วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2563

การละเว้นบาป

การละเว้นบาป

บาป คือ ความชั่วร้าย เป็นอกุศลกรรม ในศาสนาพุทธนั้น อกุศลกรรม มีอยู่ 10 ประการด้วยกัน แบ่งออกเป็น กายกรรม 3 ประการ วจีกรรม 4 ประการ และ มโนกรรม 3 ประการ

กายกรรม 3 ประการ มีดังนี้

      – การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
      – การเอาของผู้อื่นมาเป็นของตนโดยที่เจ้าของไม่ได้ให้
      – การประพฤติผิดในกาม

วจีกรรม 4 ประการ มีดังนี้

      – การพูดคำโกหก
      – การพูดคำส่อเสียด
      – การพูดคำหยาบคาย
      – การพูดคำเพ้อเจ้อ

มโนกรรม 3 ประการ มีดังนี้

      – การอยากได้ของ ของผู้อื่น
      – การพยาบาท คิดร้ายผู้อื่น
      – การมีความเห็นผิดทำนองคลองธรรม

บาปอกุศลกรรมเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ควรจะต้องงด ต้องละเว้น อย่าได้ไปหลงทำ อย่าได้ไปยินดี หรือ มีความพอใจในการทำบาป แม้จะเป็นบาปเพียงเล็กน้อย เพราะ บาปเล็กน้อยเมื่อสะสมมากเข้า ก็ย่อมเต็มไปด้วยบาปได้

การทำบาป ทำชั่วนั้น ทำได้ง่าย เพราะ โดยปกติ ทุกคนอยากที่จะทำสิ่งต่างๆ ตามกิเลส ตัณหา ของตนอยู่แล้ว เหมือนการเดินตามกระแสน้ำไป ย่อมเดินได้ง่าย ดังนั้น ถ้าไม่ระวังให้ดี ก็จะตกเป็นทาสของกิเลสไป

ส่วนการทำดีนัั้น จะทำได้ยากกว่า เพราะ เป็นการทวนกระแสกิเลสของตัวเอง เปรียบเสมือนการเดินทวนน้ำ ต้องใช้ ความพยายาม ความมานะความอดทน ยึดถือเอา ความดี ความถูกต้อง เป็นหลัก ไม่ยอมให้ตนเอง ตกเป็นทาสของกิเลส

แต่ไม่ว่า การทำดีจะทำได้ยากแค่ไหน ก็ควรตั้งใจทำ เพราะ ผลของความดี จะเป็นบุญกุศลติดตัวเราไป ส่วนการทำบาปก็เช่นกัน ผลของบาปก็จะเป็นกรรมติดตัวเราไป จนกว่าเราจะชดใช้บาปนั้นได้หมด ดังนั้น ไม่ว่าบาปจะทำได่ง่ายแค่ไหนก็ควรละเว้น

การจะละเว้นจากบาปนั้น ต้องมี หิริโอตตัปปะ เป็นสำคัญ

หิริ หมายถึง ความละอายต่อบาป คือ มีความละอายในการทำชั่ว ละอายในการทำในสิ่งที่ไม่ดี ถึงแม้ว่า การกระทำนั้น จะไม่มีใครรู้เห็นก็ตาม

โอตตัปปะ หมายถึง ความเกรงกลัวต่อบาป คือ ความกลัวที่จะต้องได้รับผลจากบาปที่ตนเองก่อ จึงไม่ยอมทำบาป

บุคคลใดที่มี หิริโอตัปปะ หรือ มีความละอาย และ มีความเกรงกลัวต่อบาป ก็ย่อมจะต้องพยายาม หลีกเลี่ยง ละเว้น การทำบาปอย่างแน่นอน

ในทางพุทธศาสนานั้น วิธีการละเว้นการทำบาป ทำได้ด้วยการ รักษาศีล ซึ่งศีลนี้ มีอยู่ 4 ระดับ คือ

      - ศีล 5 เป็นศีลพื้นฐานสำหรับ พุทธศาสนิกชนทั่วไป

      - ศีล 8 เป็นศีลสำหรับ ผู้ต้องการหลุดพ้นจาก กิเลสตัณหามากขึ้น เป็นศีลที่นิยมถือกัน ที่วัด ในวันพระ ศีล 8 นี้ จึงเรียกกันว่า อุโบสถศีล

      - ศีล 10 เป็นศีลสำหรับสามเณร

      - ศีล 227 เป็นศีลสำหรับพระภิกษุสงฆ์

การรักษาศีล นอกจากจะช่วยในการละเว้นบาปแล้ว ยังช่วยชำระล้างจิตใจให้สะอาดมากขึ้น และ ยังเป็นการสร้างอานิสงส์ผลบุญอีกด้วย ซึ่งอานิสงส์ที่ได้ จะมากน้อยอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับ ระดับของศีลที่ถือรักษา พระภิกษุสงฆ์ ผู้รักษาศีล 227 ย่อมมีอานิสงส์สูงสุด แต่สำหรับ พุทธศาสนิกชนทั่วไป การพยายามรักษาศีล 5 ให้มั่นคง ก็เพียงพอ การมีศีลที่มั่นคง คือ จะไม่ละเมิดศีล ไม่ทำผิดศีล ไม่ว่าจะมีอะไรมา ชักจูง กดดัน บีบคั้นอย่างไร ก็ไม่ยอมละเมิดศีล ไม่ยอมผิดศีล แม้จะต้องยอมสละชีวิตก็ตาม

วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2563

หลีกเลี่ยงคนพาล

หลีกเลี่ยงคนพาล

การคบกับ บุคคลที่เป็นคนพาล จะนำมาซึ่ง ความเสื่อมนานาประการ การคบกับ บุคคลที่เป็นนักปราชญ์บัณฑิต จะนำมาซึ่ง ความเจริญ

