานแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับ เงื่อนไขของแต่ละสิ่งนั้น) และ ในที่สุด ก็จะต้อง แตกดับ แตกสลายไป ในที่สุด ไม่มีใคร หรือ อะไร จะสามารถคงอยู่ได้ตลอดไป
เมื่อเข้าใจ หลักของอนิจจังแล้ว ก็ไม่ควรจะไป ยึดติด ยึดมั่น กับสิ่งต่างๆ ยอมรับว่า การเปลี่ยนแปลง ย่อมเกิดขึ้นกับทุกสิ่ง เป็นเรื่องธรรมดา เมื่อเกิด ความเสื่อม ความสูญเสีย ก็จะไม่เป็นทุกข์มากเกินสมควร และ เมื่อเกิด ความสำเร็จ ความเจริญ ก็จะไม่สุขมาก ไม่หลงระเริงมาก จนเกิดความประมาทในชีวิต
2. ทุกฺขัง หรือ ทุกขตา หมายถึง ความเป็นทุกข์ เมื่อเกิดความผิดหวัง ถูดกดดัน ถูกบีบคั้น มีสิ่งที่ไม่เป็นไปตามความประสงค์ ต้องฝืนทน ต้องขัดแย้ง เกิดความสูญเสีย ย่อมต้องก่อให้เกิด ความทุกข์ ซึ่งเป็นเรื่องสาม้ญธรรมดา ทุกคนย่อมต้องมีความทุกข์ จะมากจะน้อย จะเป็นเวลาสั้นหรือนานแค่ไหน ก็แล้วแต่ ไม่มีใคร ถือกำเนิด เกิดมาแล้ว ไม่เคยมีความทุกข์เลย ตลอดชีวิต
ถ้าเข้าใจเรื่องนี้ ก็จะทำให้ ไม่ต้องจมอยู่ในห้วงของความทุกข์ นานเกินไป สามารถเข้าใจได้ว่า ความทุกข์เป็นเรื่องธรรมดา ที่ทุกผู้คน ต้องได้พบได้เจอ และ เมื่อเกิดความทุกข์ขึ้นแล้ว ก็ไม่ไปยึดติด ไม่ไปเหนี่ยวรั้ง ความทุกข์นั้นไว้ เพราะ ยิ่งยื้อไวันานเท่าไหร่ ก็ต้องทนทุกข์อยู่นานเท่านั้น ควรปล่อยให้มันผ่านไป ตามหลักของอนิจจัง คือ มีเกิดขึ้น คงอยู่ และ ต้องดับสลายไปในที่สุด เมื่อความทุกข์เกิดขึ้นแล้ว ก็จะคงอยู่ จนกว่าจะยอมปล่อยมันไป เมื่อปลดปล่อยไปแล้ว ความทุกข์นั้น ก็ย่อมจะดับสลายไป
3. อนัตตา หรือ อนัตตตา หมายถึง ความไม่ใช่ตัวตน ไม่มีตัวตน ความว่างเปล่า ตรงข้ามกับคำว่า อัตตา ซึ่งหมายถึง ความเป็นตัวตน การยึดมั่นยึดติด ดังนั้น ธรรมชาติของอนัตตา ก็คือ การปล่อยว่าง การไม่ยึดติด
โดยธรรมชาติแล้ว ทุกสิ่งล้วนแล้วแต่เป็น อนัตตา ไม่มีอะไรเป็นตัวตนที่แท้จริง เป็นเพียงการปรุงแต่งขึ้นมาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น รูปร่าง ความสวย ความหล่อ ชื่อเสียง ความรัก ความชัง ฯลฯ เมื่อยึดติดกับการปรุงแต่งเหล่านี้มาก อัตตา ก็ยิ่งมาก เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ที่ทำให้เกิดทุกข์ ก็ยิ่งทุกข์มาก แต่ถ้าสามารถเข้าใจ และ มองเห็นทุกสิ่งเป็นอนัตตาได้ ก็จะปล่อยวางได้ง่าย ยิ่งสามารถลด การยึดมั่นยึดติด ลดอัตตาลง ได้มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้ สามารถปล่อยวางได้ มากเท่านั้น
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือ ไตรลักษณ์ทั้ง 3 ประการนี้ เป็นสิ่งที่พุทธศาสนิกชน ควรระลึกถึงอยู่เสมอ เพื่อเป็นแนวทางให้หลุดพ้น จากความทุกข์ทั้งปวง
