วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2563

วิธีชนะแบบพุทธ

วิธีชนะแบบพุทธ

อุปสรรค ปัญหา ศัตรู เป็นสิ่งที่ทุกๆคน ต้องได้พบได้เจอ ไม่มีใครที่เกิดมาแล้ว ชีวิตมีแต่ความราบริื่น มีแต่ความสุข ไม่เคยมี ปัญหา ไม่เคยมีอุปสรรค ไม่เคยมีความทุกข์ใดๆเลยตลอดชีวิต และ แต่ละคนก็อาจจะ มีวิธีจัดการ มีวิธีต่อสู้ กับสิ่งต่างๆเหล่านี้ ตามแบบของตัวเอง ซึ่งส่วนใหญ่ ก็อาจจะเป็นการตอบโต้แบบ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน คือ เมื่อแรงมาก็แรงไป ห้ำหั่นฟาดฟันกันให้ตายกันไปข้างหนึ่ง หรือไม่ก็ ไม่สู้รบปรบมือดัวย ยอมแพ้ หลบลี้หนีปัญหาต่างๆไปเลย แต่ในทางพุทธศาสนานั้น  ไม่ได้สอนให้คนเรา ทำลายล้างห้ำหั่นซึ่งกันและกัน เพราะว่า สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายแพ้ ใครจะเป็นฝ่ายชนะ ก็จะเป็นการก่อเวรสร้างกรรมต่อกันและกันทั้งสิ้น และ พุทธศาสนา ก็ไม่ได้สอนให้คนเรา เป็นคนอ่อนแอ ยอมแพ้ต่อ อุปสรรค ศัตรูต่างๆ เพราะว่า คนที่อ่อนแอ ยอมแพ้ต่อทุกสิ่งทุกอย่าง ย่อมไม่สามารถที่จะ ทำอะไรให้สำเร็จได้ ไม่ว่าจะเป็นใน ทางโลก หรือ ทางธรรม

ในทางพุทธศาสนานั้น พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ แก้ปัญหาต่างๆด้วยสติ เอาชนะมารด้วยปัญญา ไม่ปล่อยให้อารมณ์ มาอยู่เหนือเหตุผล ใช้ขันติความอดทน ไม่ปล่อยให้ ความโกรธ ความเกรี้ยวกราด เข้ามาควบคุมจิตใจ ให้ใช้ความเมตตา ในการเอาชนะศัตรู เอาชนะความโกรธด้วยความไม่โกรธ เอาชนะคนไม่ดีด้วยความดี เอาชนะคนตระหนี่ด้วยการใหั เอาชนะคนพูดจาเหลาะแหละด้วยคำสัตย์ ให้ความเมตตากับศัตรูให้มาก เพราะว่า วิธีที่จะทำลายศัตรูได้ดีที่สุด ก็คือ การทำให้ศัตรูนั้น กลับกลายมาเป็นมิตรกับเรานั่นเอง

แต่การเอาชนะผู้อื่นได้นั้น ยังไม่สำคัญเท่ากับ การที่เรา สามารถเอาชนะตัวเองได้ เพราะ ในทางพุทธศาสนาแล้ว ศัตรูที่สำคัญที่สุดของคนเรา ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นกิเลส ที่อยู่ภายในใจของเรานี่เอง กิเลสหลักทั้ง 3 ตัว คือ โลภะ(ความโลภ) โทสะ(ความโกรธ) และ โมหะ(ความหลง) เป็นตัวการสำคัญ ที่จะคอยชี้นำ คอยบงการ ให้คนเรา ทำในสิ่งต่างๆที่ไม่ดี ทำในสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควรต่างๆ การสามารถ เอาชนะกิเลสภายในใจของตนเองได้นั้น จึงถือได้ว่า เป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งสามารถทำได้โดย ใช้ธรรมะ เป็นเครื่องยับยั้งชั่งใจ  ใช้ความความละอายแก่ใจ และ ความเกรงกลัวต่อบาป เป็นเครื่องหักห้ามใจ เพื่อเอาชนะใจตนเองให้ได้ คนที่สามารถ เอาชนะใจตัวเองได้นั้น ย่อมจะไม่ยอมปล่อยให้ ความโลภ ความโกรธ ความหลง เข้ามาบงการชีวิตของตนเองได้

วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2563

มงคลชีวิต 38 ประการ

มงคลชีวิต 38 ประการ

มงคลชีวิต เป็นหลักธรรม ที่ใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ให้มีความสุข มีความเจริญก้าวหน้า ซึ่งมีอยู่ 38 ประการ ดังนี้

1.ไม่คบคนพาล คือ ไม่คบกับคนที่ คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว เพราะ จะทำชีวิ ตกต่ำ เสื่อมโทรม มีความเดือดร้อนอยู่เสมอ

2.คบหาบัณฑิต บัณฑิตในที่นี้ ไม่ได้หมายถึง ผู้ที่มีความรู้เท่านั้น แต่จะต้องเป็นผู้รู้ที่ มีสติปัญญา มีจิตใจดี คิดดี พูดดี ทำดี ดำเนินชีวิตในทางที่ถูกต้อง เพื่อจะได้ชักนำ หรือ เป็นแนวทางให้ดำเนินตาม ไปในทางที่ดี

3.บูชาคนที่ควรบูชา การบูชา หมายถึง การเลื่อมใส เคารพ ยกย่อง นับถือในคนนั้นๆ เช่น บูชา พระพุทธเจ้า บิดามารดา ครูบาอาจารย์ เป็นต้น

4.อยู่ในที่อันสมควร คือ การเลือก ที่พักอาศัย ที่ทำมาหากิน ให้เหมาะกับ การดำรงค์ชีวิตของตนเอง

5.มีบุญเก่า สิ่งดีๆที่เราได้รับอยู่ในขณะนี้ เป็นผลจาก สิ่งที่เราเคยทำดีไว้ในอดีต ทั้งในชาตินี้ และ ชาติก่อน และ การทำความดีในขณะนี้ ก็จะส่งผลดีในวันหน้า ทั้งในชาตินี้ และ ชาติหน้า เช่นกัน

6.วางตัวให้ถูกต้อง คือ การวางตัวเองให้อยู่ใน พฤติกรรมที่เหมาะสม ทั้งในด้านส่วนตัว และ การงาน รวมถึง การวางจิตให้ตั้งไว้ ในความดีด้วย

7.ศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ ตั้งใจ รับรู้ รับฟัง จดจำ พิจารณาไตร่ตรอง ทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ด้วยปัญญา

8.ศึกษาศิลปะวิทยา ศิลปะ คือ ความปราณีต ความงดงาม ช่วยขัดเกลาอารมณ์ ให้ละเอียดอ่อน  มีความคิดสร้างสรรค์

9.มีวินัย หมายถึง การเคารพกฎกติกา ในการอยู่ร่วมกัน ปฏิบัติตนอยู่ในหลักเกณฑ์อันดีงาม ซึ่งจะนำพาให้ ชีวิต และ จิตใจ ดำเนินไปทางที่ดี

10.วาจาดี คือ พูดความจริง พูดสุภาพอ่อนหวาน พูดถูกกาลเทศะ พูดด้วยจิตเมตตา พูดแล้วเป็นประโยชน์

11.ดูแลบิดามารดา ทดแทนคุณบิดามารดา ที่ท่านได้ ปกป้องคุ้มครอง อบรมสั่งสอน เลี้ยงดูเรามา

12.ดูแลบุตรธิดา การเป็นบิดามารดานั้น มีหน้าที่ต้อง ดูแลปลูกฝัง ให้บุตรธิดาของตน เป็นคนดี สามารถดำรงค์ชีวิตไปในทางที่ดีได้ ด้วยการปลูกฝังให้ ทำแต่ความดี ละเว้นจากความชั่ว ให้ความรู้ ให้การศึกษา แนะนำให้ได้คู่ครองที่ดี มอบทรัพย์ให้ในเวลาที่เหมาะสม

13.ดูแลภรรยาหรือสามี ยกย่องเปิดเผยว่าเป็นภรรยา หรือ สามี ไม่ปิดบังกับคนอื่น ไม่ดูถูก ดูหมิ่นดูแคลน ไม่ประพฤตินอกใจ แบ่งปันทรัพย์สินตามสมควร มอบหน้าที่ความรับผิดชอบที่เหมาะสมให้ และ ให้เกียรติ ยอมรับการตัดสินใจในหน้าที่นั้นของภรรยา หรือ สามี