คนพาล หมายถึง บุคคลที่มีความประพฤติ เลวทราม ทำบาป ทำอกุศลกรรม มีจิตใจขุ่นมัว มีความเห็นผิดๆ มีค่านิยมผิดๆ ไม่รู้ว่า อะไรควร อะไรไม่ควร อะไรดี อะไรชั่ว ไม่คำนึงถึง ความถูกต้อง เหตุผล จริยธรรม จรรยาบรรณ ใดๆทั้งสิ้น ไม่เกรงกลัว ไม่ละอาย ต่อบาปกรรมที่ตนเองทำ

ลักษณะของคนพาล คือ

1.คิดชั่วเป็นปกติวิสัย ชอบคิดพยาบาทปองร้าย เห็นผิดเป็นชอบ ละโมบ อยากได้สมบัติผู้อื่นในทางทุจริต เป็นต้น

2.พูดชั่วเป็นปกติวิสัย ชอบพูดหยาบ พูดปด พูดเพ้อเจ้อ พูดยุยง พูดส่อเสียด เป็นต้น

3.ทำชั่วเป็นปกติวิสัย ชอบทำตัวเกเร เกะกะระราน ล้างผลาญ ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตคน และ สัตว์ ลักทรัพย์ ล่อลวง ฉุดคร่าอนาจาร เป็นต้น

คนพาล เป็นคนที่ ไม่สนใจเหตุผลใด ๆ แม้จะมีข้อมูล ความจริง หรือ เหตุผลที่ดีเพียงใด มาอธิบายให้ฟัง เขาก็จะไม่ยอมรับ แต่เขาจะหาวิธี หาข้ออ้าง สร้างเรื่องราวต่างๆ เพียงเพื่อให้เขาได้ในสิ่งที่เขาต้องการเท่านั้น

ช่วงเวลาที่บาปยังไม่ส่งผล คนพาลอาจจะ มีความสุข มีความพอใจ ในสิ่งที่ตนทำ แม้ว่า จะสร้างปัญหา สร้างความเดือดร้อน ให้ผู้อื่นก็ตาม แต่เมื่อใดที่บาปส่งผล คนพาลย่อมได้รับโทษทุกข์ จากบาปที่เขาได้ก่อไว้แน่นอน

ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงคนพาล พยายามหลีกหนีให้ไกลที่สุด จากคนประเภทนี้ ไม่ไปสร้างไมตรี คบหา ทำความสนิทชิดเชื้อด้วย เพราะ จะนำมาซึ่ง ความวิบัติ ความเสื่อมเสีย แก่ตัวเราเอง เนื่องจาก ปุถุชนทั่วไป ส่วนใหญ่แล้ว จิตยังไม่หนักแน่นมั่นคงพอ และ ย่อมจะไหลไปตามอำนาจของกิเลสได้ง่าย เมื่อคบกับคนพาล ก็จะถูกเขา ชี้นำ ชักชวน ให้ทำในสิ่งที่ผิด เป็นบาป เป็นอกุศล ทำให้เกิดความเสียหาย เดือดเนื้อร้อนใจไม่หยุดหย่อน มีแต่นำ โทษ ทุกข์มาให้

ตรงกันข้ามกับ การคบบุคคลที่ เป็นนักปราชญ์บัณฑิต ซึ่งจะไม่ถูกชักนำ ชักชวน ไปในทางที่ผิด หรือ ทางที่เสื่อมเสีย แต่จะได้รับ คำแนะนำที่ดี ได้รับแนวทางที่ดี ที่มีประโยชน์ เพื่อให้ใช้ชีวิตในทางที่ถูกต้อง ต่อไป

บุคคลที่ต้องการมี ความสุขความเจริญ ในชีวิตของตน จึงควรหลีกลี่ยงการคบคนพาล

แต่การไม่คบนี้ ไม่ได้หมายความว่า จะไม่ให้ความเมตตา ไม่ให้อภัย ไม่ให้ความอนุเคราะห์ แก่บุคคลเหล่านั้น

การไม่คบ คือ การไม่สร้างความคุ้นเคย ไม่สนิทสนมด้วย เพื่อที่จะ ไม่นำความเสื่อม ไม่นำ โทษ ทุกข์ มาสู่ตนเอง แต่แม้ว่า จะไม่คบกับบุคคลเหล่านั้น ก็สามารถที่จะ ให้ความเมตตา ให้อภัย ไม่โกรธแค้น ไม่ขุ่นเคือง ให้ความอนุเคราะห์ ให้ความช่วยเหลือพวกเขาได้ ตามกำลังที่มี ตามความจำเป็น ตามสถานการณ์ที่เหมาะสม

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2563

อย่าขวางการทำบุญ

อย่าขวางการทำบุญ

การทำบุญ เป็นการ ขัดเกลากิเลส ขัดเกลาจิตใจของตนเอง ช่วยชำระจิตใจให้สะอาด ลดอกุศลจิต ลด โลภะ โทสะ โมหะ ให้น้อยลง ให้เบาบางลง นำมาซึ่งความสุข ความเจริญ เป็นสิ่งที่ควรทำบ่อย ๆ ทำให้เป็นปกติในชีวิตประจำวัน   

วิธีทำบุญ มีอยู่มากมาย เช่น

-  การให้ทาน เป็นการให้ สิ่งที่เรามี ทั้งสิ่งที่จับต้องได้ และ จับต้องไม่ได้ เพื่อประโยชน์สุขแก่ผู้รับ