ไตรลักษณ์ หมายถึง ลักษณะ หรือ สภาพที่ เป็นไปตามธรรมชาติ เป็นปกติสามัญทั่วไป 3 ประการ ได้แก่
1. อนิจจตา
2. ทุกขตา
3. อนัตตตา
ซึ่งนิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ไตรลักษณ์นี้ เป็นหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ที่สอนให้ เข้าใจ และ ระลึกถึง ความเป็นจริง ที่เกิดขึ้นเป็นปกติธรรมดา เพื่อให้รู้เท่าทัน ต่อการหมุนเวียน เปลี่ยนแปลงไป ของสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวง
1. อนิจจัง หรือ อนิจจตา หมายถึง ความไม่เที่ยงแท้แน่นอน เพราะ ทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนแล้วแต่ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งใดสามารถคงอยู่ได้อย่างเดิมตลอดกาล ไม่ว่าสิ่งนั้น จะเป็น รูปธรรม หรือ นามธรรม ก็ตาม ก็ย่อมจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง ขึ้นอยู่กับว่า จะช้า หรือ จะเร็ว แค่ไหนเท่านั้น
ตามหลักของอนิจจังนั้น ความเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ ล้วนเกิดขึ้นเป็น 3 จังหวะ คือ
- การเกิดขึ้น
- การคงอยู่
- การแตกดับ หรือ การแตกสลายไป
ทุกสรรพสิ่ง ล้วนอยู่ในกฏเกณฑ์นี้ทั้งสิ้น เมื่อมีสิ่งใด ถือกำเนิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ชีวิต สิ่งของ หรือ ความคิด ก็จะดำรงค์คงอยู่ได้ ในชั่วระยะเวลาหนึ่ง (จะนานแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับ เงื่อนไขของแต่ละสิ่งนั้น) และ ในที่สุด ก็จะต้อง แตกดับ แตกสลายไป ในที่สุด ไม่มีใคร หรือ อะไร จะสามารถคงอยู่ได้ตลอดไป
เมื่อเข้าใจ หลักของอนิจจังแล้ว ก็ไม่ควรจะไป ยึดติด ยึดมั่น กับสิ่งต่างๆ ยอมรับว่า การเปลี่ยนแปลง ย่อมเกิดขึ้นกับทุกสิ่ง เป็นเรื่องธรรมดา เมื่อเกิด ความเสื่อม ความสูญเสีย ก็จะไม่เป็นทุกข์มากเกินสมควร และ เมื่อเกิด ความสำเร็จ ความเจริญ ก็จะไม่สุขมาก ไม่หลงระเริงมาก จนเกิดความประมาทในชีวิต
2. ทุกฺขัง หรือ ทุกขตา หมายถึง ความเป็นทุกข์ เมื่อเกิดความผิดหวัง ถูดกดดัน ถูกบีบคั้น มีสิ่งที่ไม่เป็นไปตามความประสงค์ ต้องฝืนทน ต้องขัดแย้ง เกิดความสูญเสีย ย่อมต้องก่อให้เกิด ความทุกข์ ซึ่งเป็นเรื่องสาม้ญธรรมดา ทุกคนย่อมต้องมีความทุกข์ จะมากจะน้อย จะเป็นเวลาสั้นหรือนานแค่ไหน ก็แล้วแต่ ไม่มีใคร ถือกำเนิด เกิดมาแล้ว ไม่เคยมีความทุกข์เลย ตลอดชีวิต