14.ทำงานไม่คั่งค้าง มีความรับผิดชอบในงานที่ทำ ทำงานให้เสร็จลุล่วงโดยเร็ว ให้เสร็จภายในกำหนดเวลา ไม่ขี้เกียจ โยกโย้ โอ้เอ้ ไม่ปล่อยงานทิ้งไว้ค้างคา จนอาจทำให้เกิดผลเสียตามมา

15.ให้ทาน การให้ด้วยจิตที่บริสุทธิ์ ไม่หวังผลตอบแทนใดๆ เป็นการฝึกฝน ให้รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ลดความตระหนี่ในจิตใจลง และยังทำให้ เป็นที่รักของคนทั่วไปด้วย

16.ประพฤติธรรม หมายถึง การประพฤติดี ประพฤติชอบ  ทั้ง กาย วาจา ใจ ไม่ทำร้าย เบียดเบียนผู้อื่น ผู้ประพฤติธรรมย่อม เป็นสุขทั้ง กาย และ ใจ

17.ดูแลญาติ ช่วยให้พวกเขา พ้นทุกข์ มีความสุข ตามสมควร ไม่ว่าจะเป็นการช่วย ด้านทรัพย์สินเงินทองตามความเหมาะสม ด้านวาจา ให้กำลังใจ ให้คำแนะนำ การช่วยเหลือด้วยแรงกายตามกำลัง จนถึงช่วยแนะนำในทางธรรม ให้ทำบุญ รักษาศีล ภาวนา สมาธิ

18.ทำงานที่ดี หมายถึง ทำงานที่ ไม่ผิดกฏหมาย ไม่ผิดศีลธรรม ไม่ผิดประเพณี เป็นงานที่มีประโยชน์ ไม่ทำงานที่มีโทษ เช่น ค้าอาวุธ ค้ามนุษย์ ค้ายาเสพติด เป็นต้น

19.งดเว้นบาป การทำบาป คือ การทำความชั่ว ทำสิ่งที่ไม่ดี และ เป็นสิ่งที่จะติดตัวไปจนกว่าจะชดใช้หมด จึงควร งดเว้น หลีกเลี่ยง ไม่ทำบาป ทั้ง กาย วาจา ใจ

20.ละเว้นการเสพของมึนเมา และ สารเสพติดต่างๆ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ ขาดสติ ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายได้มากมาย ทั้งต่อตนเอง และ ต่อผู้อื่น

21.ไม่ประมาทในธรรม ลักษณะของคนที่ประมาทในธรรม เช่น ไม่ทำดีแต่จะเอาผลดี ปฏิบัติย่อหย่อนแต่จะเอาผลมาก ผลัดวันประกันพรุ่งปล่อยเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ เป็นต้น

22.มีความเคารพ ทั้งการเคารพต่อตนเอง การเคารพต่อผู้อื่น และ การเคารพในธรรม การมีความเคารพที่เหมาะสม ย่อมก่อให้ เกิดมิตรไมตรี เกิดความเจริญ ถือเป็นมงคลของชีวิต

23.ถ่อมตน มีกิริยานอบน้อม วาจาอ่อนหวาน จิตใจอ่อนโยน ไม่ทะนงตัว เย่อหยิ่งยโสโอหัง คนที่รู้จักถ่อมตน ย่อมเป็นที่รักใคร่ของคนทั่วไป

24.สันโดษ หมายถึง การยินดีในรูปลักษณ์ตัวตนของตนเอง ยินดีในสิ่งที่ตนมี ยินดีตามกำลังความสามรถที่ตนเองทำได้ ไม่ไปเปรียบเทียบกับคนอื่น มีความสุขตามอัตภาพของตน

25.กตัญญู รู้คุณที่ได้อุปการะ เลี้ยงดู ช่วยเหลือเรามา ควรให้ความกตัญญู ทั้งต่อ บุคคล และ ไม่ใช่บุคคล เช่น ต้นไม้ หนังสือ อุปกรณ์ทำมาหากิน เป็นต้น เพราะสิ่งต่างๆเหล่านี้ ก็มีส่วนช่วยเหลือ ค้ำจุนเรามาเช่นกัน

26.ฟังธรรม เมื่อมีโอกาสควรรับฟังธรรม ตามสมควร ซึ่งไม่จำเป็นต้องไปที่วัดเสมอไป อาจจะฟังผ่านสื่อต่างๆ หรือ จากการอ่านด้วยตัวเองก็ได้ เพื่อจะได้พัฒนาความรู้ พัฒนาความเข้าใจ พัฒนาจิตใจในทางธรรม

27.อดทน เป็นความอดทนต่อ ความทุกข์ ความยากลำบาก ทั้งทางร่างกาย และ จิตใจ ผู้มีความอดทน ย่อมสามารถ ฝ่าฟันปัญหา ฝ่าฟันอุปสรรค ต่างๆ ไปสู่เป้าหมายของตนเองได้

28.รับฟังคำชี้แนะสั่งสอน การไม่เป็นคนกระด้างกระเดื่อง แข็งขืน มีทิฏฐิมานะมากเกินไป และ ยอมรับในข้อผิดพลาด หรือ ข้อบกพร่องของตนเอง แล้วยอมรับ การชี้แนะ การสั่งสอนที่ถูกต้องจากผู้อื่น นอกจากจะทำให้เราสามารถ แก้ไข พัฒนาตนเอง ให้ดีขึ้นแล้ว ยังทำให้เราเป็นที่รัก ที่เคารพของผู้อื่นด้วย

29.พบเห็นสมณะ สมณะ แปลว่า ผู้สงบ สงบทั้ง กาย วาจา ใจ ปราศจากกิเลสครอบงำ การพบเห็นสมณะนั้น เป็นได้ทั้ง ทางตา ทางใจ และ ทางปัญญา

30.สนทนาธรรม การสนทนาธรรม ตามความเหมาะสม ถูกที่ถูกเวลา ไม่โอ้อวด ไม่ยกตนข่มท่าน เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ พัฒนาความรู้ความเข้าใจในทางธรรม และ ยังเป็นการเผื่อแผ่ความรู้ของเราให้ผู้อื่นอีกด้วย

31.บำเพ็ญตบะ การบำเพ็ญตบะ เป็นการฝึกฝนตนเอง ให้มีความเพียร ในการเผาผลาญกิเลสให้หมดสิ้นไป ถือว่าเป็นมงคลยิ่ง

32.ประพฤติพรหมจรรย์ หมายถึง การละเมถุน ซึ่งผู้ที่อยู่ในสมณะเพศต้องถือปฏิบัติอยู่แล้ว แต่สำหรับคนทั่วไป หมายถึง การไม่มักมากในกาม ยินดีในคู่ครองของตนแต่เพียงผู้เดียว

33.เห็นแจ้งอริยสัจ อริยสัจ มีอยู่  4 ประการ คือ ทุกข์(ความทุกข์) สมุทัย(เหตุแห่งทุกข์) นิโรธ(ความดับทุกข์) มรรค(แนวทางดับทุกข์) ทั้ง 4 ประการนี้ เป็นสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้  เป็นแนวปฏิบ้ติเพื่อให้พ้นทุกข์

34.เห็นแจ้งในนิพพาน นิพพาน คือ สภาวะจิตที่ปราศจากกิเลส หลุดจากการวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏอีก หลุดจากอำนาจของกรรม ซึ่งก็คือการพ้นทุกข์นั่นเอง

35.ไม่หวั่นไหวกับโลกธรรม โลกธรรม มีอยู่ด้วยกัน 8 ประการ คือ การมีลาภ การเสื่อมลาภ การมียศ การเสื่อมยศ  การถูกยกย่องสรรเสริญ การถูกติฉินนินทา การมีสุข และ การมีทุกข์ การมีจิตใจหนักแน่น ไม่หวั่นไหวกับสิ่งเหล่านี้ ถือเป็นมงคลอันประเสริฐ

36.ไม่โศกเศร้า เมื่อโศกเศร้าย่อมเป็นทุกข์ จิตใจที่มีแต่ ความทุกข์ ความเศร้า ก็ยากที่จะทำการสิ่งใดได้ เพราะ ไม่สามารถครองสติให้มั่นคงได้ เราจึงควรฝึกจิตใจของเราให้เข้มแข็งมั่นคง ด้วยการ เจริญจิตภาวนาอยู่เสมอ