-  การรักษาศีล เป็นการปฏิบัติทัั้ง ทางกาย ทางวาจา และ ทางใจ ที่เป็นกุศล ไม่เบียดเบียน ไม่สร้างความเดือดร้อน ใหัแก่ผู้อื่น

-  การเจริญภาวนา เป็นการอบรมจิตให้สงบ(สมถภาวนา) และ อบรมจิตให้เกิดปัญญา (วิปัสสนาภาวนา)

-  การมีความอ่อนน้อมแก่ผู้สมควรอ่อนน้อม จิตใจที่ไม่หยาบกระด้าง ไม่ความถือตัว ก็นับว่าเป็นการทำบุญ

- การให้ความสงเคราะห์แก่ผู้สมควรสงเคราะห์ เป็นการช่วยเหลือผู้อื่น(ทั้งคน และ ไม่ใช่คน) ให้หมดปัญหา หรือ ลดปัญหาให้เบาบางลง

-  การอุทิศส่วนกุศลให้ผู้อื่น เป็นการให้ผู้อื่นได้ร่วมอนุโมทนา ในบุญที่เราทำ

-  การอนุโมทนาแก่ผู้อื่น เมื่อได้ทราบการทำบุญทำกุศลของผู้อื่น ก็ควรมีจิตใจ ชื่นชม ยินดี ร่วมอนุโมทนาในบุญกุศลของผู้นัั้น

-  การฟังธรรม เป็นการ ศึกษา เรียนรู้ ทำความเข้าใจ ต่อพระธรรม คำสอน ในพุทธศาสนา

-  การแสดงธรรม เป็นการให้ข้อมูล ให้ความรู้ ในทางธรรม ที่ถูกต้อง แก่ผู้ต้องการฟัง

การทำบุญเป็นการทำความดี ทำสิ่งดีๆ ให้ทั้งแก่ตนเอง และ แก่ผู้อื่น การขวางการทำบุญ จึงเป็นการขวางการทำดี ทำให้ผู้ต้องการทำดี ไม่สามารถทำดีได้ หรือ ทำได้ไม่สะดวก และ ผู้ที่ควรได้รับผลจากการทำบุญ การทำความดีนั้น ก็จะไม่ได้รับผล หรือ ได้รับผลไม่เต็มที่ การขวางการทำบุญ จึงถือว่าเป็นบาป เป็นอกุศลกรรมชนิดหนึ่ง แต่ทั้งนี้ ต้องพิจารณาถึง การกระทำ และ เจตนาด้วย เช่น ผู้ต้องการทำบุญ เข้าใจผิด คิดว่าสิ่งที่จะทำนั้น เป็นสิ่งดี ทำแล้วได้บุญ แต่ความจริงแล้ว เป็นการกระทำที่ผิดทาง การขัดขวางการกระทำนั้นย่อมสมควร แต่ต้องไม่ใช้วิธีรุนแรง บังคับให้เชื่อ ควรอธิบาย ให้ข้อมูล ให้ความรู้ ให้เขาได้เข้าใจในทางที่ถูกต้องดีกว่า และ ที่สำคัญ คือ จิตเจตนา ของผู้ห้ามว่า ห้ามด้วยความหวังดี หรือ ห้ามด้วยความประสงค์ร้าย ถ้าห้ามด้วยความหวังดี เจตนาให้เขาทำบุญ ในทางที่ถูก ทำแล้วได้บุญได้กุศล ไม่หลงผิด ทำบุญแล้วไม่ได้บุญ หรือ ทำบุญแล้วได้บาป ก็เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ถ้า ห้ามด้วยความประสงค์ร้าย เช่น เกิดความตระหนี่ เกิดความเสียดายสิ่งของที่จะทำบุญ หรือ อาจเกิดความริษยา ไม่อยากให้คนอื่น ได้บุญมากกว่าตน แล้วขัดขวาง กีดกัน ห้ามปราม ไม่ให้ผู้อื่นทำบุญ หรือ ให้ทำบุญน้อยลง การห้ามแบบนี้ เกิดจากจิตที่เป็นอกุศล เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ และ เมื่อทำไปแล้ว ก็จะเป็นบาปต่อตัวผู้ห้ามเอง

วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2563

การชนะตนเอง

การชนะตนเอง

ในทรงพระพุทธศาสนานั้น สอนว่า การชนะผู้อื่นมากสักเท่าไร ก็ไม่ประเสริฐเท่ากับ การชนะตนเอง เพราะเหตุว่า การชนะผู้อื่นนั้น เป็นการชนะที่ก่อให้เกิดศัตรู ผู้แพ้ย่อมมีความรู้สึกไม่ดี มีความคิดเป็นปรปักษ์ ปรารถนาจะเป็นผู้ชนะ และ หาหนทาง หาวิธี ในการตอบโต้ หรือ ต่อสู้กลับ เพื่อให้ตนเองเป็นผู้ชนะ ทำให้ต้องต่อสู้กันไปมา เป็นการสร้างความอาฆาตพยาบาท สร้างความเกลียดชัง จองเวรจองกรรมกันไป ไม่มีที่สิ้นสุด เพียงเพื่อสนองกิเลสในใจ ในความอยากมีชัยชนะของตนเองเท่านั้น แต่การชนะตนเอง จะนำมาซึ่งความสุข ความสงบในใจ ไม่มีการ พยาบาท อาฆาต จองเวรกับผู้ใด เพราะ เป็นการเอาชนะ กิเลสในใจของตนเอง เป็นการเอาชนะจิตใจฝ่ายต่ำ จิตใจที่คิดทำชั่ว คิดทำผิดศีลธรรม เป็นการควบคุมตนเอง ทั้งทางกาย ทางวาจา และ ทางใจ ให้ประพฤติ ปฏิบัติแต่ในสิ่งที่ดีงาม ตามหลักพระพุทธศาสนา ชัยชนะนี้ต่างหาก ที่เป็ันชัยชนะอันประเสริฐ หากชนะตนเองไม่ได้ ชนะกิเลสไม่ได้ ก็จะเป็นผู้แพ้อยู่ตลอดไป เพราะ กิเลสจะเข้าครอบงำจิตใจ และ พอกพูนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนมีแต่แพ้ ไม่มีทางชนะ

