แพะทองคำ
ในสมัยของพระวิปัสสีพุทธเจ้า มีเศรษฐีผู้หนึ่ง นามว่า อวโรชะ มีจิตเลื่อมใส ศรัทธา ในพระบวรพุทธศาสนา ได้สละทรัพย์ และ น้ำพักน้ำแรง ของตนเอง สร้างพระคันธกุฎี ด้วยทองคำ เงิน และ แก้ว ด้านหน้าของพระคันธกุฎี สร้างศาลาราย ทำด้วยรัตนะ7 ตรงกลางศาลา สร้างมณฑปแก้ว พร้อมธรรมาสน์ เพื่อเป็นที่นั่งแสดงพระธรรมเทศนา และ ทางขึ้นธรรมาสน์ ได้สร้างแพะทองคำอีก 5 ตัว รองเป็นบันได เพื่อให้เสด็จขึ้นเทศน์ได้สะดวก ถวายแด่พระวิปัสสีพุทธเจ้า
ต่อมาเมื่อ อวโรชะ สิ้นอายุขัยลง ก็ได้ไปเกิดเป็นเทวดา และ มนุษย์สลับกันไป จนกระทั่งถึง สมัยของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี้ ก็ได้มาเกิดในตระกูลเศรษฐี ในนครภัททิยะ โดยมีนามว่า เมณฑกเศรษฐี หรือ เศรษฐีแพะ นั่นเอง เพราะ ในวันที่เขาเกิดนั้น พื้นที่บริเวณด้านหลังบ้าน ได้มีเหตุอัศจรรย์เกิดขึ้น คือ มีแพะทองคำ ขนาดเท่า โค ม้า และ ช้าง เอาหลังดุนหลังกัน แทรกตัว ชำแรกแผ่นดิน ขึ้นมาเต็มพื้นที่ และ ในปากของแพะทองคำนั้น ได้มี กลุ่มด้าย 5 กลุ่ม 5 สี ปรากฎอยู่
เมื่อท่านเศรษฐี อายุครบ 16 ปี แพะทองคำจึงสำแดงฤทธิ์ โดยหากว่า ท่านเศรษฐีต้องการอะไร เพียงแค่ล้วงมือเข้าไป แล้วดึงกลุ่มด้ายออกมา สิ่งที่ท่านต้องการ ก็จะไหลออกมาจากปากแพะทันที
แพะทองคำนี้ จึงถือว่าเป็น คลังมหาสมบัติ ของท่านเศรษฐี เพราะ สามารถดึงทุกอย่าง ออกมาจากปากแพะได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็น ทรัพย์สิน เงิน ทอง เสื้อผ้าอาภรณ์ ของกิน ของใช้ เป็นต้น
และ ท่านเศรษฐี ก็ไม่ได้หวงแหน ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากแพะทองคำนี้ เพื่อตนเองเพียงผู้เดียว ท่านยอมอนุญาติให้คนทั่วไป สามารถเข้าไปขอสิ่งต่างๆ จากปากแพะได้ด้วย
และไม่ว่า สิ่งของจะหลั่งไหลออกมามากแค่ไหน สิ่งของต่างๆ ก็ไม่มีการลดลง ไม่มีวันหมด ไม่มีวันสิ้น สร้างความอัศจรรย์ใจ ให้แก่ผู้คนทั้งหลายเป็นอย่างมาก และ ให้การยกย่อง ชื่นชม ท่านเศรษฐีว่า เป็นคนที่เปี่ยมไปด้วยบุญ เป็นคนที่สร้างสมบุญมาแต่อดีตอย่างมากมาย จึงทำให้เกิด สิ่งอัศจรรย์นี้ขึ้น
สิ่งที่ท่าน เมณฑกเศรษฐี ได้รับนี้ ก็เป็นอานิสงส์จาก จิตเจตนาที่เป็นกุศลอันบริสุทธิ์ ในการส่งเสริม บำรุงพระพุทธศาสนา สร้างธรรมาสน์ สร้างถาวรวัตถุ ให้เป็นประโยชน์แก่ พระพุทธศาสนา ให้เป็นประโยชน์แก่ สาธารณชน นั่นเอง
วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2563
วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2563
ปาณาติบาต
ปาณาติบาต
ปาณาติบาต มาจากิคำว่า ปาณ(บาลีเป็น ปาณะ) กับ คำว่า อติบาต(บาลีเป็น อติปาต)
ปาณ หมายถึง ลมหายใจ, สัตว์มีชีวิต(รวมถึงคนด้วย), ชีวิต, สิ่งที่ทำให้เป็นอยู่ได้แห่งเหล่าสัตว์, สิ่งที่ทำให้มีลมปราณ, สิ่งที่มีลมหายใจ
อติบาต หมายถึง การยังให้ตกล่วง, การทำร้าย
ปาณาติปาต จึงหมายถึง การทำให้สัตว์มีลมหายใจตกล่วงไป, การทําลายชีวิต, การพรากชีวิต, การปลิดชีวิต, การฆ่า, การทำลาย
ปาณาติบาต ถูกจัดให้เป็นศีลข้อแรกของศีลทุกหมวด ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ ทั้งศีลสำหรับ อุบาสก-อุบาสิกา และ ศีลสำหรับพระภิกษุสงฆ์
องค์ประกอบของปาณาติบาต
การทำปาณาติบาต ที่สมบูรณ์นั้น จะต้องมีองค์ประกอบ 5 ประการ คือ
1. ปาโณ
2. ปาณสญฺญิตา
3. วธกจิตฺตํ
4. อุปกฺกโม
5. เตน มรณํ
1. ปาโณ คือ คนนั้น หรือ สัตว์นั้น มีชีวิต
2. ปาณสญฺญิตา คือ ผู้ทำปาณาติบาตรู้ว่า คนนั้น หรือ สัตว์นั้น มีชีวิต
3. วธกจิตฺตํ คือ ผู้ทำปาณาติบาตร มีจิตเจตนาที่จะฆ่าให้ตาย
4. อุปกฺกโม คือ การลงมือฆ่า ทำความเพียรเพื่อให้ คนนั้น หรือ สัตว์นั้นตาย ด้วยวิธีการใดๆก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น การฆ่าด้วยตนเอง ใช้สอยว่าจ้างให้ผู้อื่นฆ่า ใช้อาวุธ ใช้หลุมพราง ใช้วิชาคุณไสย ใช้อิทธิฤทธิ์ ก็ถือเป็นการ การลงมือฆ่าทั้งสิัน
5. เตน มรณํ คือ คน หรือ สัตว์ ที่ต้องการจะฆ่า ต้องตายด้วยการลงมือฆ่านั้น
หากมีองค์ประกอบครบบริบูรณ์ ทั้ง 5 ข้อ ผลของบาปที่เกิดกับผู้ทำนั้น ก็จะรุนแรง แต่หากองค์ประกอบไม่ครบ หรือ มีข้อใดไม่สมบูรณ์ ความรุนแรงของบาป ก็จะถูกลดทอนลงไป
นอกจากนี้
- การฆ่าสัตว์ที่มีขนาดเล็ก จะบาปน้อยกว่า การฆ่าสัตว์ที่มีขนาดใหญ่
- การฆ่า คน หรือ สัตว์ ที่มีคุณต่อผู้ฆ่าน้อย จะบาปน้อยกว่า การฆ่า คน หรือ สัตว์ ที่มีคุณต่อผู้ฆ่ามาก เช่น การฆ่า บิดา มารดา ตนเอง ย่อมเป็นบาปมากกว่า การฆ่าคนทั่วไป
- การฆ่า คน หรือ สัตว์ ที่มี คุณความดีน้อย จะบาปน้อยกว่า การฆ่า คน หรือ สัตว์ ที่มีคุณความดีมาก เช่น การฆ่าพระอรหันต์ ที่มีศีลบริสุทธิ์ ย่อมเป็นบาปมากกว่า การฆ่าคนทั่วไป
- การมีความตั้งใจ การมีความเพียรพยายาม ในการฆ่าน้อย จะบาปน้อยกว่า การมีความตั้งใจ การมีความเพียรพยายาม ในการฆ่ามาก
- การฆ่าอย่างต่อเนื่อง ฆ่าบ่อยๆ ฆ่าเป็นประจำ ย่อมจะบาปมากกว่า การฆ่าเพียงครั้งเดียว เพราะ การฆ่าอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ บาปค่อยๆสะสม เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด ก็จะกลายเป็นบาปหนักได้
ผลของปาณาติบาต
ผลของการทำปาณาติบาตนั้น จะทำให้ ต้องได้รับกรรม ไปเกิดในนรก หรือ ไปเกิดเป็นเดรัจฉาน หรือ ไปเกิดเป็นเปรต หลังจากนั้น หากมีโอกาส ที่จะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็จะต้องได้รับผลกรรมอีก 9 ประการ คือ
1. ทุพพลภาพ
2. มีกำลังอ่อนแอ
3. ขี้ขลาด
4. เฉื่อยชา
5. รูปไม่งาม
6. ถูกฆ่า หรือ ฆ่าตัวตาย
7. โรคภัยเบียดเบียน
8. บริวารไม่ดี
9. อายุสั้น
ผลกรรมทั้ง 9 ประการนี้ เป็นเศษของกรรม สามารถจะส่งผล ต่อเนื่องกันไปได้หลายชาติ ไม่ใช่แค่เพียงชาติเดียว
ปาณาติบาต มาจากิคำว่า ปาณ(บาลีเป็น ปาณะ) กับ คำว่า อติบาต(บาลีเป็น อติปาต)
ปาณ หมายถึง ลมหายใจ, สัตว์มีชีวิต(รวมถึงคนด้วย), ชีวิต, สิ่งที่ทำให้เป็นอยู่ได้แห่งเหล่าสัตว์, สิ่งที่ทำให้มีลมปราณ, สิ่งที่มีลมหายใจ