ถ้าเข้าใจเรื่องนี้ ก็จะทำให้ ไม่ต้องจมอยู่ในห้วงของความทุกข์ นานเกินไป สามารถเข้าใจได้ว่า ความทุกข์เป็นเรื่องธรรมดา ที่ทุกผู้คน ต้องได้พบได้เจอ และ เมื่อเกิดความทุกข์ขึ้นแล้ว ก็ไม่ไปยึดติด ไม่ไปเหนี่ยวรั้ง ความทุกข์นั้นไว้ เพราะ ยิ่งยื้อไวันานเท่าไหร่ ก็ต้องทนทุกข์อยู่นานเท่านั้น ควรปล่อยให้มันผ่านไป ตามหลักของอนิจจัง คือ มีเกิดขึ้น คงอยู่ และ ต้องดับสลายไปในที่สุด เมื่อความทุกข์เกิดขึ้นแล้ว ก็จะคงอยู่ จนกว่าจะยอมปล่อยมันไป เมื่อปลดปล่อยไปแล้ว ความทุกข์นั้น ก็ย่อมจะดับสลายไป
3. อนัตตา หรือ อนัตตตา หมายถึง ความไม่ใช่ตัวตน ไม่มีตัวตน ความว่างเปล่า ตรงข้ามกับคำว่า อัตตา ซึ่งหมายถึง ความเป็นตัวตน การยึดมั่นยึดติด ดังนั้น ธรรมชาติของอนัตตา ก็คือ การปล่อยว่าง การไม่ยึดติด
โดยธรรมชาติแล้ว ทุกสิ่งล้วนแล้วแต่เป็น อนัตตา ไม่มีอะไรเป็นตัวตนที่แท้จริง เป็นเพียงการปรุงแต่งขึ้นมาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น รูปร่าง ความสวย ความหล่อ ชื่อเสียง ความรัก ความชัง ฯลฯ เมื่อยึดติดกับการปรุงแต่งเหล่านี้มาก อัตตา ก็ยิ่งมาก เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ที่ทำให้เกิดทุกข์ ก็ยิ่งทุกข์มาก แต่ถ้าสามารถเข้าใจ และ มองเห็นทุกสิ่งเป็นอนัตตาได้ ก็จะปล่อยวางได้ง่าย ยิ่งสามารถลด การยึดมั่นยึดติด ลดอัตตาลง ได้มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้ สามารถปล่อยวางได้ มากเท่านั้น
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือ ไตรลักษณ์ทั้ง 3 ประการนี้ เป็นสิ่งที่พุทธศาสนิกชน ควรระลึกถึงอยู่เสมอ เพื่อเป็นแนวทางให้หลุดพ้น จากความทุกข์ทั้งปวง
วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2563
ศีลธรรม
ศีลธรรม
ศีลธรรมในพุทธศาสนา หมายถึง เบญจศีล (ศีล 5) และ เบญจธรรม(ธรรม 5) ผู้ที่มี ศีล ควรจะต้องปฏิบัติ ธรรม ควบคู่กันไปด้วย
เบญจศีล และ เบญจธรรมนี้
เป็นหลักธรรมพื้นฐาน สำหรับบุคคลทั่วไป ได้นำไปปฏิบัติ ในการทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำให้จิตใจบริสุทธิ์
เบญจศีล หรือ ศีล 5 เป็นการควบคุม กาย วาจา ไม่ให้ทำบาป ด้วยการละเว้น การกระทำ 5 ประการ คือ
1. ละเว้นจาก การเบียดเบียนสัตว์ การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
2. ละเว้นจากการ ลักทรัพย์ ลักขโมย ไม่ถือเอาสิ่งที่เจ้าของไม่ได้ให้
3. ละเว้นจาก การประพฤติผิดในกาม การล่วงละเมิดผู้ที่ไม่ใช่ สามี หรือ ภรรยา ของตน
4. ละเว้นจากการ พูดปด พูดเท็จ พูดเพ้อเจ้อ พูดคำหยาบ พูดจาส่อเสียด
5. ละเว้นจากการดื่ม สุรา เมรัย ของมึนเมา รวมถึงการเสพ สิ่งเสพติดต่างๆด้วย