ในทางพระพุทธศาสนานั้น มีกิเลสที่เป็นตัวหลัก อยู่ 3 ชนิด คือ โลภะ(ความโลภ), โทสะ(ความโกรธ), และ โมหะ(ความหลง)

การจะเอาชนะโลภะ หรือ ความโลภนั้น ให้คิดเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่สิ่งที่มี ให้แก่ผู้อื่น โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ทั้งที่เป็น สิ่งที่จับต้องได้ เช่น เงินทอง ของใช้ อาหารการกิน ฯลฯ และ สิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น คำแนะนำ ความรู้ ความใส่ใจ ฯลฯ ไม่คิดอยากได้ของของคนอื่น พอใจในสิ่งที่ตนมี

การเอาชนะโทสะ หรือ ความโกรธนั้น ให้หมั่นตั้งจิตเจริญเมตตาให้มากๆ ส่งความรัก ความปรารถนาดี ให้ผู้อื่นมากๆ ระลึกอยู่เสมอว่า ความโกรธนั้น ทำลายล้างเผาผลาญใจตนได้มากกว่าผู้อื่น ยิ่งโกรธมากเท่าไหร่ จิตใจก็ยิ่ง ร้อนรน รุ่มร้อน มากขึ้นเท่านั้น หาความสงบไม่ได้

การเอาชนะโมหะ หรือ ความหลงนั้น ต้องเจริญจิตตภาวนา พยายามฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม เรียนรู้ ทำความเข้าใจ นำไปฝึกฝน ปฏิบัตาม การฝึกฝน ปฏิบัติธรรม ตั้งจิตภาวนา เจริญวิปัสสนา จนสามารถดับกิเลสได้ เอาชนะกิเลสในใจได้นั้น ถือเป็นชัยชนะอันประเสริฐที่สุด

การเอาชนะกิเลสทั้ง 3 ชนิดนี้ได้นั้น เป็นการชนะที่ไม่ก่อเวรใดๆ ทั้งต่อตนเอง และ ต่อผู้อื่น เป็นการชนะที่ ได้ชื่อว่า การชนะตนเอง

วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2563

เวรระงับด้วยการไม่จองเวร

เวรระงับด้วยการไม่จองเวร

การจองเวร คือการ อาฆาต พยาบาท โกรธแค้น ผูกใจเจ็บ ต่อคู่เวร จ้องที่จะจองล้างจองผลาญ ปรารถนาให้เขาพินาศล่มจม ซึ่งเมื่อเราจองเวรต่อเขา เขาก็ย่อมจะจองเวรตอบ เข้าห้ำหั่นกันทำลายล้างกัน อย่างไม่มีที่สิ้นสุด เช่น หากต่อว่าด่าทอผู้อื่น ผู้ที่ได้รับการต่อว่าด่าทอนั้น ย่อมผูกใจเจ็บ แล้วก็กระทำการ ต่อว่าด่าทอ ตอบกลับคืนบ้าง และ เมื่อต่างคนต่างผูกใจเจ็บ ต่างคนต่างขาดสติสัมปชัญญะ ไม่ยอมให้อภัย ไม่ยอมลดราวาศอกให้แก่กัน ก็จะกลายเป็นการตอบโต้กันไปมา หนักขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงขั้น ลงไม้ลงมือทำร้ายกัน และ หาทางที่จะทำลายล้างผลาญกัน ด้วยวิธีการต่างๆนาๆ จนเป็นปัญหา สร้างความเดือดร้อน สร้างความทุกข์ ด้วยกันทุกฝ่าย จนหาความสงบสุขไม่ได้ และ ยังอาจดึงให้ผู้อื่น เข้ามาเกี่ยวข้องพัวพัน กับการจองเวรนี้อีกด้วย

นี่เป็นเพียงแค่ผลในชาตินี้ แต่การจองเวรต่อกันนั้น ยังมีผลต่อเนื่องยาวนาน ให้ต้องผูกเวรผูกกรรมกันไป ในชาติภพต่อๆไปอีกด้วย

ดังนั้น จึงควรระงับการจองเวรต่อกันเสีย ถ้าต่างฝ่ายต่างก็ยังผูกใจเจ็บกันอยู่ เวรก็จะไม่สามารถระงับลงได้ แต่ถ้า ทั้งสองฝ่าย หรือ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มีสติ เห็นโทษของการจองเวร แล้วใช้ขันติ ใช้ความเมตตา เข้าช่วย ก็จะระงับได้ เพราะ เวรทั้งหลายนั้น ย่อมไม่อาจระงับได้ด้วยการ จองเวรต่อกัน แต่จะระงับได้ด้วยการ ไม่จองเวร เหมือนอย่างเช่น การล้างพื้นที่สกปรก เปรอะเปื้อน ด้วยน้ำที่สกปรก ย่อมไม่อาจชำระล้างพื้นนั้นให้สะอาดหมดจดได้ แต่กลับจะยิ่งทำให้พื้นนั้น สกปรกมากยิ่งขึ้นกว่าเก่าอีก การก่อเวรเพื่อระงับการจองเวรก็เช่นกัน มีแต่จะทำให้มีเวรมีกรรมต่อกันเพิ่มขึ้นไปอีก ไม่อาจระงับได้ แต่ถ้า ล้างพื้นที่สกปรก เปรอะเปื้อน ด้วยน้ำสะอาด พื้นนั้นย่อมถูกชำระล้าง ให้สะอาดหมดจดได้ เช่นเดียวกัน เวรย่อมถูกระงับได้ ด้วยจิตใจที่สะอาด คือ จิตใจที่คิดไม่จองเวรต่อกันนั่นเอง