อติบาต หมายถึง การยังให้ตกล่วง, การทำร้าย
ปาณาติปาต จึงหมายถึง การทำให้สัตว์มีลมหายใจตกล่วงไป, การทําลายชีวิต, การพรากชีวิต, การปลิดชีวิต, การฆ่า, การทำลาย
ปาณาติบาต ถูกจัดให้เป็นศีลข้อแรกของศีลทุกหมวด ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ ทั้งศีลสำหรับ อุบาสก-อุบาสิกา และ ศีลสำหรับพระภิกษุสงฆ์
องค์ประกอบของปาณาติบาต
การทำปาณาติบาต ที่สมบูรณ์นั้น จะต้องมีองค์ประกอบ 5 ประการ คือ
1. ปาโณ
2. ปาณสญฺญิตา
3. วธกจิตฺตํ
4. อุปกฺกโม
5. เตน มรณํ
1. ปาโณ คือ คนนั้น หรือ สัตว์นั้น มีชีวิต
2. ปาณสญฺญิตา คือ ผู้ทำปาณาติบาตรู้ว่า คนนั้น หรือ สัตว์นั้น มีชีวิต
3. วธกจิตฺตํ คือ ผู้ทำปาณาติบาตร มีจิตเจตนาที่จะฆ่าให้ตาย
4. อุปกฺกโม คือ การลงมือฆ่า ทำความเพียรเพื่อให้ คนนั้น หรือ สัตว์นั้นตาย ด้วยวิธีการใดๆก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น การฆ่าด้วยตนเอง ใช้สอยว่าจ้างให้ผู้อื่นฆ่า ใช้อาวุธ ใช้หลุมพราง ใช้วิชาคุณไสย ใช้อิทธิฤทธิ์ ก็ถือเป็นการ การลงมือฆ่าทั้งสิัน
5. เตน มรณํ คือ คน หรือ สัตว์ ที่ต้องการจะฆ่า ต้องตายด้วยการลงมือฆ่านั้น
หากมีองค์ประกอบครบบริบูรณ์ ทั้ง 5 ข้อ ผลของบาปที่เกิดกับผู้ทำนั้น ก็จะรุนแรง แต่หากองค์ประกอบไม่ครบ หรือ มีข้อใดไม่สมบูรณ์ ความรุนแรงของบาป ก็จะถูกลดทอนลงไป
นอกจากนี้
- การฆ่าสัตว์ที่มีขนาดเล็ก จะบาปน้อยกว่า การฆ่าสัตว์ที่มีขนาดใหญ่
- การฆ่า คน หรือ สัตว์ ที่มีคุณต่อผู้ฆ่าน้อย จะบาปน้อยกว่า การฆ่า คน หรือ สัตว์ ที่มีคุณต่อผู้ฆ่ามาก เช่น การฆ่า บิดา มารดา ตนเอง ย่อมเป็นบาปมากกว่า การฆ่าคนทั่วไป
- การฆ่า คน หรือ สัตว์ ที่มี คุณความดีน้อย จะบาปน้อยกว่า การฆ่า คน หรือ สัตว์ ที่มีคุณความดีมาก เช่น การฆ่าพระอรหันต์ ที่มีศีลบริสุทธิ์ ย่อมเป็นบาปมากกว่า การฆ่าคนทั่วไป
- การมีความตั้งใจ การมีความเพียรพยายาม ในการฆ่าน้อย จะบาปน้อยกว่า การมีความตั้งใจ การมีความเพียรพยายาม ในการฆ่ามาก
- การฆ่าอย่างต่อเนื่อง ฆ่าบ่อยๆ ฆ่าเป็นประจำ ย่อมจะบาปมากกว่า การฆ่าเพียงครั้งเดียว เพราะ การฆ่าอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ บาปค่อยๆสะสม เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด ก็จะกลายเป็นบาปหนักได้
ผลของปาณาติบาต
ผลของการทำปาณาติบาตนั้น จะทำให้ ต้องได้รับกรรม ไปเกิดในนรก หรือ ไปเกิดเป็นเดรัจฉาน หรือ ไปเกิดเป็นเปรต หลังจากนั้น หากมีโอกาส ที่จะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็จะต้องได้รับผลกรรมอีก 9 ประการ คือ
1. ทุพพลภาพ
2. มีกำลังอ่อนแอ
3. ขี้ขลาด
4. เฉื่อยชา
5. รูปไม่งาม
6. ถูกฆ่า หรือ ฆ่าตัวตาย
7. โรคภัยเบียดเบียน
8. บริวารไม่ดี
9. อายุสั้น
ผลกรรมทั้ง 9 ประการนี้ เป็นเศษของกรรม สามารถจะส่งผล ต่อเนื่องกันไปได้หลายชาติ ไม่ใช่แค่เพียงชาติเดียว
วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563
อริยทรัพย์
อริยทรัพย์
อริยทรัพย์ หมายถึง ทรัพย์อันประเสริฐ เป็นทรัพย์ภายใน เกิดจากการปฏิบัติธรรม เป็นทรัพย์ส่วนตัว เป็นสมบัติทางใจ ไม่มีใครแย่งชิงไปได้ เป็นทรัพย์ที่เอาติดตัวไปได้เมื่อสิ้นอายุขัย มีผลเกื้อกูลต่อชีวิต ทั้งชาตินี้ และ ชาติต่อๆไป
อริยทรัพย์มีอยู่ 7 ประการ ได้แก่
1. ศรัทธา
2. ศีล
3. หิริ
4. โอตตัปปะ
5. สุตะ หรือ พาหุสัจจะ
6. จาคะ
7. ปัญญา
1. ศรัทธา คือ ความเชื่อ ความเลื่อมใส ในแนวทางที่ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม เชื่อในการทำดี เชื่อในเรื่องบาปบุญ เชื่อในเรื่องผลแห่งกรรม เชื่อในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ว่าเป็นหนทางแห่งการพ้นทุกข์
2. ศีล การรักษาศีล เป็นการไม่ไปเบียดเบียนผู้อื่น เป็นการประพฤติสุจริต ทางกาย ทางวาจา ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดปด ไม่ดื่มสุราเมรัย ทำให้ไม่ต้องมีวิบากกรรม ที่ต้องชดใช้ในภายภาคหน้า
3. หิริ คือ การมี ความละอายต่อการทำความชั่ว ความละอายต่อการทำบาป ความละอายต่อการทำทุจริต ทั้งทางกาย วาจา ใจ ความละอายต่อการทำสิ่งที่เป็นอกุศลกรรมทั้งปวง คนที่มีหิริ จะสามารถควบคุมตัวเองได้ โดยไม่ต้องมีกฎระเบียบ ไม่ต้องมีผู้อื่นมาควบคุม จะไม่ทำบาป ทั้งในที่ลับ และ ที่แจ้ง
4. โอตตัปปะ คือ การมี ความเกรงกลัวต่อการทำความชั่ว ความเกรงกลัวต่อการทำบาป ความเกรงกลัวต่อการทำทุจริต ทั้งทางกาย วาจา ใจ ความเกรงกลัวต่อการทำสิ่งที่เป็นอกุศลกรรมทั้งปวง เกรงกลัวว่า จะต้องได้รับผลกรรม จากสิ่งที่ได้ทำไป
5. สุตะ หรือ พาหุสัจจะ คือ การรับฟัง การศึกษา พัฒนา เรียนรู้ เพื่อให้ตนเอง ได้มีความรู้ ความเข้าใจในสิ่งต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง
6. จาคะ คือ การให้ การเสียสละ การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่ตระหนี่ ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เอาเปรียบผู้อื่น มีเมตตาปรารถนาที่จะช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ มีจิตเป็นกุศล
7. ปัญญา คือ การรู้การเข้าใจ ในความเป็นจริงทั้งหลาย รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว อะไรเป็นคุณอะไรเป็นโทษ อะไรเป็นกุศลอะไรเป็นอกุศล แยกแยะถูกผิดได้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า "ความสว่างอื่นใดยิ่งกว่าปัญญานั้นไม่มี" ปัญญาจะส่องสว่างในใจอยู่ทุกขณะ และ ติดตามไปทุกภพทุกชาติ ปัญญานี้ จึงถือว่า เป็นทรัพย์ที่ประเสริฐที่สุด ในพุทธศาสนา
อริยทรัพย์ 7 ประการนี้ เป็นทรัพย์ที่จะติดตัวไป ทั้งในชาตินี้ และ ชาติต่อๆไป เป็นกำลังหนุน เป็นสิ่งที่ช่วยส่งเสริมการบำเพ็ญเพียรต่างๆ ผู้มุ่งหวังสุคติภูมิ หรือ หวังบรรลุพระธรรมขั้นอริย จึงควรสร้าง และะ สะสม อริยทรัพย์ 7 ประการนี้ไว้
อริยทรัพย์ หมายถึง ทรัพย์อันประเสริฐ เป็นทรัพย์ภายใน เกิดจากการปฏิบัติธรรม เป็นทรัพย์ส่วนตัว เป็นสมบัติทางใจ ไม่มีใครแย่งชิงไปได้ เป็นทรัพย์ที่เอาติดตัวไปได้เมื่อสิ้นอายุขัย มีผลเกื้อกูลต่อชีวิต ทั้งชาตินี้ และ ชาติต่อๆไป