37.จิตปราศจากกิเลส กิเลส คือ สิ่งที่ทำให้จิตใจเศร้าหมอง มีอยู่ 3 อย่าง คือ ราคะ(ความกำหนัด) โทสะ (ความโกรธ) โมหะ (ความลุ่มหลง) การมีสติ และ ใช้ปัญญา สามารถช่วยลดกิเลสได้ เมื่อเกิดราคะ แก้โดยการเจริญอสุภกรรม เมื่อเกิดโทสะ แก้โดยการเจริญเมตตา และ เมื่อเกิดโมหะ แก้โดยการเจริญสติสัมปชัญญะ

38.จิตเกษม หมายถึง จิตที่ปลอดโปร่ง จิตที่เป็นสุข จิตที่ปราศจากสิ่งไม่ดี 4 ประการ คือ กาม ภพ ทิฏฐิ และ อวิชชา การจะเข้าถึงจิตเกษมได้นั้น จะต้องเข้าถึงพระรัตนตรัยเสียก่อน ชำระ กาย วาจา ใจ ด้วยศีล ฟอกจิตด้วยสมาธิ และ กำจัดทิฏฐิด้วยปัญญา

วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2563

การถ่อมตน

การถ่อมตน

ความถ่อมตน คือ การเอามานะทิฏฐิออกจากใจ ไม่ยโสโอหัง ไม่ถือดีดื้อรั้น ไม่อวดดี ไม่อวดรู้ ไม่อวดเก่ง ไม่ทะนงตน ไม่เย่อหยิ่งจองหอง ไม่ดูถูกเหยียดหยามใคร มีความสงบเสงี่ยม เจียมตน ไม่ใช้ความสามารถที่ตนมี เพื่อโอ้อวด หรือ ข่มผู้อื่น ไม่จับผิดผู้อื่น สามารถน้อมตัวลง รับการ สั่งสอน ชี้แนะ รับสิ่งดีๆจากผู้อื่น เข้าสู่ตนเองได้เต็มที่

สาเหตุที่ทำให้คนทั่วไป ไม่มีความถ่อมตน มีดังนี้

1.ยึดติดกับชาติตระกูล คิดว่า ตนเอง เกิดในชาติตระกูลที่ สูงกว่าคนอื่นบ้าง เป็นตระกูลใหญ่บ้าง มีเชื้อสายผู้ดีเก่าบ้าง มีชื่อเสียงโด่งดังมาตั้งแต่อดีตบ้าง คนอื่นๆ จะมาเทียบกับตนเองได้อย่างไร เมื่อมีคิดเช่นนี้ ความถ่อมตนย่อมไม่มี

2. ยึดติดกับทรัพย์สมบัติ คิดว่า ตนเอง มีทรัพย์สมบัติ มีทรัพย์สินเงินทองมากมาย ทำให้ไม่เกรงใจใคร ไม่ง้อใคร ทำอะไรตามใจตนเอง

3.ยึดติดกับรูปร่างหน้าตา คิดว่า ตนเอง มีรูปร่างดีกว่าคนอื่น มีหน้าตาดีกว่าคนอื่น มีผิวพรรณสวยงามกว่าคนอื่น หลงรูปลักษณ์ภายนอกของตนเอง จนขาดความถ่อมตน

4.ยึดติดกับความรู้ความสามารถ คิดว่า ตนเองมีความรู้สูงกว่าคนอื่น มีความสามารถสูงกว่าคนอื่น หลงตัวเองว่าเก่งกว่าคนอื่นอยู่เสมอ

5.ยึดติดกับยศตำแหน่ง คิดว่า ตนเอง มียศมีตำแหน่ง สูงกว่าคนอื่น ใหญ่กว่าคนอื่น มีอำนาจมากกว่าคนอื่น คนที่คิดเช่นนี้ ย่อมหาความถ่อมตนไม่ได้

6.ยึดติดกับบริวาร คิดว่า ตนเอง มีพรรคพวก มีลูกน้อง มีบริวารมากมาย จึงไม่ต้องเกรงกลัวใคร อยากจะทำอะไรก็ได้ ไม่มีใครกล้าทำมาอะไรตัวเองได้ จึงไม่ยอมอ่อนข้อ ไม่ยอมถ่อมตนให้ใคร

โทษของการไม่มีความถ่อมตน มี 3 ประการ  ดังนี้

1.ทำให้เสียคนได้ เพราะ ความอวดดี ความถือตัว ความยโสโอหัง คิดว่าตัวเองดีอยู่แล้ว ไม่ยอมรับฟังคนอื่น ทำให้ไม่มีใครอยากชี้แนะ สั่งสอน ไม่มีใครอยากเตือน เมื่อทำผิด

2.ทำให้เสียเพื่อน เพราะ คนส่วนใหญ่ คงไม่มีใครอยากคบหากับคนที่ อวดดี อวดเก่ง ข่มคนอื่น หลงตัวเอง ไม่เห็นคนอื่นอยู่ในสายตา

3.ทำให้ส่วนรวมเสียหาย เพราะ การเป็นคนอวดดี ไม่ฟังใคร เอาแต่ตัวเองเป็นใหญ่ จะทำให้หมู่คณะมีความขัดแย้งได้ง่าย ยิ่งถ้ามีหลายคน และ ต่างคนก็ต่างอวดดีใส่กัน ก็จะทำให้เกิดความแตกแยกได้ หากหมู่คณะใดมีสมาชิก ล้วนแล้วแต่มีความถ่อมตน ถึงแม้ในบางครั้งจะมีปัญหากันบ้าง แต่ก็จะสามารถกลับมาสามัคคีกันไหม่ได้ แต่ในหมู่คณะที่สมาชิก มีแต่ความอวดดีเข้าหากัน หมู่คณะนั้น จะไม่มีทางสมัครสมานสามัคคีกันได้เลย

วิธีทำให้เป็นคนถ่อมตน มีดังนี้

1.คบมิตรที่ดี คือ คบกับคนที่ดี คนที่มีศีลธรรม จะได้ช่วยชี้แนะ เตือนสติ ให้เราประพฤติตน ไปในทางที่เหมาะที่ควร

2.รู้จักคิดรู้จักไตร่ตรอง เข้าใจเหตุ และ ผล ตามความเป็นจริง ตัวเราเอง ไม่ได้ดี ไม่ได้วิเศษ ไปกว่าคนอื่น รูปร่างหน้าตา ฐานะ ชาติตระกูล ฯลฯ สิ่งต่างๆเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้  ไม่ยั่งยืน ไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาใช้ วัดคุณค่าคน

3.ยอมรับฟังผู้อื่น ยอมรับฟังคำชี้แนะ คำตักเตือน เคารพความคิดความเห็น ผู้อื่นด้วยเหตุด้วยผล

ลักษณะคนที่มีความถ่อมตน  มี 3 ประการ ดังนี้

1.กิริยาอ่อนน้อม มีกิริยามารยาทที่ดี มีความอ่อนน้อมต่อคนทั่วไป ไม่ลดตัวเกินไป และ ไม่ถือตัวเกินไป ไม่ตีตนเสมอท่าน รู้จักที่ต่ำที่สูง ปฏิบัติกับคนทั้งหลายเสมอกัน ไม่ว่าจะฐานะสูง หรือ ต่ำกว่าตน สงบเสงี่ยมสำรวมกาย แต่มีความผึ่งผาย องอาจอยู่ในตัว

2.วาจาอ่อนหวาน คำพูดน่าฟัง พูดออกมาจากใจที่บริสุทธิ์ ไม่หยาบกระด้าง ไม่โอ้อวดยกตน ไม่พูดจาข่มขู่ผู้อื่น ไม่เยาะเย้ยถากถางเมื่อมีผู้ทำผิดพลาด ไม่ลบหลู่ทับถมผู้อื่น เมื่อตนเองทำผิดพลาด หรือ ล่วงเกินผู้อื่น
ก็เต็มใจกล่าว ขอโทษ หรือ ขออภัย และ กล่าวขอบคุณ เมื่อได้รับความช่วยเหลือ หรือ ได้รับสิ่งดีๆจากผู้อื่น ชมเชยสรรเสริญอย่างจริงใจ เมื่อเห็นใครทำดี