การไม่ผูกเวรต่อกัน จะทำให้จิตใจสงบ หากใจคิดจองเวร จะไปทางไหนก็เห็นแต่ศัตรู แต่หากใจไม่มีเวรกับใคร ไปทางไหนก็เจอแต่มิตร

ดังนั้น  หากเห็นโทษของการจองเวร และ เห็นคุณของการไม่มีเวรต่อกันแล้ว จึงควรละเลิกการก่อเวรเสีย เวรที่เคยมีมาก่อน ก็ทำให้เวรนั้นระงับลงไปด้วยการไม่จองเวร พยายามไม่ไปคิดถึงเรื่องเก่าๆ ที่จะทำให้ผูกใจเจ็บ พยายามให้อภัย และ ขออโหสิกรรมให้ ตั้งจิตแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวร ขออย่าได้เป็นเวรเป็นกรรมต่อกันอีก อภัยทาน เป็นทานที่ทำได้ยากที่สุด แต่ก็เป็นทานมีผลสูงสุดในบรรดาทานทั้งปวง แม้ทำได้ยาก แต่หากตั้งใจ หมั่นฝึก หมั่นปฏิบัติ ตั้งจิตให้อภัย และ แผ่เมตตาบ่อยๆ ก็จะค่อยๆทำใจได้ จิตใจจะค่อยๆละวาง ค่อยๆคลาย ความโกรธ ความพยาบาท ลงไปได้ เป็นลำดับ ยิ่งทำใจได้มากเท่าไหร่ จิตใจก็จะยิ่งมี ความสุข ความสงบ ได้มากเพียงนั้น ไม่ว่ายากดีมีจนอย่างไร ถ้ามีจิตใจที่สงบดีแล้ว ย่อมถือว่า เป็นความสุขอย่างแท้จริง

สรุปแล้วก็คือ  เวรทั้งหลายนั้น ย่อมไม่อาจระงับได้ด้วยการ จองเวร แต่จะระงับได้ด้วยการ ไม่จองเวรต่อกัน

วันจันทร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2563

บูชาคนที่ควรบูชา

บูชาคนที่ควรบูชา

การบูชา คือ การเคารพ  การเชิดชู การยกย่อง เลื่อมใส ด้วยใจบริสุทธิ์ ไม่เสแสร้งแกล้งทำ ทั้งต่อหน้า และ ลับหลัง ต่อคนที่เราบูชา และ นำคุณความดี ของบุคคลเหล่านั้น มาเป็นแบบอย่าง มาเป็นแนวทาง ในการปฏิบัติของตน

การบูชาคนที่ควรบูชานี้ ยังเป็นการช่วย ฝึกจิตใจที่หยาบกระด้าง จากการไม่ยอมรับคุณความดีของคนอื่น ให้มีความละเอียดอ่อนลงด้วย

บุคคลที่ควรบูชา สรุปได้ดังนี้

1. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเป็นปูชนียบุคคล ของชาวพุทธ เป็นผู้ก่อตั้ง และ เผยแผ่พระพุทธศาสนา ทรงไว้ด้วย พระมหากรุณาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ พระปัญญาคุณ เป็นแบบอย่างในการ หลุดพ้นจากกิเลส ของมนุษย์ทั้งปวง

2. พระสงฆ์ เป็นผู้สืบสาน สืบต่อพระพุทธศาสนา เป็นผู้เรียนรู้ ศึกษาพระธรรม และ นำธรรมะของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาปฏิบัติ แล้วถ่ายทอดสอนต่อให้ผู้อื่น ได้รู้ ได้เข้าใจ และ ปฏิบัติตาม 

3. พระมหากษัตริย์ผู้ทรงตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม มีพระเมตตา กรุณา มีความซื่อตรง มีขันติธรรม ดำรงรักษาความยุติธรรม บำเพ็ญกุศล ประกอบคุณงามความดี สร้างประโยชน์ สร้างสุขให้กับเหล่าพสกนิกร และ ประเทศชาติ

4. บิดามารดา และ ญาติผู้ใหญ่ที่มีคุณธรรม เป็นผู้ให้กำเนิด เป็นผู้คอยดูแล เลี้ยงดู ปกป้อง อบรม สั่งสอน เพื่อให้บุตรหลาน เป็นคนดี ประพฤติดี มีชีวิตที่ดี

5. ครู อาจารย์ เป็นผู้ แนะนำ อบรม สั่งสอน ให้ความรู้ เพื่อให้ศิษย์มีวิชาความรู้ และ มีแนวทางในการดำเนินชีวิตให้เป็นคนดี รู้จักดำรงตนด้วยความดี ที่จะเป็นหลักประกัน ให้เป็นคนดี มีการดำเนินชีวิต ไปในทางที่ดีงาม

6. ผู้บังคับบัญชา ผู้นำองค์การ ผู้นำสังคม  นักปราชญ์ ที่มีความประพฤติดี ดำรงตนอยู่ในศีลในธรรม เป็นผู้ใหญ่ที่ ให้ความรัก ความเมตตา ดูแลช่วยเหลือ ทุกข์สุขของผู้ใต้บังคับบัญชา หรือ คนที่อยูในปกครอง