อริยทรัพย์มีอยู่ 7 ประการ ได้แก่
1. ศรัทธา
2. ศีล
3. หิริ
4. โอตตัปปะ
5. สุตะ หรือ พาหุสัจจะ
6. จาคะ
7. ปัญญา
1. ศรัทธา คือ ความเชื่อ ความเลื่อมใส ในแนวทางที่ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม เชื่อในการทำดี เชื่อในเรื่องบาปบุญ เชื่อในเรื่องผลแห่งกรรม เชื่อในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ว่าเป็นหนทางแห่งการพ้นทุกข์
2. ศีล การรักษาศีล เป็นการไม่ไปเบียดเบียนผู้อื่น เป็นการประพฤติสุจริต ทางกาย ทางวาจา ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดปด ไม่ดื่มสุราเมรัย ทำให้ไม่ต้องมีวิบากกรรม ที่ต้องชดใช้ในภายภาคหน้า
3. หิริ คือ การมี ความละอายต่อการทำความชั่ว ความละอายต่อการทำบาป ความละอายต่อการทำทุจริต ทั้งทางกาย วาจา ใจ ความละอายต่อการทำสิ่งที่เป็นอกุศลกรรมทั้งปวง คนที่มีหิริ จะสามารถควบคุมตัวเองได้ โดยไม่ต้องมีกฎระเบียบ ไม่ต้องมีผู้อื่นมาควบคุม จะไม่ทำบาป ทั้งในที่ลับ และ ที่แจ้ง
4. โอตตัปปะ คือ การมี ความเกรงกลัวต่อการทำความชั่ว ความเกรงกลัวต่อการทำบาป ความเกรงกลัวต่อการทำทุจริต ทั้งทางกาย วาจา ใจ ความเกรงกลัวต่อการทำสิ่งที่เป็นอกุศลกรรมทั้งปวง เกรงกลัวว่า จะต้องได้รับผลกรรม จากสิ่งที่ได้ทำไป
5. สุตะ หรือ พาหุสัจจะ คือ การรับฟัง การศึกษา พัฒนา เรียนรู้ เพื่อให้ตนเอง ได้มีความรู้ ความเข้าใจในสิ่งต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง
6. จาคะ คือ การให้ การเสียสละ การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่ตระหนี่ ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เอาเปรียบผู้อื่น มีเมตตาปรารถนาที่จะช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ มีจิตเป็นกุศล
7. ปัญญา คือ การรู้การเข้าใจ ในความเป็นจริงทั้งหลาย รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว อะไรเป็นคุณอะไรเป็นโทษ อะไรเป็นกุศลอะไรเป็นอกุศล แยกแยะถูกผิดได้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า "ความสว่างอื่นใดยิ่งกว่าปัญญานั้นไม่มี" ปัญญาจะส่องสว่างในใจอยู่ทุกขณะ และ ติดตามไปทุกภพทุกชาติ ปัญญานี้ จึงถือว่า เป็นทรัพย์ที่ประเสริฐที่สุด ในพุทธศาสนา
อริยทรัพย์ 7 ประการนี้ เป็นทรัพย์ที่จะติดตัวไป ทั้งในชาตินี้ และ ชาติต่อๆไป เป็นกำลังหนุน เป็นสิ่งที่ช่วยส่งเสริมการบำเพ็ญเพียรต่างๆ ผู้มุ่งหวังสุคติภูมิ หรือ หวังบรรลุพระธรรมขั้นอริย จึงควรสร้าง และะ สะสม อริยทรัพย์ 7 ประการนี้ไว้
วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2563
เจ้าแม่กวนอิม
เจ้าแม่กวนอิม
เจ้าแม่กวนอิม เป็นพระที่ได้รับความนับถือ ศรัทธา เป็นอย่างมาก ทั้งในความเชื่อของชาวจีน และ ชาวไทย เป็นพระผู้โดดเด่น ทางด้าน ความกตัญญู ความรัก และ ความเมตตา ต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย
ชาวจีน เรียกขานนามของพระนางว่า กวนซื่ออินผ่อสัก หรือ กวนซื่ออินผูซ่า หมายถึง พระโพธิสัตว์กวนอิม คำว่า ผ่อสัก หรือ ผูซ่า หมายถึง พระโพธิสัตว์ แต่คำว่า ซื่อ ตรงกับชื่อเดิมของ ถังไท้จงฮ่องเต้ ในสมัยราชวงศ์ถัง จึงได้หลีกเลี่ยงคำนั้น มาเรียกย่อๆว่า กวนอิน หรือ กวนอิม
ประวัติของเจ้าแม่กวนอิม
ประวัติของเจ้าแม่กวนอิมนั้น มีผู้กล่าวไว้หลากหลาย แต่เรื่องที่ได้รับความนิยมแพร่หลาย กล่าวไว้ว่า
พระองค์ มีพระนามเดิมว่า เมี่ยวซ่าน เป็นราชธิดาองค์ที่ 3 ของพระเจ้าเมี่ยวจวง กษัตริย์แห่งอาณาจักรซิงหลิง ทางทิศตะวันตกของประเทศจีน
พระเจ้าเมี่ยวจวง เป็นกษัตริย์ที่ โหดร้าย ทารุณ ไร้ความเมตตา ส่วนพระราชธิดาเมี่ยวซ่าน กลับเป็นผู้ที่ มีเมตตากรุณา ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ ทรงเสวยเจ ถือศีล หมั่นศึกษาหลักธรรม คำสอน ของพระพุทธศาสนา
เมื่อถึงวัยที่จะมีคู่ครอง พระราชธิดาองค์โต กับ องค์รอง ก็ได้เข้าพิธีอภิเษกสมรส ตามความประสงค์ของพระบิดา แต่พระราชธิดาเมี่ยวซ่าน ไม่ยินยอม กราบบังคมทูลว่า จะขอบวชเป็นภิกษุณี เพื่อศึกษา ปฏิบัติธรรม ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
พระราชบิดาทรงโกรธกริ้วยิ่งนัก จึงลงโทษ ทรมาน พระราชธิดาเมี่ยวซ่าน ต่างๆนาๆ เพื่อหวังให้ พระราชธิดา
เปลี่ยนพระทัย ยอมอภิเษกสมรส แต่ไม่สำเร็จ จึงเนรเทศ ไปอยู่ที่วัดนกยูงขาว ให้ทำงานหนักในวัดทั้งหมดคนเดียว ทั้งกวาดลานวัด ตักน้ำ ผ่าฟืนหุงข้าว ฯลฯ ห้ามผู้ใดช่วย พระราชธิดาเมี่ยวซ่าน ทรงมิได้ย่อท้อ ทำงานต่างๆได้เรียบร้อยทัังหมด พระราชบิดา เข้าพระทัยว่า เหล่าแม่ชี ขัดรับสั่ง คอยให้ความช่วยเหลือ ทรงไม่พอพระทัย จึงสั่งเผาวัดนกยูงขาวเสีย แต่พระราชธิดาเมี่ยวซ่าน ทรงรอดชีวิตมาได้ เมื่อพระราชบิดาทรงทราบเรื่อง ก็สั่งให้นำตัวพระราชธิดาไปประหารชีวิตสิ้นซากไป พระราชธิดาเมี่ยวซ่าน ไม่ทรงตกพระทัย และ ไม่ร้องขอชีวิต แต่คมดาบกลับไม่อาจทำ อันตรายต่อพระนางได้ ในขณะนั้น ได้มีเสือตัวหนึ่งปรากฏขึ้น เล่ากันว่าเป็นเสือเทวดา และ ได้พาพระราชธิดาเมี่ยวซ่าน หนีไปยังเขาเซียงซัน หลังจากนั้น เทพไท่ไป๋ ได้แปลงร่างเป็นชายชรา มาชี้แนะการบำเพ็ญเพียร ให้แก่พระราชธิดา
ต่อมา พระเจ้าเมี่ยวจวง ประสบเคราะห์กรรม ป่วยเป็นโรคประหลาดร้ายแรง ต้องนำ ดวงตา และ แขน ของผู้ที่เป็นทายาท มาปรุงพระโอสถ จึงจะรักษาได้ แต่พระธิดาทั้ง 2 พระองค์ ไม่มีผู้ใดยินยอม เมื่อพระราชธิดาเมี่ยวซ่าน ทรงทราบ จึงหวนกลับเข้าวัง สละดวงตาทั้ง2 และ แขนทั้ง2 ปรุงพระโอสถ เพื่อรักษาพระราชบิดา จนหายเป็นปกติ ความกตัญญูของ พระราชธิดาเมี่ยวซ่านนี้ เป็นที่ตื้นตันแก่ทั้ง โลกมนุษย์ และ สรวงสวรรค์ รวมถึง พระเจ้าเมี่ยวจวงด้วย ทรงได้สติ และ สำนึกบาป ที่ตนเองได้เคยก่อเอาไว้
พระราชธิดาเมี่ยวซ่าน ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ 9 ปีเต็ม จนในที่สุด ก็ได้สำเร็จเป็นพระโพธิสัตว์ มีพระนามภาษาจีนว่า กวนอิมผ่อสัก เมื่อพระองค์สำเร็จเป็นพระโพธิสัตว์แล้ว องค์ศากยมุณี จึงได้ประทาน แขน และ ดวงตา คืนแก่พระองค์