3.จิตใจอ่อนโยน นอบน้อม ถ่อมตัว แต่เข้มแข็ง  ไม่อวดดีอวดความสามารถ  แต่ฝึกฝนพัฒนาตนเอง ให้มีความสามารถ ใจกว้าง รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ไม่เอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่ รู้จักผ่อนปรน ไม่ด่วนโกรธคนที่คิดไม่เหมือนตน พยายามหาวิธี ปรับความคิดเห็นเข้าหากัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ให้อภัยกับความผิดพลาดของผู้อื่น

อานิสงส์ของการมีความถ่อมตน

1.ไม่มีศัตรู อยู่อย่างเป็นสุข

2.ทำให้ น่าเคารพ น่านับถือ เป็นที่รักใคร่ของคนทั่วไป

3.ทำให้หมู่คณะมีความสามัคคี

4.ทำให้ได้มิตรที่ดี

5.สามาถรับ ความรู้ คำชี้แนะ  และ สิ่งดีๆ จากคนอื่นได้

6.มีที่พึ่งพิงทั้งในภพนี้ และ ภพหน้า

7.เป็นการประพฤติตนอยู่ในธรรม ทำให้ไม่ประมาท

8.บรรลุมรรคผลได้ง่าย

ผู้ที่มีความถือดี อวดดี อาจจะได้รับความเคารพ ความเกรงกลัว แต่จะไม่ได้รับความนับถือ อย่างจริงใจ ผู้ที่จะได้รับ การนับถือ การยกย่อง จากผู้อื่น ทั้งกายและใจนั้น ต้องเป็นผู้ที่มีความ อ่อนน้อมถ่อมตนอยู่ในตัวเอง อย่างเต็มที่เท่านั้น

วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2563

กรรมที่ร่วมกันทำมา

กรรมที่ร่วมกันทำมา

การที่คนเรา ต้องได้มาพบเจอกัน มีความเกี่ยวข้องกัน แสดงว่า ต้องเคยสร้างกรรมร่วมกันมาแต่อดีตชาติ จะเป็นกรรมดี หรือ กรรมไม่ดีก็ได้ มากบ้าง น้อยบ้าง ปะปนกันบ้าง ในรูปแบบต่าง เมื่อมีกรรมร่วมกัน ก็จะส่งผลให้ ต้องเกิดมาพบกันอีก ในชาติต่อไป เพื่อส่งเสริมเกื้อกูลกัน ตามกรรมดีที่ได้ทำร่วมกันไว้ หรือ เพื่อชดใช้กรรมไม่ดี ที่ได้เคยทำไว้แก่กัน

การทำกรรมร่วมกันนี้ อาจจะแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทด้วยกัน คือ

1. ประเภททำดีร่วมกันมา คือ ผู้ที่เกี่ยวข้องกันทั้งหมด ได้เคยทำความดี ทำบุญทำกุศล สร้างบารมีมาด้วย เมื่อมาเกิดร่วมกันอีก ก็มักจะได้ดีพอๆกัน ได้พบกับสุข เสวยความสุขจากความดีที่เคยทำมาด้วยกัน เรียกว่า มีคุณธรรมเสมอกัน เช่น ถ้าเป็นครอบครัว พ่อก็เป็นพ่อที่ดี แม่ก็เป็นแม่ที่ดี มีความรัก มีความเข้าอกเข้าใจ เห็นใจกัน ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน ช่วยกันดูแลเลี้ยงดูลูกอย่างดี ส่วนลูกก็เป็นลูกที่ดี อยู่ในโอวาท เชื่อฟังคำสั่งสอน ให้ความรัก ความเคารพพ่อแม่ อย่างจริงใจ เป็นต้น

2.ประเภททำไม่ดีร่วมกันมา คือ ผู้ที่เกี่ยวข้องกันทั้งหมด ได้เคย ทำชั่ว ทำบาป ทำสิ่งไม่ดี ร่วมกันมา เมื่อมาเกิดร่วมกันอีก ก็อยู่ร่วมกันได้ ถึงแม้จะไม่ค่อยมีความสุข ไม่ค่อยราบรื่น มีปัญหากันบ้าง มีการทะเลาะเบาะแว้งกันบ้าง แต่ก็จะไม่แยกจากกัน เรียกว่า เมื่อมีความสุขก็จะสุขร่วมกัน เมื่อมีความทุกข์ก็ทุกข์ด้วยกัน ถ้าเป็นสามีภรรยากัน ก็จะอยู่กันแบบที่เรียกว่า หญิงก็ร้ายชายก็เลว คือ เป็นคนประเภทเดียวกัน ย่อมอยู่ร่วมกันได้

3.ประเภทมีเวรผูกพันกันมา คือ ผู้ที่เกี่ยวข้องกันนั้น มีฝ่ายหนึ่งที่ดี และอีกฝ่ายหนึ่งที่เสีย ฝ่ายดีจะถูกฝ่ายเสีย คอยรังควาน คอยสร้างปัญหา คอยทำลาย ทำให้เกิดความทุกข์ อยู่เรื่อยไป ทั้งทางตรง และ ทางอ้อม เช่น บางครอบครัว พ่อแม่ดี ลูกไม่ดี คอยแต่จะสร้างปัญหาให้พ่อแม่ตลอด บางครอบครัว พ่อแม่ลูกดีหมด แต่บริวารในบ้าน กลับเอาแต่สร้างปัญหา สร้างความเดือดร้อนให้เสมอ เป็นต้น ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะ ในอดีตชาตินั้น ทั้งสองฝ่าย หรือ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ได้ผูกเวรผูกกรรม ก่อความอาฆาตพยาบาทกันไว้ ทำให้ต้องกลับมาพบมาเจอกัน และ คอยรังควาน คอยสร้างปัญหา ให้กันอยู่ร่ำไป

พระพุทธเจ้าจึงสอนเอาไว้ว่า ให้ละเวร ละกรรมชั่วเสีย ไม่เช่นนั้นแล้ว เวรกรรมที่ก่อไว้ ก็จะตามผจญกันไป ไม่มีที่สิ้นสุด

วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2563

ความสำคัญของชื่อ

ความสำคัญของชื่อ

เรื่องของชื่อนี้ แบ่งออกได้เป็น 3 แนวทาง คือ

      1.ทางพยากรณ์ศาสตร์
      2.ทางพุทธศาสนา
      3.ทางการวิจัย

1.ในทางพยากรณ์ศาสตร์นั้น

เชื่อว่าชื่อมีอิทธิพลต่อเจ้าของชื่อมาก สามารถ ทำนายชะตา พยากรณ์ชีวิต โดยคำนวณกำลังของ ตัวอักษร และ พยัญชนะ ของชื่อ และ นามสกุล แล้วนำมาถอดรหัสเป็นตัวเลข เพื่อใช้ในการพยากรณ์ ดังนั้น ชื่อที่ดีตามหลักของพยากรณ์ศาสตร์นั้น ก็คือ เมื่อถอดรหัสชื่อออกมาเป็นตัวเลขแล้ว มีความหมายดี เป็นสิริมงคล แก่เจ้าของชื่อ ช่วยเสริมพลังให้กับชะตาชีวิต
ช่วยให้เจริญรุ่งเรือง มั่นคง มั่งคั่ง ประสบความสำเร็จ คือ ได้รับสิ่งดีๆ ตามความหมายของการพยากรณ์ และ ไม่มี ตัวอักษร และ พยัญชนะ ที่เชื่อว่าเป็นกาลากิณีื มาบั่นทอนสิ่งที่ดีให้ลดลงไป ถ้าผู้ใดอยาก ประสบความสำเร็จ ได้รับสิ่งดีๆ ก็ต้องตั้งชื่อให้ดีตามหลักของการพยากรณ์