ประเภทของการบูชา
การบูชานั้นมี 2 ประเภท คือ

1. อามิสบูชา คือ การบูชาด้วยสิ่งของต่างๆ เช่น การบูชาพระด้วย ดอกไม้ ธูป เทียน หรือ การมอบ ทรัพย์สินเงินทอง สิ่งของเครื่องใช้ ให้แก่บิดามารดา เป็นต้น

2. ปฏิบัติบูชา คือ การบูชาด้วยการ เชื่อฟัง ตั้งใจปฏิบัติตาม แนวทาง หรือ คำสั่งสอน เช่น การเชื่อฟัง คำสั่งสอน ของ บิดา มารดา ครู อาจารย์ หรือ การตั้งใจฝึกจิต เจริญสมาธิภาวนา ตัดกิเลสออกจากใจ ตามคำสอนของพระพุทธเจัา เป็นต้น

ข้อควรระวัง

อย่าบูชาคนที่ไม่ควรบูชา อย่าบูชาคนพาล คนไม่ดี คนชั่ว ไม่ส่งเสริม ไม่เชิดชู ไม่ยกย่อง ไม่สนับสนุน บุคคลเหล่านี้ ไม่ว่าเขาคนนั้นจะมี ฐานะ มียศ มีศักดิ์ สูงส่งแค่ไหนก็ตาม เพราะ จะเป็นการนำไปสู่ความหลงผิด การบูชาคนที่ไม่ควรจะบูชา ก็หมายถึง การรับเอาวิธีการ แนวคิด แนวปฏิบัติ ในทางที่ไม่ดีของคนๆนั้น มาเป็นแบบอย่าง ในการดำเนินชีวิตนั่นเอง

วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2563

กุศลกรรมบท10

กุศลกรรมบท10

กุศลกรรมบท10 คือ กรรมที่เป็นกุศล เป็นวิถีทางในการทำกรรมดี ที่เมื่อได้นำไปปฏิบัติแล้ว จะนำพาเราให้ไปสู่ ความสุขความเจริญ นำไปสู่การเกิดในสุคติภูมิ และ มีความสุขในสุคติภูมินั้น ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 10 ประการ แบ่งออกได้เป็น 3 หมวด คือ หมวดทางกาย มีอยู่ 3 อย่าง หมวดทางวาจา มีอยู่ 4 อย่าง และ หมวดทางใจ มีอยู่ 3 อย่าง

- หมวดทางกาย 3 อย่าง มีดังนี้

      1.ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่เข่นฆ่า ไม่ทำร้าย ไม่ทำลายชีวิต ไม่ว่าจะเป็นชีวิตคน หรือ ชีวิตของสัตว์อื่นใดก็ตาม

      2. ละเว้นจากการลักทรัพย์ ไม่ขโมย ไม่ลักวิ่งชิงปล้น ไม่ถือเอา สิ่งของ หรือ ทรัพย์สินของผู้อื่น ที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ มาเป็นของตน ไม่แสวงหาทรัพย์ด้วยวิถีทางทุจริต ฉ้อโกง หลอกลวงต่างๆ

      3. ละเว้นจากการ ประพฤติผิดในกาม ไม่ล่วงละเมิดทางเพศ แก่ผู้ที่ไม่ใช่ สามี หรือ ภรรยาของตนเอง

- หมวดทางวาจา 4 อย่าง มีดังนี้

       1. ละเว้นจาก การพูดปด การพูดเท็จ ไม่พูดจาหลอกลวง ให้ผู้อื่นหลงเชื่อในสิ่งที่ผิด ไม่เจตนาพูดเพื่อให้ผู้อื่น เข้าใจสิ่งใดผิดไปจากความเป็นจริง

       2. ละเว้นจาก การพูดจาส่อเสียด ไม่พูดจา ยุแหย่ให้คนแตกแยกกัน ให้คนทะเลาะเบาะแว้งกัน ไม่เอาความจากข้างนี้ ไปบอกข้างโน้น หรือ เอาความจากข้างโน้น มาบอกข้างนี้ ด้วยเจตนาที่ จะทำให้ทั้งสองฝ่าย เกิดปัญหาต่อกัน

       3. ละเว้นจาก การพูดจาคำหยาบ ไม่พูด คำด่าทอ คำสบถ คำอาฆาตมาดร้าย ไม่พูดคำที่ทำให้คนฟังแล้ว มีความรู้สึกระคายใจ

       4. ละเว้นจาก การพูดจาเพ้อเจ้อ ไม่พูดจาพล่อยๆ ไม่พูดจาเหลวไหล ไม่พูดจาแต่เรื่องไร้สาระหาประโยชน์ไม่ได้

- หมวดทางใจ 3 อย่าง มีดังนี้

      1. ไม่โลภ ไม่มีจิตที่มีความ อยากจะได้ อยากจะมี อยากจะเป็น ในสิ่งที่ ไม่ใช่ของเรา หรือ ในสิ่งที่ ไม่เหมาะไม่ควรแก่เรา

      2. ไม่พยาบาท ไม่มีจิตที่มีความ คิดร้าย คิดพยาบาท อาฆาตมาดร้าย คิดปองร้ายผู้อื่น ไม่คิดผูกใจเจ็บ ไม่คิดจองเวรต่อกรรมกับผู้ใด

      3. ไม่คิดแย้งกับหลักธรรม ไม่เห็นผิดเป็นชอบ รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว เชื่อในเรื่องบาปบุญ เชื่อในเรื่องกฏแห่งกรรม เชื่อในธรรมะของพระพุทธเจ้า