พระธิดาเมี่ยวซ่านนั้น ถือว่าเป็นเป็นชาวพุทธ แต่ได้เทพ ซึ่งเป็นเทพฝ่ายเต๋า มาชี้แนะ จนสำเร็จในธรรมขั้นสูง พระโพธิสัตว์กวนอิม จึงเป็นเทพทั้ง ฝ่ายพุทธ และ ฝ่ายเต๋า
ปางของเจ้าแม่กวนอิม
ลักษณะปางของเจ้าแม่กวนอิมนั้น มีอยู่ 33 ปาง แต่ปางที่ ได้รับความนิยมในปัจจุบัน คือ ปางหยางหลิ่วกวนอิน
ปางนี้ จะเป็นสตรี เรือนร่างอ่อนช้อย วงพักตร์งดงาม พระหัตถ์ซ้าย ถือแจกันน้ำอมฤต เชื่อกันว่า ใช้รักษาโรคภัย และ ใช้ปราบมาร ส่วนพระหัตถ์ขวา ถือกิ่งหลิวศักดิ์สิทธิ์ เพื่อใช้ประพรมน้ำอมฤต และ มีสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้า อยู่บนพระเศียร
การบูชาเจ้าแม่กวนอิม ให้ใช้
- น้ำชาจีน 1 ถ้วย ทุกเช้า
- ผลไม้ 2 อย่าง (ห้ามใช้ ละมุด มังคุด พุทรา) ถวายวันตัว และ วันพระ
- ธูป 5 ดอก ดอกบัว 5 ดอก
คาถาสวดบูชา เจ้าแม่กวนอิม
นำโมไต๋ชื้อ ไต๋ปุย กิวโค่ว กิวหลั่ง กวงไต๋เล่งก้ำ กวงสี่อิมผู่สัก (กราบ)
นำโมไต๋ชื้อ ไต๋ปุย กิวโค่ว กิวหลั่ง กวงไต๋เล่งก้ำ กวงสี่อิมผู่สัก (กราบ)
นำโมไต๋ชื้อ ไต๋ปุย กิวโค่ว กิวหลั่ง กวงไต๋เล่งก้ำ กวงสี่อิมผู่สัก (กราบ)
นำโมฮุก นำโมหวบ นำโมเจ็ง นำโมกิวโค่ว กิวหลั่ง กวงสี่อิมผู่สัก ทั่งจี้โต โอม
เกียล้อฮวดโต เกียล้อฮวดโต เกียออฮวดโต
ล้อเกียฮวดโต ล้อเกียฮวดโต ซ่าผ่อออ
เทียงหล่อซิ้ง ตี่หล่อซิ้ง นั้งลี่หลั่ง หลั่งลี่ซิง
เจ็กเฉียก ใจเอียง ห่วยอุ่ยติ๊งนำมอม่อ ออป่อเยี้ย ปอล้อบิ๊ก
กล่าวกันว่า หากมีความทุกข์ ขอเพียงสวดขานพระนามของพระโพธิสัตว์องค์นี้ ก็จะสามารถ พ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวงได้
เจ้าแม่กวนอิม เป็นพระที่ได้รับความนับถือ ศรัทธา เป็นอย่างมาก ทั้งในความเชื่อของชาวจีน และ ชาวไทย เป็นพระผู้โดดเด่น ทางด้าน ความกตัญญู ความรัก และ ความเมตตา ต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย
ชาวจีน เรียกขานนามของพระนางว่า กวนซื่ออินผ่อสัก หรือ กวนซื่ออินผูซ่า หมายถึง พระโพธิสัตว์กวนอิม คำว่า ผ่อสัก หรือ ผูซ่า หมายถึง พระโพธิสัตว์ แต่คำว่า ซื่อ ตรงกับชื่อเดิมของ ถังไท้จงฮ่องเต้ ในสมัยราชวงศ์ถัง จึงได้หลีกเลี่ยงคำนั้น มาเรียกย่อๆว่า กวนอิน หรือ กวนอิม
ประวัติของเจ้าแม่กวนอิม
ประวัติของเจ้าแม่กวนอิมนั้น มีผู้กล่าวไว้หลากหลาย แต่เรื่องที่ได้รับความนิยมแพร่หลาย กล่าวไว้ว่า
พระองค์ มีพระนามเดิมว่า เมี่ยวซ่าน เป็นราชธิดาองค์ที่ 3 ของพระเจ้าเมี่ยวจวง กษัตริย์แห่งอาณาจักรซิงหลิง ทางทิศตะวันตกของประเทศจีน
พระเจ้าเมี่ยวจวง เป็นกษัตริย์ที่ โหดร้าย ทารุณ ไร้ความเมตตา ส่วนพระราชธิดาเมี่ยวซ่าน กลับเป็นผู้ที่ มีเมตตากรุณา ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ ทรงเสวยเจ ถือศีล หมั่นศึกษาหลักธรรม คำสอน ของพระพุทธศาสนา
เมื่อถึงวัยที่จะมีคู่ครอง พระราชธิดาองค์โต กับ องค์รอง ก็ได้เข้าพิธีอภิเษกสมรส ตามความประสงค์ของพระบิดา แต่พระราชธิดาเมี่ยวซ่าน ไม่ยินยอม กราบบังคมทูลว่า จะขอบวชเป็นภิกษุณี เพื่อศึกษา ปฏิบัติธรรม ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
พระราชบิดาทรงโกรธกริ้วยิ่งนัก จึงลงโทษ ทรมาน พระราชธิดาเมี่ยวซ่าน ต่างๆนาๆ เพื่อหวังให้ พระราชธิดา
เปลี่ยนพระทัย ยอมอภิเษกสมรส แต่ไม่สำเร็จ จึงเนรเทศ ไปอยู่ที่วัดนกยูงขาว ให้ทำงานหนักในวัดทั้งหมดคนเดียว ทั้งกวาดลานวัด ตักน้ำ ผ่าฟืนหุงข้าว ฯลฯ ห้ามผู้ใดช่วย พระราชธิดาเมี่ยวซ่าน ทรงมิได้ย่อท้อ ทำงานต่างๆได้เรียบร้อยทัังหมด พระราชบิดา เข้าพระทัยว่า เหล่าแม่ชี ขัดรับสั่ง คอยให้ความช่วยเหลือ ทรงไม่พอพระทัย จึงสั่งเผาวัดนกยูงขาวเสีย แต่พระราชธิดาเมี่ยวซ่าน ทรงรอดชีวิตมาได้ เมื่อพระราชบิดาทรงทราบเรื่อง ก็สั่งให้นำตัวพระราชธิดาไปประหารชีวิตสิ้นซากไป พระราชธิดาเมี่ยวซ่าน ไม่ทรงตกพระทัย และ ไม่ร้องขอชีวิต แต่คมดาบกลับไม่อาจทำ อันตรายต่อพระนางได้ ในขณะนั้น ได้มีเสือตัวหนึ่งปรากฏขึ้น เล่ากันว่าเป็นเสือเทวดา และ ได้พาพระราชธิดาเมี่ยวซ่าน หนีไปยังเขาเซียงซัน หลังจากนั้น เทพไท่ไป๋ ได้แปลงร่างเป็นชายชรา มาชี้แนะการบำเพ็ญเพียร ให้แก่พระราชธิดา
ต่อมา พระเจ้าเมี่ยวจวง ประสบเคราะห์กรรม ป่วยเป็นโรคประหลาดร้ายแรง ต้องนำ ดวงตา และ แขน ของผู้ที่เป็นทายาท มาปรุงพระโอสถ จึงจะรักษาได้ แต่พระธิดาทั้ง 2 พระองค์ ไม่มีผู้ใดยินยอม เมื่อพระราชธิดาเมี่ยวซ่าน ทรงทราบ จึงหวนกลับเข้าวัง สละดวงตาทั้ง2 และ แขนทั้ง2 ปรุงพระโอสถ เพื่อรักษาพระราชบิดา จนหายเป็นปกติ ความกตัญญูของ พระราชธิดาเมี่ยวซ่านนี้ เป็นที่ตื้นตันแก่ทั้ง โลกมนุษย์ และ สรวงสวรรค์ รวมถึง พระเจ้าเมี่ยวจวงด้วย ทรงได้สติ และ สำนึกบาป ที่ตนเองได้เคยก่อเอาไว้
พระราชธิดาเมี่ยวซ่าน ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ 9 ปีเต็ม จนในที่สุด ก็ได้สำเร็จเป็นพระโพธิสัตว์ มีพระนามภาษาจีนว่า กวนอิมผ่อสัก เมื่อพระองค์สำเร็จเป็นพระโพธิสัตว์แล้ว องค์ศากยมุณี จึงได้ประทาน แขน และ ดวงตา คืนแก่พระองค์
พระธิดาเมี่ยวซ่านนั้น ถือว่าเป็นเป็นชาวพุทธ แต่ได้เทพ ซึ่งเป็นเทพฝ่ายเต๋า มาชี้แนะ จนสำเร็จในธรรมขั้นสูง พระโพธิสัตว์กวนอิม จึงเป็นเทพทั้ง ฝ่ายพุทธ และ ฝ่ายเต๋า
ปางของเจ้าแม่กวนอิม
ลักษณะปางของเจ้าแม่กวนอิมนั้น มีอยู่ 33 ปาง แต่ปางที่ ได้รับความนิยมในปัจจุบัน คือ ปางหยางหลิ่วกวนอิน
ปางนี้ จะเป็นสตรี เรือนร่างอ่อนช้อย วงพักตร์งดงาม พระหัตถ์ซ้าย ถือแจกันน้ำอมฤต เชื่อกันว่า ใช้รักษาโรคภัย และ ใช้ปราบมาร ส่วนพระหัตถ์ขวา ถือกิ่งหลิวศักดิ์สิทธิ์ เพื่อใช้ประพรมน้ำอมฤต และ มีสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้า อยู่บนพระเศียร
การบูชาเจ้าแม่กวนอิม ให้ใช้
- น้ำชาจีน 1 ถ้วย ทุกเช้า
- ผลไม้ 2 อย่าง (ห้ามใช้ ละมุด มังคุด พุทรา) ถวายวันตัว และ วันพระ
- ธูป 5 ดอก ดอกบัว 5 ดอก