2.ในทางพุทธศาสนานั้น

มีนิทานชาดก เกี่ยวกับความสำคัญของชื่อ เล่าถึง เมื่อครั้งที่ พระโพธิสัตว์ เกิดเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์  เมืองตักกสิลา มีลูกศิษย์ชื่อ ปาปกะ (นายบาป) เขาคิดว่า ชื่อของตัวเองไม่เป็นมงคล จึงขอให้อาจารย์ช่วยตั้งชื่อใหม่ให้ อาจารย์จึงบอกให้ ปาปกะ ไปแสวงหาชื่อที่ชอบ และ คิดว่าเป็นมงคลมา แล้วจะทำพิธีเปลี่ยนชื่อให้ ปาปกะ จึงออกเดินทางไปที่ต่างๆ เพื่อหาชื่อใหม่ จนมาพบขบวนหามศพไปป่าช้า จึงถามญาติผู้ตายว่า ผู้ตายชื่ออะไร ญาติบอกว่า ชื่อ ชีวกะ(นายบุญรอด) ปาปกะ ถามต่อว่า
ทำไมเขาไม่รอดเหมือนชื่อล่ะ ญาติตอบว่า ชื่ออะไรก็ตายได้ทั้งนั้น ชื่อตั้งขึ้นมาสำหรับเรียกขานกันเท่านั้น ปาปกะ เดินทางต่อไป พบนายทุนกำลังเฆี่ยนตีนางทาสีอยู่ สอบถามดู ได้ความว่า นางชื่อ ธนปาลี(นางรวย) นางไม่ยอมจ่ายดอกเบี้ย จึงถูกลงโทษ ปาปกะ จึงถามว่า นางชื่อรวย เหตุใดไม่มีเงินจ่ายดอกเบี้ยล่ะ นายทุนตอบว่า ชื่ออะไรก็จนได้ทั้งนั้น ชื่อตั้งขึ้นมาสำหรับเรียกขานกันเท่านั้น ปาปกะ ออกเดินทางต่อ พบคนกำลังหลงทาง จึงบอกทางให้ แล้วถามชื่อคนหลงทางผู้นั้น ทราบว่าชื่อ ปันถกะ(นายชำนาญทาง)  ปาปกะ จึงถามว่า ชื่อชำนาญทาง เหตุใดจึงหลงทางล่ะ ปันถกะ ตอบว่า ชื่ออะไรก็หลงทางได้ทั้งนั้น ชื่อตั้งขึ้นมาสำหรับเรียกขานกันเท่านั้น ปาปกะ จึงตัดสินใจ เดินทางกลับไปหาอาจารย์ เล่าสิ่งที่ตนเองได้พบเจอมาให้อาจารย์ฟัง แล้วขอใช้ชื่อ ปาปกะ ตามเดิม

นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า ชื่อเป็นสื่งที่ตั้งขึ้นมาเพื่อ ใช้สำหรับเรียกขานกันเท่านั้น  คนจะดีจะเลว จะโง่จะฉลาด จะสำเร็จจะล้มเหลว ไม่ได้อยู่ที่ชื่อ แต่อยู่ที่ การกระทำ ความเพียรพยายาม ของแต่ละบุคคลต่างหาก

ชื่อไม่มีผลต่อชีวิต ไม่ว่าจะเป็นชีวิตในปัจจุบัน หรือชีวิตหลังความตาย สิ่งที่มีผล คือ การกระทำ และ บาป บุญ ที่ทำมาเท่านั้น

3.ในทางการวิจัยนั้น

มีคณะนักวิจัยใน มหาวิทยาลัย Victoria  ประเทศนิวซีแลนด์ นำโดย คุณ Eryn Newman เป็นหัวหน้าคณะนักวิจัย ได้เปิดเผยรายงานการวิจัยเรื่อง ชื่อกับความน่าเชื่อถือของเจ้าของชื่อว่า จากการทดลองปรากฎว่า คนส่วนใหญ่ ให้ความเชื่อถือ คนที่ชื่ออ่านง่าย หรือ ออกเสียงง่าย มากกว่าคนที่ชื่ออ่านยาก หรือ ออกเสียงยาก คนส่วนใหญ่รู้สึกว่า คนที่ชื่ออ่านง่าย หรือ ออกเสียงง่าย มีความเสี่ยงน้อยกว่า หรือ เป็นอันตรายน้อยกว่า คนที่ชื่ออ่านยาก หรือ ออกเสียงยาก

แต่อย่างไรก็ตาม ชื่อจะอ่านง่ายหรือยาก ก็ขึ้นอยู่กับ แต่ละกลุ่มชนด้วย เช่น ชื่อที่อ่านยากในประเทศหนึ่ง อาจจะเป็นชื่อที่อ่านง่ายในอีกประเทศหนึ่งก็ได้

นักวิจัยคณะนี้เชื่อว่า สิ่งที่พบจากการวิจัย เป็นผลมาจาก จิตใต้สำนึกของแต่ละคน และชื่อไม่ได้มีผลแค่ ความน่าเชื่อถือของเจ้าของชื่อเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงเรื่องอื่นๆอีกด้วย เช่น โอกาสจ้างงาน โอกาสเลื่อนตำแหน่ง โอกาสได้รับการเลือกตั้ง โดยผลการวิจัยชิ้นนี้ สรุปว่า คนชื่ออ่านง่าย มักจะได้รับการประเมินผลงาน ดีกว่าคนชื่ออ่านยาก

สุดท้ายแล้ว ชื่อจะมีความสำคัญมากน้อยแค่ไหน จะเปลี่ยนชื่อใหม่ หรือ ใช้ชื่อเดิมอย่างไร ก็คงต้องเป็นเรื่องที่เจ้าของชื่อ ต้องพิจารณาตัดสินใจด้วยตัวเอง

วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2563

อบายมุข 6

อบายมุข 6

อบายมุข 6 หมายถึง วิถีทาง หรือ ช่องทาง ที่ทำให้เกิด ควาเสื่อม,ความพินาศ หรือ ความย่อยยับของ โภคทรัพย์, กุศลธรรม และ ปัญญา ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรละเว้น มีอยู่ 6 ประการด้วยกัน คือ

1. ติดสุรา ของมึนเมา และ สารเสพติดต่างๆ มีโทษ 6 ประการ ดังนี้

      1.1 เสียทรัพย์ ทรัพย์สินต้องหมดไปกับ การดื่ม การเสพ นอกจากจะเสียทรัพย์สินของตนเองแล้ว อาจจะทำให้ เป็นหนี้ เป็นสิน เพิ่มขึ้นอีกด้วย

      1.2 ทะเลาะวิวาทได้ง่าย เมื่อดื่ม หรือ เสพ จนขาดสติ ขาดความยั้งคิด เมื่อมีอะไร หรือ มีใครมากระทบกระทั้ง ก็อาจเกิดความรุนแรง เกิดการทะเลาะวิวาทกันได้ง่าย

      1.3 เสียสุขภาพ สุขภาพเสื่อมโทรม ทำให้มีโอกาส เกิดโรคต่าง ๆได้มากขึ้น ทั้งโรคที่เป็นผลจาก การดื่มการเสพโดยตรง และ โรคที่เกิดจาก สุขภาพที่อ่อนแอลง ทัังโรคที่อาการไม่หนัก และ โรคที่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต

      1.4 เสื่อมเสียชื่อเสียง เมื่อดื่ม หรือ เสพ จนขาดสติ ก็อาจมีการแสดงพฤติกรรม การกระทำ ที่ไม่ดี ไม่เหมาะ ไม่ควร ออกไป ผู้คนที่พบเห็น ย่อมรู้สึกไปในทางลบ และ อาจมีการกล่าวขาน เล่าต่อกันไป ทำให้ชื่อเสียงเสียหาย

      1.5 ความละอายลดลง เมื่อหลงลืมขาดสติ ก็อาจจะ กล้าทำในสิ่งที่ปกติแล้ว ไม่กล้าทำ ไม่ละอายในสิ่งที่ปกติแล้ว ควรจะละอาย เป็นผลเสียต่อทั้งตนเอง และ คนรอบข้าง

      1.6 บั่นทอนปัญญา เมื่อหลงลืมขาดสติ ปัญญาย่อมถูกบั่นทอนไปด้วย อะไรที่เคยรู้ได้ เคยคิดได้ เคยเข้าใจได้ ก็อาจจะเลอะเลือน หลงลืมไป การพูด การคิด การตัดสินใจ ก็ผิดเพี้ยนไปจากปกติ เกิดความผิดพลาด เสียหายได้ง่าย ทั้งในทางส่วนตัว และ ส่วนรวม

2.ชอบเที่ยวในยามวิกาล ไปในแหล่งบันเทิงต่างๆ เพื่อสนองความสุขทั้งทางกาย และ ทางใจ มีโทษ 6 ประการ ดังนี้

      2.1 เป็นการไม่ดูแลรักษาตัวเอง เสียสุขภาพ อดหลับอดนอน

      2.2 เป็นการไม่ดูแลรักษาครอบครัว ไปหาความสุขไส่ตัว ทิ้งให้ครอบครัวอยู่ตามลำพัง ในยามค่ำคืน