ผู้ที่ยึดถือและปฏิบัติตาม กุศลกรรมบท ทั้ง 10 นี้ ได้อย่างมั่นคง ย่อมจะได้พบกับ ความสุข ความเจริญ ทัังในภพนี้ และ ภพหน้า

วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2563

ทำบุญล้างบาป

ทำบุญล้างบาป

มีบางคน ที่มีความเชื่ออยู่ว่า เมื่อได้ทำผิดทำบาปไปแล้ว ไม่อยากรับผลกรรม จากการกระทำของตน ก็สามารถเลี่ยงได้ โดยการทำบุญเพื่อแก้กรรม ทำบุญให้มากๆ ทำบุญที่ว่ากันว่าเป็นบุญใหญ่ ทำบุญที่ว่ากันว่าทำแล้วได้บุญมาก จนบางคน ถึงกับไม่เกรงกลัวบาปกรรม เพราะคิดว่า สามารถทำบุญ มาล้างบาป มาหักลบกลบหนี้ บาปที่ตนเองทำเอาไว้ได้

แต่ในความจริงแล้ว ทั้งบาป และ บุญ เมื่อได้ทำไปแล้ว ไม่สามารถจะลบล้างได้ สิ่งที่ทำไปแล้ว ที่ดีก็ดีไป ที่ชั่วก็ชั่วไป ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งบาป และ บุญ ที่ได้ทำไว้ จะติดตามคนผู้นั้นไป เหมือนเงาตัวจนกว่า จะได้รับผลบุญ หรือ ชดใช้กรรมนั้นๆ จนหมดสิ้นแล้ว

ในการทำบุญนั้น อาจจะช่วยให้ ผลแห่งบาป ทุเลาเบาบางลงได้บ้าง ในบางกรณี คือ ถ้าบุญที่ทำไว้ มาส่งผลในจังหวะที่ บาปกำลังส่งผลอยู่ ก็จะทำให้บาปอ่อนกำลังลงได้บ้าง แต่ในความจริงแล้ว ไม่มีใครสามารถ กำหนด บาป บุญ ได้ ว่าจะให้ส่งผล ที่ไหน เมื่อไหร่อย่างไร บางครั้งอาจได้รับผลบุญก่อน เมื่อเสวยบุญจนหมดสิ้นแล้ว บาปจึงจะสำแดงผล บุญก็ช่วยอะไรไม่ได้ บางครั้งอาจจะต้องชดใช้บาปกรรมจนสาสมเสร็จสิ้นก่อน ผลบุญจึงค่อยปรากฏ บางครั้งบาปกรรมต้องชดใช้ชาตินี้ แต่ผลบุญส่งผลในชาติหน้า เป็นต้น บุญกรรมที่ทำไว้ เป็นสิ่งที่ต้องได้รับแน่นอน ตามกฏแห่งกรรม แต่ไม่อาจกำหนดควบคุม ให้เป็นไปตามที่ใจต้องการได้ ยกเว้น คนที่ปฏิบัติธรรมจนบรรลุมรรคผล ดับกิเลสภายในใจได้หมดสิ้น หลุดพ้นจากบ่วงกรรม คือ สามารถหยุดการทำบาปทำกรรมได้อย่างเด็ดขาด ทำดีอย่างบริสุทธิ์ ทั้ง กาย วาจา ใจ ปฏิบัติธรรม สร้างบุญให้ตนเองอย่างต่อเนื่อง ไม่มีบาปเจือปน บุญนี้จึงส่งผลต่อเนื่อง จนไม่มีช่องว่าง ให้บาปกรรมในอดีต เข้ามาเล่นงานได้ และ ในที่สุดผลบุญก็มาก จนบาปตามมาไม่ทัน

แต่สำหรับคนธรรมดาทั่วไป ที่ยังปฏิบัติไม่ถึงขั้นนั้น จิตใจยังมีกิเลส ในการดำเนินชีวิต ยังมีการทำดี ทำชั่ว ปะปนกันไป ทั้งตั้งใจบ้าง ไม่ตั้งใจบ้าง รู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง ก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากบ่วงกรรมได้ จะต้องชดใช้กรรมที่ทำไว้ ไม่ว่าจะช้าจะเร็ว จะชาตินี้ หรือ ชาติไหนก็ตาม

ดังนั้น การคิดว่า เมื่อทำบาปแล้ว สามารถทำบุญมาลบล้างได้ จึงไม่ถูกต้องนัก และ การคิดเช่นนี้ อาจจะทำให้มีการทำผิดทำบาป มากขึ้นหนักขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะ ไม่ต้องเกรงกลัวต่อบาป จะทำผิด ทำชั่ว ทำเลว แค่ไหน อย่างไรก็ได้ เมื่อทำไปแล้วก็ค่อยมาทำบุญลบล้างไปทีหลัง ไม่ต้องสำนึก ไม่ต้องรู้สึกว่าตัวเองผิดแต่อย่างใด คนที่ทำผิดแล้ว สำนึกได้ว่าตัวเองผิด มีความเกรงกลัวต่อบาป ที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำของตน แล้วรู้จักปรับปรุงแก้ไข ไม่ทำผิดซ้ำเดิมอีก บาปกรรมที่ต้องชดใช้ ก็มีเพียงสิ่งที่ได้ทำผิดไว้ในครั้งนั้น แต่สำหรับคนที่ไม่เกรงกลัวต่อบาป ทำผิดแล้วไม่สำนึก ก็จะทำผิดซ้ำๆต่อไป และ จะทำผิดหนักขึ้น มากขึ้น โดยไม่เกรงกลัว บาปกรรมทั้งหมดก็จะติดตัวไป ถึงแม้จะทำบุญมากแค่ไหน ทำบุญใหญ่แค่ไหนก็ตาม ผลบุญก็จะตอบสนองในส่วนของบุญ ส่วนความผิดบาปที่ได้ทำไว้ ก็จะตามตอบสนอง ให้ต้องชดใช้กรรม จนกว่าจะหมดสิ้นเช่นกัน