คาถาสวดบูชา เจ้าแม่กวนอิม
นำโมไต๋ชื้อ ไต๋ปุย กิวโค่ว กิวหลั่ง กวงไต๋เล่งก้ำ กวงสี่อิมผู่สัก (กราบ)
นำโมไต๋ชื้อ ไต๋ปุย กิวโค่ว กิวหลั่ง กวงไต๋เล่งก้ำ กวงสี่อิมผู่สัก (กราบ)
นำโมไต๋ชื้อ ไต๋ปุย กิวโค่ว กิวหลั่ง กวงไต๋เล่งก้ำ กวงสี่อิมผู่สัก (กราบ)
นำโมฮุก นำโมหวบ นำโมเจ็ง นำโมกิวโค่ว กิวหลั่ง กวงสี่อิมผู่สัก ทั่งจี้โต โอม
เกียล้อฮวดโต เกียล้อฮวดโต เกียออฮวดโต
ล้อเกียฮวดโต ล้อเกียฮวดโต ซ่าผ่อออ
เทียงหล่อซิ้ง ตี่หล่อซิ้ง นั้งลี่หลั่ง หลั่งลี่ซิง
เจ็กเฉียก ใจเอียง ห่วยอุ่ยติ๊งนำมอม่อ ออป่อเยี้ย ปอล้อบิ๊ก
กล่าวกันว่า หากมีความทุกข์ ขอเพียงสวดขานพระนามของพระโพธิสัตว์องค์นี้ ก็จะสามารถ พ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวงได้
วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2563
พระสังกัจจายน์
พระสังกัจจายน์ (อรหันต์แห่งความสมบูรณ์พูลสุข)
พระสังกัจจายน์ เป็นพระมหาเถระ ที่ได้รับการเคารพศรัทธา จากชาวพุทธทั่วไปอย่างกว้างขวาง ท่านเป็นพระอรหันต์ 1 ใน 80 พระอสีติมหาสาวก ได้รับการยกย่องว่า เป็นเอตทัคคะในการ อธิบายความย่อให้พิสดาร
ทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน เรียกท่านว่า พระสังกัจจายน์ หรือ พระสังกระจาย
ทางพุทธศาสนาฝ่านหินยาน เรียกท่านว่า พระอาริย์ (พระศรีอารยเมตไตรย)
ในญี่ปุ่นรู้จักท่านในชื่อ คะเซ็นเน็น(Kasennen)
ชาวจีนรู้จักท่านในชื่อ หมีเล่อฝอ(弥勒佛)
ปัจจุบัน มีความเชื่อว่า การกราบไหว้ สักการะบูชา พระสังกัจจายน์ จะทำให้ เกิดความสมบูรณ์พูนสุข อุดมด้วย ลาภ ยศ มีความเจริญรุ่งเรือง
องค์พระสังกัจจายน์ ส่วนใหญ่จะสร้างให้มีลักษณะ อ้วนท้วนสมบูรณ์ เปลือยอก ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส สื่อความหมายถึง โชคลาภ ความสุข ความอุดมสมบูรณ์
ประวัติของพระสังกัจจายน์
พระสังกัจจายน์ มีนามเดิมว่า กัจจายนะ เกิดที่ นครอุชเชนี แคว้นอวันดี เป็นบุตรของพราหมณ์ตระกูลกัจจายนะ บิดามีตำแหน่งเป็นปุโรหิต ในแผ่นดินของ พระเจ้าจัณฑปัชโชต เมื่อบิดาถึงแก่กรรม กัจจายนะ จึงได้ดำรงตำแหน่งปุโรหิต แทนบิดา
ครั้นต่อมา เมื่อพระบรมศาสดาตรัสรู้แล้ว และ เสด็จออกจาริก ประกาศหลักธรรมคำสอนตามที่ต่างๆ พระเจ้าจัณฑปัชโชต มีพระประสงค์จะเชิญ พระบรมศาสดา ไปประกาศศาสนาที่นครอุชเชนีบ้าง จึงรับสั่งให้ กัจจายนะ ไปกราบทูลอาราธนา
กัจจายนะจึงถือโอกาส กราบทูลขอพระบรมราชานุญาต ลาบวชด้วย เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว จึงออกเดินทาง จากนครอุชเชนี พร้อมด้วยบริวารอีก 7 คน ไปเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา และ ได้รับฟัง พระธรรมเทศนาจากพระองค์ ทำให้ กัจจายนะ และ บริวารทั้ง 7 บรรลุ เป็นพระอรหันต์ทั้ง 8 คน ทั้งหมดจึงกราบทูลขออุปสมบท พระบรมศาสดา ทรงอนุญาตด้วยวาจา เป็นการบวชแบบ เอหิภิกขุปสัมปทา
เมื่ออุปสมบทแล้ว พระสังกัจจายนะ จึงทูลเชิญพระบรมศาสดา ให้เสด็จ สู่นครอุชเชนี ตามหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมายมา แต่พระบรมศาสดา กลับรับสั่งให้ พระสังกัจจายนะ ไปแทนพระองค์
พระสังกัจจายน์ กับพระอรหันต์อีก 7 องค์ จึงออกเดินทาง กลับสู่นครอุชเชนี เมื่อไปถึง ก็ได้แสดงธรรมเทศนา จนทำให้ พระเจ้าจันฑปัชโชต และ ชาวเมือง เกิดความเลื่อมใส ในพระพุทธศาสนา หลังจากนั้น จึงเดินทางกลับไปเฝ้า พระบรมศาสดา
พระสังกัจจายน์ ได้รับการยกย่องจากพระบรมศาสดาว่า เป็นผู้ที่ มีความสามารถยอดเยี่ยม คือ เป็นเอตทัคคะ ในการอธิบายธรรมที่ย่อให้พิสดาร ให้ผู้ฟังเข้าใจ และ เกิดศรัทธาเลื่อมใสได้
พระสังกัจจายน์นั้น แต่เดิม เป็นผู้ที่มีรูปงาม ผิวพรรณผ่องใส จึงเป็นที่หลงใหลแก่บุคคลทั่วไป ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการแสดงธรรมมาก เพราะ ผู้ฟังธรรมมักจะ เหม่อลอย หลงใหลในรูปกายท่าน จนไม่สนใจฟังธรรม ดังนั้น ท่านจึงเนรมิตกายใหม่ ให้อ้วน พุงพลุ้ย น่าเกลียด ผู้พบเห็น จะได้เลิกหลงใหลรูปกายท่าน แต่รูปกายใหม่ของท่าน ก็กลับกลายมาเป็น สัญลักษณ์แห่งความ สมบูรณ์พูนสุข ไปในที่สุด
การบูชาพระสังกัจจายน์
ให้ตั้งจิตอธิษฐาน แล้วทำการสวด พระคาถา บูชาพระสังกัจจายน์ ดังนี้
ตั้งนะโม 3 จบ
แล้วกล่าว คำบูชาว่า
“กัจจานะจะมหาเถโร พุทโธ พุทธานัง พุทธะตัง พุทธัญจะ พุทธะสุภา สิตัง พุทธะตังสะมะนุปปัตโต พุทธะโชตัง นะมามิหัง ปิโยเทวะ มะนุสสานัง ปิโยพรหม นะมุตตะโม ปิโยนาคะ สุปันนานัง ปิยินทะริยัง นะมามิหัง สัพเพชะนา พะหูชะนา ปุริโสชะนา อิถีชะนา ราชาภาคินิ จิตตัง อาคัจฉาหิ ปิยังมะมะ ฯ ”
จากนั้นใช้มือขวา ลูบท้องขององค์พระ เป็นวงกลม ตามเข็มนาฬิกา 3 รอบ แล้วจึงขอพร และ พรที่ขอนี้ จะต้องเป็นเรื่องที่ดีเท่านั้น
เคล็ดการบูชา
การบูชาพระสังกัจจายน์นั้น ให้ใช้ธูป 3 ดอก พร้อมดอกไม้ 7 ดอก (ดอกบัว หรือ ดอกไม้สีขาวที่มีกลิ่นหอม) ควรบูชาวันละ 2 เวลา คือ เช้า และ ก่อนนอน และ เชื่อกันว่า หากปิดทองที่พุงท่าน จะมีลาภไหลมา ไม่ขาดสาย
พระสังกัจจายน์ เป็นพระมหาเถระ ที่ได้รับการเคารพศรัทธา จากชาวพุทธทั่วไปอย่างกว้างขวาง ท่านเป็นพระอรหันต์ 1 ใน 80 พระอสีติมหาสาวก ได้รับการยกย่องว่า เป็นเอตทัคคะในการ อธิบายความย่อให้พิสดาร
ทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน เรียกท่านว่า พระสังกัจจายน์ หรือ พระสังกระจาย
ทางพุทธศาสนาฝ่านหินยาน เรียกท่านว่า พระอาริย์ (พระศรีอารยเมตไตรย)
ในญี่ปุ่นรู้จักท่านในชื่อ คะเซ็นเน็น(Kasennen)
ชาวจีนรู้จักท่านในชื่อ หมีเล่อฝอ(弥勒佛)
ปัจจุบัน มีความเชื่อว่า การกราบไหว้ สักการะบูชา พระสังกัจจายน์ จะทำให้ เกิดความสมบูรณ์พูนสุข อุดมด้วย ลาภ ยศ มีความเจริญรุ่งเรือง
องค์พระสังกัจจายน์ ส่วนใหญ่จะสร้างให้มีลักษณะ อ้วนท้วนสมบูรณ์ เปลือยอก ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส สื่อความหมายถึง โชคลาภ ความสุข ความอุดมสมบูรณ์
ประวัติของพระสังกัจจายน์