      2.3 เป็นการไม่ดูแลรักษาทรัพย์สมบัติ หมดไปกับการเที่ยวเตร่ หาความสำราญ

      2.4 เป็นเหตุให้ผู้อื่นระแวงสงสัย

      2.5 เป็นเป้าหมายให้ถูกใส่ความ ถูกเล่าลือในทางไม่ดี

      2.6 เป็นเหตุให้เกิดเรื่องเดือดร้อนตามมาได้ง่าย

3. ชอบออกเที่ยว ดูการละเล่น ดูมหรสพ ดูการแสดงเพื่อความบันเทิงต่างๆ ทั้งเวลากลางวัน และ กลางคืน คือ เมื่อรู้ว่า มีการแสดง มีความบันเทิงที่ไหน ก็รีบไปที่นั่น ละทิ้งการงาน ละทิ้งสิ่งที่ควรจะทำ จิตใจก็คอยแต่กังวล คิดถึงแต่ความสนุกสนาน ทำให้เสียการเสียงาน ข้อนี้ไม่ได้ห้ามเที่ยวเสียทีเดียว เพียงแต่ว่า ต้องให้เหมาะให้ควร ไม่หมกมุ่นเรื่องพวกนี้ มากจนเกินไป

4. เป็นนักพนัน ติดการพนัน มีโทษ 6 ประการ ดังนี้

      4.1 เมื่อชนะ ย่อมเป็นการก่อเวร สร้างศัตรู เพราะ ผู้แพ้ย่อมขุ่นเคืองใจ

      4.2 เมื่อแพ้ ย่อมมีความเสียดายทรัพย์สิน ที่เสียไปในการพนัน

      4.3 เสื่อมทรัพย์ ทรัพย์สินย่อมหมดไปกับการพนัน เพราะ โอกาสที่จะเล่นได้ มีน้อย และ เมื่อเล่นได้ ก็อยากได้อีก ก็เล่นต่อ พอเสียก็อยากได้คืน ก็ยิ่งเล่นเพิ่มอีก ในที่สุด ทรัพย์สินก็จะหมดไปเรื่อยๆ

      4.4 ผู้คนไม่เชื่อถือ ไม่ไว้วางใจ จะพูดจาบอกกล่าวอะไร ไม่ค่อยมีใครเชื่อ จะให้ดูแล รับผิดชอบ ทรัพย์สิน ของมีค่าอะไร ก็ไม่มีใครไว้วางใจ กลัวเอาไปเล่นการพนันหมด

      4.5 เป็นที่หมิ่นประมาทของ ญาติ มิตร เพื่อนฝูง คนรู้จัก ชื่อเสียงไม่ดี คนส่วนใหญ่ ไม่อยากจะคบหาสมาคมด้วย

      4.6 หาคู่ครองที่ดีได้ยาก เพราะ ไม่มีใครอยากได้ คนที่ติดการพนันเป็นคู่ครอง ทั้งทรัพย์สินที่มีอยู่ และ ทรัพย์สินที่หาได้ คงถูกนำไปใช้ในการพนันหมด และ อาจทำให้ครอบครัว ต้องเป็นหนี้เป็นสิน เดือดร้อนลำบาก ผู้ที่ต้องการมีครอบครัวที่ดี มีความสุข ย่อมต้องหลีกเลี่ยงจากคนที่ติดการพนัน

5. การคบกับคนที่ไม่ดี ซึ่งจะทำให้เรา กลายเป็นคนที่ไม่ดีตามไปด้วย
คนที่ไม่ดีไม่ควรคบหาด้วย มีอยู่ 6 ประเภท คือ

      5.1 คนที่ติดการพนัน

      5.2 คนที่เป็นคนเจ้าชู้ ไม่เว้นลูกเขาเมียใคร

      5.3 คนที่ติดเหล้า ติดสิ่งเสพติดต่างๆ

      5.4 คนที่มักหลอกลวงผู้อื่น เพื่อให้ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ

      5.5 คนที่ฉ้อฉล คตโกง ทำการต่างๆด้วยความไม่สุจริต

      5.6 คนที่เป็นนักเลงหัวไม้ มีเรื่อง ทะเลาะวิวาท ต่อยตี กับเขาไปทั่ว

6. เกียจคร้านไม่ทำการทำงาน ผลัดวันประกันพรุ่ง โดยหาเหตุผลต่างๆ นานา มาเป็นข้ออ้าง ในการที่จะไม่ทำงาน เช่น หนาวไปแล้วไม่ทำงาน, ร้อนไปแล้วไม่ทำงาน, เช้าไปแล้วไม่ทำงาน, เย็นไป ค่ำไป แล้วไม่ทำงาน, หิวแล้วไม่ทำงาน, อิ่มแล้วไม่ทำงาน เป็นต้น

อบายมุข ทั้ง 6 นี้ เป็นวิถีทางที่ ทำให้เกิดความเสื่อม ทั้งทางด้านจิตใจ และ ทางทรัพย์สิน เป็นสิ่งที่ควรละเว้น ถ้าละเว้นไม่ได้ทั้งหมด ก็ควรพยายามที่จะ ไม่หมกมุ่นกับสิ่งเหล่านี้ มากจนเกินไป

วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2563

ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม

ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม

การประพฤติธรรม หมายถึง การประพฤติตน ให้อยู่ในศีล ในธรรม ทำความดีทั้ง ทางกาย ทางวาจา และ ทางใจ  เช่น การสร้างกุศล ทำบุญ ทำทาน รักษาศีล เจิรญภาวนา เป็นต้น

บุคคลที่มีความมุ่งมั่น ในการกระทำแต่ความดี รักษาศิล ปฏิบัติธรรม ก็ย่อมจะส่งผลให้บุคคลผู้นั้น ได้พบได้เจอกับสิ่งที่ดีๆ ได้เจอกับคนที่ดีๆ อยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ดี อยู่ห่างไกลจาก ความไม่ดี ห่างไกลจาก ความชั่ว ทั้งหลายทั้งปวง เพราะ โดยปกติแล้ว เมื่อเราจะทำอะไร เราก็จะต้องเข้าไปอยู่ใน สภาวะแวดล้อมที่ ส่งเสริมต่อการกระทำนั้นๆ เช่น ถ้าเราต้องการ ฟังเทศน์ ฟังธรรม ก็จะต้องเข้าวัดเข้าวา คงไม่มีใคร ไปในที่อโคจร หรือ ที่ที่มีอบายมุข มีสิ่งไม่ดีอยู่ เพื่อที่จะ ฟังเทศน์ ฟังธรรม อย่างแน่นอน

ดังนั้น เมื่อตั้งใจที่จะทำความดี ก็จะทำให้ ได้พบได้เจอกับสิ่งที่ดี และ ห่างไกลจาก สิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายทั้งปวง

นอกจากนี้ บุญกุศลจาก คุณงามความดี ที่ได้ทำไว้นั้น ก็ย่อมจะ ช่วยปกปักษ์รักษา ช่วยคุ้มครอง ให้หลุดพ้น จากทุกข์ภัยต่างๆด้วย หรือ ถ้าไม่ถึงกับหลุดพ้น อย่างนัอย ก็ช่วยให้ บรรเทาเบาบางลงไปไดับ้าง

และเมื่อได้ปฏิบัติธรรม จนเกิดปัญญา จนเข้าใจถึงความจริงของชีวิต และ ความจริงของโลกแล้ว ก็จะทำให้มีสติ จิตใจก็จะไม่หวั่นไหวได้ง่าย เมื่อต้อง เผชิญกับปัญหา เผชิญกับอุปสรรค เผชิญกับความทุกข์ และ ความสูญเสียต่างๆ สติ และ ปัญญา จะเป็นสิ่งที่ช่วยรักษา ช่วยคุ้มครองจิตใจ ไม่ให้ทุกข์ ถึงจะสูญเสีย เงินทอง ทรัพย์สมบัติ ของมีค่า ใจก็ไม่ทุกข์ ร่างกายเกิดเจ็บไข้ได้ป่วย ใจก็ไม่ทุกข์ ใจไม่ยึดมั่นถือมั่น เห็นถึงความจริงของ โลกธรรมทั้งแปด ที่เป็นคู่กัน เช่น เมื่อมีลาภ ก็ต้องมีเสื่อมลาภ เมื่อมียศ ก็ต้องมีเสื่อมยศ เมื่อมีคนสรรเสริญ ก็ต้องมีคนนินทา เมื่อมีความสุข ก็ต้องมีความทุกข์ เป็นต้น ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมานั้น ไม่มีสิ่งไหนสามารถที่จะ ยึดให้อยู่กับเรา หรือ ยึดให้เป็นของเราได้ ตามใจที่เราต้องการ