เพราะฉะนั้น หากไม่อยากต้องมาชดใช้บาปกรรม ก็ต้องพยายาม หยุดทำบาปให้มากที่สุด ไม่ใช่การทำบาปไปก่อน แล้วค่อยมา ทำบุญล้างบาปทีหลัง

วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2563

พุทธวิธีการสร้างสุข

พุทธวิธีการสร้างสุข

ความสุขในทางพระพุทธศาสนานั้น ไม่ได้ให้ความสำคัญกับ การหาความสุขจากภายนอก ไม่ได้หวังความสุขจาก สิ่งบันเทิงเริงใจต่างๆ ไม่หวังให้ใครมาสร้าง หรือ มามอบความสุขให้ แต่จะมุ่งเน้น การสร้างความสุขให้เกิดขึ้นจาก ภายในจิตใจของตนเอง โดยมีวิธีง่ายๆ ดังนี้

ประการแรก ให้ทาน การให้ทาน เป็นความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นการเสียสละ เป็นการแบ่งปันสิ่งที่เรามีอยู่ ให้แก่ผู้อื่น ด้วยใจอันบริสุทธิ์ ไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการให้ ทรัพย์สินเงินทอง สิ่งของปัจจัยสี่ ตามกำลังที่เราให้ได้ รวมถึง การให้ที่ไม่ใช่สิ่งของที่จับต้องได้ เช่น การให้คำปรึกษาแนะนำ การให้ความรู้ การให้เกียรติ การให้กำลังใจ การให้ความร่วมมือในสิ่งที่ถูกต้อง เป็นต้น ความสุขจาก การให้ด้วยใจอันบริสุทธิ์นี้ เป็นความสุขที่เกิดจาก การได้เห็นผู้อื่นมีความสุข เห็นเขาหลุดพ้นจากความเดือดร้อน ความยากลำบาก หลุดพ้นจากปัญหาอุปสรรคต่างๆได้ และถึงแม้ว่า จะยังไม่อาจช่วยให้หลุดพ้น อย่างน้อย ก็ช่วยให้ผ่อนคลาย ทุเลาเบาบางสิ่งต่างๆลงไปได้บ้าง เมื่่อได้เห็นเขามีความสุขขึ้น จิตใจเรา ก็พลอยมีความสุขไปด้วย และนอกจากนี้ โดยปกติแล้ว ผู้ให้ยอมเป็นที่รักเป็นที่เคารพของคนทั่วไป อีกด้วย

ประการที่สอง รักษาศีล การดำเนินชีวิตโดย ยึดมั่นในศีลในธรรม จะทำให้ ไม่ไปเบียดเบียน ไม่ไปสร้างปัญหา สร้างความเดือดร้อน ให้กับทั้งตัวเอง และ คนรอบข้าง รู้จักควบคุม ระมัดระวัง ทั้งคำพูด และ การกระทำ ไม่ให้ไปในทางที่ไม่ดี ไม่โกรธแค้น อาฆาตพยาบาท เข่นฆ่า ทำร้าย ทำลายผู้ใด(ศีลข้อ1) ไม่ฉ้อโกง หลอกลวง จี้ปล้น ลักขโมย เอาของผู้อื่นมาเป็นของตัวเอง(ศีลข้อ2) ไม่ล่วงละเมิดในทางเพศ ต่อผู้ที่ไม่ใช่ ภรรยา หรือ สามี ของตนเอง (ศีลข้อ3) ลด ละ เลิก การพูด คำหยาบ คำเท็จ คำส่อเสียด เรื่องไร้สาระ เรื่องเพ้อเจ้อเกินจริง ไม่ยุแหย่ให้คนทะเลาะกัน เข้าใจผิดกัน(ศีลข้อ4) ลด ละ เลิก จากของมึนเมา และ สิ่งเสพติดต่างๆ รวมถึงการ ไม่ส่งเสริม ไม่สนับสนุน การค้าขาย และ การเผยแพร่สิ่งต่างๆเหล่านี้ด้วย(ศีลข้อ5) เมื่อเรายึดมั่นอยู่ในศีล ประพฤติตนไปในทางที่ดี คิดดี  ทำดี พูดดี จิตใจเราย่อมดี ย่อมมีความสุขไปด้วย

ประการที่สาม ภาวนา การสวดมนต์ภาวนา ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย ระลึกถึงคุณงามความดีต่างๆ
จะช่วยทำให้ จิตใจสงบ เยือกเย็น ลดทอนความรุ่มร้อนในจิตใจ และ ถ้าสามารถปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาได้ ก็จะยิ่งเป็นการ ฝึกฝน พัฒนา ทั้ง สติ และ จิตใจ ให้เข้าใจในธรรมชาติของชีวิตได้ดีขึ้นว่า ธรรมดาของโลก เมื่อมีบวกย่อมมีลบ มีขึ้นย่อมมีลง มีสมหวังย่อมมีผิดหวัง มีสำเร็จย่อมมีล้มเหลว มีความเจริญย่อมมีความเสื่อม ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน และ ไม่ปล่อยให้ ความคิด ความทุกข์ต่างๆ เข้ามารบกวน เข้ามาครอบงำ จิตใจ จนทำให้ปราศจากความสุข

สรุปแล้ว ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับ ใจเราเป็นสำคัญ จะสุข หรือ จะทุกข์ ก็ขึ้นอยู่กับตัวเรา เป็นผู้เลือกเอง