พระสังกัจจายน์ มีนามเดิมว่า กัจจายนะ เกิดที่ นครอุชเชนี แคว้นอวันดี เป็นบุตรของพราหมณ์ตระกูลกัจจายนะ บิดามีตำแหน่งเป็นปุโรหิต ในแผ่นดินของ พระเจ้าจัณฑปัชโชต เมื่อบิดาถึงแก่กรรม กัจจายนะ จึงได้ดำรงตำแหน่งปุโรหิต แทนบิดา
ครั้นต่อมา เมื่อพระบรมศาสดาตรัสรู้แล้ว และ เสด็จออกจาริก ประกาศหลักธรรมคำสอนตามที่ต่างๆ พระเจ้าจัณฑปัชโชต มีพระประสงค์จะเชิญ พระบรมศาสดา ไปประกาศศาสนาที่นครอุชเชนีบ้าง จึงรับสั่งให้ กัจจายนะ ไปกราบทูลอาราธนา
กัจจายนะจึงถือโอกาส กราบทูลขอพระบรมราชานุญาต ลาบวชด้วย เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว จึงออกเดินทาง จากนครอุชเชนี พร้อมด้วยบริวารอีก 7 คน ไปเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา และ ได้รับฟัง พระธรรมเทศนาจากพระองค์ ทำให้ กัจจายนะ และ บริวารทั้ง 7 บรรลุ เป็นพระอรหันต์ทั้ง 8 คน ทั้งหมดจึงกราบทูลขออุปสมบท พระบรมศาสดา ทรงอนุญาตด้วยวาจา เป็นการบวชแบบ เอหิภิกขุปสัมปทา
เมื่ออุปสมบทแล้ว พระสังกัจจายนะ จึงทูลเชิญพระบรมศาสดา ให้เสด็จ สู่นครอุชเชนี ตามหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมายมา แต่พระบรมศาสดา กลับรับสั่งให้ พระสังกัจจายนะ ไปแทนพระองค์
พระสังกัจจายน์ กับพระอรหันต์อีก 7 องค์ จึงออกเดินทาง กลับสู่นครอุชเชนี เมื่อไปถึง ก็ได้แสดงธรรมเทศนา จนทำให้ พระเจ้าจันฑปัชโชต และ ชาวเมือง เกิดความเลื่อมใส ในพระพุทธศาสนา หลังจากนั้น จึงเดินทางกลับไปเฝ้า พระบรมศาสดา
พระสังกัจจายน์ ได้รับการยกย่องจากพระบรมศาสดาว่า เป็นผู้ที่ มีความสามารถยอดเยี่ยม คือ เป็นเอตทัคคะ ในการอธิบายธรรมที่ย่อให้พิสดาร ให้ผู้ฟังเข้าใจ และ เกิดศรัทธาเลื่อมใสได้
พระสังกัจจายน์นั้น แต่เดิม เป็นผู้ที่มีรูปงาม ผิวพรรณผ่องใส จึงเป็นที่หลงใหลแก่บุคคลทั่วไป ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการแสดงธรรมมาก เพราะ ผู้ฟังธรรมมักจะ เหม่อลอย หลงใหลในรูปกายท่าน จนไม่สนใจฟังธรรม ดังนั้น ท่านจึงเนรมิตกายใหม่ ให้อ้วน พุงพลุ้ย น่าเกลียด ผู้พบเห็น จะได้เลิกหลงใหลรูปกายท่าน แต่รูปกายใหม่ของท่าน ก็กลับกลายมาเป็น สัญลักษณ์แห่งความ สมบูรณ์พูนสุข ไปในที่สุด
การบูชาพระสังกัจจายน์
ให้ตั้งจิตอธิษฐาน แล้วทำการสวด พระคาถา บูชาพระสังกัจจายน์ ดังนี้
ตั้งนะโม 3 จบ
แล้วกล่าว คำบูชาว่า
“กัจจานะจะมหาเถโร พุทโธ พุทธานัง พุทธะตัง พุทธัญจะ พุทธะสุภา สิตัง พุทธะตังสะมะนุปปัตโต พุทธะโชตัง นะมามิหัง ปิโยเทวะ มะนุสสานัง ปิโยพรหม นะมุตตะโม ปิโยนาคะ สุปันนานัง ปิยินทะริยัง นะมามิหัง สัพเพชะนา พะหูชะนา ปุริโสชะนา อิถีชะนา ราชาภาคินิ จิตตัง อาคัจฉาหิ ปิยังมะมะ ฯ ”
จากนั้นใช้มือขวา ลูบท้องขององค์พระ เป็นวงกลม ตามเข็มนาฬิกา 3 รอบ แล้วจึงขอพร และ พรที่ขอนี้ จะต้องเป็นเรื่องที่ดีเท่านั้น
เคล็ดการบูชา
การบูชาพระสังกัจจายน์นั้น ให้ใช้ธูป 3 ดอก พร้อมดอกไม้ 7 ดอก (ดอกบัว หรือ ดอกไม้สีขาวที่มีกลิ่นหอม) ควรบูชาวันละ 2 เวลา คือ เช้า และ ก่อนนอน และ เชื่อกันว่า หากปิดทองที่พุงท่าน จะมีลาภไหลมา ไม่ขาดสาย
วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2563
องคุลีมาล
องคุลีมาล
องคุลีมาล เป็นพระเถระรูปหนึ่ง ซึ่งเคยเป็นมหาโจร เข่นฆ่าผู้คนมามากมายหลายร้อยชีวิต แต่ในที่สุดได้กลับใจ ละทางโลก เข้าสู่ทางธรรม และ พากเพียรปฏิบัติธรรม จนบรรลุเป็นพระอรหันต์ ท่านเป็นแบบอย่าง ที่แสดงให้เห็นว่า การที่จะ กลับตัวเป็นคนดี กระทำแต่กรรมดีนั้น ไม่มีว้นที่จะสายไป
องคุลีมาล มีนามเดิมว่า อหิงสกะ ถือกำเนิดในตระกูลพราหมณ์ บิดา คือ คัคคพราหมณ์ ซึ่งเป็น ปุโรหิตของ พระเจ้าปเสนทิโกศล ในพระนครสาวัตถี ส่วนมารดา คือ นางมันตานีพราหมณี
ช่วงเวลาที่ อหิงสกะ ถือกำเนิดนั้น อยู่ในฤกษ์มหาโจร คัคคพราหมณ์ จึงได้เข้าเฝ้า พระเจ้าปเสนทิโกศล กราบทูลเรื่องราวให้ทรงทราบ และขอให้ สั่งประหารบุตรของตนเสีย แต่พระเจ้าปเสนทิโกศล มิได้ทรงทำตามที่ขอ ทรงรับสั่งให้ เลี้ยงดูบุตรคนนี้ไว้
คัคคพราหมณ์จึงได้ อภิบาลเลี้ยงดูบุตรคนนี้เรื่อยมา จนเติบใหญ่ โดยให้นามว่า อหิงสกะ ซึ่งแปลว่า ผู้ไม่เบียดเบียน
เมื่ออหิงสกะ เจริญวัยแล้ว บิดามารดา ได้ส่งไปยัง สำนักทิศาปาโมกข์ พระนครตักกสิลา เพื่อร่ำเรียนวิชา
อหิงสกะ เป็นผู้ที่มีความตั้งใจ หมั่นเรียนรู้ หมั่นฝึกฝนวิชาต่างๆ จึงกลายเป็นที่โปรดปรานของอาจารย์ ยิ่งกว่าศิษย์ทั้งปวง
ศิษย์คนอื่นๆในสำนัก จึงเกิดความริษยา และ ได้ร่วมกันออกอุบาย เพื่อกำจัดอหิงสกะไปเสีย โดยการ ช่วยกันไปคอยยุยงอาจารย์ ให้เข้าใจผิด คิดว่าอหิงสกะ เป็นศิษย์ทรยศ มีจิตคิดร้าย จนในที่สุด อาจารย์ก็หลงเชื่อ จึงออกอุบาย กำจัดศิษย์ทรยศผู้นี้เสีย โดยการ บอกให้อหิงสกะไปฆ่าคนให้ครบ 1,000 คน เพราะ อาจารย์จะประกอบพิธีวิษณุมนตร์ให้ เพื่อที่อหิงสกะ จะได้สำเร็จวิชาขั้นสูง แต่คนที่จะเข้าพิธีนี้ได้ ต้องฆ่าคนให้ครบ 1,000 คน เสียก่อน
ในตอนแรก อหิงสกะ มีความรังเกียจ เกิดความไม่พอใจ แต่ด้วยความที่ อยากมีความสำเร็จในวิชา จึงฝืนใจจับอาวุธ ลาอาจารย์เข้าสู่ป่า แล้วเข่นฆ่าผู้คนที่ได้พบเจอ
เมื่อฆ่าคนมากขึ้น ก็เริ่มจำไม่ได้แล้ว ว่าฆ่าไปเท่าไหร่ จึงใช้วิธี ตัดเอานิ้วมือมาร้อยเป็นพวง แล้วคล้องคอไว้ จึงเป็นที่มาของฉายา โจรองคุลีมาล แปลว่า โจรผู้มีนิ้วเป็นพวงมาลัย
ผู้คนทั้งหลายต่างพากันหวาดกลัว โจรองคุลีมาลผู้นี้ จึงพากันไปเข้าเฝ้า พระเจ้าปเสนทิโกศล กราบทูลให้พระองค์กำจัดโจรร้ายนี้เสีย พระเจ้าปเสนทิโกศล จึงรับสั่งให้เตรียมกำลังพล เพื่อไปจัดการ องคุลีมาล คัคคพราหมณ์ เป็นห่วงบุตรตน เกรงจะมีอันตรายถึงชีวิต จึงปรึกษากับ นางมันตานีพราหมณี และให้นางพราหมณี รีบออกไปบอกเหตุนั้นให้บุตรทราบ ในขณะนั้น โจรองคุลีมาล มีนิ้วมืออยู่บนคอ 999 นิ้ว แล้ว
ในครั้งนั้น พระพุทธเจ้า ทรงทราบจากฌาน หยั่งรู้ว่า องคุลีมาล กำลังจะทำมาตุฆาต ซึ่งถือว่าเป็นบาปอย่างมหันต์ จึงเสด็จเข้าไปในป่า เพื่อพบกับองคุลีมาล ก่อนที่นางมันตานีพราหมณีจะไปถึง