เมื่อมีสติ และ เข้าใจถึงความจริงของชีวิต และ ความจริงของโลกแล้ว ย่อมสามารถที่จะ ป้องกันจิตใจ ไม่ให้หวั่นไหวไปกับ ความทุกข์ต่างๆ จนทำให้ หมดความสุขไป และ สามารถที่จะรักษาสภาวะ ความสงบของจิตใจเอาไว้ได้ ตามสมควรแก่สติปัญญาตน
นี่คือ ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม
นั่นเอง

วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2563

วิธีดับความโกรธ

วิธีดับความโกรธ

 เมื่อความโกรธเกิดขึ้นกับผู้ใด ย่อมจะทำให้จิตใจผู้นั้น ร้อนรุ่ม ไม่สบายใจ เป็นทุกข์ ส่งผลไปถึงสุขภาพร่างกาย และ ยังมีผลกระทบกับคนรอบข้างอีกด้วย พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า ฆ่าความโกรธได้ย่อมเป็นสุข แต่เมื่อเพลิงแห่งความโกรธ ลุกโชนขึ้นในจิตใจ การจะดับความโกรธนั้น อาจไม่ง่ายนัก แนวทางต่อไปนี้ เป็นวิธีที่สามารถนำไปปฏิบัติ เพื่อช่วย ลดละ ระงับ ดับความโกรธลงได้

1.พิจารณาผลของความโกรธที่มีต่อตนเอง และ ผู้อื่น เมื่อความโกรธเกิดขึ้น ทั้ง กาย วาจา ใจ ก็ย่อมมีแนวโน้มที่จะ ประพฤติไปในทางชั่ว จึงควรตั้งสติ พยายามระงับความโกรธไว้ แล้วพิจารณาโทษ ของผลจากสิ่งที่จะทำ ในขณะโกรธให้มากที่สุด จะได้ไม่เสียใจ หรือ รู้สึกผิดทีหลัง หลังจากที่หายโกรธแล้ว ควรหมั่นฝึกเจริญสติ เพื่อให้รู้ทันอารมณ์ และ สามารถควบคุม หรือ ตั้งสติได้ทัน ตอนที่ความโกรธเกิดขึ้น

2.ใช้ขันติ และ ความเมตตา คือ เมื่อความโกรธเกิดขึ้น ให้อดทนอดกลั้นเอาไว้ก่อน หลังจากนั้น จึงใช้ความเมตตาเข้าราดรดจิตใจ ที่ร้อนรนด้วยความโกรธ ตั้งจิตให้ส่ง ความเมตตา ความปรารถนาดี ความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข ไปสู่ผู้ที่ทำให้โกรธ จะทำให้ใจเย็นลง ช่วยลดความโกรธลงไปได้

3.มองในด้านดี เพราะ คนเราทุกคน ย่อมมีทั้งด้านดี และ ด้านไม่ดี เมื่อมีใครทำให้โกรธ หรือ ขุ่นเคืองใจ ให้ตั้งสติ และ พยายามนึกถึงด้านดีของเขา แม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย หรือ เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับ สิ่งที่ทำให้เราโกรธก็ตาม เช่น เจอคนที่ชอบพูดกวนประสาท จนทำให้โกรธ ซึ่งเป็นด้านที่ไม่ดี แต่เรารู้ว่าเขาเป็นคนที่ ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นการพนัน ซึ่งเป็นด้านที่ดี ก็ให้ใส่ใจแต่ด้านดีของเขา ไม่ไปใส่ใจด้านไม่ดี ความโกรธก็ลดน้อยถอยลงไปได้

4.ลองหันกลับมามองตัวเองว่า เป็นคนที่โกรธง่ายเกินไปหรือเปล่า ถ้าเป็นคนโกรธง่ายเกินไป เรื่องนี้ก็โกรธ เรื่องนั้นก็โกรธ อะไรเล็กๆน้อยๆ ก็เอามาเป็นอารมณ์ เอามาเป็นเหตุแห่งความโกรธไปเสียทุกเรื่อง ก็ควรพิจารณาตัวเอง ติเตียนตัวเองเสียบ้าง เตือนตัวเองอยู่เสมอว่า เมื่อเราโกรธ คนที่เกิดความทุกข์ คือ ตัวเราเอง และ จะส่งผลเสียต่อทั้งร่างกาย และ จิตใจ ลองเลิกโทษคนอื่น ว่าเขาเป็นคนไม่ดี เขาทำสิ่งที่ไม่ดีกับเรา จึงเป็นเหตุให้เราโกรธ ให้มองว่า ความโกรธเกิดจากตัวเราเอง เกิดจากอารมณ์ของเราเอง เป็นเราเองที่ไม่มีสติ ไม่ได้ควบคุมอารมณ์ของตัวเอง ดังนั้น แทนที่จะโกรธผู้อื่น มองผู้อื่นเป็นสาเหตุ ก็หันมาปรับปรุงตัวเอง ควบคุมสติอารมณ์ของตัวเอง ก็จะทำให้ ความโกรธลดลงได้

5.คิดถึงกฎแห่งกรรม สรรพสัตว์ทั้งหลายย่อมมีกรรมของตนเอง การที่มีคนทำให้เราโกรธ อาจเป็นเพราะ ในอดีตชาติ เราเคยทำให้เขาโกรธมาก่อน  ถ้าเราไปตอบโต้ ไปโกรธตอบ ก็จะเป็นการผูกเวรผูกกรรมกันต่อไปอีก ดังนั้น ให้ถือว่าเราได้ชดใช้กรรมแต่ปางก่อน แล้วจะได้หมดกรรมในส่วนนี้ไป และ ในส่วนของผู้ที่ทำให้เราโกรธ ถ้าเขาทำสิ่งที่ไม่ดี เป็นคนที่ไม่ดี ก็ให้ผลแห่งกรรมเป็นตัวกำหนด เมื่อถึงเวลาที่กรรมส่งผล เขาก็จะได้รับผลกรรมจากสิ่งที่เขาทำเอง เราไม่ต้องเข้าไปจัดการแทนกฎแห่งกรรมแต่อย่างใด เลิกแบกโลก แบกความทุกข์แบกความโกรธ รู้จักปล่อยวางอารมณ์เสียบ้าง ก็จะทำให้ความโกรธ ทุเลเบาบางลงได้

6.ยึดถือพระพุทธเจ้าเป็นแบบอย่าง ท่านทรงบำเพ็ญพระบารมีอยู่ตลอด ทรงยึดถือขันติ และ เมตตา แม้มีผู้คิดเป็นศัตรู ทำการประทุษร้าย พยายามทำลายพระองค์ ท่านก็มิได้มีใจขุ่นเคือง โกรธแค้น คิดร้ายตอบ แต่อย่างใด

7. คิดถึงสังสารวัฏ คนเราอาจจะเคยพบ เคยเจอ เคยเกี่ยวข้องกันมา หลายภพ หลายชาติแล้วก็ได้ บางชาติอาจเป็นมิตร   เป็นพ่อเป็นแม่ เป็นญาติพี่น้อง ช่วยเหลือเกื้อกูลกันมา บางชาติอาจกลับกลายเป็นคู่อริ เป็นศัตรู คอยเบียดเบียน ทำร้าย ทำลายกัน สังสารวัฏ สับสนปนเป ยากที่จะหาต้นหาปลาย ยากที่จะสะสางจัดระเบียบ คนที่ทำให้เราโกรธอาจจะเคยเป็นพ่อเป็นแม่เรา หรือ เป็นผู้มีบุญคุณต่อเราในอดีตชาติก็ได้ ดังนั้น ควรทำดีต่อกันไว้ ช่วยเหลือเกื้อกูลกันไว้ ดีกว่าที่จะมาเป็นศัตรูกัน

8. คิดว่าทุกๆคน ก็เป็นเพียงแค่ส่วนประกอบของธาตุทั้ง 6 คือ ไฟ ดิน ลม น้ำ วิญญาณ และ อากาศ  ไม่มีสาระแก่นสารอะไร เราจะโกรธอะไร หรือ โกรธใคร ก็เป็นเพียงการโกรธ ไฟ ดิน ลม น้ำ วิญญาณ และ อากาศ ซึ่งไม่มีตัวตน หาสาระไม่ได้ แล้วเราจะโกรธไปทำไม

