วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

พรหมวิหาร 4

พรหมวิหาร 4
 
พรหมวิหาร หมายถึง ธรรมของพรหม หรือ ธรรมของท่านผู้เป็นใหญ่ พรหมวิหาร 4 ก็คือ หลักธรรม 4 ประการ เป็นหลักธรรมที่ควรยึดมั่นไว้ ประจำใจ เป็นแนวธรรมปฏิบัติ ที่จะช่วยทำให้การดำรงชีวิต เป็นไปอย่าง บริสุทธิ์ และ ประเสริฐ เฉกเช่นพรหม

พรหมวิหาร 4 ประกอบด้วย

     1.เมตตา
     2.กรุณา
     3.มุทิตา
     4.อุเบกขา

1. เมตตา คือ ความประสงค์ หรือ ความปรารถนาดี อยากให้ผู้อื่นได้รับสุข  ภายใต้จิตใจที่บริสุทธิ์ ไม่คิดหวังผลตอบแทนใดๆ ถ้าหวังผลตอบแทน ก็จะกลายเป็นเมตตาที่ เจือไปด้วยกิเลส
 
เมตตามีอยู่ 2 ประเภท คือ

- เมตตาแท้ เป็นเมตตาที่เกิดขึ้นจากใจอันบริสุทธิ์ ปรารถนาจะให้ผู้อื่นมีความสุขอย่างแท้จริง ไม่หวังผลตอบแทน หรือ ผลประโยชน์แอบแฝงใดๆ
   
- เมตตาเทียม เป็นเมตตาที่เกิดจากการเสแสร้งว่า ปรารถนาจะให้ผู้อื่นมีความสุข แต่ความจริงแล้ว หวังจะได้รับประโยชน์ หรือ ผลตอบแทนที่จะเกิดขึ้นแก่ตน

วิธีฝึกให้เกิดความเมตตา

- ตั้งจิตให้มั่น กำหนดจิตตนเองว่า จะมีความเมตตาต่อสรรพสิ่งทั้งหลาย ผ่านการภาวนา และ การทำสมาธิเป็นประจำ

- แผ่เมตตา ภาวนาจิตพร้อมสวดบทแผ่เมตตา ให้แก่สรรพสิ่งทั้งหลายด้วยวาจา

2. กรุณา คือ ความสงสาร และ ความประสงค์ หรือ ความปราถนา ที่จะช่วยเหลือผู้อื่น ให้พ้นจากความทุกข์ ตามกำลังกาย กำลังทรัพย์ กำลังปัญญา ที่ทำได้ ด้วยจิตอันบริสุทธิ์โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ

ความทุกข์ มีอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

– ความทุกข์ทางกาย   ทุกชีวิตที่เกิดมาบนโลกนี้ ย่อมต้องพบกับ การเปลี่ยนแปลงทางกาย ทั้ง การเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และ เมื่อเกิดขึ้นกับผู้ใด ผู้นั้นย่อมเป็นทุกข์

- ความทุกข์ทางจิตใจ เป็นความคับข้องใจ อันเกิดจาก ความผิดหวัง เมื่อปรารถนาสิ่งใดแล้ว ไม่ได้สมหวังดังที่ปรารถนา ก็เป็นทุกข์ การต้องพบเจอกับสิ่งอันไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ การต้องถูกพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์

กรุณามีอยู่ 2 ประเภท คือ

- กรุณาแท้ เป็นการช่วยเหลือผู้อื่น ด้วยใจอันบริสุทธิ์ เพื่อให้เขาหลุดพ้นจากความทุกข์ ไม่ได้ช่วยเหลือเพียงเพื่อ หวังให้เขาหลงเชื่อ หรือ เพื่อหวังผลประโยชน์ ที่จะเกิดแก่ตน

- กรุณาเทียม เป็นการแสแสร้ง ทำการช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์ โดยหวังเพียงให้เขาหลงเชื่อ หรือ ทำเพื่อมุ่งหวังจะได้ผลประโยชน์ตอบแทน หรือ ทำไปเพียงเพื่อ ให้ผู้อื่นมีความทุกข์เพิ่มขึ้น

3. มุทิตา คือ ความยินดีที่ได้เห็นผู้อื่น ได้ดี มีความสุข มีความเจริญก้าวหน้า สรรเสริญในความสุขที่ผู้อื่นได้รับ ด้วยใจอันบริสุทธิ์ ไม่มีความ ริษยา อิจฉา เจือปน ไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น

มุทิตา มีอยู่ 2 ประเภท คือ

- มุทิตาแท้ เป็นความยินดีจากใจจริง ด้วยจิตอันบริสุทธิ์ ในความสุขของผู้อื่น ไม่ได้แกล้งทำเพื่อหวังให้เขาหลงเชื่อ หรือ เพื่อหวังประโยชน์ตอบแทนจากเขา

- มุทิตาเทียม เป็นการแสแสร้งแกล้งทำเป็นยินดีต่อความสุขของผู้อื่น เพียงเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อ หรือ เพื่อหวังจะได้รับผลประโยชน์จากเขา

4. อุเบกขา คือ การวางเฉย วางใจเป็นกลาง ต่อความทุกข์  และ ความสุข ทั้งของตนเอง และ ของผู้อื่น เป็นการวางเฉยโดยธรรม คือ ไม่มีความลำเอียง ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ไม่มีจิตริษยาต่อผู้ใด พิจารณาสิ่งต่างๆด้วยปัญญา ใครทำกรรมดี ใคทำกรรมชั่ว ก็ย่อมได้รับ ผลแห่งกรรมนั้นตามกฎแห่งกรรม
การวางเฉยที่เกิดจากอคติ  ความไม่ถูกใจ ไม่สบอารมณ์ ความน้อยใจ กลัววุ่นวาย ไม่อยากยุ่งเกี่ยว ไม่ได้ดั่งใจ จึงทำเป็นวางเฉย ไม่สนใจ อย่างนี้ไม่ใช่อุเบกขา
อุเบกขาต้องเป็นการวางเฉย ที่เกิดจากกุศลจิต เข้าใจในธรรม เข้าใจกฎแห่งกรรม ทำหน้าที่ของตนเองให้ดี ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว จึงวางจิตสงบนิ่ง ไม่ยินดี ไม่กังวลต่อผลที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไปในทางดี หรือ ทางร้าย

อุเบกขา มีอยู่ 2 ประเภท คือ

- อุเบกขาแท้ เป็นการวางใจเป็นกลาง ต่อความทุกข์ และ ความสุข ด้วยจิตใจของตนที่ตั้งมั่นโดยแท้ ไม่ใช่ทำเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อ

- อุเบกขาเทียม เป็นการแสแสร้งแกล้งทำว่า ตนมีใจเป็นกลาง ต่อความทุกข์ และ ความสุข เพียงเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น