เมื่อองคุลีมาล เห็นพระพุทธเจ้า ก็ตรงเข้าไล่ตามทันที หวังจะได้ฆ่าคนสุดท้าย เพื่อให้ครบ 1,000 คน
พระพุทธเจ้า ท่านไม่ได้ทรง วิ่งหนี หลบเลี่ยงแต่อย่างใด ท่านทรงเดินต่อไปตามปกติธรรมดา แต่องคุลีมาล ไล่เท่าไร ก็ไล่ไม่ทัน จนต้องร้องตะโกน บอกว่า “สมณะท่านจงหยุดก่อน” พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “เราหยุดแล้ว ท่านต่างหากที่ยังไม่หยุด” องคุลีมาลไม่เข้าใจ พระพุทธเจ้าจึงทรงอธิบายว่า "เราหยุดจากการทำอกุศล หยุดจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตทั้งปวงแล้ว ส่วนท่าน ยังไม่หยุดทำกรรม ยังไม่หยุดเบียดเบียนชีวิตผู้อื่น”
เมื่อองคุลีมาลได้ยินดังนั้น ก็ฉุกใจคิด ดวงจิตพลันสว่าง ละทิ้งอาวุธ ถอดมาลัยนิ้วมือออกจากกาย และ ขอบวชเป็นพระภิกษุ เข้าสู่ทางธรรมทันที
แต่อย่างไรก็ตาม องคุลีมาลก็ย่อมจะต้องได้รับผลกรรม ที่ท่านได้ทำมา
พอถึงรุ่งเช้า พระองคุลีมาล เข้าไปเดินบิณฑบาต ในพระนครสาวัตถี ชาวบ้านเห็นท่าน ก็เกิดความหวาดกลัว พากันวิ่งหนี วิจารณ์กันไปต่างๆนาๆ ส่วนใหญ่คิดว่า ท่านปลอมเป็นพระ เพื่อหลบหนีจาก กองกำลังของ พระเจ้าปเสนทิโกศล ไม่มีใคร ยอมถวายบิณฑบาตท่านเลย ต่อมา เมื่อเห็นว่า ท่านออกบวชจริง เลิกเข่นฆ่าผู้คนแล้ว ชาวบ้านก็ยังมีความรู้สึก โกรธแค้น รุมประณาม รุมทำร้ายท่าน ขณะออกบิณฑบาต จนถึงขั้นเลือดตกยางออก
นอกจากนี้ ในขณะปฏิบัติธรรม ภาพของคนที่ท่านเคยฆ่า ยังตามหลอกหลอน จนทำให้จิตฟุ้งซ่าน ต้องทนทุกข์ ทรมานใจเป็นอย่างมาก
แต่ด้วยความ พากเพียร ความมุ่งมั่น ตั้งใจ ศึกษา ปฏิบัติธรรม โดยไม่ย่อท้อ ก็ทำให้ท่าน บรรลุเป็นพระอรหันต์ เป็นพระสงฆ์ที่ได้รับการยอมรับของผู้คนได้ในที่สุด
วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2563
ต้นพระศรีมหาโพธิ์
ต้นพระศรีมหาโพธิ์
ต้นพระศรีมหาโพธิ์ คือคำเรียก ต้นโพธิ์ซึ่ง เป็นที่ประทับตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระบรมศาสดาของศาสนาพุทธ อยู่ในดินแดน พุทธคยา ปัจจุบัน ตั้งอยู่ที่ จังหวัดคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ห่างจากแม่น้ำเนรัญชรา ประมาณ 350 เมตร พุทธคยานี้ ได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโก ให้เป็นมรดกโลก ประเภทมรดกทางวัฒนธรรม เมื่อปี พ.ศ. 2545
ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่ยังคงอยู่ในปัจจุบันนี้ ไม่ใช่ต้นดั้งเดิมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ แต่เป็นต้นที่ 4 ซึ่งแตกหน่อออกมาจากต้นเดิม
ประวัติของ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ทั้ง 4 ต้น มีดังนี้
ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่ 1
เป็นต้นโพธิ์ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ในครั้งนั้น โสตถิยะพราหมณ์ ได้ถวายหญ้ากุสะ จำนวน 8 กำ เพื่อปูเป็นที่ประทับ และ เมื่อถึง วันเพ็ญ เดือน 6 ก็ทรงตรัสรู้ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ ใต้ต้นโพธิ์นี้เอง และ เมื่อพระพุทธองค์ ดับขันธปรินิพพานไป ก็มีผู้เลื่อมใสศรัทธา เป็นจำนวนมาก มากราบไหว้ที่ ต้นพระศรีมหาโพธิ์นี้
ในสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช พระองค์ทรงเลื่อมใสใน พระพุทธศาสนาอย่างมาก ทรงเป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภ์ สร้างพระเจดีย์ ถวายเป็นพุทธบูชา มากถึง 84000 องค์ และด้วยเหตุนี้ ทำให้พระองค์ ไม่สนพระทัยความสุขส่วนพระองค์ เมื่อใดว่างเว้นจากงานราชกิจ ก็มาปฎิบัติธรรมที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ไม่กลับไปประทับที่วัง เป็นเหตุให้ เหล่าพระมเหสี และ นางสนมทั้งหลาย อิจฉา โกรธแค้น ต้นพระศรีมหาโพธิ์ จนกระท้่ง พระมเหสีองค์ที่ 4 ได้สั่งให้สาวใช้ แอบนำยาพิษ ไปราดรดที่โคนต้น ทำให้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้องตายไปในที่สุด ในปี พ.ศ.274 ต้นโพธิ์ต้นที่ 1 นี้ มีอายุอยู่ได้ประมาณ 352 ปี
พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงเสียพระทัยเป็นอันมาก ได้รับสั่งให้นำนมโค 100 หม้อ ไปราดรดที่บริเวณรากของต้นโพธิ์ และ ทรงก้มลงกราบ สักการะ พร้อมอฐิษฐานว่า หากต้นพระศรีมหาโพธิ์ไม่แตกหน่อใหม่ขึ้นมาแล้ว จะไม่ลุกขึ้นเป็นอันขาด จะเป็นด้วยพุทธานุภาพ หรือ ศรัทธาอันแรงกล้า ไม่อาจทราบได้ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ได้แตกหน่อใหม่ขึ้นมา พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงดีพระทัยเป็นอันมาก สั่งให้ก่อกำแพงล้อมรอบเอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้มี อันตรายใดๆเกิดขึ้นอีก
ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่ 2
ต้นโพธิ์ต้นที่ 2 นี้ อยู่มาได้หลายร้อยปี และ ถูกทำลายอีกครั้ง ใน พ.ศ.1143 โดยกษัตริย์ชาวฮินดู นามว่า ศศางกะ แห่งแคว้นเบงกอล เนื่องจากว่า พระองค์เป็นผู้ที่ นับถือศาสนาฮินดู จึงรับสั่งให้ ทำลายต้นโพธิ์ และ ทำลายพระพุทธรูปที่อยู่ในวิหารทั้งหมด และ หลังจากนั้น 7 วัน พระเจ้าศศางกะ ก็ทรงอาเจียนเป็นโลหิต สิ้นชีพตักษัย ณ ที่พุทธคยานั้นเอง ต้นโพธิ์ต้นที่ 2 นี้ มีอายุอยู่ได้ประมาณ 871 ปี
ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่ 3
หลังจากที่ พระเจ้าศศางกะ สิ้นชีพไป พระเจ้าปูรณวรมา กษัตริย์แห่งมคธ ได้นำทัพเข้าตี ทัพเบงกอล จนแตกพ่าย และ เมื่อทรงทราบว่า ต้นโพธิ์ถูกทำลาย ก็ทรงเสียพระทัยเป็นอันมาก ทรงทำตามแบบพระเจ้าอโศกมหาราช รับสั่งให้รีดนมโค 1,000 ตัว นำมาราดรดบริเวณต้นโพธิ์ แล้วทรงนอนคว่ำหน้าลงกับพื้น อฐิษฐานขอให้ ต้นพระศรีมหาโพธิ์แตกหน่อใหม่อีกครั้ง หลังจากนั้น ต้นโพธิ์ก็แตกหน่อใหม่ขึ้นมาจริงๆ ทำให้พระองค์ทรงปีติโสมนัสมาก (บางแห่งกล่าวว่า พระเจ้าปูรณวรมา ทรงนำหน่อต้นโพธิ์ใหม่ มาปลูกลงที่เดิม) พระองค์ทรงรับสั่งให้ สร้างกำแพงที่แน่นหนา ล้อมต้นโพธิ์นั้นไว้ ป้องกันไม่ให้ มีอะไรมาทำลายได้อีก ต้นโพธิ์ต้นที่ 3 นี้ มีอายุยืนนานมาก แต่ในที่สุด ก็ถูกพายุ พัดจนโค่น ล้มตายลง ไปตามกาลเวลา