เบญจธรรม หรือ ธรรม 5 เป็นการกระทำที่ดีงาม เป็นการกระทำที่ควรปฏิบัติ มี 5 ประการ คือ
1. มีความเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือผู้อื่น ให้พ้นจากความทุกข์
2. มีสัมมาอาชีวะ ประกอบอาชีพสุจริต ในการเลี้ยงชีพ
3. มีความสำรวมในกาม มีความจงรัก ความยินดี ในสามี หรือ ภรรยา ของตน
4. มีความซื่อสัตย์ พูดแต่ความจริง เที่ยงตรงต่อหน้าที่ ซื่อตรงต่อมิตร กตัญญูต่อผู้มีพระคุณ
5. มีสติ มีความรอบคอบ ประพฤติตน อยู่ในความไม่ประมาท
เบญจศีล กับ เบญจธรรม เป็นของคู่กัน คือ
ข้อ1 ละเว้นจากการฆ่า คู่กับ มีความเมตตากรุณา
ผู้ที่มี ความเมตตากรุณาในจิตใจ มีความปรารถนาดีต่อผู้อื่น มีความสงสาร มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ย่อมไม่อาจจะ ไปทำร้าย ทำลาย ฆ่าฟัน พรากชีวิตของผู้อื่นไป ไม่ว่าจะเป็น ชีวิตของคน หรือ ชีวิตของสัตว์อื่นใดก็ตาม
ข้อ2 ละเว้นจากการ ลักทรัพย์ คู่กับ มีสัมมาอาชีวะ
ผู้ที่มีสัมมาอาชีวะ ขยันประกอบสัมมาชีพ เลี้ยงชีวิตตัวเอง และ ครอบครัวได้ ด้วยอาชีพสุจริต ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร ไม่เบียดเบียนใคร ย่อมไม่ต้อง หาเลี้ยงชีพด้วยวิธีที่ผิด เช่น ลักขโมย จี้ ปล้น ฉกชิง วิ่งราว ฉ้อโกง ฯลฯ
ข้อ3 ละเว้นจาก การประพฤติผิดในกาม คู่กับ มีความสำรวมในกาม
ผู้ที่มีความสำรวมในกาม ย่อมมีความยินดี มีความพอใจ ในคู่ครองของตนเอง ไม่ไปล่วงละเมิดผู้ที่ไม่ใช่ คู่ครองของตน
ข้อ4 ละเว้นจากการ พูดปด คู่กับ มีความซื่อสัตย์
ผู้ที่ยึดถือในความซื่อสัตย์ ย่อมเป็นผู้ที่ รักษาสัจจะ พูดแต่ความจริง ไม่พูดจา หลอกลวง ไม่โกหก ไม่พูดเท็จ
ข้อ5 ละเว้นจากการดื่ม สุรา คู่กับ มีสติ
ผู้ที่สติสัมปชัญญะ ไม่อยู่ในความประมาท ย่อมรู้ว่า อะไรถูก อะไรผิด อะไรดี อะไรชั่ว และ ไม่ทำลายตัวเอง ไม่ทำให้ตัวเองขาดสติ ด้วยการ ดื่มของมึนเมา และ การเสพสารเสพติดต่างๆ
ศีลกับธรรม เป็นสิ่งที่ช่วยส่งเสริม ให้บุคคลที่นำไปปฏิบัติ มีความสุข ความเจริญ
ผู้ที่ มีศีลธรรม ย่อมจะเป็นผู้ ประพฤติดี ประพฤติชอบ ละเว้นจากการทำความชั่ว และ อยู่ร่วมกับคนอื่นได้ อย่างมีความสุข
ศีลธรรมในพุทธศาสนา หมายถึง เบญจศีล (ศีล 5) และ เบญจธรรม(ธรรม 5) ผู้ที่มี ศีล ควรจะต้องปฏิบัติ ธรรม ควบคู่กันไปด้วย
เบญจศีล และ เบญจธรรมนี้
เป็นหลักธรรมพื้นฐาน สำหรับบุคคลทั่วไป ได้นำไปปฏิบัติ ในการทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำให้จิตใจบริสุทธิ์
เบญจศีล หรือ ศีล 5 เป็นการควบคุม กาย วาจา ไม่ให้ทำบาป ด้วยการละเว้น การกระทำ 5 ประการ คือ
1. ละเว้นจาก การเบียดเบียนสัตว์ การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
