การถูกทรยศหักหลัง
การถูกทรยศหักหลังนั้น นับว่าเป็นเรื่องที่ทำให้เกิด ความบอบช้ำทางจิตใจมาก มากกว่าการถูกศัตรูคู่อริทำร้ายเสียอีก เพราะ การทรยศ เกิดจากคนใกล้ชิด คนที่ไว้วางใจ คนที่เชื่อใจ หันกลับมา ทำร้าย ทำลาย ทำให้เกิดปัญหา ทำให้เกิดความสูญเสีย ด้วยความตั้งใจ ไม่ใช่ด้วยการ พลั้งเผลอไป หรือ รู้เท่าไม่ถึงการ ดังนั้น ผู้ที่ถูกทรยศ ย่อมต้องเจ็บปวดใจมากเป็นธรรมดา
และแน่นอน คนส่วนใหญ่ที่ถูกทรยศ ย่อมต้องมีความรู้สึกโกรธ รู้สึกแค้นเคือง อยากจะตอบโต้ อยากจะแก้แค้นผู้ที่ทรยศนั้น ให้สาสมกับการกระทำของเขา
แต่ในทางพุทธศาสนานั้น การแก้แค้นกัน การทำลายล้างกัน ไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง พุทธศาสนาเชื่อเรื่อง กฎแห่งกรรม ทำกรรมใดมาก็ต้องชดใช้
การถูกทรยศ ก็เพราะ เคยทรยศเขามา หรือ เคยทำกรรมไม่ดีต่อเขามา ไม่ว่าจะในชาตินี้ ชาติก่อน หรือ ชาติไหนๆก็ตาม แล้วกรรมนั้นตามมาสนอง ให้ต้องชดใช้ และ หากมีการไปแก้แค้นกัน ทำร้ายกัน ก็จะเป็นการ สร้างเวรต่อกรรมกันไปอีก ชาติต่อๆไป ก็จะต้องมาเจอกัน มาทรยศหักหลังกัน ทำลายล้างกันต่อไปอีก ไม่จบไม่สิ้น
ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดก็คือ การไม่ผูกใจเจ็บ ไม่แก้แค้น ไม่ทำอะไรที่เป็นเวรเป็นกรรม ที่จะต้องมาชดใช้ต่อกันอีก ด้วยการให้อภัยต่อกัน ไม่จองเวรต่อกันอีก การให้อภัยนี้ นอกจากจะทำให้หมดเวรหมดกรรมต่อกันแล้ว ยังเป็นบุญเป็นกุศล ต่อตัวผู้ให้อภัยเองด้วย เพราะ การให้อภัย ถือเป็นการให้ทานอย่างหนึ่ง และ เป็นทานที่มีอานิสงส์สูงที่สุด ในบรรดาทานทั้งปวง เรียกว่า อภัยทาน
แต่การให้อภัย ก็ไม่ใช่การปล่อยเลยตามเลยไปเสียทุกเรื่อง เรื่องไหนปล่อยไปได้ก็ปล่อยไป เรื่องไหนที่ควรจะต้องทำอะไรบ้าง ก็ควรทำ เช่น อาจจะต้องมีการพูดจาตักเตือนให้สติกันบ้าง ถ้ามีอำนาจหน้าที่ ต้องมีกฏมีระเบียบ มีการลงโทษอะไร ก็ต้องทำ ไม่ใช่แค่ให้อภัย แล้วไม่ทำอะไรทุกเรื่อง
พระพุทธเจ้าเอง เมื่อมีพระสงฆ์ทำผิด ท่านก็ลงโทษไปตามกฏตามวินัย ถ้าทำผิดหนักถึงปราชิก ต้องลาสิกขา ท่านก็ให้ลาสิกขาไป แต่การลงโทษของท่านนั้น ไม่ได้ทำด้วยความโกรธ แค้นเคือง อยากทำลาย อยากทำให้อับอาย ไม่ได้ทำด้วยจิตอกุศลใดๆ แต่เป็นการทำไปเพราะ เป็นสิ่งที่ถูก เป็นสิ่งที่ควรทำ และ ไม่ได้มีความชื่นชมยินดี ในการที่ผู้อื่นถูกลงโทษ แม้เขาจะทำผิดก็ตาม เป็นการทำด้วยจิตที่เป็นกลาง ไม่ถูกปรุงแต่งจากกิเลสใดๆ เป็นอุเบกขาจิต
แต่สำหรับคนทั่วไป คงยังไม่สามารถบรรลุถึงขั้น จิตที่เป็นอุเบกขาได้สมบูรณ์ ดังนั้น การจะทำอะไร หรือไม่ทำอะไร จึงควรตั้งสติ ตรวจสอบจิตตัวเองบ่อยๆ พิจารณาให้ดีว่า สิ่งที่จะทำนั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่ควรทำ หรือว่าต้องการทำเพราะ ถูกความแค้น ถูกอกุศลจิต เข้าครอบงำ
และการให้อภัยนี้ ไม่ได้หมายความว่า ต้องไปคบหาสนิทสนมกับผู้ที่ทรยศ คือ ถ้ายังสามารถคบกันได้ก็คบไป แต่ไม่ควรไว้วางใจมากเกินไป ไม่ควรไปคลุกคลี สนิทสนมด้วยเกินจำเป็น และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ควรไปช่วยเหลือเขาในการผิด ทำบาป หรือ ไปทรยศคนอื่นอีก แต่ถ้าเขามีปัญหา มีความเดือดร้อนใด แล้วสามารถช่วยได้โดยไม่เดือดร้อน ไม่มีปัญหาใดตามมา ก็ควรช่วยตามความเหมาะสม เพราะ การให้ความเมตตา ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น เป็นการสร้างบุญบารมี ให้แก่ตนเอง เป็นหนึ่งในบารมีสิบประการ ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ การให้ความเมตตาผู้อื่น ไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่เป็นศัตรู เรียกว่า เมตตาบารมี
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น