ต้นโพธิ์ต้นนี้ มีอายุอยู่ได้ประมาณ 1,258 ปี
ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่ 4 (ต้นปัจจุบัน)
ในปี พ.ศ. 2443 นักโบราณคดีชาวอังกฤษ เซอร์อเล็กซานเดอร์ (ท่านเป็นผู้ที่ ค้นพบพุทธสถาน ที่ได้ลืมเลือนไปแล้วหลายแห่ง เป็นผู้ที่มีคุณูปการต่อพุทธศาสนามาก) ได้เดินทางไปพุทธคยา และ ได้พบกับ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่ล้มอยู่ แต่มีหน่อใหม่ งอกขึ้นมา 2 หน่อ สูงประมาณ 6 นิ้ว กับ 4 นิ้ว จึงได้ปลูกหน่อ 6 นิ้ว ไว้ที่บริเวณต้นเดิม ส่วนหน่อ 4 นิ้ว นำไปปลูกไว้ที่ ทางทิศเหนือ ห่างกัน 250 ฟุต
ต้นพระศรีมหาโพธิ์ทั้ง 2 ต้นนี้ ยังคงยืนต้นอยู่ มาจนถึงปัจจุบัน รวมอายุได้ ร้อยกว่าปีแล้ว ผู้ที่ศรัทธา สามารถเดินทางไปยัง พุทธคยา เพื่อสักการะได้
วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2563
บริจาคน้อยแต่ได้บุญมาก
บริจาคน้อยแต่ได้บุญมาก
คนที่ยากจน มีเงินน้อย ทำบุญด้วยเงินน้อยๆ ก็ไม่ได้หมายความว่า จะได้บุญน้อย คนที่ทําบุญด้วยเงินเพียงสลึงเดียว อาจะได้บุญเท่ากับ คนที่ทำบุญด้วยเงิน เป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้าน ก็ได้ ถ้ามีจิตที่บริสุทธิ์
การทำบุญนั้น ไม่จำเป็นว่า จะต้องทำด้วยเงินที่มากมาย เอาแค่ตามกำลังที่สามารถทำได้ก็พอ ถ้ามีกำลังทำได้ด้วยเงินเพียงสลึงเดียว และ เงินนั้นเป็นเงินที่บริสุทธิ์ ไม่ได้ไปเบียดเบียนใครมา ทำด้วยศรัทธาที่บริสุทธิ์ ทำด้วยเจตนาที่ดี ไม่มีเจตนาแอบแฝงเพื่อหวังผลประโยชน์ใดๆ เงินเพียงสลึงเดียวก็เป็นมหากุศลได้
การทำบุญตามกำลังที่สามารถทำได้ หมายถึง ทำเต็มที่เท่าที่สามารถทำได้ โดยไม่สร้างปัญหา ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อน ให้กับทั้งตนเองและผู้อื่น เช่น ถ้าทำมากถึงขนาดกู้ยืม ก่อหนี้ก่อภาระ โดยเกินความสามารถที่จะชดใช้ได้ นอกจากตัวเองจะลำบากแล้ว คนรอบตัว ครอบครัว บุตร ธิดา ภรรยา ก็จะมีปัญหาตามกันไปด้วย แบบนี้ ถึงแม้ว่า จะทำบุญด้วยเงินจำนวนมาก แต่นอกจากจะ ไม่ได้บุญมากตามความตั้งใจแล้ว ยังเป็นการสร้างบาปเพิ่มขึ้นไปอีกด้วย หรือ พอจะทำเกิดความตระหนี่ เกิดความเสียดายขึ้นมา แล้วลดละตัดทอนทำน้อยลง ทั้งๆที่ถ้าทำตามความตั้งใจเดิม ก็ไม่ได้มีปัญหา ไม่ได้มีความเดือดร้อนใดๆ แบบนี้ ก็ได้อานิสงส์ไม่เต็มที่ เพราะ ยังมีจิตเจตนาที่เป็นอกุศลอยู่ บุญจะมาก หรือ จะน้อย อยู่ที่เจตนาเป็นสำคัญ ถ้าเงินมากเจตนาไม่บริสุทธิ์ อานิสงส์จะน้อย แต่ถ้าเงินน้อยแล้วมีเจตนาที่บริสุทธิ์ อานิสงส์จะมาก
คนที่ร่ำรวยมีเงินร้อยล้านพันล้าน ทำบุญครั้งละมากๆ ครั้งละเป็นแสนเป็นล้าน แต่ถ้าเงินที่ได้มานั้นไม่บริสุทธิ์ หรือ ทำด้วยเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ หวังเพียงเอาหน้าเอาตา เอาชื่อเสียง การยอมรับจากสังคม แบบนี้ก็ ไม่ค่อยจะได้บุญมากนัก
ในขณะที่คนยากจน มีเงินน้อย แต่ทำด้วยศรัทธา ทำด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์ บางคนไม่มีเงิน ก็ใช้แรงกาย ทำสิ่งที่ เป็นบุญเป็นกุศล ด้วยศรัทธาที่บริสุทธิ์ แบบนี้ จะได้อานิสงส์ ได้ผลบุญมากกว่ามาก
สรุปแล้ว ในการทำบุญนั้น ไม่ว่าจะทำด้วยเงินเท่าไหร่ ก็ได้บุญทั้งสิ้น แต่จะได้บุญมาก หรือ น้อยนั้น ขึ้นอยู่กับว่า มีศรัทธาที่บริสุทธิ์ มีจิตเจตนาที่บริสุทธิ์ มากเท่าใด
วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2563
สัตบุรุษ
สัตบุรุษ
สัตบุรุษ หมายถึง คนที่เป็นคนดี ประพฤติดี ประพฤติชอบ ทั้งทาง กายกรรม วจีกรรม และ มโนกรรม เป็นผู้มีคุณธรรม ประพฤติธรรมเป็นปกติวิสัย
คุณสมบัติของผู้ที่เป็นสัตบุรุษนั้น มีอยู่ด้วยกัน 8 ประการ เรียกว่า สัปปุริสธรรม 8 ประกอบไปด้วย
1. สัทธัมมสมันนาคโต
2. สัปปุริสภัตตี
3. สัปปุริสจินตี
4. สัปปุริสมันตี
5. สัปปุริสวาโจ
6. สัปปุริสกัมมันโต
7. สัปปุริสทิฏฐิ
8. สัปปุริสทานัง เทติ
1. สัทธัมมสมันนาคโต หมายถึง สัตบุรุษย่อมเป็นผู้ที่ ประกอบด้วยธรรมของสัตบุรุษ ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 7 ประการ คือ
- มีศรัทธา
- มีหิริ
- มีโอตตัปปะ
- เป็นพหูสูต
- มีความเพียรอันปรารภแล้ว
- มีสติมั่นคง
- มีปัญญา
2. สัปปุริสภัตตี หมายถึง สัตบุรุษย่อมเป็นผู้ที่ ภักดีต่อสัตบุรุษ คือ เป็นผู้ที่มีความพึงพอใจ ในการที่จะคบหากับผู้ที่เป็นสัตบุรุษ เป็นมิตรสหาย
3. สัปปุริสจินตี หมายถึง สัตบุรุษย่อมเป็นผู้ที่ มีความคิดอย่างสัตบุรุษ คือ เป็นผู้ที่จะคิดสิ่งใด ก็จะไม่คิดเพื่อไปเบียดเบียนใคร ไม่ว่าจะเป็นการ เบียดเบียนตนเอง หรือ เบียดเบียนผู้อื่น
4. สัปปุริสมันตี หมายถึง สัตบุรุษย่อมเป็นผู้ที่ มีความรู้อย่างสัตบุรุษ คือ เป็นผู้ที่ไม่ใช้ความรู้ที่ตนมี หรือ แสวงไปหาความรู้ใด เพื่อนำมาใช้ในการเบียดเบียนใคร ไม่ว่าจะเป็นการ เบียดเบียนตนเอง หรือ เบียดเบียนผู้อื่น
5. สัปปุริสวาโจ หมายถึง สัตบุรุษย่อมเป็นผู้ที่ มีถ้อยคำอย่างสัตบุรุษ คือ เป็นผู้ที่ มีวาจาบริสุทธิ์ งดเว้นจากการ พูดคำเท็จ พูดคำหยาบ พูดจาส่อเสียด พูดจาเพ้อเจ้อ
6. สัปปุริสกัมมันโต หมายถึง สัตบุรุษย่อมเป็นผู้ที่ มีการกระทำอย่างสัตบุรุษ คือ เป็นผู้ที่ งดเว้นจากการ กระทำในสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลาย เช่น งดเว้นจาก การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การดื่มสุราเมรัย เป็นต้น
7. สัปปุริสทิฏฐิ หมายถึง สัตบุรุษย่อมเป็นผู้ที่ มีความเห็นอย่างสัตบุรุษ คือ เป็นผู้ที่ มีความเห็นในทางที่ถูกต้อง เช่น มีความเห็นว่า ผลของวิบากกรรมมีจริง โลกนี้โลกหน้ามีจริง ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นต้น
8. สัปปุริสทานัง เทติ หมายถึง สัตบุรุษย่อมเป็นผู้ที่ ให้ทานอย่างสัตบุรุษ คือ เป็นผู้ที่ ให้ทานอย่างบริสุทธิ์ ให้ด้วยความ เคารพ อ่อนน้อม ให้แล้วผู้ที่ได้รับ พึงพอใจได้ประโยชน์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

