การละเว้นบาป
บาป คือ ความชั่วร้าย เป็นอกุศลกรรม ในศาสนาพุทธนั้น อกุศลกรรม มีอยู่ 10 ประการด้วยกัน แบ่งออกเป็น กายกรรม 3 ประการ วจีกรรม 4 ประการ และ มโนกรรม 3 ประการ
กายกรรม 3 ประการ มีดังนี้
– การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
– การเอาของผู้อื่นมาเป็นของตนโดยที่เจ้าของไม่ได้ให้
– การประพฤติผิดในกาม
วจีกรรม 4 ประการ มีดังนี้
– การพูดคำโกหก
– การพูดคำส่อเสียด
– การพูดคำหยาบคาย
– การพูดคำเพ้อเจ้อ
มโนกรรม 3 ประการ มีดังนี้
– การอยากได้ของ ของผู้อื่น
– การพยาบาท คิดร้ายผู้อื่น
– การมีความเห็นผิดทำนองคลองธรรม
บาปอกุศลกรรมเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ควรจะต้องงด ต้องละเว้น อย่าได้ไปหลงทำ อย่าได้ไปยินดี หรือ มีความพอใจในการทำบาป แม้จะเป็นบาปเพียงเล็กน้อย เพราะ บาปเล็กน้อยเมื่อสะสมมากเข้า ก็ย่อมเต็มไปด้วยบาปได้
การทำบาป ทำชั่วนั้น ทำได้ง่าย เพราะ โดยปกติ ทุกคนอยากที่จะทำสิ่งต่างๆ ตามกิเลส ตัณหา ของตนอยู่แล้ว เหมือนการเดินตามกระแสน้ำไป ย่อมเดินได้ง่าย ดังนั้น ถ้าไม่ระวังให้ดี ก็จะตกเป็นทาสของกิเลสไป
ส่วนการทำดีนัั้น จะทำได้ยากกว่า เพราะ เป็นการทวนกระแสกิเลสของตัวเอง เปรียบเสมือนการเดินทวนน้ำ ต้องใช้ ความพยายาม ความมานะความอดทน ยึดถือเอา ความดี ความถูกต้อง เป็นหลัก ไม่ยอมให้ตนเอง ตกเป็นทาสของกิเลส
แต่ไม่ว่า การทำดีจะทำได้ยากแค่ไหน ก็ควรตั้งใจทำ เพราะ ผลของความดี จะเป็นบุญกุศลติดตัวเราไป ส่วนการทำบาปก็เช่นกัน ผลของบาปก็จะเป็นกรรมติดตัวเราไป จนกว่าเราจะชดใช้บาปนั้นได้หมด ดังนั้น ไม่ว่าบาปจะทำได่ง่ายแค่ไหนก็ควรละเว้น
การจะละเว้นจากบาปนั้น ต้องมี หิริโอตตัปปะ เป็นสำคัญ
หิริ หมายถึง ความละอายต่อบาป คือ มีความละอายในการทำชั่ว ละอายในการทำในสิ่งที่ไม่ดี ถึงแม้ว่า การกระทำนั้น จะไม่มีใครรู้เห็นก็ตาม
โอตตัปปะ หมายถึง ความเกรงกลัวต่อบาป คือ ความกลัวที่จะต้องได้รับผลจากบาปที่ตนเองก่อ จึงไม่ยอมทำบาป
บุคคลใดที่มี หิริโอตัปปะ หรือ มีความละอาย และ มีความเกรงกลัวต่อบาป ก็ย่อมจะต้องพยายาม หลีกเลี่ยง ละเว้น การทำบาปอย่างแน่นอน
ในทางพุทธศาสนานั้น วิธีการละเว้นการทำบาป ทำได้ด้วยการ รักษาศีล ซึ่งศีลนี้ มีอยู่ 4 ระดับ คือ
- ศีล 5 เป็นศีลพื้นฐานสำหรับ พุทธศาสนิกชนทั่วไป
- ศีล 8 เป็นศีลสำหรับ ผู้ต้องการหลุดพ้นจาก กิเลสตัณหามากขึ้น เป็นศีลที่นิยมถือกัน ที่วัด ในวันพระ ศีล 8 นี้ จึงเรียกกันว่า อุโบสถศีล
- ศีล 10 เป็นศีลสำหรับสามเณร
- ศีล 227 เป็นศีลสำหรับพระภิกษุสงฆ์
การรักษาศีล นอกจากจะช่วยในการละเว้นบาปแล้ว ยังช่วยชำระล้างจิตใจให้สะอาดมากขึ้น และ ยังเป็นการสร้างอานิสงส์ผลบุญอีกด้วย ซึ่งอานิสงส์ที่ได้ จะมากน้อยอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับ ระดับของศีลที่ถือรักษา พระภิกษุสงฆ์ ผู้รักษาศีล 227 ย่อมมีอานิสงส์สูงสุด แต่สำหรับ พุทธศาสนิกชนทั่วไป การพยายามรักษาศีล 5 ให้มั่นคง ก็เพียงพอ การมีศีลที่มั่นคง คือ จะไม่ละเมิดศีล ไม่ทำผิดศีล ไม่ว่าจะมีอะไรมา ชักจูง กดดัน บีบคั้นอย่างไร ก็ไม่ยอมละเมิดศีล ไม่ยอมผิดศีล แม้จะต้องยอมสละชีวิตก็ตาม
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น