9. การให้ และ การแบ่งปัน เมื่อเราโกรธใคร แล้วทำอย่างไรก็ไม่หายโกรธ ลองให้ของที่เป็นของเราแก่เขา พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก เมื่อเราทำเช่นนั้น ความโกรธ ทั้งของผู้ให้ และ ของผู้รับ ก็จะลดน้อย เบาบางลงไปได้

10. ลองไม่ต้องคิด ทำใจให้สงบ ด้วยการ หายใจเข้าออก ยาว ๆ ลึก ๆ ช้าๆ ให้ลมหายใจละเอียด อ่อน บางเบา ทำติดต่อกันสัก 10 ครั้ง จะทำให้ใจสบายขึ้น และ ความโกรธก็จะลดลงได้

หมั่นพิจารณา หมั่นฝึกฝนจิตใจเราบ่อย ๆ จนเกิดเป็นความเคยชิน แล้วความโกรธ ก็จะไม่อาจเข้าครอบงำเราได้ ผู้เอาชนะความโกรธได้ ย่อมเป็นสุข ทุกเมื่อ ทุกสถานการณ์

วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2563

เจตสิก

เจตสิก

เจตสิก (อ่านว่า เจ-ตะ-สิก) หมายถึง ธรรมชาติที่ประกอบเข้ากับจิต ทำงานร่วมกับจิต ควบคุมคุณลักษณะของจิต
ปรุงแต่งให้จิต มีอาการ หรือ มีการแสดงออกในรูปแบบต่างๆ เมื่อเจตสิกหนึ่งทำงานแล้วก็จะดับไป เจตสิกตัวอื่นก็เข้ามาทำงานร่วมกับจิตอีก เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ และ การทำงานร่วมกันนี้ ไม่ได้เป็นเหตุเป็นผลของกันและกัน เพียงแต่ประกอบร่วมกันเฉยๆ เท่านั้น คือ ไม่ได้อาศัยกันและกัน ในการเกิดหรือดับ

เจตสิก จะขาดจิตไม่ได้ ถ้าไม่มีจิต ก็ไม่มีเจตสิก แต่เจตสิกก็ไม่ได้เกิดจากจิต  เจตสิกจะเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ แต่จิต จะคงเดิม

จิต ทำหน้าที่รับรู้ จากทาง หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ เจตสิก ทำหน้าที่ ปรุงแต่งจิต ให้เกิดความ รู้สึกนึกคิดต่างๆ ทั้งทางดี และ ทางไม่ดี

การประกอบกันของ จิตกับเจตสิกนั้น มีอยู่ 4 ลักษณะ คือ

     -  เกิดพร้อมจิต 
     -  ดับพร้อมจิต   
     -  มีอารมณ์เดียวกับจิต 
     -  อาศัยวัตถุเดียวกับจิต

เจตสิกทั้งหมด มีอยู่ 52 ชนิด แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ

      -  อัญญาสมานาเจตสิก
      -  อกุศลเจตสิก
      -  โสภณเจตสิก

- อัญญาสมานาเจตสิก เป็นเจตสิกที่เป็นกลาง เสมอกับจิตทุกฝ่าย คือ ประกอบเข้ากับจิตได้ทุกฝ่าย ทั้งกุศลจิต อกุศลจิต และ อัพยากตะจิต(ไม่ใช่ทั้งกุศล และ อกุศล)
อัญญสมานาเจตสิกนี้ มีอยู่ 13 อย่าง แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

     1. เป็นเจตสิกที่ เกิดกับจิตทุกดวง มี 7 อย่าง ได้แก่ สัญญา, เวทนา, เจตนา, ผัสสะ, มนสิการ, ชีวิตินทรีย์ ,เอกัคคตา

      2. เป็นเจตสิกที่ ไม่เกิดกับจิตทุกดวง มี 6 อย่าง ได้แก่ อธิโมกข์ ,วิริยะ, ฉันทะ ,วิตก ,วิจาร ,ปีติ

- อกุศลเจตสิก เป็นเจตสิกฝ่ายอกุศล คือ เจตสิกที่จะประกอบเข้ากับจิตที่เป็นอกุศลเท่านั้น

อกุศลเจตสิกนี้มีอยู่ 14 อย่าง แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

     1. เป็นเจตสิกที่ เกิดกับ อกุศลจิตทุกดวง มี 4 อย่าง ได้แก่ อโนตตัปปะ (ความไม่เกรงกลัวต่อบาป), อหิริกะ (ความไม่ละอายต่อบาป),   อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน,ความร้อนใจ), โมหะ (ความลุ่มหลง)

     2. เป็นเจตสิกที่ ไม่เกิดกับ อกุศลจิตทุกดวง มี 10 อย่าง ได้แก่ โทสะ,
มานะ, โลภะ (ความอยากได้อยากมี), มิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นผิด),
อิสสา (ความอิจฉาริษยา), มัจฉริยะ (ความตระหนี่), กุกกุจจะ (ความเดือดร้อนใจ,ความกังวลใจ), ถีนะ (ความหดหู่), มิทธะ (ความง่วงเหงา,ท้อถอย), วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย)

- โสภณเจตสิก เป็นเจตสิกฝ่ายดี คือ เจตสิกที่จะประกอบเข้ากับจิตที่เป็นกุศล และ อัพยากฤต(ไม่ใช่ทั้งกุศล และ อกุศล)

โสภณเจตสิกนี้ มีอยู่ 25 อย่าง แบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม คือ

     1. โสภณสาธารณเจตสิก เป็นเจตสิกที่ เกิดกับกุศลจิต ทุกดวง มี 19 อย่าง ได้แก่ ศรัทธา(เชื่ออย่างมีเหตุผล), สติ(ยับยั้งไม่ให้จิตตกอยู่ในอกุศล), หิริ(มีความละอายต่อบาป), โอตตัปปะ(มีความเกรงกลัวต่อบาป), ตัตรมัชฌัตตตา (มีใจเป็นกลาง,อุเบกขา),อโลภะ(ไม่โลภ),อโทสะ(ไม่โกรธ),จิตตปัสสัทธิ(จิตที่สงบ),กายปัสสัทธิ(กายที่สงบ),จิตตลหุตา (จิตที่เบาต่ออกุศล),กายลหุตา(กายที่เบาต่ออกุศล),จิตตมุทุตา(จิตที่ควรแก่กุศล),กายมุทุตา(กายที่ควรแก่กุศล),จิตตกัมมัญญตา(จิตควรแก่งาน),กายกัมมัญญตา(กายที่ควรแก่งาน),จิตตปาคุญญตา(จิตที่คล่องแคล่วต่อกุศล),กายปาคุญญตา(กายที่คล่องแคล่วต่อกุศล),จิตตุชุกตา(จิตที่มุ่งตรงต่อกุศล),กายุชุกตา(กายที่มุ่งตรงต่อกุศล),

     2.วิรตีเจตสิก เป็นเจตสิกที่ ไม่เกิดกับ กุศลจิตทุกดวง มี 3 อย่าง ได้แก่ สัมมาอาชีวะ  สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา

     3.อัปมัญญาเจตสิก เป็นเจตสิกที่ ไม่เกิดกับ กุศลจิตทุกดวง มี 2 อย่าง ได้แก่  มุทิตา และ กรุณา

     4.ปัญญาเจตสิก เป็นเจตสิกที่ ไม่เกิดกับ กุศลจิตทุกดวง มี 1 อย่าง ได้แก่ ปัญญินทรีย์           

โดยสรุปแล้ว เจตสิกมี 3 กลุ่ม คือ

กลุ่ม 1 เจตสิกที่เป็นกลาง หรือ อัญญสมานาเจตสิก เข้ากับจิตได้ทุกประเภท มี 13 อย่าง 

กลุ่ม 2  เจตสิกที่เป็นอกุศล หรือ อกุศลเจตสิก เข้ากับอกุศลจิตเท่านั้น มี 14 อย่าง

กลุ่ม 3 เจตสิกฝ่ายดี หรือ โสภณเจตสิกมี  เข้ากับกลุ่มโสภณจิตเท่านั้น มี 25 ดวง

เจตสิก และ จิต ประกอบเข้ากันแล้ว จะทำให้จิตมีสภาพเป็นกุศล(เป็นบุญ) หรือ เป็นอกุศล(เป็นบาป) ตามการประกอบ