2. ละเว้นจากการ ลักทรัพย์ ลักขโมย ไม่ถือเอาสิ่งที่เจ้าของไม่ได้ให้
3. ละเว้นจาก การประพฤติผิดในกาม การล่วงละเมิดผู้ที่ไม่ใช่ สามี หรือ ภรรยา ของตน
4. ละเว้นจากการ พูดปด พูดเท็จ พูดเพ้อเจ้อ พูดคำหยาบ พูดจาส่อเสียด
5. ละเว้นจากการดื่ม สุรา เมรัย ของมึนเมา รวมถึงการเสพ สิ่งเสพติดต่างๆด้วย
เบญจธรรม หรือ ธรรม 5 เป็นการกระทำที่ดีงาม เป็นการกระทำที่ควรปฏิบัติ มี 5 ประการ คือ
1. มีความเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือผู้อื่น ให้พ้นจากความทุกข์
2. มีสัมมาอาชีวะ ประกอบอาชีพสุจริต ในการเลี้ยงชีพ
3. มีความสำรวมในกาม มีความจงรัก ความยินดี ในสามี หรือ ภรรยา ของตน
4. มีความซื่อสัตย์ พูดแต่ความจริง เที่ยงตรงต่อหน้าที่ ซื่อตรงต่อมิตร กตัญญูต่อผู้มีพระคุณ
5. มีสติ มีความรอบคอบ ประพฤติตน อยู่ในความไม่ประมาท
เบญจศีล กับ เบญจธรรม เป็นของคู่กัน คือ
ข้อ1 ละเว้นจากการฆ่า คู่กับ มีความเมตตากรุณา
ผู้ที่มี ความเมตตากรุณาในจิตใจ มีความปรารถนาดีต่อผู้อื่น มีความสงสาร มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ย่อมไม่อาจจะ ไปทำร้าย ทำลาย ฆ่าฟัน พรากชีวิตของผู้อื่นไป ไม่ว่าจะเป็น ชีวิตของคน หรือ ชีวิตของสัตว์อื่นใดก็ตาม
ข้อ2 ละเว้นจากการ ลักทรัพย์ คู่กับ มีสัมมาอาชีวะ
ผู้ที่มีสัมมาอาชีวะ ขยันประกอบสัมมาชีพ เลี้ยงชีวิตตัวเอง และ ครอบครัวได้ ด้วยอาชีพสุจริต ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร ไม่เบียดเบียนใคร ย่อมไม่ต้อง หาเลี้ยงชีพด้วยวิธีที่ผิด เช่น ลักขโมย จี้ ปล้น ฉกชิง วิ่งราว ฉ้อโกง ฯลฯ
ข้อ3 ละเว้นจาก การประพฤติผิดในกาม คู่กับ มีความสำรวมในกาม
ผู้ที่มีความสำรวมในกาม ย่อมมีความยินดี มีความพอใจ ในคู่ครองของตนเอง ไม่ไปล่วงละเมิดผู้ที่ไม่ใช่ คู่ครองของตน
ข้อ4 ละเว้นจากการ พูดปด คู่กับ มีความซื่อสัตย์
ผู้ที่ยึดถือในความซื่อสัตย์ ย่อมเป็นผู้ที่ รักษาสัจจะ พูดแต่ความจริง ไม่พูดจา หลอกลวง ไม่โกหก ไม่พูดเท็จ
ข้อ5 ละเว้นจากการดื่ม สุรา คู่กับ มีสติ
ผู้ที่สติสัมปชัญญะ ไม่อยู่ในความประมาท ย่อมรู้ว่า อะไรถูก อะไรผิด อะไรดี อะไรชั่ว และ ไม่ทำลายตัวเอง ไม่ทำให้ตัวเองขาดสติ ด้วยการ ดื่มของมึนเมา และ การเสพสารเสพติดต่างๆ
ศีลกับธรรม เป็นสิ่งที่ช่วยส่งเสริม ให้บุคคลที่นำไปปฏิบัติ มีความสุข ความเจริญ
ผู้ที่ มีศีลธรรม ย่อมจะเป็นผู้ ประพฤติดี ประพฤติชอบ ละเว้นจากการทำความชั่ว และ อยู่ร่วมกับคนอื่นได้ อย่างมีความสุข
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)